*/
  • Konpakkred
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-04-11
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 39201
  • จำนวนผู้โหวต : 49
  • ส่ง msg :
  • โหวต 49 คน
วันอาทิตย์ ที่ 25 มีนาคม 2555
Posted by Konpakkred , ผู้อ่าน : 2581 , 12:35:35 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน popladda , นายยั้งคิด และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

     เกิดมาไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จักโรคนี้มาก่อน  แต่กลับได้สัมผัสโรคนี้กับลูกหลานใกล้ชิดตั้งแต่เดือนที่แล้ว(กุมภาพันธ์ 2555) จนกระทั่งบัดนี้   หลานชายที่เป็น อายุเพียง 20 ปี  เป็นลูกคนเดียว เรียนปีสองมหาวิทยาลัยของรัฐแถวบางเขน ผลการเรียนดี ครอบครัวอบอุ่น ฐานะดี หน้าตาดี มีรถสปอร์ตหรูขับไปเรียน มีทุกอย่างที่อยากมีอยากได้ เงินทองไม่ขาดมือ ดูเหมือนจะมีความสุขมากมาย 

     แต่.. เขากลับเริ่มวุ่นวาย มีอารมณ์ไม่ปกติ แปรปรวน คิดอยากได้อะไร ต้องได้  แม้จะเป็นของมีราคาสูงเกินความจำเป็น ที่ผู้ใหญ่สัญญาว่าจะให้ เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม หรือเรียนจบก่อน   แรก ๆ เขาก็สงบใจยอมรับได้  แต่ต่อมาไม่นาน ก็ไม่ยอมรอ หาเรื่องบีบคั้นพ่อแม่  จนในที่สุดก็ทะเลาะกันบ่อย ๆ  ครอบครัวเริ่มไม่ค่อยมีความสุข   พ่อแม่รู้สึกถึงความผิดปกติ  

     หลังจากที่เขายอมให้พาไปพบหมอจิตเวช โรงพยาบาลเอกชนใหญ่แถวสุขุมวิท  จึงทราบว่าเขาเป็น Bipola Disorder   แต่ก็ไม่เต็มใจให้ความร่วมมือในการรักษา  บอกว่าไม่ได้ป่วยอะไร  จึงได้เพียงยามากินระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ต่อเนื่อง    จนกระทั่ง หลายเดือนต่อมา อาการเขาแย่ลง เครียด นอนไม่หลับ พ่อแม่จึงลองเปลี่ยนไปหาหมอโรงพยาบาลของรัฐแถวคลองสาน  ซึ่งคราวนี้หมอให้ Admit ไว้ทันที เพื่อรับการบำบัดรักษาประมาณ 1-2 เดือน ต้องพักการเรียนไว้ชั่วคราว    

      เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวก็ไม่มีประวัติเป็นโรคนี้กันมาก่อน  จึงลองหาข้อมูลมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟัง.....

      Bipolar Disorder  เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ เกิดจากความผิดปกติทางสมอง โดยสารเคมีที่สื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทแปรปรวนไป  ผู้ที่เป็นจะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนทั้ง 2 แบบ   แบบแรกเป็นแบบซึมเศร้า   แบบที่สองมีลักษณะคึกคักพลุ่งพล่าน เรียกว่าเมเนีย (mania)   อาการแต่ละระยะจะกินเวลานานหลายสัปดาห์ ซึ่งหากรับการรักษาล่าช้า  อาจต้องเพิ่มระยะเวลานานหลายเดือน    ความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคนี้มีประมาณ 1%  หญิงและชายพบได้พอๆ กัน   ส่วนใหญ่พบครั้งแรกระหว่างอายุ 15-24 ปี

 

    อาการระยะซึมเศร้า   จะรู้สึกเบื่อหน่าย แบบค่อยเป็นค่อยไป  มักเกิดหลังมีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก เปลี่ยนงาน มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างจากปกติ คือ จะเศร้าอยู่นาน ใจลอย หงุดหงิด เบื่ออาหาร ทนเสียงดังไม่ได้ ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย น้ำหนักลด มองทุกอย่างในแง่ลบ  ขี้น้อยใจ งานการทำไม่ได้ หรือเรียนไม่ได้  มักเป็นนานเป็นเดือนๆ

      ในทางตรงกันข้าม คือระยะเมเนีย   มีอาการเปลี่ยนไปอีกขั้วหนึ่ง จะมั่นใจตัวเองมาก รู้สึกตัวเองเก่ง ไอเดียกระฉูด  คิดเร็วจนตามไม่ทัน  พูดเก่ง คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี เห็นใครมีปัญหาก็อยากช่วย จะหน้าใหญ่ใจโต ใช้จ่ายเกินตัว   อาการระยะเมเนียมักเกิดขึ้นเร็ว และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มที่ใน 2-3 สัปดาห์ กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรง ก้าวร้าวจนญาติรับไหว ต้องพามาโรงพยาบาล   ต้นเหตุที่จะเกิดอาการในครั้งแรกๆ อาจเกิดความกดดันในบางเรื่อง แต่หากเป็นหลายๆ ครั้ง ก็จะเกิดขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรมากระตุ้น         

     ข้อสังเกตประการหนึ่งคือคนที่อยู่ในระยะเมเนีย คือ  จะไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติ มองว่าช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้  ในขณะที่หากเป็นระยะซึมเศร้า คนที่เป็นจะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม

    

อาการในระยะซึมเศร้า

 

             อาการในระยะเมเนีย

 

*  มีอาการซึมเศร้า หรือเบื่อหน่าย ความสนใจ

 

 หรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆ ลดลงมาก 

 

*  มีอารมณ์ครึกครื้น แสดงออกอย่างเต็มที่ 

 

 หรืออารมณ์หงุดหงิดมากเกินปกติ 

 

*  รู้สึกตนเองไร้ค่า เป็นภาระ หรือรู้สึกผิด 

 

*  รู้สึกว่าตนเองเก่ง หรือมีความสำคัญมาก 

 

*  นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ 

 

*  ต้องการนอนลดลง 

 

*  เชื่องช้า หรือกระวนกระวาย 

 

*  ความคิดพรั่งพรู แล่นเร็ว 

 

*  อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง 

 

*  มีพลัง มีกิจกรรม โครงการต่างๆ มากมาย 

 

*  สมาธิลดลง ลังเลใจ 

 

*  วอกแวก สนใจไปทุกสิ่งทุกอย่าง 

 

*  ขี้หงุดหงิด

 

*  หุนหันพลันแล่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 

 

*  เบื่ออาหาร ผอมลง 

 

*  พูดมาก หรือพูดไม่หยุด 

 

* คิดอยากตาย 

 

*  ไม่ตระหนักว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม 

 

       

      การให้ยา เป็นการรักษาหลักของโรคนี้  ซึ่งเป็นยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers), ยาแก้โรคจิต (antipsychotics), และยา   แก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)

      โดยทั่วไปเมื่อเริ่มการรักษา แพทย์มักสามารถควบคุมอาการของผู้ป่วยได้ในเวลาประมาณ 1 เดือน  และผู้ป่วยมักหายเป็นปกติในเวลาประมาณ 2 เดือน  หลังจากนั้นแพทย์จะให้ยาควบคุมอารมณ์ต่อไปอีก 6-12 เดือนแล้วค่อยพิจารณาหยุดยา   

      โรค Bipola นี้ ไม่ไช่โรคจิตเภท หรือโรคบ้า   ทั้งยังสามารถรักษาให้หายกลับเป็นคนเดิมได้ เพียงแต่อาจจะไม่หายขาด   วันดีคืนดี จะกลับมามีอาการอีก  ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นหลายครั้ง แต่ละครั้งรุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต่อไปเรื่อยๆเพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมาใหม่   

     ปัจจัยที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการใหม่ที่พบบ่อยมี 3 ข้อคือ 

             * เครียดมาก

             * อดนอน

             * รับประทานยาไม่ครบ

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 

     มีดารา Hollywood สาวสวยที่ชอบมาก ๆ ก็เป็น Bipola Disorder ด้วย  คือ Catherine  Zeta Jones  ปีนี้ 41 แล้ว แต่ก็ยังสวยมาก 

 

     ส่วนนี่ ก็ดาราดัง คู่ชีวิตของเธอ Michael  Douglas  มีปัญหาสุขภาพในโรคอื่นเช่นกัน  แก่ไปเยอะเลย 

 

ยาที่กินมันเยอะอย่างนี้ 


ขอบคุณข้อมูลจาก : The Royal College of Psychiatrists of Thailand

 

****ลากันไปแค่นี้ละค่ะ****

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
popladda วันที่ : 01/04/2012 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lamjuan

น่าสนใจมากครับ

โชคดีที่หลานได้เข้ารับการรักษา ผมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะนำผู้ป่วยลักษณะอย่างนี้เข้ารับการรักษา

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Augustman วันที่ : 29/03/2012 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

☺ Bipola Disorder โรคอารมณ์สองขั้ว

อาการที่บอกมาน่ากลัวไม่น้อย...มีคนในครอบครัวลักษณะใกล้เคียงที่ว่าเสียด้วยซี ครับ

ขอบคุณที่นำมาบอกกล่าว ครับ


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 27/03/2012 เวลา : 22.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

แพทย์คงจะรักษาให้หายขาดได้นะครับ ขอเอาใจช่วยให้หลานชายของ Bg Konpakkled หายจากอาการโรคนี้โดยเร็วนะครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Konpakkred วันที่ : 27/03/2012 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konpakkred


ย่าดาคะ ช่วง Mania ของหลานชายก่อนไปอยู่โรงพยาบาล นี่ น่ากลัวมาก พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เครียด น้ำตาตกใน กันตลอดเลยค่ะ

วินเซนโช - จริงรึ !

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
วินเชนโซ วันที่ : 27/03/2012 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/atsawin
ลมบก

บางทีก็เป็น ไม่รู้ว่านี่เป็นโรค

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ย่าดา วันที่ : 26/03/2012 เวลา : 21.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

สองอารมณ์นี่ต่างกันสุดขั้วเลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Konpakkred วันที่ : 26/03/2012 เวลา : 18.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konpakkred


ลุงจรัสค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ

สำหรับ Hiriotappa
เดิมก็ไม่คิดว่า หลาน จะเป็นโรคดังที่ว่า คิดไปว่าวัยรุ่นมันก็เป็นงี้ แถมคิดอกุศลไปว่า หมอจะฟันเงินเราละมั๊ง

แต่ปรากฏว่า ชักไม่ไช่แล้ว ช่วงไหนที่เป็นรุนแรง เขาถึงขั้นด่าพ่อแม่และตายายหยาบคายมาก ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่มีการศึกษาดี พูดจาเรียบร้อย จึงสงสัยกันว่า นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือไม่ จนต้องให้หมอวินิจฉัยค่ะ

จริง ๆ ในสังคมเราทุกวันนี้ จะพบเห็นคนมีอาการอย่างนี้อยู่มาก แต่ก็ เป็นกันไม่หนัก พอจะแก้ไขเยียวยากันเองได้

ส่วนการอิจฉาริษยานินทาที่เล่ามา ทุกวันนี้ก็เจอเยอะค่ะ พวกอัตตาสูง ๆ กันทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Hiriotappa วันที่ : 26/03/2012 เวลา : 12.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

อีกโรคหนึ่งก็คือ รู้สึกไม่ดีโกรธแค้นเสียหน้มากมายหากทราบว่าใครคนใดคนหนึ่งในโลกต่อว่าเขา เขาจะตามไปรู้ให้ได้ว่าใครพูด อยู่จุดไหน และจะต้องอยู่กับตรงนั้นไม่ทำการทำงาน คิดแค้นอยู่ตรงนั้น ทั้งๆที่การนินทามันเป็นเรื่องปกติ แต่คนที่ไม่ปกติก็คือ พยายามตามไปฟังไปรู้แล้วก็ไม่พอใจกระฟัดกระเฟีดขึ้นมาเมื่อเขาอุตส่าห์นินทาแล้วยังตามไปฟังเขาด่าตัวเองลับหลังอยู่นั่นแหละ ตามจุดอื่นๆ เรื่องนี้ผมก็ว่ามันน่าจะโรคจิตขึ้นรุนแรงมากกว่าครับ เป็นมาร์โคซิสม์กับซาดิสม์ในคนคนเดียวกัน บางทีพูดอยู่หยกๆ หรือ กระทำซึ่งๆหน้าจะๆก็จะเครซี่มากๆว่า ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Hiriotappa วันที่ : 26/03/2012 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

แต่ผมว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งผิดปกติหรอกครับ คนเรามีแบบนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน หากย้อนไปอีกหลายๆสิบยี่โรคนี้มีไหม ผมว่าไม่มีนะครับ หากเราทำอะไรไม่ถูกใจใครในปัจจุบันก็จะมีคนสรรหาโรคจิตมาให้ เคยถามนักจิตวิทยามาเช่นกัน เรื่องนี้เขาบอกว่าเป็นโฟเบีย กลัวเรื่องที่ตัวเองทำจะมีคนทราบ เป็นกลไกการปกป้องตัวเองหน่ะครับ บางรายถ้ารุนแรงก็จะทุ่มทั้งคนเงินและเวลาไปเพื่อตอบโต้สิ่งไที่ไม่ทราบว่าจะมีคนรู้คนเห็นไหม แต่จิตใจและวิธีการไปก่อนแล้ว แบบนั้นนั่นแหละครับ โรคจิตเภท หรือ โรคแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นอาการทางประสาท แต่เป้นโรคจิตที่ทุกคนเป็นกันได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลุงจรัส วันที่ : 25/03/2012 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sansumpan-charat

พบใครป่วยด้วยโรคนี้กรุณาแนะนำให้เขาเข้าสู่ระบบการรักษาฟื้นฟูที่ถูกต้องโดยเร็วครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน