• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172370
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 1534 , 08:23:10 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าเป็นลายลักษณ์อักษร คือเรื่องชีวิตครอบครัวของตัวเอง แต่เมื่อนึกได้ว่าเรื่องครอบครัวก็เป็นส่วนหนึ่งในความเป็นจริงที่แยกไม่ออกจากสถานการณ์ ที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วม เล่าไว้ให้ปรากฏก็ไม่น่าเสียหายอะไร

          ลูกชายคนหัวปีของผมคลอดเมื่อปลายเดือนมกราคม 2525 ที่โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร ภายหลังการแต่งงานของผมกับภรรยา ณ ฐานที่มั่นภูพานเมื่อ 9 เดือนก่อนหน้านั้น

          พูดไปก็เหมือนนิยาย!

          แสดงว่าราวๆ เดือนเมษายน 2524 ผมยังอยู่ที่ภูพาน และเข้าพิธีแต่งงานที่นั่น

          การเล่าเรื่องที่ผ่านพ้นมา 20-30 ปี อาจไม่แม่นยำเรื่องวันเดือนปี แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

          ราวต้นปี พ..2524 ขณะที่งานบุกเบิกเขตงาน “ปากน้ำโพ” กำลังก้าวรุดหน้าไป ด้วยดี พลันก็มีคำสั่งให้ผมเดินทางกลับขึ้นไปฐานที่มั่นภูพานอีกครั้ง ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะมีการเปิดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย (พสท.) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองและปรับปรุงองค์การจัดตั้งของพรรคในท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

          ขบวนของผมเดินเท้าจากภูผาแดง ไปตามเทือกเขาภูเม็ง ข้ามถนนมะลิวัลย์ไปสู่ เทือกภูพานคำ เพื่อข้ามลำน้ำพองไปยังภูพานน้อยเขตท้องที่จังหวัดอุดรธานี ย้อนรอยเส้นทางที่ผมเคยเล่าไว้แล้ว

          คือเดินเท้าต่อไปเพื่อข้ามถนนมิตรภาพแถวๆ ท้องที่บ้านทมป่าข่า อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เพื่อขึ้นไปเขาสวนกวาง และไต่ไปขึ้นหัวภูโน เข้าสู่เขตดงมูลที่เป็นศูนย์กลางของเขตงาน 666 ก่อนที่จะใช้เวลาอีกราว 1 เดือนในการเดินเท้าไปสู่ฐานที่มั่นภูพาน ที่เป็นศูนย์กลางเขตงานภาคอีสานเหนือของ พคท.

          บรรยากาศทั่วไปใน “กองป่า” ช่วงนั้นดูซบเซาลงไปเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 4-5 ปีก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในพื้นที่เขตงานเก่าที่อยู่ในสถานการณ์สู้รบที่ยืดเยื้อยาวนาน นับสิบๆ ปี

           ปรากฏว่ามีสหายนักรบและผู้ปฏิบัติงานของ พคท.เริ่มทยอย “ยอมจำนน” วาง อาวุธและออกไปมอบตัวกับทางราชการมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสหายอ้ายน้องที่มา จากครอบครัวชาวนา มีอัตราการออกยอมจำนนมากกว่ากลุ่มนักศึกษาปัญญาชน

          เมื่อขึ้นไปถึงฐานที่มั่นภูพานก็พบว่าชาวพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย หรือ พสท.จำนวนหนึ่งมารวมตัวกันอยู่ที่นั่นแล้ว รวมทั้งบุคคลผู้รักชาติรักประชาธิปไตยที่มิได้ สังกัดพรรค กลุ่ม หรือองค์กรใด ในจำนวนนี้หลายคนเคยอยู่ที่สำนักแนวร่วมชั้นสูง “เอ.30” ผมขอสงวนนามท่านเหล่านั้น เพราะเมื่อผ่านมาถึงยุคสมัยนี้ ผมไม่แน่ใจว่าทุกท่านยังอยากแสดงตัวตนในอดีตอยู่หรือไม่ ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่อาจแตกต่างกันของแต่ละผู้แต่ละนาม

          สำหรับผม เวลานั้น (..2524) ต้องเรียกว่าอยู่ในวัยหนุ่มใหญ่ที่พอจะคิดอ่าน เรื่องคู่ครองอย่างจริงจังเสียที เพราะเมื่อนับนิ้วมือไล่เลียงอายุอานามก็ย่างเข้าขวบปีที่ 31 หลังจากหลบลี้หนีภัยเข้าป่าเมื่ออายุย่าง 27 ขวบปี

          ถือได้ว่าได้ผ่านกฎกติกา “3 ช้า” มาพอสมควรแล้ว

          เนื่องจากในขบวนกองป่ามีความยากลำบากในด้านการดำรงชีวิต ประกอบกับการ อุทิศตนให้แก่ภารกิจปฏิวัติอันศักดิ์สิทธิ์ของประชาชน สหายอ้ายน้องพึงอยู่ในเงื่อนไขที่ คล่องตัวที่สุด คือถ้าไม่ถึงเวลาอันสมควรก็ไม่ควรแบก “เป้หลัง” ให้หนักแรง

          คำว่า “เป้หลัง” นี่หมายถึงภาวะการมีครอบครัว หรือการสละโสดของสหายหญิง ชายในขบวนกองป่า และเพื่อหลีกเลี่ยงการแบกน้ำหนักเป้หลังที่ว่านี้ จึงมีข้อเรียกร้องเรื่อง “3 ช้า” ขึ้นในกองป่า ไม่ได้เป็นกฎต้องห้ามเด็ดขาด เพียงแต่เป็นข้อพึงปฏิบัติสำหรับเยาวชน ลูกที่ดีของพรรคและประชาชน

          ช้าที่ 1 คือถ้ายังไม่มีคู่รัก ก็อย่าพึ่งมี

          ช้าที่ 2 คือถ้ามีคู่รัก อย่าเพิ่งแต่งงาน และ

          ช้าที่ 3 คือถ้าแต่งงานแล้ว อย่าเพิ่งมีบุตร

          ผมเองก็ปุถุชนคนสามัญ ชีวิตวัยหนุ่มย่อมผ่านประสบการณ์เรื่องชู้สาวมาบ้างไม่ มากก็น้อย เริ่มจากความรู้สึกนึกคิดไร้เดียงสาของหนุ่มสาววัยแรกรุ่นสมัยเรียนระดับ มัธยม แล้วก็ผ่านเลยไปจนถึงสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

          ผ่านมา แล้วก็ผ่านไปเหมือนสายลม...

          ด้วยเหตุผลที่ว่ายังอยู่ในวัยเรียน ยังไม่มีอาชีพการงานหรือฐานะที่จะสร้างชีวิต ครอบครัวได้ จึงยังไม่กล้าที่จะคิดอ่านจริงจัง... แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจิตใจพิศวาสปรารถนา ที่จะมีเพื่อนต่างเพศไว้เป็นคู่ใจ

          จวบเมื่อเข้าสู่วัยเบญจเพส... เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นเหตุให้ตัดสินใจหันหลังให้เมืองหลวง หวนกลับสู่บ้านเกิดด้วยแรงพลัง 2 ด้าน

          ด้านแรงผลักดันคือผิดหวังกับชีวิตในเมือง ที่ต้องดิ้นรนขนขวายแบบปากกัดตีน ถีบ ในขณะที่คนมั่งมีเขาเสวยสุขกันอย่างสำราญบานใจ

          อีกด้านหนึ่งเป็นแรงดึงดูดจากบ้านเกิดเมืองนอนที่แร้นแค้นทุรกันดาร เป็นเสมือน ไฟแห่งอุดมการณ์ที่ลุกโชนโชติช่วงขึ้นในหัวใจ ทำให้ผมแล่นกลับบ้านเกิดและนำพาชาวบ้านดำเนินแนวทางพัฒนาหมู่บ้านแบบพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ เป็นเหตุให้ขัดแย้งกับทางราชการในเวลาต่อมา แล้วก็พลัดเข้าสู่เวทีการต่อสู้ทางสังคมการเมืองแบบรุนแรงโดยลำดับ

          ในสถานการณ์เช่นนั้น ผมไม่กล้าคิดอ่านเรื่องชีวิตครอบครัว ด้วยเกรงจะนำพาคู่ ชีวิตไปสู่วิถีที่ลำบากยากยิ่ง... แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ฝักใฝ่ในเพื่อนหญิงผู้หนึ่งผู้ใดที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

          ต้องเล่าไว้ในที่นี้ด้วยว่า ในแวดวงนิสิตนักศึกษา... ในกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ชนบท... และในกิจกรรมที่บ้านเกิด “ซับแดง”... ล้วนมีเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งชายและหญิง เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆ กิจกรรม และท่าทีของผมต่อพี่ๆ น้องๆ โดยเฉพาะหญิงสาว ก็ยังคงเส้นคงวาอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือถือว่าทุกๆ คนคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ผมจะต้องวางน้ำหนักความสัมพันธ์ที่ดีไว้ให้ทัดเทียมกัน คือมิได้ฝักใฝ่ต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ

          ตราบเมื่อสถานการณ์ที่หมู่บ้านซับแดงตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผมถูกลอบ ยิงราวๆ ปี 2517-18 ในยุทธการ “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่ผู้นำนิสิตนักศึกษา ผู้นำกรรมกร และผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยถูกลอบฆ่าคนแล้วคนเล่า... ผมเองถ้าไม่ สวมเสื้อเกราะกันกระสุนในวันนั้น ก็ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตยืนยาวมาถึงวันนี้!

          ในท่ามกลางสถานการณ์ตรึงเครียด ผมเริ่มรู้สึกว้าเหว่... สับสน และเริ่มมีใจเอนเอียงฝักใฝ่ให้แก่เพื่อนหญิงคนหนึ่งที่ไปร่วมงานพัฒนาบ้านเกิดที่หมู่บ้านซับแดง

          เธอไม่ใช่นิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูงแห่งใด แต่เธอก็เป็นหนึ่งใน ขบวนแถวอันยาวเหยียดของมวลประชามหาชนผู้ถูกกดขี่ และตัดสินใจร่วมต่อสู้กับอำนาจอันเลวร้ายในยุคนั้น โดยเข้าร่วมงานพัฒนาบ้านเกิด “ซับแดง” กับพวกเรา

          โปรดอย่าถามว่าเธอผู้นั้นคือใคร... เพราะนับแต่เกิดเหตุการณ์ 9 วันอันตรายที่ หมู่บ้านซับแดงถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังติดอาวุธ 2 กองพันเมื่อปี พ..2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตราบถึงวันนี้อย่าว่าแต่ได้พบหน้าค่าตากันเลยครับ แม้แต่ ข่าวคราวของเธอผมก็ไม่เคยได้รับทราบเลยแม้แต่นิดเดียว

          ช่วงที่อยู่สำนักแนวร่วมชั้นสูง เอ.30 ผมเห็น พคท.เขาเอาธุระติดต่อสืบค้นหาเพื่อนหญิงของสหายอ้ายน้องหลายคนที่พลัดพรากจากกันในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แม้นหลบลี้หนีภัยไปอยู่ซอกหลืบใดในโลกก็สามารถติดต่อและรับตัวให้มาพบกันที่สำนัก เอ.30 ได้อย่างน่าอัศจรรย์

          ผมจึงเขียนจดหมายฝาก พคท.ให้ช่วยติดต่อสืบค้นหาเพื่อนหญิงของผมผู้นั้นบ้าง เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่าเธอยังอยู่ในประเทศ และต้องเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตงานใดเขตงานหนึ่งทางภาคเหนือ...

          เวลาผ่านไป 1 ปี 2 ปี 3 ปี... ยังไม่มีข่าวคราวของเธอมาถึงผมแม้แต่นิดเดียว เมื่อถึงปีที่ 4 ของการรอคอย ผมตัดสินใจเขียนจดหมายบอกกล่าวในทำนองว่า...

          “...ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ไม่รู้ว่าเราจะต้องเสียสละชีวิตลงไปเมื่อใด ดังนั้น เพื่อไม่ให้มีข้อผูกพันซึ่งกันและกัน ขอให้ถือว่าความสัมพันธ์ของเราสิ้นสุดลงเนื่องจาก ติดต่อกันไม่ได้ และไม่ทราบว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้พบกันหรือไม่...”

          เป็นการสื่อสารทางเดียว และเป็นหนทางเดียวที่ทำได้ในเวลานั้น เพื่อถอดสลัก พันธะทางใจที่ผมมีต่อเธอก่อนที่จะพบสหายสายฝน... คู่ทุกข์คู่ยากที่ครองคู่กันอยู่จวบ ถึงวันนี้

          เราได้พบกันที่ฐานที่มั่นภูพานก่อนที่ผมจะเดินทางไปบุกเบิกเขตงานใหม่ “ปากน้ำโพ” ร่วมกับสหายอ้ายน้องเขต 666 และได้เสนอให้องค์การจัดตั้งของ พคท.รับทราบในฐานะต้นสังกัดของฝ่ายหญิงด้วยแล้ว ดังนั้นในการเดินทางขึ้นไปฐานที่มั่นภูพานครั้งหลังนี้ ผมคิดว่าจะเสนอขอแต่งงานกับสหายสายฝนในโอกาสเดียวกันนั้น

          สหายสายฝน หรือคุณฉวีวรรณ ทองน้อย เป็นเครือญาติเดียวกันกับคุณอุดร ทองน้อย อดีต ส..ยโสธร พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ผมกับคุณอุดรเป็นเพื่อนต่างคณะร่วมรุ่นกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็น ส..หนุ่มที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี พ..2518 (อายุ 25 ปี)

          คุณฉวีวรรณ ทองน้อย เป็น 1 ใน 3 เด็กสาวที่ติดตามคุณอาว์ประวุฒิ ศรีมันตะ เข้าไปทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ หลังจบการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา

          เข้าใจว่าคุณประวุฒิ ศรีมันตะ มีสายสัมพันธ์กับ พคท.ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ใน กรุงเทพฯ ดังนั้นหลานสาวทั้งสาม (สายฝน ธิดา และวนา) ที่ไปจากบ้านนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร จึงได้รับการอบรมบ่มเพาะเยี่ยงเยาวชนหัวก้าวหน้า และเดินทางเข้าสู่เขตการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

          สายฝนกับเพื่อนเข้าป่าทางภาคเหนือ ถูกส่งไปแนวหลังก่อนที่จะกลับมาอยู่แนว หน้าเพื่อขยายเขตงานลงสู่ที่ราบแถวอำเภอเลิงนกทา อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

          ผมพบสหายสายฝนครั้งแรกเมื่อคราวที่ขึ้นไปจากดงมูล เพื่อร่วมงานสัมมนานัก ข่าวนักเขียนที่ภูพาน จำได้ว่าผมเป็นครูสอนวิชาการข่าวและเขียนตำราขึ้นชุดหนึ่งด้วย โดยอาศัยพื้นความรู้จากคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. โดยสหายยศ (คุณประยงค์ มูลสาร อดีต ส..ยโสธร สังกัด พสท.ยุคเดียวกับคุณอุดร ทองน้อย) เป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างเอาการเอางาน

          พิธีแต่งงานระหว่างผมกับสหายสายฝนจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ฐานที่มั่นภูพาน ริม ฝั่งแม่น้ำสายหนึ่ง โดยชาว พสท.ที่อยู่ภูพานร่วมกันเป็นเจ้าภาพฝ่ายชาย และสหายลุงสยาม เลขาธิการ พคท.เขตอีสานเหนือเป็นตัวแทนฝ่ายหญิง

          ก่อนหน้านั้นสหายธิดาแต่งกับสหายเกิด (คุณมวลชน สุกแสง ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดพิจิตร)

          พิธีการก็ไม่มีอะไรมาก เมื่อสหายอ้ายน้องที่รับเชิญ (ส่วนใหญ่เป็นสหายผู้ใหญ่ของ พสท.และ พคท.) มาพร้อมกันแล้ว พิธีกรเชิญผู้แทนทั้งสองฝ่ายกล่าวปราศรัยและอวยพรแด่คู่บ่าวสาว แล้วก็มีการเลี้ยงฉลองกันแบบตามมีตามเกิด เชือดไก่ไปสิบกว่าตัว

          ผมจำได้ว่าในค่ำคืนที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอแบบจรยุทธกันนั้น มีมรสพสมโภชน์ คือเสียงปืนใหญ่ ค.105 ที่ยิงมาจากที่ตั้งของฝ่ายรัฐบาล เสียงดังตูมตามสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วภูพาน





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]