• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172585
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 3764 , 11:14:09 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

๓๑. สงครามกลางเมืองที่เวียงจันทน์

          สมัยที่ผมรับอาสาทำหน้าที่ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสานสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ มีโอกาสต้อนรับท่านสุวันทอน บุบผานุวง นักประพันธ์อาวุโสจากดินแดนลาวใต้ ซึ่งร่วมคณะเยือนสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ระหว่าง ๘-๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๓ ในนาม “คะนะขวนขวยส้างตั้งสะมาคมนักปะพันลาว”

ภาพประวัติศาสตร์ ๒ ทศวรรษที่ผ่าน : นักเขียนลาว-ไทย ที่ “กระท่อมลายสือ” ผมใส่เสื้อขาวแขนยาวพับแขน นั่งอยู่ทางขวา ในมือมีไมโครโฟนนั่นคือ ส. เดชา กำลังร่ายบทกวีกลอนสด หน้าสุดคือบุนทะนอง ชมไชผน ข้างหลังบุนทะนองคือ ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน ซึ่งต่อมาเป็นประธานสมาคมนักประพันธ์ลาวคนแรก ส่วนที่เห็นเสี้ยวใบหน้าทางซ้ายสุดคือจันทน์แดง คำลือหาญ (ไทย) ที่เห็นนั่งที่โต๊ะแต่ไม่เห็นใบหน้านั่นแหละคือ “สุวันทอน หรือ ส. บุบผานุวง”

          ก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ ผมหนีตายไปจากซับแดง และไปปรากฏตัวที่ฝั่งลาว มีโอกาสร่วมงานวันชาติ สปป.ลาวปีที่ ๒ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๑๙ ที่แผ่นดินลาวทางภาคเหนือ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติของ สปป.ลาวออกอากาศนวนิยายเรื่อง “กองพันที่สอง” เป็นเรื่องฮิตที่สุดในเวลานั้น

          ภายใต้บรรยากาศที่ชาวลาวกำลังปิติยินดีกับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือจักรพรรดินิยมอเมริกา และสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย คงไม่มีคนลาวคนไหนในแผ่นดินลาวที่ไม่ได้ติดตามรับฟังนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งนำมาอ่านออกอากาศอย่างต่อเนื่องทุกวัน

          เมื่อไม่นานมานี้ผมไปประชุมองค์การลุ่มน้ำนานาชาติ Mekong River Commission: MRC ดร.ทัดเทวา สะพังทอง (Dr. Thatheva SAPHANGTONG) ผู้อำนวยการศูนย์สถิติและข้อมูลข่าวสาร หน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Watershed Management Unit) กรมแผนงาน กระทรวงเกษตรและป่าไม้ ว่าเวลานี้ “กองพันที่สอง” เป็นหนังสืออ่านประกอบในสถาบันอุดมศึกษาของลาว

          ดร.หนุ่มผู้นี้เป็นคนลาวรุ่นใหม่ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ สปป.ลาว คือ ๓๐ ต้นๆ

          ก็น่าจะเหมาะ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การนำเสนอชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์เท่านั้น แต่ได้จารึกประวัติศาสตร์ สปป.ลาว ไว้ในอีกมิติหนึ่งด้วย

กองทัพประชาชนลาวได้จัดตั้งหน่วยรบพิเศษเข้าไปช่วยรบกองทหารฝ่ายเป็นกลางที่เวียงจันทน์ และจัดตั้งหน่วยงานการเมืองเข้าไปแทรกซึมในวงการนักเรียนนักศึกษาและประชาชนชาวนครหลวงเวียงจันทน์ ทำให้ตัวละครในเรื่อง “กองพันที่สอง” มีโอกาสโลดแล่นอยู่ในสมรภูมิเวียงจันทน์ รวมทั้งตัวพระเอก นางเอก พระรอง นางรอง... รวมทั้งการสูญเสียรองผู้บัญชาการกองพันที่ ๒ ในยุทธการเวียงจันทน์ครั้งนั้น

 

            เรื่องสงครามกลางเมืองที่เวียงจันทน์ ท่านนายพลสิงกะโป เล่าไว้ว่า “...บ่ายโมงสิบสองนาที ของวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๑๙๖๐ (๒๕๐๓) เสียงปืนใหญ่ของทหารกุปะสิด-พูมี ที่มีทหารไทยประมาณ ๒,๐๐๐ คนเข้าร่วมก็ดังขึ้นที่ค่ายจินายโม้  นอกจากมีทหารไทยเข้าร่วมแล้ว ยังมีทหารเวียดนามใต้ ทหารเลวรับจ้างฟิลิปปินส์ ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของที่ปรึกษาชาวอเมริกัน

          ในวันเดียวกันนั้นเอง วิทยุกระจายเสียงสะหวันนะเขดประกาศว่า รัฐบาลใหม่ได้จัดตั้งขึ้นแล้วมีบุนอุ้ม นะจำปาสัก เป็นนายกฯ พูมี หน่อสะหวัน เป็นรองฯ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์

          เราได้บัญชาการทหารสู้รบกับทหารพูมี หน่อสะหวันอย่างหัวเด็ดตีนขาดเช่นกัน เป็นการสู้รบกันอยู่ในใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งทำให้เราไม่สบายใจเลย เพราะเป็นห่วงพ่อแม่ประชาชน และผู้ที่ล้มตายด้วยถูกลูกหลงก็คือพ่อแม่ประชาชน โดยเฉพาะคือลูกปืนใหญ่ที่ยิงจากฝั่งไทย ข้ามแม่น้ำโขงมาฆ่าและถล่มเรือนชานบ้านช่องของชาวเวียงจันทน์ น้ำตาของเราจนซึมออกมาเพราะสงสารประชาชนลาวเรา

          คณะกองบัญชาการสู้รบพวกเรา จึงได้ขอความเห็นจากศูนย์กลาง เพื่อเห็นแก่พ่อแม่ประชาชน เห็นแก่บ้านเรือนที่ถูกเผาผลาญ จึงไม่จำเป็นจะต้องเอาชัยชนะอยู่บนความตายวายวอดและกองเลือดของประชาชนอยู่ที่นี่ได้

          กลางคืนวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๑๙๖๐(๒๕๐๓) เราจึงออกคำสั่งให้ทหารที่รักชาติทุกคน ออกจากนครเวียงจันทน์  ให้ทหารตัดต้นไม้ใหญ่ลงกีดขวางเส้นทางจากเวียงจันทน์ขึ้นสู่วังเวียง  เพื่อไม่ให้รถถังของทหารพูมีตามขึ้นไปทัน

          กำลังคนทั้งหมดที่หนีออกจากเวียงจันทน์ขึ้นไปรวมพลอยู่ที่วังเวียง มีทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักเรียนนักศึกษานับเป็นพันๆ

          เครื่องบินสอดแนมของฝ่ายพูมี หน่อสะหวัน บินติดตามการเคลื่อนไหวของพวก เราตลอดเวลา

          เราได้จัดตั้งกองประจันบาน มีกองหน้า กองกลาง และกองตามหลัง เพื่อมุ่งหน้าขึ้นไปปลดปล่อยและยึดเอาทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง แม่ลูกเต้าลูกอ่อนให้ขึ้นเครื่องบินไปเวียดนาม ซึ่งเป็นการสับสนวุ่นวายไม่ใช่น้อย

          ตามเส้นทางที่เคลื่อนไป มีเครื่องบินลำเลียงของสหภาพโซเวียต บินมาหย่อนเสบียงอาหารเครื่องอยู่ของกินลงให้เป็นย่านๆ… ซึ่งเป็นการเอาใจใส่อย่างสุดอกสุดใจของประเทศพี่น้องสังคมนิยมอย่างแท้จริง

เมื่อไปถึงสามแยกสาลาพูคูน และได้ตีศัตรูแตกพ่ายไปหมดแล้วปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น เมื่อกองแล[1]ไม่อยากไปทางเชียงขวาง แต่อยากไปตีเอาเมืองหลวงพระบาง และจะอยู่ที่นั่น

ภาพของนายพลกองแล วีระสาน ขึ้นปกนิตยสาร

          ท้าวคำล้อมเป็นตัวตั้งตัวตีชักจูงกองแลให้คิดที่จะไปตีเอาหลวงพระบาง ระหว่างนั้นเองจึงเกิดปะทะกัน เราบัญชาทหารให้ปราบปรามท้าวคำล้อมจนยอมจำนนอย่างราบคาบ

          เราได้อธิบายให้กองแลเข้าใจว่าถ้าอยากทำศึกให้ได้ชัยชนะ นายทหารต้องรู้จักจุดยุทธศาสตร์ที่จะตั้งทัพ หลวงพระบางนั้นไม่เพียงแต่มีชายแดนติดกับไทย ยังไม่มีอันใดเป็นยุทธศาสตร์ทางการทหารได้เลย

          ส่วนทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง นับแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว กองทัพฝ่ายใดก็แย่งชิง เพราะที่นั่นเป็นเขตยุทธศาสตร์ไม่เพียงสำหรับลาวเท่านั้น ยังรวมถึงอินโดจีนด้วย ประการต่อมาแขวงเชียงขวางก็มีชายแดนติดกับประเทศเวียดนามอ้ายน้อง มีพื้นฐานการปฏิวัติเข้มแข็งมั่นคง…

          ในที่สุดกองแลก็ยอมไปทางเชียงขวาง ริ้วขบวนมีทั้งทหาร มีเยาวชนนักเรียน นักศึกษา เดินไปตามทางจนหัวขบวนไปถึงเมืองสุย ส่วนหางแถวยังอยู่ที่สาลาพูคูน

          เรานั่งรถจิ๊ปกับกองแลและร้อยเอกเรือน ส่วนคำล้อม เดือน (หมายถึงร้อยโทเดือน สูนนะลาด), เกดสะหนา นั่งอีกคันหนึ่งต่างหาก

          เดินทางทั้งคืนยันสว่างจึงถึงเมืองสุย  การสนทนาระหว่างเรากับกองแลและทหารกองแลในเวลานั้น เราเน้นเรื่องศีลธรรม ธรรมะต้องชนะอธรรม เมื่อเป็นทหาร ไปรบทัพจับศึก ไม่ได้ไปลักสกจกห่อ ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้ใด เข็มดวงหนึ่งก็ไม่เอาของประชาชน หาไม่แล้ว แม้แต่ชีวิตก็จะเอาไม่รอด

          ตอนกลางคืนวันเสาร์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๑๙๖๐(๒๕๐๓) ศูนย์กลางได้โทรเลขบอกให้เรารู้ว่า “พรุ่งนี้เช้าทหารพูมี หน่อสะหวัน จะกระโดดร่มลงทุ่งไหหิน”

          เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เราออกคำสั่งให้บุกโจมตีและปลดปล่อยยึดเอาทุ่งไหหิน ตอนสามโมงเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑ มกราคม ๑๙๖๑(๒๕๐๔) ด้วยการระดมยิงปืนใหญ่ไปถล่มกองบัญชาการของพันตรีวางปาว และร้อยเอกกาบแก้วที่บัญชาทหารกองพันที่ ๑๐ อยู่ที่นั่น แล้วสั่งให้ทหารบุกเข้าท้องทุ่งที่กว้างใหญ่ ซึ่งคนที่ไปจากเวียงจันทน์ไม่เคยพบเห็น บ้างก็หลงยิงกันเองตะพึดตะพือ

          แปดโมงเช้า เครื่องบินดาโกต้าของพูมี หน่อสะหวัน จะเอาทหารไปกระโดดร่มลง ถูกพวกเรายิงจนหนีตายไปทางอีเตือก

          นับแต่นั้นมา ศูนย์กลางฯ ได้แต่งตั้งให้เราเป็นผู้บัญชาการสูงสุดประจำเขตเชียงขวาง เพื่อเป็นผู้ชี้นำสูงสุดร่วมอยู่กับกองแล กองบัญชาการของเรามี สหายสีสะหวาด แก้วบุนพัน สหายไอ่  ต่อมาก็เปลี่ยนเอา สหายสะหมาน วิยะเกด สหายสีพอน พะลีขัน มาเป็นคณะกองบัญชาการอยู่กับเรา หมายความว่าคณะกองบัญชาการมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ แต่ผู้เป็นหัวหน้ายังคงประจำอยู่กับที่

          แขวงเชียงขวางจึงได้กลายเป็นเขตปลดปล่อยผสมระหว่างฝ่ายปะเทดลาว และกำลังเป็นกลางที่รักชาติตั้งแต่บัดนั้นมา


[1] กองแล วีระสาน เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2476 ที่เมืองพะลาน แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว (ขณะยังเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส) ในครอบครัวชาวนาเผ่าขมุ  เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 5 คน ของนายคำออนและนางจันดี กองแลได้เรียนหนังสือครั้งแรกเมื่ออายุได้ 12 ปี ในชั้นเรียนที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาระบบอาณานิคมฝรั่งเศสจนจบการศึกษาในชั้นที่ 1 เมื่ออายุ 18 ปี ในช่วงดังกล่าวนี้ กองแลมักได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องเรียนอยู่เสมอ เนื่องจากกองแลมีนิสัยใจคอค่อนข้างเป็นนักเลง แต่กล้าหาญและชอบเป็นผู้นำ หลังจากนั้นกองแลสมัครเข้าเรียนวิชานายทหารสัญญาบัตรที่โรงเรียนนายร้อยดงเห็น เมืองเวียงจันทน์ เขาใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่นี่นาน 3 ปี จึงได้บรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตรยศร้อยตรีที่หน่วยพลร่มทหารราบอากาศที่ 2 แห่งกองทัพบกราชอาณาจักรลาว เมื่อ พ.ศ. 2497 (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

Times ฉบับวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๗





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มะอึก วันที่ : 14/12/2010 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

อ่านบทที่ ๓๑ จบแล้ว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]