• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172374
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันศุกร์ ที่ 5 พฤศจิกายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 1170 , 10:17:34 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

๒๓. รัฐสยามยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

          ผมมีความจำเป็นต้องทำความต่อเนื่องให้กับเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐ ไทย ก่อนที่จะเข้าเรื่องขบวนการเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำ “คณะราษฎร” ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ..๒๔๗๕

          จับความมาจากเอกสารการสอนชุดวิชาปัญหาการพัฒนาชนบทไทย (๘๐๒๐๖) สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ ๖ การเมืองการปกครองไทยกับการพัฒนาชนบท โดยอาจารย์ชิด นิลพานิช กับชุดวิชาเศรษฐกิจกับการเมืองไทย (๘๐๒๐๔) หน่วยที่เขียนโดยอาจารย์ณรงค์ เพชร์ประเสริฐ

          การเมืองการปกครองในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นความพยายามในการฟื้นฟูชาติและการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง เพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็งหลังเสียกรุงศรีอยุธยา การปกครองในส่วนกลางมีตำแหน่งสำคัญ ๓ ตำแหน่งคือ สมุหนายก มีอำนาจหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ สมุหพระกลาโหม มีอำนาจหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ และ พระคลัง ดูแลหัวเมืองชายทะเล สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาคมีการแบ่งหัวเมืองออกเป็น ๔ ชั้นคือ เอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง ขึ้นต่อสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และพระคลังดังกล่าวแล้ว

          ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เริ่มมีการปฏิรูปการเมืองการปกครองของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศในสภาวะที่มีภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคม มีการลดทอนอำนาจทางการเมืองการปกครองของขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีการเลิกทาสในที่สุด       

          “...แม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูประบบกองทัพ ระบบราชการและการศึกษา แต่อำนาจการปกครองก็ยังคงอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์แห่งอำนาจ อำนาจการปกครองถูกผูกขาดอยู่ในมือของราชนิกุลและตระกูลขุนนางที่ภักดีต่อราชบัลลังก์

          ข้าราชการต่างๆ ถูกจัดระบบหน้าที่การงานเสียใหม่ให้มีการจัดสรรตำแหน่งและแบ่งส่วนหน้าที่อย่างชัดเจน และแยกย่อยลงไปโดยจะต้องปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย และกฎหมายใหม่ๆ อย่างเคร่งครัด แม้ว่าต่อมาข้าราชการส่วนใหญ่จะไม่ใช่บุคคลที่มาจากราชนิกุลและตระกูลขุนนาง แต่ข้าราชการชั้นสูงยังคงเป็นราชนิกุลและตระกูลขุนนางผู้ภักดีต่อราชบัลลังก์ ตัวอย่างคือการรับนักเรียนเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยเมื่อปี พ..๒๔๙๙ ก็มีการระบุว่าจะต้องเป็นบุตรของผู้มีชื่อเสียง จะต้องมีข้าราชการชั้นสัญญาบัตรอุปถัมภ์และรับรอง ปี พ..๒๔๕๒ การเข้าโรงเรียนเตรียมนายทหารจำกัดนักเรียนเฉพาะโอรสในพระบรมวงศานุวงศ์และบุตรนายทหารเท่านั้น สภาพการณ์ดังกล่าวนี้คงอยู่เรื่อยมาจนถึง ปี พ..๒๔๗๕...”

          เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ อำนาจของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความเป็นปึกแผ่นกว่าที่เคยเป็นมา ภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมก็ลดน้อยลง เมื่อมีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ก่อตัวและกลายเป็นกระแสขึ้นก็คือความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครอง

          ระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงขั้นวิกฤตเมื่อ คณะ ร..๑๓๐ (..๒๔๕๔) อันประกอบด้วยชนรุ่นใหม่ที่เป็นผลิตผลของสังคมใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการศึกษามากขึ้น ได้พยายามล้มล้างอำนาจของสถาบันกษัตริย์แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าความชอบธรรมของระบอบการปกครองได้ถูกท้าทายเป็นครั้งแรก ในลักษณะที่เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมากกว่าการแย่งชิงอำนาจส่วนบุคคล

          “ในช่วงรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ระบบการเมืองซึ่งแต่เดิมมีสมรรถนะในการปรับตัวสูง กลับเคลื่อนไหวปรับตัวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางกระแสความคิดของกลุ่มบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะสร้างสรรค์สถาบันทางการเมืองในลักษณะที่เตรียมการปูพื้นฐานสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตยได้เริ่มขึ้นอย่างรีบเร่งในรัชการที่ ๗ แต่ความลังเลพระทัย ประกอบกับความเห็นของอภิรัฐมนตรี และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการนำระบอบการปกครองโดยมีรัฐสภามาใช้ ทำให้ระบบการเมืองปรับตัวเชื่องช้าจนกระทั่งการสิ้นสุดของระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ..๒๔๗๕ ด้วยการยึดอำนาจแทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยตัวผู้นำและการปรับตัวเองของระบบการเมือง”

          ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ สยามเข้าร่วมสงครามโดยเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ และเมื่อฝ่ายอังกฤษชนะสงคราม สยามจึงเรียกร้องให้อังกฤษยกเลิกสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่เป็นข้อผูกพันที่เคยทำไว้ตั้งแต่ พ..๒๓๙๘ คือให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกยกเลิกศาลกงสุล ให้คนในบังคับของมหาอำนาจตะวันตกขึ้นศาลสยาม และให้สยามมีสิทธิกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรเองได้ ยกเว้นสินค้าบางชนิด เช่นผ้า ฝ้าย และเครื่องจักร เป็นต้น

          ผลจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ภาวะส่งออกของไทยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผลกระทบเหล่านี้เริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ปี พ..๒๔๗๐ หรือหลังจากสงครามโลกสงบลงแล้วประมาณ ๑๐ ปี ดูได้จากตัวเลขรายได้ต่อหัวต่อปีของประชาชนเมื่อปี ๒๔๗๐ คือ ๑๐.๔๙ บาท แต่เมื่อถึงถึงปี พ..๒๔๗๕ ลดลงเหลือ ๖.๓๙ บาท

          ภัยคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ต้องหันมาใช้นโยบายประหยัดโดยการปลดข้าราชการออก และตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลบางประเภท ขณะเดียวกันก็ขึ้นภาษีอากรบางประเภท แต่ก็ไม่สามารถกอบกู้ฐานะการคลังของรัฐได้ การปลดข้าราชการและขึ้นภาษีทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนหนักขึ้น กลายเป็นภาวะสุกงอมของการเปลี่ยนแปลง

          บรรดาผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้มีการศึกษาจากตะวันตก ต้องการสร้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย “จึงได้ทำการปฏิวัติ” เปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ..๒๔๗๕ กลุ่มบุคคลผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” โดยมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำ สมาชิกผู้ก่อการส่วนใหญ่เป็นขุนนางได้แก่ทหารและข้าราชการหัวสมัยใหม่

          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรใช้นโยบายประนีประนอมกับกลุ่มผู้มีอำนาจเก่ากล่าวคือ เป็นแต่เพียงลดอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ สร้างสถาบันรัฐสภา และพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยขึ้น กองทัพ ระบบราชการและระบบกรรมสิทธิ์ยังคงมีลักษณะเช่นเดิม

          เพื่อให้เห็นภาพโดยรวม ผมขอนำเหตุการณ์ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.๒๔๗๕ มาบันทึกไว้เพื่อให้เห็นสถานการณ์โดยรอบด้านในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ..

กล่าวคือ.. หลังจากคณะราษฎร์ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และกราบบังคมทูลขอให้เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่ประสงค์ให้เสียเลือดเนื้อและความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎร์ และได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะราษฎร์จะมีพระราชประสงค์และจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำของคณะราษฎร์ทั้งหมด โดยเฉพาะการออกกฎหมายป้องกันและรักษารัฐธรรมนูญ การตั้งศาลพิเศษตามกฎหมายดังกล่าว และการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สอง ซึ่งทรงเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ประกอบกับทรงมีปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวกับสายพระเนตรเสื่อมทรุดลงเรื่อย จึงมีพระราชวินิจฉัยเด็ดขาดที่จะเสด็จต่างประเทศเพื่อผ่าตัดพระเนตร และตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗ และประทับอยู่ที่ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์ อันเป็นเขตชนบทชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยปัจจุบันเมื่อวันที่วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔ โดยที่ไม่มีโอกาสได้เสด็จนิวัตกลับราชอาณาจักรไทยอีกเลย

มีการถวายพระเพลิงศพหลังจากสวรรคตได้ ๔ วัน ณ ฌาปณสถานโกลด์เดอร์สกรีน เหนืองกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นับเป็นงานพระบรมศพที่เรียบง่ายที่สุดนับแต่มีชาติไทยมา ไม่มีพระเมรุมาศ ไม่มีเสียงประโคมย่ำยาม ไม่มีแม้แต่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม สิริพระชนมายุได้ ๔๗ พรรษาเศษ อยู่ในสิริราชสมบัติเพียง ๙ ปี

ก่อนเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชหัตถเลขาประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ มีใจความสำคัญที่คนไทยควรจดจำไว้เป็นนิรันดร์..

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร..”





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 05/11/2010 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

น่าศึกษายิ่งครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]