• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172609
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 2608 , 06:25:48 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

๒๙. การดิ้นรนเพื่อเอกราชแห่งชาติ

สิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี

          เริ่มจากลาวทางด้านฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง...

          นายพลสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี เล่าเรื่องการแหกคุกโพนเค็งว่า “..เดินทางกันตลอดทั้งคืน ขณะเดียวกันทหารศัตรูก็ออกแรงตามล่าอย่างไม่ลดละ แต่มุ่งลงทางใต้ทางพระบาทโพนสัน และปากซัน ทั้งนี้ก็เพราะคนพื้นฐานและพ่อแม่ประชาชนพากันปล่อยข่าวว่าเห็นพวกเราเดินทางมุ่งหน้าสู่ภูเขาควายโน้น

          ฝนยังรินไม่หยุด ยังมีฟ้าแลบแปรบปราบ และมีทีท่าว่าฝนจะตกหนักยิ่งขึ้น

          คณะพวกเราเดินทางไปถึงบ้านหัวขัวพอดีตี ๔ และเมื่อมาถึงถนนหมายเลข ๑๓ ฝนก็ตกหนักขึ้น ฟ้าแลบแปรบปราบ จึงไม่กล้าข้ามถนน เกรงทหารศัตรูจะมาพบเห็น

          หลังจากปรึกษากันสักครู่หนึ่ง ทุกคนจึงคืบคลานข้ามถนน บ้างก็วิ่งตามหลังกันเป็นขบวน แบ่งออกเป็นสามชุด เป็นเวลาเดียวกับสหายคำผน บุดดาคำ สหายบุนเที่ยง สหายทองเดือน และสหายคำพิน ได้นำทหารเขตพื้นฐานมาสะกัดอยู่ที่นั่น ทั้งจ้องปืนใส่รูปร่างมอมแมม เป็นเงาตะคุ่มดำอยู่ท่ามกลางสายฝนและเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบนั้น  สหายบุนเที่ยงตบบ่าสหายคำผน บุดดาคำ ว่าไม่ให้ยิง ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าหากเป็นทหารศัตรู คงไม่พากันกระโดดข้ามทางแบบหลบลี้หนีตายใครมาแบบนั้นดอก  ผิดแต่ว่าตามที่รู้มาว่า จะมีท่านผู้นำแหกคุกมาเพียงสิบกว่าคน แต่นี่มีจำนวนเกินยี่สิบ และแต่ละคนก็แต่งเครื่องแบบทหารศัตรูอีกด้วย

          แล้วคณะพวกเราก็ได้พบกับกองทหารที่รักชาติ ที่สหายสาลี วงคำซาว ได้มอบหมายให้มาเตรียมรับเอาพวกเราตามเส้นทางที่จะผ่านนั้น  ทุกคนดีอกดีใจ คิดว่าทีนี้รอดตายแล้ว ท้าวคำพินแจกจ่ายข้าวต้มมัดให้พวกเรากินรองท้องคนละมัดสองมัด ปรากฏว่าทั้งความเหน็ดเหนื่อยและหิวโหยต่างก็ผ่อนคลายอยู่ในร่างกายอย่างบอกไม่ถูก...”

          “..คณะรับผิดชอบทหารแขวงเขตพื้นฐานทุ่งราบเวียงจันทน์ พาคณะพวกเราไปอยู่ถ้ำแห่งหนึ่งที่มีทิวทัศน์สวยงามที่บริเวณด่านสูงภูพะนัง แล้วพวกเราจึงรับรู้เพิ่มเติมว่า ศัตรูออกตามล่าพวกเราไปคนละทิศคนละทาง เพราะพวกมันส่งกำลังทหารไปตามป่าดงสองฟากทางหลวงหมายเลข ๑๓ ตั้งแต่เวียงจันทน์จนถึงเมืองปากซัน จึงเป็นเรื่องชวนหัวจนหายจากอาการปวดเมื่อย

          

         สหายสาลี วงคำซาว ตัวแทนรัฐบาลลาวต่อต้านลงมาประจำเขตพื้นฐานเวียงจันทน์ ท่านแต่งชุดดำหม้อนิลแบบชาวนามารับและสวมกอดพวกเราทุกคน กินข้าวพักผ่อนแล้ว สหายสาลี วงคำซาว ได้เล่าสภาพการณ์ให้พวกเราฟังว่าอยู่ที่สำนักแขวงเวียงจันทน์ มีสหายทิดม่วนสาว จันทะลา เป็นประธานแขวง

          พวกเราพักผ่อนเอาแรงและตระเตรียมการเดินทางอยู่ที่ด่านสูงเป็นเวลา ๕ วัน ทั้ง มอบหมายให้มวลชนพื้นฐานเข้าไปติดตามข่าวสถานการณ์ในเวียงจันทน์ จึงได้รู้เพิ่มเติมว่า รัฐบาลผุย ชะนะนิกอน ได้สั่งให้กองพันราบอากาศที่ ๒ ที่พวกเขาส่งไปประจำอยู่แขวงสาละวันนั้นกลับขึ้นมาเวียงจันทน์ด่วน ด้วยเหตุผลที่ว่ากองพันราบอากาศที่ ๒ เป็นกองพันที่เด็ดขาด เชื่อใจได้ ไปมาว่องไว และที่พิเศษกว่านั้นหัวหน้ากองพันที่ ๒ ชื่อกองแล เป็นลูกศิษย์ท่านสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี กองแลมีความใกล้ชิดกับเรา อาจจะมีส่วนรู้ส่วนเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกมันจึงส่งกองพันนี้ไปประจำอยู่สาละวัน กองแลอาจจะรู้ร่องรอยของเราไม่มากก็น้อย

          ยังรู้ข่าวเพิ่มเติมอีกว่าพูมี หน่อสะหวันได้ทำรัฐประหาร โค่นล้มผุย ชะนะนิกอนลง เอากุ อะไพ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เอาหยุย อะไพ เป็นรองนายก พูมี หน่อสะหวัน เป็นรัฐมนตรีป้องกันชาติ

          ส่วนพวกเรา เมื่อรู้ข่าวแล้วก็พากันหัวร่อ เราเองก็อยากพบร้อยเอกกองแล อยู่เหมือนกัน “ว่ามันจะกล้าฆ่าครูอาจารย์ของมันหรือไม่

          เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะออกเดินทางต่อไป มวลชนพื้นฐานได้เข้าไปเวียงจันทน์ ซื้อเอาผ้าสีกากีมาตัดเย็บเป็นเปลนอน ซื้อผ้ายาง (ผ้าพลาสติกอย่างหนา) ให้คนละ ๓ เมตร เพื่อจะเอาใช้กันฝน ทั้งเป็นเสื้อฝนในเวลาเดินทาง หรือเวลาผูกเปลนอนอยู่กลางดงกลางป่า ก็ใช้ผ้ายางมุงเป็นหลังคากันฝนกันหมอก ทั้งหมดนี้คือสมบัติที่พวกเรามีอยู่ในครอบครองในระหว่างการเดินทาง

          บั้งข้าวหลามบั้งหนึ่งเอามาตัดแบ่งกันกิน ได้คนละสองข้อมือ ช่างอะเหร็ดอร่อยอย่างเหลือเชื่อ จนรู้สึกว่าภายในร่างกายมีกำลังวังชาขึ้นมาทันที

          พักอยู่ด่านสูงได้ ๕ วัน ศูนย์กลางจึงแต่งให้ลุงจันดี ดวงบุดดี มื่น สมวิจิด สหายคำตัน และพนักงานทหารจำนวนหนึ่งลงมารับ เพื่อจะได้ขึ้นไปสู่เขตฐานที่มั่น แขวงหัวพันซำเหนือ

          มีข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทหารศัตรูกระโดดร่มลงทุกจุดที่มันสงสัย พร้อมกับพกพาเอาคำพูดเพชรฆาตของพูมี หน่อสะหวันไปด้วย คือ “พบอยู่ที่ใดให้ฆ่าทิ้งได้ทันที

          การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง จะมีมวลชนพื้นฐานนำทางและส่งมอบเคลื่อนต่อให้กันอย่างระมัดระวัง...

          ....ถ้าจะคิดเอาว่าเหมือนกับท้าวกาละเกด สินไซเดินดงในนิทานก็คงจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไร เพราะมันเป็นชีวิตเดินดงที่สุดแสนลำบากจริงๆ

          อาหารการกินของพวกเราคือนก หนู กระต่ายป่า งู ยอดไม้ ใบหญ้า ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมา พอแลเห็นยอดอ่อนก็เด็ดมากิน

          ส่วนข้าวนั้น ประชาชนนึ่งแล้วห่อใบตองกล้วย หรือใบตองจริงก็มี  แล้วเอาไปยัดไว้ในโพรงไม้ตามเส้นทางที่พวกเราเดินทางผ่าน พอพวกเราผ่านไปก็ไปล้วงเอามากิน ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีมวลชนพื้นฐานส่งข่าว และตระเตรียมกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

          เท้าของแต่ละท่านแต่ละคนเปื่อยบวม เพราะสวมใส่รองเท้าไม่พอดีกับเท้า บางคนจึงเดินตีนเปล่า บางคนก็เดินชักกะเย่อ มีไม้เท้าเป็นขาที่สาม

          ขบวนพวกเรามุ่งหน้าผ่านผาช่อหน่อคำ เพื่อไปสู่บ้านถ้ำไท  ภูเยีย นาซ่อน  ที่นั่นเป็นป่าดงชนิดที่ว่า “ผีไม่ท่องคนไม่เทียว” พอไปถึงภูเยียจึงพบงูเหลือมตัวหนึ่งขนาดสักเท่าแข้ง เราออกจะเป็นคนทะลึ่งตึงตังสักหน่อย ถ้าจะฆ่างูเหลือมแล้วช่วยกันถือเพื่อจะเอาไปเป็นอาหารมื้อค่ำ ก็จะหนักเพราะเป็นงูเหลือมใหญ่  เราคิดถึงคำโบราณที่ว่างูเหลือมนั้นเป็นชู้กับเครือยานาง จึงไปเอาเครือยานางมาทำเป็นบ่วงผูกคอมันแต่พอหลวมๆ เออ...เป็นความจริง งูเหลือมเลื้อยไปอย่างว่านอนสอนง่าย จนไม่ได้ออกแรงลากดึงเท่าที่ควรด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เป็นการลากจูงงูขึ้นภูเยียอีกซะด้วย

          ตรงที่พวกเราได้งูเหลือมที่ตีนภูเยียนั้น เป็นดงหวายอเนกอนันต์ จึงพากันตัดเอาเครือหวายมาสานเป็นเป้หลัง เป็นหวายใหญ่ ทั้งใหญ่ทั้งยาวและงามดี ทุกคนจึงมีเป้หวาย มีไม้เท้าหวายทำเป็นหัวงูหรือหัวสัตว์ต่างๆ เป็นเรื่องสนุกสนานยามเดินดง จนลืมไปว่ากำลังถูกตามล่าเพราะเป็นนักโทษการเมืองแหกคุกมา

          พากันเดินทั้งวันจนคล้อยค่ำจึงไปถึงยอดภูเยีย มีหลายท่านเท้าเปื่อย เท้าพอง เพราะการเดินทางนั้นมีทั้งลุยน้ำในลำห้วย ทั้งเดินตามป่าดง จึงพากันไปเก็บเอาใบไม้ที่คิดว่าเป็นยาสมุนไพร เอามาหลามใส่บั้งไม้ไผ่ แล้วเอาเท้าแช่พอทุเลา

          อาหารค่ำมื้อนั้นได้แก่หลามงูเหลือม อะเหร็ดอร่อยไม่มีใดปาน พอตกค่ำคืน ก็ผูกเปลพากันหลับนอนท่ามกลางเสียงบรรเลงของกอไม้เสียดสีกัน เสียงบรรเลงขับกล่อมของริ้นยุงและสัตว์ป่าชะนีนางไพร โหยหวนวังเวงและเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก

          พอตื่นเช้าก็ออกเดินทางต่อลงภูเยีย เราเดินติดกับท่านสุพานุวง

          พากันไถลกลิ้งลงภูเป็นร่องรอยราวควายป่าผ่าดงจึงลงถึงตีนภูเขา อันนิสัยทะลึ่งของเรานี่ก็แปลก เวลาเดินไปตามห้วยน้ำลำธาร เห็นก้อนหินก้อนใดแปลกตาหน่อย ก็เก็บหย่อนลงเป้ เห็นไม้ลำใดรูปร่างแปลกๆ ก็ตัดใส่เป้หวาย เจ้าสุพานุวงก็ทำอย่างเดียวกันกับเรา ท่านคงจะสำราญใจในยามเดินดง ทำให้เราคิดถึงนิทานหลายเรื่องที่เชื้อเจ้าวงศ์กษัตริย์เข้าป่าเข้าดงไปร่ำเรียนวิชาอาคม แล้วกลับคืนไปกอบกู้เอาพระราชบัลลังก์ ปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอย่างอยู่เย็นเป็นสุข

          เมื่อเห็นอันใดก็เก็บ เห็นอันใดก็เอา เป้หลังจึงหนักขึ้นเรื่อยๆ ครั้นจะทิ้งเสียก็เสียดาย จึงจำยอมหนักบ่าเพื่อความพอใจต่อค่าวัตถุที่ตนอยากได้

          ในจำนวนนักรบที่เดินทางไปด้วยกันนั้น มีคนหนึ่งชื่อท้าวคำไหล เป็นคนปากลาย คล่องแคล่วว่องไว ขันอาสาเป็นคนหาปลา ว่าแต่แกไปตกปลาที่ไหน ปลาที่อยู่เวินวังนั้น หรือห้วยหนองนั้นมากินเบ็ดของแกทั้งหมด เราหรือใครก็ตามที่ขอติดตามไปแกจะไม่ยอมให้ไปด้วย แกจะไปคนเดียวแล้วก็ขนปลากลับมาคนเดียว พวกเราจึงขนานนามให้แกว่าท้าวเงาะป่าที่เสกเอาปลาขึ้นจากน้ำ  นับแต่มีแกเดินร่วมทางพวกเราจึงมีปลากินกันเป็นประจำทุกวัน

          จากด่านสูงเดินดงถึงเมืองกาสีเต็ม ๓ เดือนพอดี พนักงานพื้นฐานจึงเอาพวกเราไปพักอยู่ถ้ำบ้านบงริมห้วย คิดว่าจะพักอยู่ถ้ำบ้านบงระยะหนึ่ง แล้วก็จะออกเดินทางต่อขึ้นไปบ้านบวกถ้ำแก้ว

          วันนั้น วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๑๙๖๐ (๒๕๐๓) สหายสีชะนะ สีสาน มีหน้าที่ถือวิทยุน้อยคอยติดตามฟังข่าวคราว หน้าตาตื่นมาบอกให้ทุกคนรู้ว่า “ที่นครหลวงเวียงจันทน์มีการรัฐประหารอีกแล้ว คือกองพันราบอากาศที่ ๒ ซึ่งร้อยเอกกองแลเป็นหัวหน้า...”

          เราได้เล่าเรื่องกองแลให้ทุกท่านทุกคนฟัง เจ้าสุพานุวงก็เสริมอีกว่า “ทั้งท้าวกองแล และท้าวเดือน สิงกะโปเคยพาไปพบเราที่บ้านพักแล้ว พวกเราก็ได้ชี้แจงอธิบายให้พวกเขาเข้าใจต่อสภาพการณ์บ้านเมือง จึงอาจจะเป็นผลจากความเข้าใจนั่นกระมัง เพราะเห็นพวกเขาปรับทุกข์ให้ฟังว่าเบื่อหน่ายต่อการออกไปเข่นฆ่าคนลาวด้วยกัน ครั้นพวกที่อยู่สุขสนุกสนานกลับเป็นพวกเจ้านายท่าน...”

          รัฐบาลต่อต้านที่ซำเหนือมีคำสั่งให้คณะพวกเราเตรียมเดินทางกลับเวียงจันทน์ ในฐานะเป็นผู้แทนฝ่ายปะเทดลาวเข้าไปเจรจากับรัฐบาลเวียงจันทน์

          ก่อนการรัฐประหาร รัฐบาลเวียงจันทน์คือสม สะหนิด ขึ้นเป็นรัฐบาลแทนกุ อะไพ เพราะพวกเขามีการโค่นกันไปโค่นกันมาแบบนั้น

          การทำรัฐประหารที่ไม่คิดการให้รอบคอบของกองพันที่ ๒ มีส่วนผิดพลาดอยู่นิดเดียว คือมีเรื่องก่อนการทำรัฐประหารอยู่ว่า...

          วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๑๙๕๙ (๒๕๐๒) เจ้าชีวิตสีสะหว่างวงเสด็จสวรรคต และวันถวายพระเพลิงพระบรมศพจะกระทำเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ๑๙๖๐ (๒๕๐๓)

          ขณะที่คณะรัฐบาลสม สะหนิด ทยอยเดินทางกลับจากนครหลวงพระบางลงมาเวียงจันทน์นั้น กองพันที่ ๒ กองแลคิดว่าคณะรัฐบาลกลับลงมาเวียงจันทน์ทั้งหมดแล้ว พวกเขาจึงประกาศการรัฐประหารตอนตี ๓ ของวันที่ ๙ สิงหาคม ๑๙๖๐ (๒๕๐๓) กระจายกำลังทั้งกองพันยึดเรือนอ้วน ลาทิกูน ก่อน แล้วยึดสำนักงานนายกรัฐมนตรี สนามบินวัดไต สถานีวิทยุกระจายเสียง และกระทรวงสำคัญ

          แต่, พูมี หน่อสะหวัน กลับยังค้างอยู่หลวงพระบาง หรือหมออาจจะพอรู้ข่าวระแคะระคายก่อนแล้วก็ไม่รู้ จึงบินลงไปสะหวันนะเขด ตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าต่อต้านกลุ่มรัฐประหารที่เวียงจันทน์อย่างเปิดเผย

          คณะแหกคุกของพวกเราจึงได้จัดตั้งกันเป็นคณะเจรจา ตามคำชี้นำของศูนย์กลางพรรค เพื่อหันหน้าคืนกลับสู่นครหลวงเวียงจันทน์อย่างผู้มีชัย โดยมีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เป็นหัวหน้า มีท่านพูมี วงวิจิด ท่านพูน สีปะเสิด มีเรา ท่านสีชะนะ สีสาน ท่านคำผาย บุบผา ท่านเพ้า พมมะจัน ท่านบัวสี และพนักงานจำนวนหนึ่ง

          ส่วนเจ้าสุพานุวง ท่านสีทน กมมะดำ ท่านมา ไขคำพิทูน และพนักงานอีกจำนวน หนึ่งเดินทางไปซำเหนือ

          กระแสคลื่นมวลชนชาวนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นคลื่นพัดแรงที่สาดซัดรัฐบาลสม สะหนิดพังทะลายลง

          ขณะเดียวกัน ท่านสาลี วงคำซาว กับร้อยโทเดือน สูนนะลาด รองหัวหน้ารัฐประหาร ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินตามหาพวกเรา ให้กลับคืนไปเจรจากัน ซึ่งขณะนั้นคือเจ้าสุวันนะพูมา ได้ถูกคณะรัฐประหารสถาปนาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเดินตามแนวทางสันติภาพ เป็นกลาง ความถูกต้องปรองดองแห่งชาติ เพื่อขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกาผู้รุกราน

          คณะพวกเราเดินเท้าจากบ้านบวกถ้ำแก้วทั้งกลางวันกลางคืน โดยที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแม้แต่น้อยเมื่อได้ข่าวอันสำราญใจแบบนั้นทางวิทยุกระจายเสียง ก็ได้รับฟังคำแถลงการณ์ของเจ้าสุวันนะพูมา ที่เรียกร้องให้ฝ่ายประเทศลาวเข้ามาเจรจาเพื่อรวมลาว

          พวกเราพบกับท่านสาลี วงคำซาวที่บ้านนามอน “หินเหิบ” แล้วขึ้นเฮลิคอบเตอร์ไปบ้านหัวขัว “อีไลนาข่า” เพื่อถือเอาเป็นจุดหรือสำนักด่านหน้า

          เราได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการศูนย์กลางพรรค ให้เป็นผู้วางแผนการช่วยเหลือกองแลโดยตรง เพราะมีการคาดคะเนเอาไว้แล้วว่าถึงอย่างไรสงครามก็จะต้องเกิดขึ้น  และเราก็ชำนิชำนาญเรื่องการรบอยู่แล้ว หรือถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ “ที่ใดมีศึกใหญ่ต้องมีโฉมหน้าของเราปรากฏที่นั่น” ก็ว่าได้

สิ่งที่ไม่อาจจะหลงลืมไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น คือพ่อบุญกับแม่บุญ มวลชนพื้นฐานการปฏิวัติซึ่งอยู่ที่บ้านหัวขัว ได้ดูแลเอาใจใส่ให้ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยให้แก่คณะพวกเราจนสุดกำลังแรงเท่าที่มี  หรือจะว่า “ด้วยชีวิต” ก็ว่าได้ และเรายังรู้อีกว่า ท้าวบัวผัน สารวัตรทหารที่เตรียมตัวหนีไปพร้อมกับพวกเรา แต่ถูกอยู่เวรยามบ้านพูมี หน่อสะหวันนั้นถูกจับ ขณะที่หนีตายไปหลบซ่อนอยู่หนองดา ถูกทรมานด้วยการเฆี่ยนตี ช้อตด้วยไฟฟ้า แต่เขาไม่ยอมเปิดเผยความลับแต่อย่างใด พอกองแลทำรัฐประหาร เขาถูกปล่อยตัวและเข้าร่วมกับกองแล..





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คมฉาน_ตะวันฉาย วันที่ : 23/12/2010 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanyimchang

ตามอ่านนะพี่ ไม่ได้คอมเมนต์ แต่ตามอ่านทุกตอน ให้กำลังใจครับ ขอบตุณสำหรับอาหารสมอง ชอบๆๆๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]