• ฅนไทบ้าน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kon_thaiban@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 80
  • จำนวนผู้ชม : 168438
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
ฅนไทบ้าน
ฮักเฮือน ฮักฮีต ก่อไทบ้าน สร้างไทเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban
วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม 2550
Posted by ฅนไทบ้าน , ผู้อ่าน : 26127 , 20:46:17 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

     

ชั้นชั้นในสังคมไทย


ฅนต้นเรื่อง    ;  อาจารย์อรทัย    ปิ่นเก็จมณี                                                             ฅนเล่าเรื่อง  ;  กุลา      กุลี

                อาณาบริเวณที่เป็นที่ตั้งประเทศไทยในปัจจุบัน  เคยมีชุมชนมนุษย์อาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคหินเก่าเช่นที่ถ้ำผี  ลุ่มแม่น้ำสาละวิน แม่ฮ่องสอน  เมื่อประมาณ  ๑๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว หรือที่นครศรีธรรมราช ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ปีก่อน  ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมยุคแรก ๆ ของโลก ( โดยมิได้รับจากจีนหรืออินเดีย )  รวมทั้งที่บ้านเชียง อุดรธานี ในยุคหินใหม่  เมื่อประมาณ ๕,๖๐๐ ปีที่ผ่านมา

            เมื่อพลังการผลิตพัฒนาขึ้น  ความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมชุมชนบรรพกาลในอาณาบริเวณประเทศไทยปัจจุบันก็ได้พัฒนามาเป็นสังคมทาส  ศักดินา และทุนนิยม  ตามกฎการวิวัฒนาการสังคมของ      " วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ "  เช่นเดียวกัน  ดังปรากฏในรูปของ " รัฐ "  หลายรูปแบบในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพียงแต่รัฐเหล่านี้มีการก่อเกิดและดับสูญไปในช่วงเวลาที่แตกต่างกันและไม่ได้ต่อเนื่องจากอาณาจักรหนึ่งมาสู่อีกอาณาจักรหนึ่งตามลำดับก่อนหลัง หากแต่มีช่วงที่คาบเกี่ยวกันหรือบางทีก็เว้นช่วงว่างกลายเป็นดินแดนรกร้างอยู่ระยะหนึ่ง หลายครั้งที่  " รัฐซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลัง "  สามารถเรียนรู้และพัฒนาพลังการผลิตได้เหนือกว่ารัฐที่ก่อตั้งมาก่อน จึงสร้างความเข้มแข็งได้มากกว่าจนกระทั่งสามารถรุกตีหรือควบรวมหรือครอบงำรัฐที่เกิดขึ้นมาก่อนได้

            อาณาจักรยุคทาสของภูมิภาคนี้ในอดีต  เช่น อาณาจักรนครศรีธรรมราช (ราว พ.ศ. ๗๐๐ เป็นต้นมา) อาณาจักรศรีวิชัย  บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจนถึงเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย (ราว พ.ศ. ๑,๐๐๐-๑,๘๐๐ )  อาณาจักรทวาราวดี  ที่มีเมืองนครปฐมเป็นศูนย์กลาง ( ราว พ.ศ. ๑,๑๐๐ – ๑,๖๐๐) อาณาจักรหริภุญไชย บริเวณจังหวัดลำพูน ( ราว พ.ศ. ๑๓๑๑ – ๑๘๓๘ )  และอาณาจักรขอม จากลุ่มแม่น้ำโขง และลุ่มแม่น้ำชีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่เมืองลพบุรีไปจรดกาญจนบุรีโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นครวัด ประเทศกัมพูชา เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๐๐ โดยประมาณ 

          อาณาจักรขอม นี้   ถือว่าเป็นอาณาจักรทาสที่ก่อตั้งหลังสุด  มีความเข้มแข็งและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิก็ว่าได้  ปราสาทหินต่าง ๆ  เช่น  นครวัด ( หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ) นครธม ตาพรหม บันทายสรี  เขาพนมรุ้ง เขาพระวิหาร ปราสาทหินพิมาย พระปรางค์สามยอด กระทั่งถึงปราสาทหินวัดพระสิงห์ ล้วนเป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดี

            แต่ในที่สุด  ความเหี้ยมโหดป่าเถื่อนของอาณาจักรขอมที่เคยยิ่งใหญ่ ก็ทำให้สังคมทาสอ่อนแอเสื่อมทรุด เปิดโอกาสให้อาณาจักรใหม่ ๆ ที่พัฒนารูปแบบการปกครองที่มีความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบศักดินาที่ก้าวหน้ากว่า เช่น  สุโขทัย  อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ เป็นต้น  ได้เกิดขึ้น  เจริญรุ่งเรือง เติบโตทัดเทียม กระทั่งเหนือกว่าในที่สุด

            แผ่นดินไทยในปัจจุบัน จึงเคยผ่านมาทั้งสังคมบรรพกาลที่ไม่มีการกดขี่ขูดรีด  สังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบ  ตั้งแต่รัฐทาส  รัฐศักดินา  จนกระทั่งเป็นรัฐชนชั้นนายทุนในปัจจุบัน

            การกำเนิดของรัฐในดินแดนแถบนี้  ย่อมควบคู่ไปกับการเกิดขึ้นของชนชั้นต่าง ๆ และควบคู่ไปกับการต่อสู้ระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ในดินแดนแถบนี้ด้วย ชนชั้นที่สำคัญได้แก่

๑.  ชนชั้นศักดินา

สั                  สังคมไทยก่อนจะมาถึงยุคปัจจุบัน นั้น  ชนชั้นศักดินาเป็นผู้ปกครอง ผู้ยึดกุมโครงสร้างชั้นบนของรัฐที่มีโครงสร้างชั้นล่างหรือรูปแบบการผลิตแบบศักดินา โดยมีวัฒนธรรมแบบศักดินาไว้คอยหล่อเลี้ยงให้สังคมศักดินาปกครองกันได้อย่างราบรื่น 

          ชนชั้นศักดินา  ในสังคมไทยมีการปรับตัวให้เข้ากับวิวัฒนาการสังคมมาหลายครั้ง
รวมทั้งปรับเปลี่ยนการกดขี่ขูดรีดให้สอดคล้องกับการต่อสู้ทางชนชั้นของไพร่ทาสกสิกรในยุคสมัยต่าง  จากการเกณฑ์แรงงานมาเป็นการแบ่งปันผลผลิตในที่นาและสุดท้ายคือรูปแบบการให้เช่าที่นา

          ร้อยกว่าปีก่อน  เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานของจักรวรรดินิยมในอดีต
ชนชั้นศักดินาไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบอบการผลิต การปกครอง และวัฒนธรรม ให้สอดรับกับยุคสมัยอย่างรีบเร่ง แต่ทว่าชนชั้นศักดินาในอดีตนั้นไม่เคย "ทำการผลิต" มิหนำซ้ำยังดูถูกเหยียดหยามคนที่ทำการผลิตและให้บริการในสังคม ไม่เพียงแต่ไพร่ทาสเท่านั้นที่ถูกกดขี่เหยียดหยามดังกล่าว  

ชนชั้นที่สำคัญและมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมมากที่สุดในสังคมทุนนิยมก็คือ  " ชนชั้นนายทุน " แต่กล่าวสำหรับสังคมไทย แม้ว่าโดยข้อเท็จจริง การผลิตแบบทุนนิยมจะเข้ามาในสังคมไทยตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ เมื่อร้อยปีเศษที่ผ่านมา  ภาคการผลิตในสังคมไทยยังล้าหลัง ด้อยพัฒนา มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาที่ช้ามาก และต่อมาถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ (   หรือเมื่อ ๗๔  ปีมาแล้ว )  กลุ่มนายทุนซึ่งเป็นตัวแทนพลังการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า ก็มิได้ผลักดันพลังการผลิตของสังคมให้ก้าวหน้าไปมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง  ๕๐  ปีแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  กลุ่มทุนภายในประเทศไม่ได้พัฒนาการผลิตของตัวเองให้เติบโต และสะสมทุนขึ้นมาตามลำดับแล้วค้าขายแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติ เหมือนการก่อกำเนิดของกลุ่มทุนชาติตะวันตก ทั้งยุโรปและอเมริกาในอดีต หากแต่กลุ่มทุนการผลิตของไทยถูกครอบงำและควบคุมโดยจักรพรรดินิยมต่างชาติมาตั้งแต่ต้น เกือบทั้งหมดจึงเป็นพียงกลุ่มทุนการค้าพาณิชย์ที่อยู่ในรูปของ "  นายทุนขุนนาง "  และ " นายทุนนายหน้า" มีบทบาทเป็นได้แค่เพียงส่วนหนึ่งของวงจรธุรกิจข้ามชาติของจักรพรรดินิยม  ซึ่งมีหน้าที่หลัก ๆ  คือ

         
๑. เป็น "นายหน้า" เอาสินค้าต่างชาติเข้ามาขาย

         
๒. ช่วยหาซื้อและรวบรวมสินค้าพื้นเมืองไปขายให้กับกลุ่มทุนข้ามชาติ


         
. ใช้ช่องทางต่าง ๆ สมคบและร่วมมือกับชนชั้นปกครองเอื้อประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบริการที่สำคัญบางอย่าง (เช่นเหมืองแร่ ธนาคาร รถขนส่ง-โดยสาร)


            ๔. ผู้มีอำนาจในสังคม ( บางส่วนของทหาร ข้าราชการระดับสูง และชนชั้นปกครอง )  หาผลประโยชน์ด้วยการให้กลุ่มทุนต่างชาติยืมชื่อและอิทธิพลไปใช้ เพื่อให้กลุ่มทุนต่างชาติสามารถนำมาอ้างได้ว่ามีคนไทยเป็นหุ้นส่วนครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง เพราะขาดทั้งความรู้ ทักษะที่สำคัญและจำเป็นในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี การผลิต การตลาด ฯลฯ

            จึงทำให้บทบาททางการเมืองของกลุ่มนายทุนชาติ แทบจะไม่ได้ส่งผลสะเทือนอะไรกับสังคมโดยเฉพาะกับ "คนชั้นล่าง" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเลย


            นี่เป็นคำตอบที่ชัดแจ้งในเชิงปรัชญาที่ว่า ทำไมตัวแทนชนชั้นที่กำลังกลายเป็นอดีตในประวัติศาสตร์จึงยังคงมีอิทธิอย่างมากทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความคิด-จิตสำนึก และทางการเมือง สืบเนื่องมาได้เป็นเวลาช้านาน

            จากนั้นเพียง  ๓๐  ปี  หลังเหตุการณ์  ๑๔  ตุลาคม   ๒๕๑๙  มานี้เอง เมื่อจอมเผด็จการทหารถนอม -ประภาส-ณรงค์ถูกโค่นล้มลง  การผูกขาดทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มนายทหารใหญ่ร่วมกับข้าราชการระดับสูงและชนชั้นปกครองที่เคยมีอำนาจ อันเป็นเสมือนโซ่ตรวนพันธนาการผูกมัดพลังการผลิตของสังคมมิให้เจริญก้าวหน้า ถูกทำลายลง  สังคมไทยจึงเปิดทางให้ชนชั้นนายทุนชาติได้มีที่ยืน มีโอกาสสะสมทุน พัฒนาพลังการผลิต  และสร้างความเข้มแข็งให้กับชนชั้นนายทุนทั้งระบบ บริษัทสัญชาติไทยจำนวนมากเกิดขึ้นและเติบโตเข้มแข็งเป็นอย่างมากก็ในช่วงนี้เป็นต้นมา

            อย่างไรก็ตาม  มีกลุ่มทุนสัญชาติไทยเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่สามารถเติบโตขึ้นจนเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนที่นำเอาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์อย่างได้ผล ไม่ว่ากลุ่มชินวัตร กลุ่มซีพี กลุ่มซัมมิท ฯลฯ  การนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นพลังการผลิตของสังคม จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่สุดที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงก้าวรุดหน้าไป สังคมไทยในระยะ   ๓๐ ปีที่ผ่านมาได้ซื้อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ เข้ามาใช้ในการผลิต ( และบริการ) เป็นจำนวนมาก ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่กลุ่มทุนชินวัตรสามารถเติบใหญ่ได้เหนือกว่ากลุ่มทุนอื่นในเวลาอันสั้นก็คือการได้รับสัมปทานสัญญาณคลื่นโทรศัพท์มือถือ ตามด้วยสัมปทานดาวเทียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ชั้นสูง ส่วนกลุ่มซีพี ได้ซื้อเทคโนโลยีชั้นสูงสมัยใหม่ด้านการผลิตอาหารที่ครบวงจร ตั้งแต่พันธุ์ อาหาร วิธีเลี้ยง โรงเชือด การแยกชิ้นส่วน การปรุง การบรรจุ และการตลาด เป็นต้น กล่าวโดยทั่วไป กลุ่มทุนที่สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ชั้นสูงมาใช้ได้ก่อนคู่แข่ง ก็จะได้เปรียบกว่า ทำกำไรได้มากกว่า เร็วกว่า จึงสามารถสะสมทุนและสร้างโอกาสในการหาผลประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้มากกว่าด้วย


            ชนชั้นนายทุนสัญชาติไทย สามารถส่งผลกระทบต่อสังคมไทยได้อย่างกว้างขวางภายในเวลาเพียง ๒๐  กว่าปี (นับจากเหตุการณ์ ๑๔  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ) ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของสังคมไทยให้กลายเป็นแบบทุนนิยมไปโดยพื้นฐาน


            อย่างไรก็ตาม  ชนชั้นนายทุนชาติก็ไม่สามารถทำการผลิตได้อย่างอิสระ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาหรือร่วมทุนกับกลุ่มทุนจักรพรรดินิยมข้ามชาติ เพราะด้อยกว่าทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และการจัดการ ทำให้ชนชั้นนายทุนชาติไทยไม่มีอิสระทางการเมือง ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรพรรดินิยม ช่วยเปิดทางให้จักรพรรดินิยมข้ามชาติรุกเข้ามายึดครองเศรษฐกิจของไทยได้อย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง และรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ (ทั้งการผลิตและบริการ)  เช่น การเงิน การสื่อสาร โทรคมนาคม เหมืองแร่ เคมี ยา สิ่งทอ ก่อสร้าง การพิมพ์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ ชุดความคิดของกลุ่มทุนข้ามชาติจักรพรรดินิยมเช่น โลกาภิวัตน์  องค์การเหนือรัฐต่าง ๆ  จึงได้รับการขานรับแซ่ซ้องยกย่องไปต่าง ๆ นานา และนำเข้ามาครอบงำสังคมไทยอย่างเบ็ดเสร็จ

            ชนชั้นนายทุนชาติในอดีต   เมื่อยังไม่เข้มแข็งพอที่จะยืนได้อย่างอิสระและมั่นคงในทางการเมือง ก็ใช้วิธีแอบอิงกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ด้วยการสนับสนุนทางการเงินเป็นสำคัญให้กับพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ที่ตนมีเส้นสายเชื่อมโยงถึงและคาดว่าจะมีบทบาทเข้ามาเป็นรัฐบาลกุมอำนาจรัฐได้ หรือแม้แต่สนับสนุนคณะนายทหารใหญ่ที่ทำการรัฐประหารโค่นอำนาจของกลุ่มอื่น ทั้งนี้เพื่ออาศัยชนชั้นสูงผู้กุมอำนาจรัฐเหล่านี้ ช่วยปกป้องและเอื้อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับตนหรือกลุ่มตน  จึงเกิดการแก่งแย่งแข่งขันและช่วงชิงผลประโยชน์เป็นระยะ ๆ  เมื่อผู้ที่ตนสนับสนุนถูกโค่นล้มหรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นกลุ่มอื่น ผลประโยชน์ของตนก็เสียหาย จำเป็นต้องแสวงหาเส้นสายกันใหม่ ทำให้ไม่มั่นคงและเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของระบบทุน

            รัฐบาลผสมหลายพรรค ก็เป็นปรากฏการณ์ของการประสานแบ่งปันผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัด และเป็นเช่นนี้ติดต่อกันมากว่า ๒๕  ปีนับจากการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์   ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ จนกระทั่งภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่กลางปี พ.ศ. ๒๕๔๐  กลุ่มทุนผูกขาดภายในประเทศที่รอดมาได้ไม่กี่ตระกูล (รวมกันไม่ถึง ๕,๐๐๐  คน น้อยกว่า ๐.๐๑ % ของคนไทย  ๖๒  ล้านคน ) ก็เติบโตขึ้นมาตามกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างเข้มแข็ง   ฉกฉวยโอกาสที่คู่แข่งล่มสลายหรือไม่ก็อ่อนแอลง สร้างความเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญไทยปัจจุบัน ( เริ่มใช้เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐) เปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุนใหญ่ก้าวขึ้นมาควบคุมอำนาจรัฐได้ง่ายขึ้น  บางส่วนที่เคยสนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่น ๆ จึงได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น และสามารถก้าวเข้ามายึดอำนาจรัฐได้ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๔


ตลอด ๓๐  ปีที่ผ่านมา ขณะที่ชนชั้นนายทุนสัญชาติไทยส่วนน้อยนิดได้พัฒนาเติบใหญ่จนกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐไปแล้วนั้น "ชนชั้นกลาง" ก็เป็นอีกชนชั้นหนึ่งซึ่งปรากฏตัวขึ้นในสังคมไทยอย่างโดดเด่น คนกลุ่มนี้มีบทบาทในความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดแห่งชาติกับกลุ่มชนชั้นล่างสุดของสังคม ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับและตอบสนองความต้องการของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งด้านการผลิตและจำหน่าย "  สินค้าและบริการ " ในตลาด ตลอดจนการเผยแพร่วัฒนธรรมใหม่ที่รับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ขณะเดียวกันก็เป็นผู้เสพย์ผู้บริโภคสินค้าและบริการที่สำคัญที่สุดของกลุ่มทุนผูกขาดแห่งชาติด้วย กลายเป็นฐานขนาดใหญ่ในทางเศรษฐกิจให้กลุ่มทุนผูกขาดระดับชาติสามารถก้าวขึ้นไปสู่การมีอำนาจรัฐจนกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐได้ในที่สุด

            องค์ประกอบสำคัญของชนชั้นกลาง  ก็คือ  กลุ่มพ่อค้า, นักธุรกิจ, เจ้าของกิจการขนาดเล็กและขนาดกลาง, ข้าราชการระดับกลางขึ้นไป  พนักงานลูกจ้างทั้งของรัฐและเอกชนระดับกลางขึ้นไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ เช่น ทนายความ สถาปนิก แพทย์ ศิลปิน นักเขียน นักคิด ปัญญาชนในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เยาวชน นิสิต นักศึกษา ลูกหลานของชนชั้นกลาง  รวมทั้งเกษตรกรที่ร่ำรวย เป็นต้น 

          ชนชั้นกลาง นี้  มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าชนชั้นนายทุนชาติอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเทียบกับชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรส่วนใหญ่แล้ว  ก็มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเช่นเดียวกัน และแม้ว่าบางส่วนของชนชั้นกลางจะเป็นผู้ครอบครองปัจจัยการผลิต  เช่น  โรงงานขนาดกลาง-ขนาดเล็ก  แต่รายได้ก็อาจไม่แตกต่างกับพนักงานระดับกลางของบริษัทกลุ่มทุนข้ามชาติ  หรืออาจน้อยกว่ารายได้พนักงานระดับสูงของบริษัทในกลุ่มทุนผูกขาดด้วยซ้ำ และในที่นี้ใช้ในความหมายเฉพาะในสังคมไทย เพราะในอดีตชนชั้นกลางในยุโรปมีความหมายถึงชนชั้นอื่น ๆ ที่มิใช่ชนชั้นหลัก ๆ ได้แก่ เสรีชน ช่างฝีมือ ฯลฯ ชนชั้นนายทุนน้อยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นกลางที่ว่านี้

            กลุ่มคนเกือบทั้งหมด  ในชนชั้นกลางนี้จะได้รับการศึกษาระดับสูง (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) มีความเชื่อมั่นตนเองสูง ไม่ค่อยจะยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ มีโอกาสรับรู้ข้อมูลและข่าวสารจำนวนมาก และมักจะเชื่อมั่นในข้อมูลและข่าวสารที่ตนได้รับ จึงมักจะโต้เถียงขัดแย้งกันอยู่เสมอเนื่องจากได้รับรู้ข้อมูลและข่าวสารที่ไม่ตรงกัน คนละด้าน หรือไม่ครบถ้วน ประกอบกับใช้หลักการในการวิเคราะห์ข้อมูลและข่าวสารที่ได้รับมาไม่เหมือนกัน หรือมีจุดยืนและทัศนะคติต่อข้อมูลและข่าวสารที่แตกต่างกัน และในหลายกรณีก็มักจะมองปัญหาแบบไม่ขาวก็ต้องดำ       (  ยกตัวอย่าง เช่น  ไม่อยู่ข้างรัฐบาลทักษิณ  ก็ต้องอยู่ข้างสนธิ ( ลิ้มทองกุล )  เป็นต้น )  จึงเกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันได้ง่ายและบ่อยครั้ง ข้อยุติของการแก้ไขความขัดแย้งเหล่านี้ก็มักจะไปลงเอยด้วยการลงมติ โดยยึดเสียงส่วนใหญ่ว่าเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับกันตามนั้น จึงกลายเป็นที่มาของความคิดแบบ "  ด้านเดียว " มิได้คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ  เช่น  ความถูกต้อง จริยธรรม  ผลกระทบต่อผู้อื่น ผลกระทบต่อคนยากจน  ต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

            ชนชั้นกลางในสังคมไทย   มีความหลากหลายและกระจัดกระจายมาก จึงไม่สามารถสังเคราะห์ชุดความคิดหลักที่เป็นของชนชั้นกลางขึ้นมาชี้นำสังคมได้ ทำให้ต้องยอมรับแนวความคิดทางการเมืองที่หลากหลาย ด้านหนึ่งเพราะต้องพึ่งพากลุ่มทุนต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันไป บ้างก็ต้องพึ่งพากลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ รวมทั้งระบบกลไกข้าราชการ ฯลฯ ดังนั้นยามใดชนชั้นปกครองสามัคคีกันได้ ชนชั้นกลางก็จะโน้มเอียงไปขานรับแนวคิดเหล่านั้น เช่น กระแสธงเขียวแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จนเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี  ๒๕๔๐ ), การเลือกตั้งครั้งต่าง ๆ ทุกระดับ, ความคิดเรื่องโลกาภิวัฒน์ เป็นต้น จนเกิดแนวโน้ม "ด้านเดียว" มองไม่เห็น (หรือมองข้าม) ข้อเสียด้านอื่น ๆ ไป แต่เมื่อใดที่ชนชั้นปกครองขัดแย้งแก่งแย่งผลประโยชน์กัน ชนชั้นกลางก็จะแตกแยก แบ่งกลุ่มไปตามแหล่งข้อมูลที่ได้มา หรือที่ยอมรับ-ให้ความเชื่อถือ หรือตามกลุ่มผลประโยชน์ที่ตนมีส่วนร่วม เช่น การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มสมัชชาคนจน ปัญหาท่อแก๊สภาคใต้  ปัญหาไฟใต้  เช่น  กรณีฆ่าหมู่ที่กรือเซะและตากใบ  กรณีขับไล่รัฐบาลทักษิณ ๒ เป็นต้น

            อนึ่ง  ในสังคมทุนนิยมที่ความคิดทางการเมืองของชนชั้นนายทุนเป็นด้านหลักนั้น แนวความคิดหลัก ๆ ของชนชั้นกลางในสังคมไทยก็มักจะได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากกลุ่มชนชั้นนายทุนมาใช้ เพราะสภาวะแวดล้อมและการประกอบอาชีพของคนกลุ่มนี้มักจะใกล้ชิด ขึ้นต่อและต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของกลุ่มทุนต่าง ๆ พลังของชนชั้นกลางจึงกระจัดกระจาย เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นทางการเมืองไปได้ง่าย ภายในระยะเวลาอันสั้นก็อาจจะเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม ทำให้ทั้งจุดยืน, ทัศนะ และวิธีการ ของชนชั้นกลางในสังคมไทยมีความหลากหลาย แตกต่าง เบี่ยงเบน ไม่มีความแน่นอน ประกอบกับความเชื่อมั่นตนเองในระดับสูง ทำให้บางครั้งก็มีอคติส่วนตัวแฝงอยู่ในแนวความคิดและการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม พลังของชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นพลังที่ไม่อาจมองข้ามได้ ชนชั้นนี้เคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลสุจินดาในกรณีพฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕  รัฐบาลชวลิต ปี ๒๕๔๐  และการมีบทบาทสำคัญอีกครั้งหนึ่งในกรณีขับไล่รัฐบาลทักษิณ ๒   ปี ๒๕๔๙

            ทางด้านเศรษฐกิจ  เนื่องจากชนชั้นกลางต้องพึ่งพาทั้งกลุ่มชนชั้นนายทุนระดับต่าง ๆ และอิทธิพลต่าง ๆ ที่แฝงเร้นอยู่ในสังคมไทย ทำให้พัฒนาเติบใหญ่ต่อไปได้อย่างยากลำบาก ขณะเดียวกันรัฐบาล " กลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐ "  ก็ยังผลักภาระต่าง ๆ มาให้ชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายบังคับให้ต้องจ่ายเงินค่าประกันสังคม เงินสมทบกองทุนต่าง ๆ ครั้นเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น รัฐบาลก็ออกกฎหมายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำผลักภาระมาให้นายจ้าง ให้ผู้ใช้แรงงานไปเอาเงินจากนายจ้างเพิ่มขึ้น (และทำให้ผู้ใช้แรงงานบางส่วนเห็นว่ารัฐบาลนี้ดีจริง ๆ ที่ยอมให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ) 

          ชนชั้นกลางที่เป็นนายจ้างจึงได้รับผลกระทบโดยตรงและอ่อนแอลง เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำที่ต้องจ่ายเพิ่มนั้น เมื่อคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับกำไรระหว่างผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดเล็กกับบริษัทยักษ์ใหญ่แล้ว มีความแตกต่างกันเป็นอันมาก อีกทั้งไม่สามารถทำกำไรได้เท่ากับกิจการขนาดใหญ่ของกลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐ เพราะไม่ได้สิทธิ์ผูกขาดสัมปทาน ไม่มีเงินทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างกลุ่มนายทุนใหญ่ ๆ เพราะไม่สามารถใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง

            ที่สำคัญ ในทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ  นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อกลางปี   ๒๕๔๐   กลุ่มทุนไทยทั้งนายทุนน้อยและนายทุนชาติต่างต้องร่วมกันแบกรับภาระค่าจ้างแรงงานที่รัฐบาลผลักมาให้อย่างหนัก  จากวันละ  ๑๖๒  บาทเป็น ๑๘๔  บาท  คิดเป็นรายจ่ายในหมวดค่าจ้างแรงงานทางตรงที่ต้องเพิ่มถึง ๑๓.๕๘ %    ( ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามสัดส่วนเงินสมทบค่าประกันสังคมและเงินกองทุนทดแทน ) และถ้าหากมีการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น ๒๐๐ บาท รายจ่ายในหมวดนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๓.๔๖ %  ทีเดียว


            ในขณะที่ชนชั้นนายทุนชาติและชนชั้นนายทุนน้อยเจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก   ต้องแบกรับภาระอย่างหนักหน่วงอยู่นี้   กลุ่มทุนข้ามชาติจักรพรรดินิยมกลับมิได้จ่ายค่าจ้างแรงงานในไทยเพิ่มขึ้นเลย ตรงกันข้าม   ยังจ่ายค่าจ้างแรงงานน้อยลงกว่าเดิมเสียอีก  !


            เรื่องจริงมีอยู่ว่า  ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ค่าแรงขั้นต่ำในขณะนั้นวันละ ๑๖๒  บาท เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งขณะนั้นอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ละ ๒๕.๕๐  บาท  กลุ่มทุนข้ามชาติจักรพรรดินิยมต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้คนงานไทยวันละ ๖.๓๕  ดอลลาร์สหรัฐ  แต่วันนี้  รัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ ๑๘๔  บาท  ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน ๑  ดอลลาร์สหรัฐแลกเงินไทยได้ถึง ๔๐ บาท  

            กล่าวโดยสรุปแล้ว   กลุ่มทุนจักรพรรดินิยมจ่ายค่าจ้างให้คนงานไทยเพียงวันละ ๔.๖๐  ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น  คิดแล้วลดลงไปถึง ๒๗.๕๖  %   อยู่เฉยๆ  ก็จ่ายเงินค่าจ้างน้อยลง มีกำไรเพิ่มขึ้นจากการขูดรีดแรงงานข้ามชาติอย่างถูกกฎหมาย ( ของชนชั้นนายทุน )  ภายใต้กฎกติกาสากลที่รัฐบาลไทยรับรอง ( ความถูกต้อง)  !

            กลุ่มทุนข้ามชาติจักรพรรดินิยม  ทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย  จึงดาหน้ากันรุกคืบเข้ามา โดยที่รัฐบาล " กลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐ "  แทนที่จะช่วยเหลือปกป้องกลับโฆษณาป่าวร้องว่าพวกเขากำลังทำเพื่อชาติเพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต แล้วก็ไปเจรจาต่อรองกับกลุ่มทุนข้ามชาติจักรพรรดินิยมทั้งหลายในรูป WTO บ้าง FTA บ้าง  โดยเอาอนาคตและความเป็นความตายของชนชั้นกลางและเกษตรกรซึ่งเป็นคนชั้นล่างแลกกับผลประโยชน์ที่กลุ่มทุนของตนทำธุรกิจอยู่แล้ว   ปล่อยให้กลุ่มทุนข้ามชาติจักรพรรดินิยมทั้งหลายยาตราทัพเข้ามาเบียดขับจนชนชั้นกลางกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าต้องล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา


            ความขัดแย้งใหญ่น้อยจึงปะทุขึ้นเป็นระลอก การต่อต้านการประชุม WTO ในทุกเมืองทั่วโลก           การต่อต้านการเจรจา FTA  ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-อเมริกาที่เชียงใหม่ การต่อต้านมิให้ LOTUS มาเปิดใกล้ชุมชนของตน  

            การล้มหายจากไปของร้านค้าของชำท้องถิ่นจำนวนมากเมื่อร้านค้าปลีกอย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น มาตั้งใกล้ๆ ฯลฯ   เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างชนชั้นนายทุนชาติ  ชนชั้นกลางและชนชั้นชาวนา  กับชนชั้นนายทุนผูกขาดแห่งรัฐ   ด้วยรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ปรากฏการณ์เหล่านี้  เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเมื่อสังคมทุนนิยมวิวัฒนาการไปถึงขั้นหนึ่ง ทุกชนชั้นที่สูญเสียผลประโยชน์ให้กับชนชั้นนายทุน ต่างก็พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชนชั้นตน

            แต่ในที่สุดแล้ว   ทั้งชนชั้นกลางและชนชั้นชาวนาต่างก็ถูกทำลายลงโดยชนชั้นนายทุน ก่อนที่ชนชั้นกรรมาชีพจะสถาปนารัฐสังคมนิยมในวันข้างหน้าเสียด้วยซ้ำ


มาร์กซได้เขียนไว้ชัดเจนในหนังสือแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์  ว่า

".....ในปัจจุบัน บรรดาชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นนายทุนนั้น มีแต่ชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้นที่เป็นชนชั้นปฏิวัติที่แท้จริง ชนชั้นอื่น ๆ ล้วนแต่เสื่อมลงทุกทีและดับสูญไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ชนชั้นกรรมาชีพนั้นเป็นผลิตผลของตัวอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เอง

           การที่ชนชั้นกลาง ซึ่งก็คือผู้ประกอบอุตสาหกรรมขนาดเล็ก พ่อค้าย่อย หัตถกรและชาวนา ต่อสู้กับชนชั้นนายทุน ล้วนแต่เพื่อรักษาการดำรงอยู่ของชนชั้นกลางของพวกเขานี้ไว้มิให้พินาศไป ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่พวกปฏิวัติหากเป็นพวกอนุรักษ์ ยิ่งกว่านั้น พวกเขากระทั่งเป็นพวกปฏิกิริยาเพราะพวกเขาพยายามที่จะทำให้กงล้อประวัติศาสตร์หมุนกลับ ถ้าจะว่าพวกเขานั้นปฏิวัติ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาจวนจะหันเข้าสู่ขบวนชนชั้นกรรมาชีพ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็มิใช่รักษาผลประโยชน์เฉพาะหน้าของพวกเขา หากรักษาผลประโยชน์ในอนาคตของพวกเขา พวกเขาก็จะออกห่างจากจุดยืนเดิมของตน และมายืนอยู่บนจุดยืนของชนชั้นกรรมาชีพ  "

๔. ชนชั้นกรรมกร

            ชนชั้นกรรมกรปรากฏตัวขึ้นในสังคมไทย   ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เริ่มจากกรรมกรโรงสีข้าว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕   ก็เกิดกรรมกรรถไฟ กรรมกรเหมืองแร่ กรรมกรลากรถ และกรรมกรรถราง เป็นต้นฯ 

            ชนชั้นกรรมกร  เคยรวมตัวกันเป็นสหบาลกรรมกรที่ยิ่งใหญ่ในยุค  จอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งนั้นมีการชุมนุมกรรมกรนับแสนคนเนื่องในวันกรรมกรสากล (๑ พฤษภาคม ๒๔๘๙ )  แต่มาถึงยุคจอมเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์   เรื่อยมาจนถึงยุคจอมพลถนอมฯ-ประภาส   ขบวนการกรรมกรก็ถูกปราบปรามอย่างหนักจนไม่สามารถต่อสู้อย่างเปิดเผยได้
           

            ต่อมาเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำตั้งแต่ปี  ๒๕๑๔  เรื่อยมา  ผลักดันให้พี่น้องกรรมกรจำนวนมากต้องออกมาต่อสู้เรียกร้องหลักประกันด้านค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการ จนกระทั่งรัฐบาลจอมพลถนอมต้องยอมออกกฎหมายแรงงาน ประกาศให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศ
            ภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ขบวนการกรรมกรในเมืองเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง มีสหภาพแรงงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงนี้ จากปี ๒๕๑๕  ที่มีเพียง ๙  แห่ง เป็น ๖๖  แห่งในปี ๒๕๑๗ และ ๑๘๔ แห่ง

            ก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  มีการต่อสู้เรียกร้องให้เพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ  เพิ่มสวัสดิการ ลดเวลาทำงานเหลือวันละ  ชั่วโมง ฯลฯ  เกิดการต่อสู้เรียกร้อง –  การประท้วง -  การนัดหยุดงานในช่วงนี้ทั้งหมด ๑,๒๓๒ ครั้ง  ทั่วประเทศ   รวมทั้งมีการเดินขบวนใหญ่อีกหลายครั้งทั้งในกรุงเทพฯ  และต่างจังหวัด ได้ประสานงานร่วมมือกับชาวนาชาวไร่และนิสิตนักศึกษาในเมืองอย่างแน่นแฟ้น  ผนึกกันเป็นพลังสามประสานคือ    “  กรรมกร ชาวนา และนักศึกษา ” ที่เป็นจริง   กลายเป็นแนวร่วมขนาดใหญ่และทรงพลังอย่างยิ่ง 


            ในช่วงนั้น  ขบวนการกรรมกรในเมืองค่อยๆ  ก่อตัวขึ้น การต่อสู้เรียกร้องต่าง ๆ ได้ค่อย ๆ ยกระดับจากปัญหาปากท้องและปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดและแหลมคมที่สุดในเวลาต่อมา ในยุคนั้น กรรมกรจำนวนไม่น้อยได้เรียนรู้ท่ามกลางการต่อสู้ว่า  ปัญหาความยากจนข้นแค้นที่ตัวเองและเพื่อนร่วมชนชั้นต้องประสบอยู่ เกิดจากการขูดรีดของชนชั้นนายทุนอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญชนชั้นนายทุนยังได้สมคบกับชนชั้นปกครองปฏิกิริยาใช้กลไกอำนาจรัฐต่างๆ กดขี่ข่มเหงรังแกและกีดกันขัดขวางการต่อสู้อย่างสันติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน กระทั่งคุกคามและเข่นฆ่าพี่น้องกรรมกรอยู่ตลอดเวลา การต่อสู้ทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาปากท้องที่อดอยากหิวโหย จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง 


            การต่อสู้ของขบวนการกรรมกร ถูกปราบปรามเข่นฆ่าเรื่อยมา  ผู้นำกรรมกรถูกฆ่าคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งในที่สุด  ชนชั้นปกครองที่สูญเสียผลประโยชน์ และหวาดผวากับพลังสามประสานของประชาชน ก็ก่อการฆ่าหมู่ที่สยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙ 

            หลังจากนั้นเป็นต้นมา     การต่อสู้ของกรรมกรในเมืองก็ถูกปิดกั้นลงอย่างสิ้นเชิง อีกครั้งหนึ่ง ในสถานการณ์เช่นนั้นกองหน้าของกรรมกรส่วนหนึ่ง  ได้หันไปจับอาวุธขึ้นต่อสู้ต่อไปตามอุดมการณ์ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในชนบท 


            เมื่อกรรมกร  ได้ตื่นตัวและยกระดับความรับรู้ทางการเมืองขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะแสดงบทบาทเป็นกองหน้าของขบวนการเปลี่ยนแปลง สังคมไทย เพื่อปลดปล่อยพลังการผลิตและโซ่ตรวนที่พันธนาการทางชนชั้นมายาวนาน ด้วยสำนึกว่าการต่อสู้ของกรรมกรไม่มีอะไรจะต้องสูญเสียนอกจากโซ่ตรวนที่พันธนาการอยู่  หากแต่สิ่งที่ได้มานั้น  คือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต  คือชีวิตใหม่ที่ดีกว่า  

          กล่าวให้ถึงที่สุด  สิ่งที่กรรมกรจะได้มาจากชัยชนะของการต่อสู้ก็คือ โลกทั้งโลก ! 

     
            กลุ่มที่ช่วยทำงานในบ้าน  โดยไม่มีรายได้แน่นอน คนขับรถรับจ้าง ขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง กรรมกรแบกหามในท่าเรือ ฯลฯ กรรมกรรับจ้างภาคเกษตร เช่น กรีดยาง ตัดอ้อย เกี่ยวข้าว ทำประมง คนงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐๐  ล้านคน  
            กรรมกรกลุ่มนี้มีจำนวนรวมกันประมาณ ๗,๘๓๐,๐๐๐  คน ( เจ็ดล้านแปดแสนสามหมื่นคน) เป็นกลุ่มที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย และแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลใด ๆ จากภาครัฐ เป็นกรรมกรกลุ่มที่กระจายกันอยู่ในย่านชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ และในชนบททั่วประเทศ 

หลังเหตุการณ์   ตุลาคม  ๒๕๑๙   ขบวนการกรรมกรที่เหลืออยู่ในเมืองถูกแทรกแซงอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังจาก “ ป่าแตก ” ในปี ๒๕๒๕  เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ค่อย ๆ สูญเสียการนำขบวนการกรรมกรในเมืองไปจนเกือบจะหมดสิ้น ขบวนการกรรมกรจึงเริ่มแตกออกเป็นหลายฝ่าย บางส่วนนำโดยกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ( NGOs ) *

            NGOs  มาจากคำว่า “  Non Governmentat Organization ”   หมายถึง  องค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น สมาคม, ชมรม, สโมสร, หรือ มูลนิธิสมาคม, กลุ่มแครือข่าย  กลุ่มประสานงานต่างๆ  ฯลฯ )   

 

          NGOs   บางส่วนต่อสู้กันต่อไปแบบไร้ทิศทาง  บางส่วนถูกแบ่งแยกและควบคุมโดยรัฐ และบางส่วนถูกลวงโดย   รัฐบาลและชนชั้นปกครอง   ก็ได้สรุปบทเรียนท่ามกลางการปราบปรามเข่นฆ่าพี่น้องกรรมกรเช่นเดียวกันว่า การใช้กำลังอาวุธและอำนาจเผด็จการเข้าปราบปรามนั้น ไม่มั่นคง ไม่สามารถควบคุมขบวนการกรรมกรได้อย่างแท้จริง แต่หากเปลี่ยนมาใช้วิธีการหลอกล่อและหลอกลวง จะสามารถควบคุมกรรมกรทั้งขบวนได้ดีกว่า เช่น  การให้ค่าแรงและสวัสดิการกับกรรมกรรัฐวิสาหกิจมากกว่าค่าจ้างแรงงานภาคเอกชนควบคุมไม่ให้สหภาพแรงงานเข้มแข็ง  ผ่านผู้นำน้ำเน่าที่แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของกรรมกรพื้นฐาน  โดยรับเศษเงินจากนายทุนและรัฐบาล  เช่น  ช่วยเหลือเจือจุนให้ผลประโยชน์เล็กๆ น้อย ๆ หรือ  การจัดอบรมสัมมนาแล้วพาผู้นำกรรมกรจำนวนหนึ่งไปทัศนาจร  หรือเชิญผู้นำกรรมกรบางคนไปดูงานต่างประเทศ  เมื่อได้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าก็ละทิ้งการต่อสู้  ตีสองหน้า ต่อหน้ากรรมกรทำเป็นวีรบุรุษ  แต่ลับหลังคอยรับใช้นายทุนอย่างไม่ละอายใจ  


          จัดสรรตำแหน่งวุฒิสมาชิก  ให้กับกรรมกรบางคนหรือบางกลุ่มที่ไม่ต่อสู้นอกระบบรัฐสภา  ( จับอาวุธต่อสู้เพื่อโค่นล้มชนชั้นปกครองและระบอบการปกครองที่เข่นฆ่าประชาชน ) ไม่แข็งขืนคุกคามล้มล้างการดำรงอยู่ที่กดขี่ขูดรีดของพวกเขา ยอมให้พวกเขาเป็นผู้ปกครองต่อไป และกระทั่งค้ำจุนให้ชนชั้นปกครองปฏิกิริยาสามารถอยู่ในอำนาจอย่างมั่นคงบนบัลลังก์เลือดอย่างสุขสงบและสง่างาม  ทำให้วันกรรมกรกลายเป็นวันแรงงานแห่งชาติของไทยที่ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้ของชนชั้นกรรมกรทั่วโลก  แล้วแปรงานที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายนี้ให้กลายเป็นงานประเพณีประจำปีราวกับงานวัดที่ไร้เนื้อหาสาระ  เพื่อทำลายจิตสำนึกมิให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานมีจิตสำนึกที่จะต่อสู้กับการถูกกดขี่ขูดรีด   ตลอดจนมอมเมาให้เพลิดเพลินไปกับวัฒนธรรมนายทุนที่สร้างค่านิยมฟุ่มเฟือย  สนุกสนาน หรือไม่ก็หมกมุ่นระเริงกามโลกีย์  


          ในที่สุดขบวนการกรรมกรในเมือง  จึงถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ  อยู่ในสภาพอ่อนแอลงเรื่อย ๆ สุดท้ายก็แทบจะหมดพลังทางการเมืองไปเองอย่างสิ้นเชิง  แม้เมื่อครั้งที่รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน สั่งแยกกรรมกรรัฐวิสาหกิจออกจากขบวนการกรรมกรอื่นๆ  อย่างเป็นทางการ ขบวนการกรรมกรก็ยังไม่สามารถต่อสู้ปกป้องเรียกร้องใดๆ ได้  


          ปัจจุบัน ขบวนการกรรมกรจึงแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ที่สำคัญได้แก่ 
         
. กรรมกรรัฐวิสาหกิจ กลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มกรรมกรชั้นสูง มีรายได้ดี มีสวัสดิการดีกว่ากรรมกรกลุ่มอื่น ๆ ทั้งหมด จากการสำรวจของสำนักงาน สถิติแห่งชาติในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนปี ๒๕๔๘ พบว่า กรรมกรส่วนที่เป็นลูกจ้างของรัฐมีอยู่ประมาณ ๓,๐๖๐,๐๐๐  คน (สามล้านหกหมื่นคน)
         
. กรรมกรภาคเอกชนที่เป็นของกลุ่มทุนข้ามชาติ กลุ่มนี้มีรายได้และสวัสดิการดีพอสมควร โดยเฉพาะกรรมกรในระดับหัวหน้างานขึ้นไป เป็นกรรมกรส่วนที่มีการจัดตั้งในระบบทุนนิยมเข้มแข็งที่สุด 
         
. กรรมกรภาคเอกชนที่เป็นของกลุ่มนายทุนไทยทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก กลุ่มนี้เป็นกรรมกรกลุ่มใหญ่ที่สุด มีรายได้และสวัสดิการต่ำกว่าสองกลุ่มแรก แต่ยังได้รับสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน มีชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยากแค้นในท่ามกลางสังคมเมืองใหญ่ที่หรูหราฟุ่มเฟือย จึงเป็นกลุ่มที่มักจะต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม กรรมกรส่วนนี้มีการจัดตั้งในระบบทุนนิยมจำนวนมากที่สุด 
          . กรรมกรอิสระที่อยู่นอกระบบสวัสดิการสังคม  มิได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม มิได้มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิต ได้แก่ 


            สรุปโดยรวมแล้ว ปัจจุบันสังคมไทยมีกรรมกรทั้งหมดทุกภาคส่วนรวมกัน ประมาณ ๒๓,๖๗๐,๐๐๐ ล้านคน ( ยี่สิบสามล้านหกแสนเจ็ดหมื่นคน)  ถือว่าเป็น “ กลุ่มพลัง ” ที่มีความสำคัญสูงสุด  และกำลังมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นทุกวัน   ทั้งในภาคเอกชน  ภาครัฐ  การผลิตภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคการเงิน ภาคการค้า การบริหารจัดการ  และภาคบริการอื่น ๆ
            ในอีกด้านหนึ่งชนชั้นกรรมกรไทย  เป็นชนชั้นที่ต้องแบกภาระเสียภาษีให้กับสังคม  ทั้งทางตรง           (   เช่นภาษีรายได้  โดยรัฐบาลบังคับให้นายจ้างหักไว้ตอนที่จ่ายเงินเดือน )  และภาษีทางอ้อมที่เก็บผ่านสินค้าทุกชนิดในสัดส่วนที่สูงที่สุด  นอกจากนี้กรรมกรไทยส่วนมากยังมีญาติพี่น้องอยู่ในท้องถิ่นชนบทกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ 


            สาเหตุดังกล่าวข้างต้น  ทำให้กลุ่มและองค์การจัดตั้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง  อบต. กลุ่ม NGOs *   องค์การสาธารณกุศล  หน่วยงานต่างๆ  ด้านความมั่นคง  หน่วยงานด้านการปกครองของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ  หน่วยงานราชการลับทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ  ต่างก็ระดมสรรพกำลังเข้าไปจัดตั้งกรรมกรในรูปแบบต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยเฉพาะในระยะ ๒๕  ปี  ที่ผ่านมานี้

 
            แต่การจัดตั้งทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น   ก็เป็นเพียงการบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนชั่วขณะ เฉพาะหน้า  เฉพาะเรื่อง  หรือช่วยเยียวยาทางด้านจิตใจและความรู้สึกบางอย่างบางประการเท่านั้น มิได้แก้ปัญหาการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น  ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้กรรมกรทั้งหลายต้องทุกข์เข็ญ อดอยาก ยากแค้น  และไร้อนาคตอย่างที่เป็นอยู่  

            การต่อสู้เรียกร้องของขบวนกรรมกรในปัจจุบันจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แม้ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันบ้าง  เช่น  ขณะที่กรรมกรภาคเอกชนของกลุ่มนายทุนไทยซึ่งมีจำนวนมากที่สุด  เรียกร้องขอให้เพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ  กลุ่มกรรมกรรัฐวิสาหกิจอาจไม่ได้เข้าร่วม  เพราะค่าจ้างแรงงานของตนนั้นสูงกว่าอยู่แล้ว   ขณะเดียวกัน เมื่อกลุ่มกรรมกรรัฐวิสาหกิจต่อสู้เรียกร้องมิให้รัฐบาลขายรัฐวิสาหกิจ  ( ซึ่งคุกคามรายได้และหลักประกันในอนาคตของตน )  กรรมกรกลุ่มอื่น ๆ  ส่วนใหญ่ก็มีท่าทีวางเฉย 


            ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่ง  เกิดจากระดับการต่อสู้ของกรรมกรไทย ยังเป็นเพียงการต่อสู้ในระดับต้น หรือระดับปากท้อง ที่เรียกกันว่าระดับปัญหาทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า  การต่อสู้ของขบวนการกรรมกรในปัจจุบันจึงมิได้ยืนอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด ผู้นำกรรมกรก็มิได้มีความตื่นตัวทางการเมือง ไม่ได้ตื่นตัวทางชนชั้น มองไม่เห็นลักษณะที่ก้าวหน้ากว่าของชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ไม่มีความเชื่อมั่นในพลังของชนชั้นตนเอง ไม่ได้หนุนช่วยพี่น้องร่วมชนชั้นที่ทุกข์ยากแสนเข็ญและถูกกดขี่ขูดรีดอย่างหนักหน่วงด้วยกัน มิได้มีความรักทางชนชั้นที่อยากให้ชนชั้นของตนได้รับการชัยชนะในการต่อสู้ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพใครอยากจะต่อสู้ก็สู้ไป มีแรงก็ดิ้นรนต่อสู้ หมดแรงเดี๋ยวก็หยุดไปเอง ไม่มีใครคิดจะช่วยกันถ้าไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนให้เห็นกันตรงหน้า 


            ประวัติศาสตร์ของขบวนการกรรมกรไทย  จึงมีทั้งยุคที่รุ่งโรจน์และตกต่ำ แยกไม่ออกจากสภาพของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมในสังคมไทย แต่ไม่ว่ากรรมกรไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะอยู่ในสภาพเช่นไรก็ตาม การต่อสู้ของกรรมกรที่ยิ่งใหญ่จะต้องเกิดขึ้นตราบใดที่การกดขี่ทางชนชั้น การขูดรีดทางเศรษฐกิจ และการครอบงำมอมเมา ทางวัฒนธรรมยังคงหนักหน่วงและรุนแรง

 
            หากวิเคราะห์โครงสร้างของสังคมไทย ให้ดีแล้ว  จะพบว่าสังคมไทยมิใช่สังคมทุนนิยมสมบูรณ์แบบอย่างประเทศอเมริกา  ยุโรป  ออสเตรเลีย  หรือญี่ปุ่น หากเป็นเพียงสังคมทุนนิยมที่พัฒนามาแค่ขั้นแรกเท่านั้น ( ในเอเชียยังล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เสียอีก ) 

          ณะเดียวกัน ก็ถูกครอบงำโดยอิทธิพลของจักรพรรดินิยมและชนชั้นศักดินาอย่างแน่นหนา  การผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยจึงเป็นแหล่งลงทุนเพื่อกอบโกยกำไรมหาศาลของจักรพรรดินิยมต่างชาติ  ทุกวันนี้เงินที่ไทยได้จากการผลิตสินค้าออกไปขายต่างประเทศ ได้มาน้อยกว่าเงินที่เอาไปซื้อสินค้าที่ต่างประเทศผลิตแล้วส่งเข้ามาขายในประเทศไทยปีละหลายแสนล้านบาท *

 (  ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปี ๒๕๔๘  ไทยขาดดุลการค้าเป็นมูลค่าถึง ๓๑๕,๓๒๖.๗  ล้านบาท  และนับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปี ๒๕๔๙  นี้   ก็ขาดดุลการค้าไปแล้ว ๑๐๖,๕๑๖.๖  ล้านบาท )  

            สาเหตุสำคัญของการขาดดุลการค้า นี้ ก็คือ  ใช้เงินซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาจำนวนมหาศาล ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่าตกใจอีกว่า   เงินที่ไทยส่งออกข้าวตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมในปี ๒๕๔๙ นี้  เป็นมูลค่า  ๕๔๑๗๖.๑  ล้านบาทนั้น  เอาไปซื้อน้ำมันมาใช้ได้เพียง ๒๕  วันเท่านั้น  ( ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ ๗ เดือนแรกในปีนี้   เป็นมูลค่าถึง ๔๕๕,๗๕๒.๙ ล้านบาท )  อนาคตทางเศรษฐกิจของไทยจึงไม่สามารถฝากไว้กับภาคการผลิตอย่างเดียว

 
            ภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่นนี้   กรรมกรส่วนหนึ่งถูกเบียดขับออกมาจากภาคการผลิต  อีกทั้งอัตราการจ้างแรงงานกรรมกรก็ยังขึ้นต่อการตัดสินใจเคลื่อนย้ายการลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติเป็นหลัก  ทำให้กรรมกรไทยจำนวนมากต้องย้ายตัวเองไปอยู่ในภาคบริการซึ่งนับวันจะขยายตัวมากขึ้น

            นอกจากนี้ยังมีสาเหตุสำคัญอีกอย่างน้อย    ประการที่ทำให้จำนวนกรรมกรในภาคการผลิตลดน้อยลง ซึ่งได้แก่

          . เพื่อให้แข่งขันได้ในระบบทุน กลุ่มชนชั้นนายทุน จำเป็นต้องพัฒนาพลังการผลิต อันได้แก่เครื่องจักรและเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ให้ก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานกรรมกรน้อยลง และเลือกจ้างเฉพาะแรงงานที่มีฝีมือหรือมีทักษะมีความสามารถสูง ส่วนกรรมกรไร้ฝีมือจะถูกเบียดขับออกไปจากวงจรการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ

         
. เพื่อลดแรงต่อต้านจากการเรียกร้องต่อสู้ของกรรมกรทั้งเรื่องค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการที่กลุ่มชนชั้นนายทุนต่าง ๆ จะต้องจ่ายมากขึ้นทุกวัน จึงจำเป็นต้องเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบให้สูงขึ้น การหันไปว่าจ้างแรงงานต่างชาติรอบ ๆ ประเทศไทย กลายเป็นทางเลือกที่สามารถลดได้ทั้งค่าจ้างและสวัสดิการ (แม้ว่ากฎหมายแรงงานไทยจะระบุไว้ว่าต้องจ้างทำงานด้วยอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่ในทางปฏิบัติก็มักจะจ่ายต่ำกว่า) ทำให้กรรมกรไทยตกงานมากขึ้น

         
. เพื่อลดแรงกดดันจากการเรียกร้องต่อสู้ของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) กลุ่มชนชั้นนายทุนต่าง ๆ จำเป็นต้องควบคุมมิให้เกิดมลภาวะต่าง ๆ หรือไม่ก็ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตบางขั้นตอน ซึ่งเป็นรายจ่ายที่มากขึ้นเรื่อย ๆ อุตสาหกรรมสกปรกที่สร้างมลพิษมาก ๆ จึงเริ่มย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศด้อยพัฒนากว่า เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่การจ้างกรรมกรในภาคการผลิตจริง ๆ เริ่มลดน้อยลง 


            พี่น้องกรรมกร  ที่ถูกเบียดขับออกมาจากภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ ส่วนหนึ่งต้องหันไปสู่ธุรกิจภาคบริการหรือไม่ก็ต้องประกอบอาชีพอิสระ  ทำงานส่วนตัว  ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งเริ่มมีจำนวนมากขึ้นทุกที  จนปัจจุบันพบว่ากลุ่มที่ทำงานส่วนตัว  ทั้งในภาคเกษตร  นอกภาคเกษตร และอาชีพอื่นๆ  ที่ไม่มีลูกจ้างช่วยทำงาน  มีถึง ๑๑,๔๕๐,๐๐๐ ล้านคนแล้ว ( สิบเอ็ดล้านสี่แสนห้าหมื่นคน)   


            สังคมไทย  ได้พัฒนามาสู่ยุคสังคมทุนนิยมแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย บทบาทในการผลักดันระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบไทย ๆ ตกอยู่บนบ่าไหล่ หยาดเหงื่อและแรงงานของพี่น้องกรรมกรอย่างแท้จริงแล้ว สังคมไทยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะไปสู่ทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับชนชั้นกรรมกรไทยอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า
          . กรรมกรไทยจะต้องได้รับรู้ทฤษฎีความคิดลัทธิมาร์กซ-เลนิน อย่างกว้างขวาง

          . จัดตั้งองค์การที่เป็นกองหน้าเพื่อปลดปล่อยชนชั้นของตนเองอย่างแท้จริงขึ้นมาให้ได้ 

          . หลุดพ้นจากรูปการจิตสำนึกที่หลงใหลมัวเมาอยู่กับวัฒนธรรมที่ชนชั้นอื่นครอบงำ มอมเมา หรือหยิบยื่นหลอกล่อ
         
. จัดตั้งขบวนกรรมกรทั้งมวลขึ้นมาให้เป็นพลังที่เป็นอิสระ เข้มแข็ง มีเอกภาพ ไม่ขึ้นต่อความคิดชี้นำและการนำของชนชั้นอื่น
         
. ต่อสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อชนชั้นของตนเองและเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลกให้ดีขึ้น 


            ณ.วันนั้น    ขบวนแถวของกรรมกร  ทั้งมวลก็จะรวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลายเป็นพลังที่เข้มแข็งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่สามารถ จะเปลี่ยนแปลงสังคมและโลกทั้งโลกได้ดังปรารถนา
           
นี่คือภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติที่รออยู่ 


            จุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่  “ การต่อสู้ทางความคิด เพื่อนำความคิดชี้นำที่ถูกต้องของลัทธิมาร์กซ-เลนินไปสู่พี่น้องกรรมกร ”


หมายเหตุ **     ฅนอ้างอิง - คนบันดาลใจ

                *   สื่อสารบัญ  ไฟลามทุ่ง  ฉบับเมื่อ  วันอาทิตย์ ๑๒ พฤศจิกายน๒๕๔๙

          *  สื่อหนังสือ “ บันทึกลับ Ngo’s

          *  การประชุมภาคีพี่น้องชนเผ่าภาคเหนือฯ  ที่..อำเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่

 






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
มาลัยอิสรา วันที่ : 08/06/2007 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/womenfreedom
Another World is Possible!


แวะอ่านหน่อยค่ะ
เรื่อง
ประเพณีการรับน้อง สิ่งสะท้อนทัศนคติเยาวชน

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
Nity วันที่ : 28/05/2007 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nity
โลกหลากแบบ จึงมองได้หลายมุม!

ครับ ได้ความรู้อีกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
remote วันที่ : 28/05/2007 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/remote

ต่างคน ต่างจิต ต่างใจ...

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
แก้วตา วันที่ : 28/05/2007 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tto-okk
"เกียทซ์บอกกับฉันว่า หากคุณประสงค์จะเดินสิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือ ความขรุขระ"

การเปลี่ยนผ่านจากยุคหนึ่ง สู่อีกยุคหนึ่ง
ย่อมมีเหตุปัจจัยเสมอ
การต่อสู้เกิดขึ้นทุกหย่อมย่าน หลากรูปแบบ
.....
และสำคัญที่สุดหากเราศึกษา...ประวัติศานตร์สอนเราเสมอ
.....
แวะไปกินแกงเห็ดระโงกนำกันเด้อจ้า
http://www.oknation.net/blog/tto-okk/2007/05/28/entry-1

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
นายสิบหมื่น วันที่ : 28/05/2007 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

คนไทยบ้านครับ
คำอธิบายเพิ่มเติม : หลายๆท่านเมื่ออ่านแล้วอาจจะงงๆกับเรื่องราว มันไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าที่หมายความถึงหรอกครับ เรื่องของเรื่องก็คือผมไปอ่านเจอบทความที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนิสัยแย่ๆที่บล็อกเกอร์ไม่ควรทำหรือไม่ควรเขียน ประมาณนี้ แต่ว่าในเนื้อหาท่านก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครนะครับ พออ่านแล้วมันสะกิดใจมันโดนใจของผม ซึ่งหนึ่งในนั้นหรืออาจหลายข้อในนั้น ผมก็เคยได้กระทำลงไปแล้ว ผมเลยรู้สึกผิดรู้สึกแย่ๆ ก็เลยอธิบายว่าเพราะเหตุใดผมจึงได้ทำแบบนั้น หากว่าสิ่งที่ผมสื่อลงไปนั้นมันไม่ดีหรืดูแย่ ผมก็ต้องขออภัยทุกๆท่านด้วยนะครับ ไม่มีอะไรจริงๆ

ด้วยความเคารพ

นายสิบหมื่น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
นารถ_บูรพา วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 20.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

กฎุมพีกินแรงแบ่งชนชั้น!!!!

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
คนใกล้ฟ้า วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konklaifa

ข้อมูลดีมาก
แน่นมาก
ขอแอดไว้ให้เยาวชน
ศึกษาข้อมูลนะคะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 13.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ท่านฯ มะอึก .. ครับ

เป็นเช่นนั้น จริงๆ

เปิดหน้าต่างบ้าน ของท่านฯ มะอึก แล้ว .. และนำมาทำความเข้าใจ จึ่งเหมือนประหนึ่ง ว่า . เป็นความเหมือนที่ แตกต่างในการตีความ

ยังกะเรื่องเดียวกัน
เรื่องราวในโลกล้วน ภราดรภาพ ต่อกัน

ขอเพียงเรา สานใจ เปิดประตูบ้านใจ ต้อนรับผุ้มาเยี่ยมเยือน ... ขอบคุณ จริงๆ ครับ

บทเพลง ท่อนหนึ่ง ว่า

" ..เมื่อชีวิต เหลือฉากสุดท้ย เหลืออะไรไว้ให้ จดจำ ..
.... คงเหลือไว้ซึ่งสิ่งดีงาม .. .

ขอมวลมิตรได้โปรดพิจารณา
http://www.oknation.net/blog/panakom

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
มะอึก วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 00.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

มาขอบพระคุณท่านด้วยคารวะ
เรื่องราวที่ท่านนำเสนอนี้ต้องตั้งใจอ่านพิจารณา
อ่านลวก ๆ ไม่ได้

การประสานวันเวลาแห่งการเดินทางของชนชั้น
ยากแก่การสรุปและบรรจงแต่มแต้ง

ชนชั้นไม่มีวันหมดไปจากสังคมทุกสังคม

เรื่องนี้จะแอบมาทำความเข้าใจมากกว่านี้
และจะไม่บอกกล่าวท่านเจ้าบ้านนะครับ

อ่านบทความบ้านนี้ ฟังเพลงบ้านผม
ยังกะเรื่องเดียวกัน

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปลิวลม วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 00.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pliewlom

ดีจที่ได้อ่าน ดีใจที่ยังมีคนมีอุดมการณ์อย่างจริงจังหลงเหลือ นี้แหละที่เรียกว่าปัญญาชน ชนผู้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 26/05/2007 เวลา : 23.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ดีใจหลาย.. ที่มาแวะยามขอบคุณเช่นกันครับ

กับคำถาม ที่ขึ้นต้นด้วย คำว่า "N และลงท้าย ด้วยคำว่าO " นั้นฯ
ขออนุญาตแนะนำ มีคำตอบอยู่ที่ในข้อที่ ๔. ชนชั้นกรรมกร ย่อหน้าที่ ๑๑

ความจริงแล้ว คงจะเหมือน กับคำที่ยกมาว่ากล่าวนั่นแหล่ะครับ "กฎุมพี กินแรงแบ่งชนชั้น ..." ตรงนี้ก็จะเป็นว่า" ชนชั้นกรรมกรจึงต่ำลง เหยียดหยามกรรมกรว่าป่าดง .. ฯลฯ

ซึ่งอาจบางที ก็เป็นคำตอบอยู่ในตัว
ทุกชนชั้นล้วนมีช่องว่าเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้นละนะครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 26/05/2007 เวลา : 22.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

คนไทบ้าน - ดีใจนะที่ไปเยี่ยมที่บ้าน

ฝากคำไว้คำหนึ่ง "กฎุมพี กินแรงแบ่งชนชั้น"

ฉันใดก็ฉันนั้น...

พูดถึง NGO ก็สับสนเหมือนกันนะ เคยมีน้อง ๆ เล่าให้ฟังทำนองว่า กว่าจะได้เม็ดเงินสนับสนุน โครงการแต่ละกิจกรรม ก็ยากเย็น แต่ทำไม NGO บางคนขี่ CRV อย่างหรูเลย ....

เขาเอาเงินจากที่ไหน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ขอบคุณมวลมิตรที่แวะยาม ที่เทียวมา
เยี่ยมมาเยือน แวะมาถามข่าว...

ผองเราเข้าใจกันเสมอ

คือ..เรา
คือ ..เพื่อน
คือ ..ฅนไทบ้าน ไทเฮือนเดียวกัน

มิได้เป็นเพียงบทความที่เลยผ่าน .. อาจจะยืดยาวบ้าง
เนื่องเพราะบางเรื่องราว ต้องย้อนอดีต ( ที่บางคน บอกว่า ไม่ต้องต้องคำนึงถึง )

เรื่องชนชั้นเป็นเรื่องที่อ่อนไหว .. ทุกยุคสมัยที่ผ่านมา
เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่ผูกติด ...

...ผูกติดที่ต้องรับรู้ความจริง .. ความจริงที่เป็นอยู่ .. เป็นอยู่ ณ. ปัจจุบัน

เราเรียนรู้อดีต เพื่อที่จะเลือก เจ็บปวดดว้ยความเหมาะสม ( โดยไม่โทษ สิ่งอื่นใด )

การรับรู้เรื่องหนักๆ เป็นโอสถที่มีรสเค็ม ครับ รสชาติของชีวิตจะได้เข้มเข้นขึ้น

ไม่มาก ก็ อาจจะมีปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย

( ... ผมยืนยัน เชื่อโดยสุจริตใจ ว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ )

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 17.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

มาในมาดนักวิชาการเลยนะ
อ่านนานไม่ได้
ปวดตาจัง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 16.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puprasit
puprasit

อีสานเป็นอาณาจักรเกลือและอาณาจักรโลหะด้วย จากโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบ และยังพบตกค้างช่วงรอบ 100 ปีทีผ่านมานี่เอง
-ดีครับบทความนี้ เห็นด้วยหลายประการ โดยเฉพาะชนชั้นกรรมาชีพผลิตอุตสาหกรรม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 16.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ดีใจหลายมาทักทาย น๊อ ท่านฯนายฮ้อยแม่นบ่อ( สิบหมื่นฯ )

ลืมตาดูโลกที่ท้องทุ่งอันเวิ้งว้าง
แม่บอกว่า ที่นี่คือ ใจกลาง .." ทุ่งกุลาร้องไห้ "

พอโตขึ้น ... จั๋งฮู้ว่า ..

ณ. ที่นี่ เอง
คือ ...อาณาจักรเกลือ ถิ่นข้าวหอมมะลิโลก
คือ ..โรงครัวที่นำไปล่อเลี้ยงคนทุกชนชั้นบนแผ่นโลกใบนี้

ชีวิตต่อจากนี้..หากยังมีลมหายใจอยู่ก็จะเดินทางต่อไปอีก
หลายกิโลชีวิต
ตามแรงโน้มถ่วงน้ำหนักแห่งชีวิตที่ต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวันคืน

คงได้มีเวลาแวะเยี่ยมยามเฮือนมวลมิตร ตามทางที่ก้าวผ่าน รบกวนข้าวแลงสักมื้อบ้าง .. นะขอรับ


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
มาลัยอิสรา วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/womenfreedom
Another World is Possible!

เชิญแวะอ่านข่าว มิถุนาทมิฬ
ที่.....
http://www.oknation.net/blog/womenfreedom

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นายสิบหมื่น วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

คนไทบ้านได๋เจ้า
ยังบ่ได้อ่านละเอียดเด้อ แล้วสิเข้ามาอ่านอีเถื่อ
(ปัจจุบันผมเห็นอยู่ 4 ชนชั้นครับ)
1.คนจนมาก
2.คนจน
3.คนรวย
4.คนโคตรรวย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ืnatanee วันที่ : 24/05/2007 เวลา : 21.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tingtong

เกลียดการแบ่งชนชั้นมากๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายเฉินฉวน วันที่ : 24/05/2007 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rickypong22
    <<เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง....... เมื่อมั่งหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา>> <<เมื่อหมดมิตรหมางเมินมุ่งมองมา เมือมอดม้วยแม่หมูหมาไม่มามอง>>

ครับ ดีครับ
แต่ยาวจัง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 24/05/2007 เวลา : 20.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ยาวมาก..แต่คุ้มค่าที่อ่านครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]