• ฅนไทบ้าน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kon_thaiban@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 80
  • จำนวนผู้ชม : 168365
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
ฅนไทบ้าน
ฮักเฮือน ฮักฮีต ก่อไทบ้าน สร้างไทเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban
วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2550
Posted by ฅนไทบ้าน , ผู้อ่าน : 1089 , 08:29:14 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


[x] รับ... ฤา... [x]  ไม่รับ 

ว่าด้วยประเด็นความเห็น  ของ ท่านอาจารย์ฯ [  ๒ คม / ๒  ฅน ]

๑.    [x] รับ    โดย   รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

     คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์


 

๒.    [x] ไม่รับ   โดย   รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
 หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์

 

[x] รับ

รวบรวมจากความเห็น

 

ของ   รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์  

คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์


• แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากการรัฐประหาร แต่ควรพิจารณาที่เนื้อหาและผลลัพธ์ด้วย ถ้านำไปสู่เผด็จการยิ่งขึ้น ก็ควรแก่การประณาม แต่ถ้านำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสูงขึ้นและเป็นที่พึงพอใจของประชาชน ก็ถือว่ามีความชอบธรรม


• เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความก้าวหน้าอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และองค์กรอิสระ เป็นข้อดีที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทุกประการ

 


• ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบใหม่ จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกผู้แทนของประชาชน ขณะที่ระบบ ส.ว. แบบผสม จะทำให้เกิดการกระจายตัวของ ส.ว. ที่มาจากทุกภาคส่วนของสังคมได้ดีขึ้น




“การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการรัฐประหาร ความจริงการรัฐประหารเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ มันแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยทุกฝ่ายไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะช่วยกันประคับประคองระบบการเมืองให้วิวัฒนาการต่อเนื่องไปได้ และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

เพราะรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ควรจะมีวิวัฒนาการที่ยาวนานกว่านี้ รธน. ปี ๔๐ เขียนไว้ชัดนะครับว่าเมื่อใช้ไป ๕ ปีให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย

ผมถามว่าใครกันแน่ที่ไม่ทำตาม ก็ต้องบอกว่านักการเมือง พวกเรากันเองช่วยรุมสกรัม รธน. ปี ๔๐ มาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเรารู้จักปรับปรุงกฎกติกาบ้านเมืองตามที่รัฐธรรมนูญได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ๔๙ ขึ้น



“อย่างไรก็ตามที ขอให้สังเกตว่าเกือบทุกครั้งที่มีการรัฐประหารมักจะจบลงด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสมอ อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นรัฐประหารปี ๒๔๙๐ ซึ่งร่างเสร็จแล้วยกขึ้นมาใช้ เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม แต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้วิธีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันประกอบไปด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน คณะกรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน ถือว่าเป็นการร่างโดยคณะบุคคลที่มีจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

และที่สำคัญคือมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและการทำประชามติ

ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

“ความชอบธรรมทางการเมืองนั้นสามารถพิจารณาได้ใน ๒-๓ มิติ คือเรื่องของ

ที่มา เนื้อหา และการยอมรับหรือความพึงพอใจของประชาชน สมมุติว่าคุณไปฉุดลูกสาวเขามา ถามว่าชอบธรรมไหม มันไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว แต่พอแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยามีลูกมีเต้า ผู้ชายกลับไปขอขมาพ่อตา ถามว่าชอบธรรมไหม ก็ต้องดูสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ดังนั้นถ้ามองเฉพาะที่มาอย่างเดียวมันผิดอยู่แล้วเพราะมาจากการรัฐประหาร แต่ผมย้ำว่ารัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทำมาหลายครั้งแล้ว หลังจากนั้นชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมควรต้องดูที่เนื้อหา กระบวนการ และผลลัพธ์ของการร่างรัฐธรรมนูญว่ามีเป้าหมายไปสู่อะไร



“ในแง่กระบวนการก็ต้องดูว่าคณะกรรมาธิการยกร่างก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี

มีพิมพ์เขียวอยู่หรือเปล่า ถ้ามี วิธีการก็เป็นเพียงแค่การเล่นละคร

แต่ผมกลับคิดว่าในกระบวนการร่างครั้งนี้มีการรับฟัง มีการเจรจา แก้ไข และยืดหยุ่นพอสมควร กรรมาธิการยกร่างถึงแม้ ๑๐ ใน ๓๕ คนจะเป็นคนที่ คมช. แต่งตั้ง แต่ก็ไม่ได้มีเสียงเด็ดขาดที่จะชี้นำ

คือมีความเป็นอิสระพอสมควรนอกจากนี้เราควรดูที่วัตถุประสงค์สุดท้ายด้วย ถ้าร่างไปแล้วเปิดทางให้เป็นเผด็จการหนักข้อยิ่งขึ้น ทหารมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ควรแก่การประณาม

แต่ถ้าผลปรากฏว่ามีความเป็นประชาธิปไตยในระดับที่สูงขึ้น

ก็ควรจะต้องดูเนื้อหาสาระด้วย

สุดท้ายถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าผลลัพธ์นั้นเป็นที่พึงพอใจ ผมก็ถือว่ามีความชอบธรรม



“เนื้อหาของร่าง รธน. ปี ๕๐ มีความก้าวหน้าอยู่มาก หมวดที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นดีกว่า รธน. ปี ๔๐ เกือบทุกประการ ถามว่าดีกว่าอย่างไร ก็ต้องบอกว่าสิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ใน รธน. ปี ๔๐ มีอยู่ในร่าง รธน. ฉบับนี้ทั้งหมด และยังมีการขยายเรื่องสิทธิเสรีภาพไปอย่างกว้างขวางในหลายๆ เรื่อง เช่น ประชาชนสามารถเข้าชื่อ ๑ หมื่นชื่อเสนอกฎหมายได้ ๑ หมื่นชื่อเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ หรือ ๕ หมื่นชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ที่เหนือกว่า รธน. ปี ๔๐ คือมีการตัดคำว่า ‘ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ’ ออกเกือบทั้งหมด

 

ร่าง รธน. ฉบับนี้ได้นำเอาหลักการทางกฎหมายชนิดใหม่สุดซึ่งอยู่ในระบบกฎหมายเยอรมันมาใช้ กล่าวคือ เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองอะไรไว้แล้ว ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลบังคับใช้ทันที เช่นประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้ตามที่มาตรา ๒๘ รับรองไว้ มาตรา ๒๘ ถือเป็นมาตราที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในวรรค ๒

‘บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง’

ถือเป็นหลักกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดและไม่เคยมีการเขียนมาก่อน



“อีกจุดหนึ่งคือหมวดที่ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ร่าง รธน. ปี ๕๐ มีการจัดหมวดหมู่องค์กรอิสระขึ้นมาและให้มีอำนาจหน้าที่ดีกว่าเดิมเป็นอันมาก เช่นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งในอดีตเป็นแต่เพียงเสือกระดาษแท้ๆ

 ในร่าง รธน. ปี ๕๐ กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม คือพิจารณาเรื่องร้องเรียนไม่เฉพาะร้องเรียนข้าราชการ นักการเมือง หรือพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติมิชอบเท่านั้น แม้กระทั่งร้องเรียนองค์กรในกระบวนการยุติธรรม

 ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ตรวจสอบได้ และยังมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประมวลจริยธรรมทางการเมือง

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ หน้าที่ของรัฐสภาคือต้องจัดทำประมวลจริยธรรมทางการเมืองภายใน ๑ ปี และเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะบังคับใช้และติดตามประเมินผล ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องดำเนินการว่ารัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้จริงๆ หรือไม่ เหมือนกับเป็นมอนิเตอร์ให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าระบบการตรวจสอบ ระบบการควบคุมดีขึ้นเป็นอันมาก

 

รวมทั้งบทบัญญัติใหม่ๆ อีก ๓ หมวด คือหมวด ๗ ว่าด้วยเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน หมวด ๘ การเงิน การคลัง และงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของการปกครองสมัยใหม่ และที่เป็นเรื่องใหม่ที่สุดคือหมวด ๑๓ ว่าด้วยเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อดีที่เหนือกว่า รธน. ปี ๔๐ ทุกประการ



“ประเด็นที่อาจมีข้อโต้แย้งได้มีอยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ที่มาของสภา ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และระบบการสรรหา หลายคนมองว่าร่าง รธน. ฉบับนี้ยึดอำนาจจากนักการเมืองมาให้ข้าราชการประจำ

แต่ผมคิดว่าเราควรต้องอ่านรัฐธรรมนูญให้ดี ว่าเป้าหมายของร่าง รธน. ปี ๕๐ ต้องการที่จะให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนตัวลง ในขณะที่สภามีอำนาจเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ของ รธน. ปี ๔๐ คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

แม้ว่าจะเป็น ส.ส. มาก่อน แต่เมื่อรับตำแหน่งต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. ทันที

เมื่อพ้นจากสภาไปแล้ว พวกเขาก็ไม่มีหน้าที่ต้องไปประชุมสภา สภาถามก็ไม่ตอบ ไปพูดทางวิทยุตอนเช้าวันเสาร์แทน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจึงไม่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อสภา และผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีตามโครงสร้าง รธน. ปี ๔๐ กลัวนายกฯ มาก

เพราะถ้าถูกปรับ ครม. เมื่อไรก็ตกงานทันที

แต่ร่าง รธน. ปี ๕๐ ต้องการให้ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ต้องดำรงสถานภาพของการเป็น ส.ส. อยู่ตลอดไป และนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น แล้วก็มีอีกหลายมาตรการที่จะบังคับให้ท่านนายกฯ ก็ดี ท่านรัฐมนตรีก็ดี รับผิดชอบต่อสภา คือท่านต้องไปประชุมสภา ไปตอบกระทู้สภา ต้องถูกอภิปรายโดยสภา เพราะฉะนั้นอำนาจของฝ่ายบริหารอ่อนตัวลง

แต่อำนาจของสภาจะสูงขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ทำให้ระบอบการเมืองของไทยเคลื่อนที่จากระบอบที่คล้ายๆ กับกึ่งประธานาธิบดี มาเป็นระบอบรัฐสภาโดยสมบูรณ์

 

นี่คือการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ พวกที่ร่าง รธน. ปี ๕๐ อยากให้นายกฯ และรัฐมนตรีไปสภา ซึ่งเป็นหลักการของระบอบรัฐสภาแบบประเทศอังกฤษและประเทศในยุโรปทั้งหมด รวมทั้งญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย หลายคนบอกว่าร่าง รธน. ฉบับนี้จะทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอลงหรือไม่ ก็ตอบว่าใช่

 

แต่ต้องบอกว่าเมื่อฝ่ายบริหารอ่อนแอลง อำนาจไปอยู่ที่สภา สภาจะตรวจสอบฝ่ายบริหารได้มากขึ้น



“เรื่องของระบบเลือกตั้งโดยภาพรวมผมคิดว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ร่าง รธน. ปี ๕๐ ดีกว่า รธน. ปี ๔๐ เราต้องอย่าลืมว่า รธน. ปี ๔๐ ระบุว่า ส.ส. ต้องจบปริญญาตรีนะครับ นั่นแปลว่าคน ๔๐ ล้านคนมีหน้าที่ไปออกเสียงเลือกตั้งเพื่อให้คนประมาณ ๑ ล้านคนเท่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่คนอีก ๓๙ ล้านคนสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ คุณรอนสิทธิประชาชนไปทันทีทันใด ๓๙ ล้านคน

ผมถามจริงๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ในทางรัฐศาสตร์เราเรียกระบอบนี้ว่าอภิชนาธิปไตยนะครับ แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราแก้ไขเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว

 


“เรื่องที่เป็นข้อโต้แย้งประการแรก คือเรื่องของเขตเลือกตั้ง ตาม รธน. ปี ๔๐

 เป็นแบบเขตเดียวคนเดียว แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราเปลี่ยนมาใช้เขตเลือกตั้งที่ใหญ่ เขตหนึ่งมี ส.ส. ๓ คน บางเขตอาจมี ๒ คน บางเขตมีคนเดียวแล้วแต่พื้นที่ ซึ่งอาจจะทำให้ไม่มีความเสมอภาคในการหย่อนบัตร จุดนี้อาจเป็นข้อด้อย

แต่ก็ยังอภิปรายกันได้

 

ผมเองคิดว่าระบบเขตเลือกตั้งเขตใหญ่เป็นระบบที่คนไทยเคยใช้มาก่อนยาวนาน อีกทั้งระบบนี้มีใช้กันอยู่ใน ๒๐ กว่าประเทศทั่วโลก เป็นระบบที่เราเชื่อกันว่ามีการใช้จ่ายเงินน้อยกว่าระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว อีกส่วนคือระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใน รธน. ปี ๔๐ ใช้บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง และที่สำคัญ ๑๐๐คนนั้น ตัดกันที่ ๕%  พรรคการเมืองใดไม่ถึง  ๕%

ไม่นับ

ถามว่าใครได้เปรียบ ผมตอบได้เลยว่าคนกรุงเทพฯ ได้เปรียบ คุณต้องอย่าลืมว่าคนดีคนเด่นคนดังจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในบัญชี ๑๐๐ คน คุณไม่มีทางอยู่อันดับต้นได้เลย

คุณต้องอยู่อันดับท้ายเสมอ แล้วยิ่งตัดที่ ๕ % ด้วยแล้ว พรรคเล็กเสียเปรียบหมด เป็นระบบการเลือกตั้งที่ให้โอกาสแก่คนกรุงเทพฯ และพรรคการเมืองใหญ่ แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราแบ่งบัญชีรายชื่อออกเป็น ๘ บัญชี บัญชีละ ๑๐ คน และเป็นการคิดแบบสัดส่วนอย่างละเอียด

ผมตอบได้เลยว่าเราคงได้เห็นคนดีคนเด่นคนดังคนมีชื่อเสียงกระจายตัวดีกว่าที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง ผมเป็นคนดีคนเด่นคนดังของศรีสะเกษ เป็นไปไม่ได้เลย

ที่ผมจะอยู่อันดับ ๑ ตามบัญชีรายชื่อแบบเดิม แต่ถ้ามีบัญชีรายชื่อในเขตนั้น

ผมเชื่อว่าคนดีคนเด่นคนดังจากเขตอีสานใต้ก็ต้องอยู่อันดับ ๑, , ๓ ในบัญชีเขตนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นระบบบัญชีรายชื่อแบบนี้ทำให้มีการกระจายตัวดีกว่า ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกผู้แทนได้ดีกว่า



“จากระบบเลือกตั้งแบบนี้ผมบอกได้เลยว่าเราจะได้รัฐบาลผสม เรื่องรัฐบาลผสมกับรัฐบาลพรรคเดียวในทางรัฐศาสตร์ข้อโต้แย้งเรื่องนี้ไม่เป็นที่ยุติ ประเทศที่มีรัฐบาลผสมจำนวนมากอยู่ในยุโรปเกือบทั้งหมด

 

รัฐบาลพรรคเดียวในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศ แต่ขอให้สังเกตนะครับว่ารัฐบาลอังกฤษปัจจุบันก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นรัฐบาลผสม ถ้าคิดว่ารัฐบาลผสมเป็นรัฐบาลที่แย่ ก็ต้องบอกว่าการปกครองในยุโรปแย่ทั้งหมด ฝ่ายที่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคเดียวดี ก็อาจจะมองว่าดีในแง่ของความเข้มแข็งและความต่อเนื่องของนโยบาย

 แต่ถามว่าในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่ดีควรจะเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งขนาดไหน ผมกลับคิดว่ารัฐบาลผสมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เลวร้ายเสียทั้งหมด ในแง่มุมหนึ่งถ้ารัฐบาลมีความอ่อนตัวลง กลุ่มท้องถิ่นต่างๆ ก็สามารถมีบทบาทขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องของนโยบายจะมีการปฏิบัติต่อเนื่องได้จริงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้นำรัฐบาลและโครงสร้างการตัดสินใจของรัฐบาล การมีรัฐบาลพรรคเดียวที่เรารู้สึกว่าเข้มแข็งเพราะว่าโครงสร้างการตัดสินใจมันกระจุกตัวอยู่ที่หนึ่งที่ใด

 

แต่รัฐบาลผสมในหลายประเทศก็ใช่ว่าจะแย่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลนั้นจะจัดโครงสร้างการตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าแบ่งการตัดสินใจไปไว้ที่มุ้งต่างๆ

 

ก็บอกได้เลยว่าการตัดสินใจในเชิงนโยบายจะไม่มีความราบรื่น แต่ถ้าเอาการตัดสินใจไปรวมไว้ที่คณะที่ปรึกษา หรือในยุโรปเรียกว่าหน่วยทางนโยบาย ผมเชื่อว่ารัฐบาลผสมก็ไม่แย่ มันขึ้นอยู่กับวิธีการว่าคุณจะเอาการตัดสินใจไปไว้ตรงไหน



“ข้อโต้แย้งอีกประการคือการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ส.ว. ตาม รธน. ปี ๔๐ มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่ก่อนอื่นเราต้องตั้งคำถามว่า ส.ว. ทำหน้าที่อะไร ในร่าง รธน. นี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาพี่เลี้ยงคอยกรองกฎหมาย ต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน และทำหน้าที่ในบางเรื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความเห็นชอบเรื่ององค์กรอิสระ เราจึงอยากเห็น ส.ว.

ที่เป็นกลาง

คำถามคือว่าการเลือกตั้งเราจะได้คนที่เป็นกลางจริงหรือไม่ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ใช่ ดังนั้น ส.ว. ตามร่าง รธน. ปี ๕๐ จึงเป็นระบบผสม คือมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ผมบอกได้เลยว่าต่อไป ส.ว. จะใหญ่มากๆ

 

คนพวกนี้จะเดินนำหน้า ส.ส. ไม่ใช่เดินตามก้น ส.ส. อีกต่อไป และอีกส่วนมาจากการสรรหา ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจากภาคส่วนต่างๆ หลายคนมองว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งบางท่านตีความว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย แต่ผมขอย้ำว่า ส.ว. ในร่าง รธน. ฉบับนี้ เป็นข้าราชการไม่ได้นะครับ หลายคนบอกว่าเราร่างรัฐธรรมนูญมาให้พวกนายทหารไปนั่ง ส.ว. ผมบอกได้เลยว่ามันจะไม่มีปรากฏการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น

เพราะว่าข้าราชการก็ดี นายทหารก็ดี ไม่สามารถเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ในเวลาเดียวกับที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อห้ามของ ส.ว. ที่ระบุไว้ชัดเจน

การที่เราให้มีระบบสรรหา ส.ว. เพราะว่าอยากให้มีการกระจายตัวของ ส.ว.

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากภาคประชาสังคม กลุ่มคนด้อยโอกาส คนพิการ ตัวแทนวิชาชีพต่างๆ เราหวังว่าจะมีการกระจายตัวของ ส.ว. ส่วนนี้ได้ดีขึ้น

อาจจะบอกว่าเป็นจุดอ่อนเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

แต่ถามว่าเป็นจุดแข็งไหม

 

ก็คงต้องรอดูว่าผลสุดท้ายของการสรรหาจะเป็นอย่างไร ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบผสม แต่ผมอยากเห็นวิวัฒนาการ ให้ประชาชนได้เห็นว่าระหว่างเลือกตั้งกับสรรหา ส.ว. ส่วนไหนดีกว่ากัน ถ้าเลือกตั้งดีกว่าผมเชื่อว่าในอนาคตก็แก้ไขรัฐธรรมนูญสิ เผลอๆ ประชาชนอาจจะคิดว่า ส.ว. สรรหาก็ไม่เลว เราอาจได้ ส.ว. สรรหาที่ดีกว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ ก็ให้ระบบผสมนี้วิวัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง



“ปัญหาเรื่องการแทรกแซงเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงให้กรรมการสรรหามาจากกลุ่มบุคคลที่ถูกแทรกแซงได้ยากที่สุด คือมาจากสายศาล ให้ประธานศาลและประธานองค์กรอิสระมามีส่วนร่วมในการสรรหา ส.ว. เพราะเราเชื่อว่าฝ่ายศาลเป็นฝ่ายที่เจรจาต่อรองยากที่สุด ณ เวลานี้ ซึ่งในร่าง รธน. ปี ๕๐ กำหนดคุณสมบัติ ส.ว. ไว้ค่อนข้างสูงมาก เพราะการสรรหาที่ผ่านมา ยกตัวอย่างผมเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ผมมีส่วนสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นกรรมการสรรหา ป.ป.ช. กกต. ด้วย แต่ในร่าง รธน. นี้เราตัดออกหมด

เพราะเรารู้ว่าตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาต่อรองได้ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมืองด้วย แล้วเราใส่ตัวแทนศาลเข้าไปเพราะเราเชื่อว่าฝ่ายศาล ณ เวลานี้ต่อรองเจรจายากที่สุด ถ้าคิดว่าฝ่ายศาลไม่เหมาะสมก็ปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหาได้ในอนาคต



“เราต้องเข้าใจว่าสถาบันตุลาการเป็นปรากฏการณ์ของโลกอย่างหนึ่ง สถาบันตุลาการในโลกโบราณจะไม่ยุ่งกับการเมือง พูดง่ายๆ การเมืองเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารกับสภาเท่านั้น ฝ่ายบริหารมีอะไรก็ไปขอสภา สภามีอะไรก็อภิปรายฝ่ายบริหาร แล้วสภากับฝ่ายบริหารก็เป็นฉันสามีภรรยากัน เพราะนายกฯ มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว ไปกุมเสียงสภาให้ยกมือผ่านกฎหมายก็ประกาศใช้ได้

 

การเมืองแบบนี้เราเรียกว่าประชาธิปไตยตัวแทนแบบโบราณ แต่ในโลกสมัยใหม่ ประชาธิปไตยตัวแทนไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหารกับสภาเท่านั้น เพราะคำถามคือว่าฝ่ายบริหารก็ดี สภาก็ดี ทำหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะกฎหมายนั้นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ ผมอาจเอาเรื่องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญได้ หรือไม่ก็ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการฯ ก็เอาร่างกฎหมายนี้ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าการตรากฎหมายของสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ไม่ผ่าน

 

นั่นแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่เราไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารกับสภาเจรจาอะลุ้มอล่วยกันเพียงอย่างเดียว เราเปิดช่องตั้งแต่แรกแล้วที่จะให้กระบวนการศาลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจ ระบบศาลเข้ามาเป็นหุ้นส่วนหนึ่งของระบบการตรวจสอบอำนาจ

 

ในอนาคตมติ ครม. สามารถถูกทบทวนได้โดยฝ่ายศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แปรรูปการไฟฟ้าฯ หรือรัฐบาลไปประกาศสงครามก็ดี ไปเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศก็ดี ถ้าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ได้ หากเราไม่ยอมรับกติกานี้ก็ต้องไล่ศาลกลับไปอยู่ค่ายของตัวเอง แล้วให้นักการเมือง ส.ส. กับคณะรัฐมนตรีตกลงกันเอง เราจะเอาอย่างนั้นหรือ ถ้าเอาอย่างนั้น เราจะดึงการเมืองของเรากลับไปสู่ประชาธิปไตยตัวแทนแบบโบราณ

ระบอบประชาธิปไตยตัวแทนระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ต่างกันด้วยเหตุฉะนี้

ถ้าเราไม่เปิดให้ศาลหรือองค์กรตุลาการหรือองค์กรกึ่งตุลาการเข้ามามีบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐ การเมืองจะเป็นเรื่องของนักการเมืองระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร

ขณะเดียวกันถ้าคิดว่าศาลมีอำนาจมาก เข้ามายุ่งเกี่ยวกับฝ่ายบริหารจนเกินไป องค์กรที่จะตรวจสอบศาลได้ หนึ่งคือองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือสภาซึ่งมีอำนาจตรากฎหมาย หรือถ้าองค์กรตุลาการมีอำนาจมากไป เอางบประมาณไปบาทเดียวก็พอ เพราะคนกุมด้านงบประมาณก็คือสภา สภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติก็มีดาบสำคัญคือเรื่องของการออกกฎหมายและคุมเรื่องงบประมาณ สองก็คือการตรวจสอบกันภายใน เป็นการควบคุมกันอีกชั้นหนึ่ง ถ้าตุลาการทำมิชอบก็มีการตรวจสอบจรรยาบรรณ มีการถอดถอนตุลาการได้

[x] ไม่รับ

รวบรวมจากความเห็น

ของ  รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน  คณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์



• การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเหตุผลหลักๆ คือ ไม่รับในแง่ของที่มาและกระบวนการซึ่งไม่มีฐานความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และในแง่เนื้อหานั้นไม่มีฐานคิดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังถอยหลังกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ด้วยซ้ำไป


• ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบใหม่ได้ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองและไม่ตอบคำถามในเรื่องนโยบายเลย ทั้งยังสร้างความไม่เสมอภาคในการออกเสียงของประชาชน


• ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แสดงให้เห็นการกลับมาของกลุ่มพลังข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะมีผู้แทนจากองค์กรตุลาการเป็นตัวนำ




“การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเหตุผลหลักๆ คือไม่รับในแง่ที่มาของร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้ง ๓ ประเด็นเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่นำมาออกเสียงประชามตินั้น คงจะไม่สามารถยอมรับได้



“ในแง่ที่มาของร่าง รธน. ๒๕๕๐ โดยปรกติการจัดทำหรือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นจะมีขึ้นก็โดยอาศัยอำนาจจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเอง

อย่างเช่นการเปลี่ยนผ่าน รธน. ปี ๒๔๗๕ ไปสู่ รธน. ปี ๒๔๘๙ หรือการปฏิรูป รธน. ปี ๒๕๓๔ โดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับไปเป็น รธน. ปี ๒๕๔๐

โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านแบบนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีความเป็นประชาธิปไตยสูง

 

ขณะที่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้ง ทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น เท่าที่ผ่านมาในทางประวัติศาสตร์นั้นล้วนแล้วแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางประชาธิปไตยทั้งสิ้น


“เรื่องของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ร่าง รธน. ปี ๕๐ ไม่ได้ถูกร่างขึ้นในสถานการณ์ปรกติของประเทศ แต่เป็นไปตามมาตรา ๑๙ ของ รธน. (ชั่วคราว)

ปี ๔๙ ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา ๔๙ คือ

กำหนดให้มีสมัชชาแห่งชาติ ๒,๐๐๐ คน ให้เลือกกันเองเหลือ ๒๐๐ คน แล้วให้ คมช. คัดเหลือ ๑๐๐ คนเป็น สสร. หลังจากนั้นให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน โดย สสร. เลือกมา ๒๕ คน และ คมช. เลือกอีก ๑๐ คนมาเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วให้ สสร. เป็นคนพิจารณา ดังที่ได้ทำกันไปแล้ว

เราจะพบว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้เป็นกระบวนการซึ่งผู้ทำรัฐประหารมีส่วนร่วมทั้งสิ้น



“ในแง่ของตัวผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ปรากฏกฎเกณฑ์การแบ่งแยกตัวบุคคลที่มีความทับซ้อนในเชิงอำนาจ หลายคนดำรงตำแหน่งอยู่ตามองค์กรที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร หรือองค์กรที่แม้มีอยู่ตาม รธน. ปี ๔๐

 

แต่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เช่นบุคคลใน ป.ป.ช. หรือ กกต. ก็มามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ ๒ องค์กรนี้เป็นองค์กรซึ่งต่อไปจะได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำบุคคลที่ร่างนั้นยังมีส่วนในการจัดทำระชามติอีกด้วย ความทับซ้อนในทางประโยชน์ของคนซึ่งมาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวมานี้ขัดกับหลักการทั่วไปที่ควรจะเป็น

และแม้ว่าจะมีการกำหนดให้กรรมาธิการยกร่างห้ามลงสมัครเป็น ส.ส. และ ส.ว. แต่ไม่มีเครื่องประกันเลยว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามร่าง รธน. นี้ มิหนำซ้ำข้อห้ามนี้ก็ยังไม่มีการใช้กับ สสร. ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการยกร่างอีกด้วย พูดอีกอย่างก็คือแม้ว่าร่าง รธน. นี้ในด้านหนึ่งจะมีการเน้นเรื่องจริยธรรมคุณธรรมต่างๆ แต่ตัวคนร่างเองนั้นกลับมีประโยชน์ทับซ้อน แล้วคุณจะมาอ้างเรื่องคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไร



“ในแง่ของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญก็มีปัญหา จริงอยู่มีการรับฟังความคิดเห็น แต่ผลการรับฟังเป็นอย่างไรเราเห็นกันอยู่แล้วจากร่างฉบับสุดท้าย นั่นหมายความว่าสิ่งที่ไปรับฟังมานั้นไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาซึ่งถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างในชั้นการรับฟัง ทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการมีบทบัญญัติเรื่องการนิรโทษกรรม แต่สุดท้ายบทบัญญัตินี้ยังคงอยู่

มิหนำซ้ำในบางเรื่องยังหนักไปกว่าตอนรับฟังความคิดเห็นอีก แต่ว่าเอาละ ที่มาเป็นปัญหา กระบวนการเป็นปัญหา ถ้าเราหรี่ตาสักข้างหนึ่งแล้วเราได้รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาอันเลิศ ผมก็คิดว่าเราอาจจะรับได้ แต่ปรากฏว่าเนื้อหาในร่างฉบับนี้หลายเรื่องถอยหลังไปกว่า รธน. ปี ๔๐ ด้วยซ้ำไป



“ข้อบกพร่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็น อาจจะแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือข้อบกพร่องในทางเทคนิคที่เป็นความบกพร่องในแง่มุมของกฎหมายมหาชน ซึ่งมันจะประจักษ์ในวันข้างหน้าเมื่อเริ่มมีการใช้รัฐธรรมนูญ อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาในทางหลักการที่คนทั่วไปอาจมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ยากนัก



“ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของระบบเลือกตั้งซึ่งผมเห็นว่าไม่มีฐานคิดที่ถูกต้องตามหลักวิชา รธน. ปี ๔๐ กำหนดให้ ส.ส. ๕๐๐ คน มาจากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน มาจากระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ระบบนี้ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา

 

แต่ว่ามันมีฐานคิดที่ดีพอสมควรและมีเหตุผลในเชิงคำอธิบาย ว่า ส.ส. ๔๐๐ คนนั้นมาจากผู้แทนของเขต ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ ประชาชนแต่ละเขตมีผู้แทนได้

เท่าๆ กันเขตละ ๑ คน ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนก็สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของพรรคการเมืองว่าจะต้องจูงใจคนทั้งประเทศให้เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ เมื่อได้สัดส่วนของคะแนนก็เอามาคำนวณแล้วกระจายกลับไปยังพรรคการเมืองว่าเขาจะได้ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อกี่ที่นั่ง

 

ในเชิงการทำนโยบายนั้น พรรคก็จะถูกบังคับให้ทำนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเพื่อจะเลือกพรรคนั้นทั้งบัญชี ตรงนี้มันมีฐานคิดที่ดีพอสมควร แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปมองเรื่องผลสำเร็จของพรรคไทยรักไทยที่มีคุณทักษิณเป็นผู้นำ แล้วก็กลัวว่าจะเกิดปรากฏการณ์ของการได้คะแนนอย่างถล่มทลาย ๑๔ ล้านเสียงหรือ ๑๙ ล้านเสียง พอมองว่าพรรคการเมืองเข้มแข็งมากเกินไป จึงต้องลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมืองลง

 

โดยการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ ลดจำนวน ส.ส. เหลือ ๔๘๐ คน มาจากระบบแบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน และระบบสัดส่วน ๘๐ คน มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากเดิมนัก แต่ในเชิงระบบเลือกตั้งต่างกันมากครับ



“ประการแรก ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อ ๘๐ คนนั้น ไม่ใช่บัญชีเดียวทั้งประเทศแบบเดิม แต่เขาจะแบ่งประเทศนี้ออกเป็น ๘ กลุ่มจังหวัด

โดยที่ไม่รู้ว่าจะเอาจังหวัดไหนไปรวมกับจังหวัดไหน และให้มี ส.ส. ได้กลุ่มจังหวัดละ ๑๐ คน ซึ่งไม่ตอบคำถามเลยว่าคนที่เป็น ส.ส. แบบสัดส่วนจากกลุ่มจังหวัดหนึ่งๆ คุณเป็นผู้แทนของอะไร การกำหนดประเทศเป็นเขตเลือกตั้งตอบคำถามเรื่องนโยบายในภาพรวมของพรรคการเมืองที่จูงใจคนทั้งประเทศ

 

ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้เขตเลือกตั้งแบบใหม่ คุณต้องมีฐานคิดนะครับว่าเขตเลือกตั้งมันเป็นตัวแทนของอะไร เช่นคุณอาจแบ่งตามภูมิภาค ภาคเหนือเป็นบัญชีรายชื่อของภาคเหนือ ภาคใต้เป็นบัญชีรายชื่อของภาคใต้ ฯลฯ และจำนวน ส.ส.

จากระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละภาคมันไม่ต้องเท่ากัน เพราะประชากรในแต่ละภูมิภาคมีไม่เท่ากัน บัญชีรายชื่อแบบนี้จะตอบคำถามของนโยบายที่พรรคแต่ละพรรคต้องแข่งขันกันในระดับภาค อันนี้ถึงจะถูกต้องและมีฐานในเชิงคำอธิบาย แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปติดในตรรกะที่ว่าแต่ละเขตต้องเท่ากัน

 

ก็เลยเอากลุ่มจังหวัดมารวมกัน ผมถามว่าคุณเอาภาคกลางจำนวนหนึ่งไปรวมกับจังหวัดในภาคใต้ตอนบน คุณตอบคำถามอะไร การแบ่งกลุ่มจังหวัดมันไม่มีหลักคิดนะครับ หลักคิดมีอย่างเดียวคือทำลายระบบบัญชีรายชื่อที่สร้างความเข้มแข็งในลักษณะนโยบายระดับประเทศของพรรคการเมือง

แทนที่จะทำให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบาย อย่างน้อยที่จะตอบสนองความต้องการของคนทั้งประเทศหรือทั้งภูมิภาค กลับทำให้การคิดนโยบายของพรรคการเมืองไม่ตอบคำถามอะไรเลย



“ประการต่อมา ส.ส. จากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เดิม ส.ส. ๔๐๐ คนมาจาก ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ คราวนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเลิกระบบนี้แล้วแบ่งเขตใหม่ โดยย้อนกลับไปใช้ระบบก่อน รธน. ปี ๔๐ นั่นคือให้แต่ละเขตมี ส.ส.ได้ไม่เกิน ๓ คน โดยใช้จังหวัดเป็นฐานในการแบ่ง บางจังหวัดมี ส.ส. ได้ ๑ คน ก็มีเขตเลือกตั้งเขตเดียว คนในเขตนั้นเลือกผู้แทนได้คนเดียว จังหวัดไหนมี ส.ส. ๖ คน ก็แบ่งเป็น ๒ เขต เขตละ ๓ คน ประชาชนออกเสียงได้ ๓ คะแนน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองเดียวกัน เช่น พรรค A ส่งเบอร์ ๑, , ๓ พรรค B ส่งเบอร์ ๔, , ๖ พรรค C ส่งเบอร์ ๗, , ๙ อาจจะเลือกเบอร์ ๑, , ๘ ได้

 

ท่านก็บอกอาจจะดีสิ แต่ผมเรียนนะครับว่า โดยระบบแบบนี้มันทำให้

หนึ่ง ความไม่เท่าเทียมกันในแง่การออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเกิดมีขึ้นแล้ว สอง มันทำให้เกิดการแตกตัวในแง่ของการเลือก คนก็จะหันกลับไปดูคะแนนนิยมของ ส.ส. เป็นหลัก เมื่อประกอบกับระบบแบบสัดส่วน ก็ยิ่งทำให้คนเน้นไปเลือกตัวบุคคลมากขึ้น เรื่องซื้อเสียงเราปฏิเสธไม่ได้ในวังวนการเมืองไทย

 

แต่ในอีกด้านหนึ่งประชาชนมีการศึกษาพอที่จะตัดสินใจเลือกนโยบายของพรรคการเมืองแล้ว ซึ่งก็ต้องค่อยๆ พัฒนาไปแล้วแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน

 

แต่เรากำลังจะย้อนยุค ทำให้พรรคไม่ต้องแข่งกันในเชิงนโยบาย กลับไปเน้นตัวบุคคลอย่างเดียว ระบบเลือกตั้งแบบนี้มันจึงทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองในทางอ้อม แล้วก็มีแนวโน้มว่าถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครองใจประชาชนได้จริง ก็จะกลายเป็นระบบหลายพรรคการเมืองเข้าสู่สภา

เกิดเป็นรัฐบาลผสมขึ้นอีก ซึ่งอาจจะเป็นความต้องการของผู้ร่างก็เป็นได้

 


“แต่ผมคิดว่าในมุมหนึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญตีโจทย์ผิด เพราะประชาธิปไตยมันดำเนินต่อไปโดยระบบผู้แทนซึ่งมันขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเลือกตั้ง ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องพรรคการเมืองเข้มแข็งเกินไป

 

คุณต้องปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมือง แต่อันดับแรกต้องสนับสนุนให้เขาเข้มแข็งก่อน แต่เข้มแข็งบนฐานของความโปร่งใสทางประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปทำลายโดยการออกแบบระบบเลือกตั้งที่ไม่เอื้ออำนวยให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปัญหาของ รธน. ปี ๔๐ คือเราแยก ส.ส. ออกจากรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด

 

ซึ่งร่าง รธน. ฉบับนี้ก็แก้ไข คือไม่แยก ส.ส. กับรัฐมนตรีออกจากกัน ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ในสภาทำได้ง่ายขึ้น แก้ในทิศทางนี้ผมเห็นด้วยครับ

แต่ถ้าคุณเลยไปถึงการทำลายฐานของระบบเลือกตั้ง ทำลายแนวคิดเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองในระดับชาติ สร้างความไม่เสมอภาคในการออกเสียงลงคะแนนให้แก่ประชาชน ผมคิดว่าคุณผิดทางแล้ว พูดง่ายๆ คือคุณสวิงจากขั้วหนึ่งที่รัฐบาลเข้มแข็งมาก แล้วปรับทอนกลไกทุกอย่างลงไปเป็นอีกขั้วหนึ่ง

 

เพียงเพราะคิดถึงใบหน้าของคุณทักษิณเท่านั้น

“ประเด็นถัดไปคือ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา รธน. ปี ๔๐ กำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน เกิดข้อครหาเรื่องสภาผัวเมีย เรื่อง ส.ว. เป็นพวกเดียวกับฝ่ายการเมือง ผมเรียนนะครับว่า ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจธรรมชาติทางการเมืองก่อน วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งถือเป็นองค์กรทางการเมือง

ต้องยอมรับสภาพความเป็นการเมืองของมัน จุดอ่อนของ รธน. ปี ๔๐ คือพยายามปิดบังความเป็นองค์กรทางการเมืองของวุฒิสภาเอาไว้ พอเขาเป็นกลางทางการเมืองไม่ได้ ก็ไปโจมตีว่าเขาไม่เป็นกลางทางการเมือง

ผมถามว่าเราจะกลัวอะไรถ้าเราได้ ส.ว. ที่กล้าแสดงความเห็นทางการเมือง แล้วตรวจสอบกันตรงๆ วิจารณ์เขาเต็มที่ ดีชั่วแบบองค์กรทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรผู้วิเศษ

 

เพราะมันไม่มีหรอกครับเทวดาทางการเมือง ถ้ารับหลักการตรงนี้ คุณสร้างกลไกในการที่จะทำให้เขาใช้อำนาจอยู่ในกรอบอันสมควร อย่าสร้างกลไกที่บอกว่าต้องเป็นกลางทางการเมือง แล้วพอเป็นกลางไม่ได้ก็ไปทำลายตัวกลไกตรงนี้

 

โดยเปลี่ยนใหม่ให้ ส.ว. มาจากการสรรหา ผมถามว่าแล้วใครเป็นคนสรรหา อำนาจของคุณมาจากไหนที่จะมาสรรหาผู้แทนปวงชนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเข้าไปนั่งในสภา แล้วใช้อำนาจตรงนี้ไปแต่งตั้งคนในองค์กรอิสระต่อ ถ้า ส.ว. มีอำนาจถึงขั้นถอดถอนนายกฯ ถอดถอนรัฐมนตรี

คุณไม่มีทางอื่นครับนอกจากต้องเชื่อมกับประชาชน ต้องมีฐานความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง จะโดยตรงโดยอ้อมว่ากันอีกที แต่ถ้า ส.ว. ไม่มีอำนาจถอดถอนนักการเมือง ไม่ได้ตั้งคนเข้าสู่องค์กรอิสระ เป็นสภาพี่เลี้ยงคอยกลั่นกรองกฎหมาย เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ

 

ผมรับได้ถ้าจะมีกระบวนการสรรหาคนที่มีความรู้เข้าไปช่วยในทางเทคนิค ในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งตามร่าง รธน. ฉบับนี้ก็มีปัญหา

 

ถามว่าอะไรคือฐานคิดของ ส.ว. จังหวัดละ ๑ คน จังหวัดใหญ่มีประชากร ๑๐ ล้านคน แต่มี ส.ว. ๑ คน เท่ากับจังหวัดเล็ก คุณตอบคำถามนี้ได้อย่างไรในเรื่องวิธีคิด



“ประเด็นเรื่องการสรรหาคนเข้าสู่องค์กรอิสระนี้ยิ่งหนักครับ กลายเป็นว่าเอาคนจากองค์กรตุลาการ คือบรรดาประธานศาลเข้ามาเลือก หรือบุคคลที่ศาลเลือกให้เป็นกรรมการสรรหา บวกกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ตอบคำถามอะไรเลยว่าคนพวกนี้เป็นใคร และความชอบธรรมที่จะมาเลือกคนไปใช้อำนาจนี้มาจากไหน ที่สำคัญอำนาจของกรรมการสรรหาในการเลือกคนเข้าสู่องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีมากกว่าอำนาจของกรรมการสรรหาตาม รธน. ปี ๔๐ อีกครับ

นี่คือการกลับมาอย่างเห็นได้ชัดของกลุ่มพลัง

ข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะมีผู้แทนจากองค์กรตุลาการเป็นตัวนำ

 



“ผมจึงบอกให้นะครับว่าที่ศาลเป็นกลางเพราะศาลนั้นตัดสินคดี แต่เมื่อใดก็ตามที่คนในองค์กรศาลออกมาสู่ตำแหน่งเหล่านี้แล้วต้องตัดสินใจเลือกคน

คุณจะเป็นกลางได้อย่างไร โดยสารัตถะของอำนาจตุลาการ ลักษณะการใช้อำนาจนั้น passive เพราะว่ามันแลกมากับการให้คำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเป็นอำนาจที่ active

 

เพราะเป็นอำนาจในทางการเมืองและอำนาจในทางปกครอง ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าก็โดยอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร แต่ประเทศชาติจะสงบร่มเย็นเป็นสุขในทางกฎหมายก็โดยอำนาจตุลาการ แต่ละอำนาจมีภารกิจที่แตกต่างกันและมีหลักกำกับความเป็นไปหรือมีดุลยภาพแห่งอำนาจของมันอยู่

 เพราะฉะนั้น  ตามหลักคนที่เป็นตุลาการต้องห้ามในแง่การเข้ามาทำกิจการในทางปกครองหรือทางบริหาร เพราะมันขัดกับสภาพของอำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งของตัว ด้วยระบบที่ผ่านมาเราค่อนข้างเคร่งครัด จึงทำให้ศาลดำรงตนอยู่เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน รธน. ปี ๔๐ ทำให้อำนาจบริหารขยายมากและการตรวจสอบทำได้ยาก ซึ่งก็กำลังจะมีการปรับปรุงแก้ไขกันอยู่

แต่ร่าง รธน. ฉบับนี้จะทำให้ดุลยภาพแห่งอำนาจเสียไป โดยหนักไปในทางตุลาการ ในทางทหาร ในทางข้าราชการ ถ้าเราดูบริบทในทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้พร้อมๆ กับกฎหมายอื่นๆ ที่จะออกมา เช่น ร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ หรือบทบัญญัติเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เขียนไว้ในมาตรา ๗๗ ซึ่งมันก็สอดรับกับการเพิ่มงบประมาณอย่างก้าวกระโดดของทหารในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

 

ทั้งหมดนี้มันสถาปนาพลังของกลุ่มข้าราชการ กลุ่มทหาร และกลุ่มตุลาการขึ้น กลายเป็นกลุ่มคนที่กำหนดทิศทางความเป็นไปของประเทศในอนาคต



“ผมเรียนว่าการสืบทอดอำนาจแบบเดิมมันไม่มีแล้ว วิธีการจะต้องแนบเนียนขึ้น ต้องเข้าใจว่าสถานะของการรัฐประหาร ๑๙ กันยาไม่เหมือนกับการรัฐประหารอื่นๆ ในเชิงของอุดมการณ์การสร้างฐานมันมีมาก่อนหน้านั้น

 

โดยมีกลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ร่วมอยู่ในทางความคิด

เพราะฉะนั้นเฉพาะคนที่มีความคิดในลักษณะเดียวกันเท่านั้นจึงจะสืบทอดตรงนี้ต่อไป บุคคลที่มาจากการสรรหาก็ถูกครอบงำโดยฐานความคิดที่เชื่อว่ากลุ่มคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้เป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม จึงมีสิทธิในการกำหนดชะตาของบ้านเมือง นี่คือการสืบทอดในความหมายของผม

 

ซึ่งมันอาจจะไปรับกับเรื่องการลงจากตำแหน่งของ คมช. ด้วย ก็เพราะในเชิงความคิดเขาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีการรัฐประหาร ฐานความคิดนี้ยังดำรงอยู่และครอบงำในหมู่ชนชั้นนำทั้งหมดว่าสังคมไทยต้องเดินไปในทิศทางนี้ ภายใต้การกำกับของกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าทรงคุณธรรมและจริยธรรมแบบนี้

ซึ่งมันจะไม่รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มันจะทานกระแสของประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว



“ประเด็นสุดท้ายคือจุดดำหรือรอยด่างซึ่งผมคิดว่าเพียงพิเคราะห์บทบัญญัติในส่วนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คือส่วนที่อยู่ในบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะ ๒ มาตราสุดท้ายที่เป็นตัวแทนของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ว่าได้
“มาตรา ๓๐๘ สื่อวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร

 

ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เดิมทีมาตรานี้ปรากฏอยู่ในร่าง รธน. ฉบับรับฟังความคิดเห็น ว่าให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดำเนินการเป็นอิสระ

แต่ไม่ได้บอกให้คณะรัฐมนตรีชุดไหนเป็นคนตั้ง ซึ่งความจริงควรจะเป็น ครม.

ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ แต่ว่าในฉบับลงประชามติกลับเขียนไว้ให้ ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคนแต่งตั้ง

ผมถามว่าคุณมีความชอบธรรมอะไรมาแต่งตั้งคณะทำงานปฏิรูปกฎหมาย แล้วมันเร่งด่วนประการใดที่จะต้องให้ ครม. ชุดนี้ตั้งไว้ก่อน

 

นี่คือการวางตัวคนให้อยู่ในองค์กรปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะกุมอำนาจในแง่ของการกำหนดทิศทางของกฎหมายของประเทศต่อไป ผ่านตัวบุคคลซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดย ครม. ชุดนี้ใช่ไหม



“แต่หนักที่สุด เพียงแค่บทบัญญัติในมาตราสุดท้ายก็ทำลายคุณค่าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงอย่างสิ้นเชิง มิพักต้องพูดถึงว่ามีบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพหอมหวานเพียงใด พูดอีกอย่างก็คือ หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญถูกประกาศในมาตรา ๖ และถูกทำลายลงในมาตรา ๓๐๙ คือเรื่องของการนิรโทษกรรม

 

ความจริงการนิรโทษกรรมทำไปแล้วใน รธน. (ชั่วคราว) ปี ๔๙ ไม่มีความจำเป็นต้องทำในร่าง รธน. นี้อีก แล้วถ้อยคำในมาตรานี้ก็เป็นการเขียนแบบครอบจักรวาล อ่านโดยรวมแล้วได้ความว่า

 '....บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  (แม้ว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ)  รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (แม้ว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้  '

อันตรายที่สุดครับ   มันเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เป็นการดูถูกเจตจำนงของประชาชน คือให้ประชาชนไปออกเสียงประชามติ โดยเอาบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพเรื่องจริยธรรมมาล่อประชาชน พร้อมกับแฝงบทบัญญัติเรื่องนิรโทษกรรมไว้ด้วย

เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ มันสถาปนาระบบใหม่ขึ้น การกระทำใดที่แปลกปลอมจากรัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องถูกชี้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าวันนี้ คมช. กระทำการโดยไม่สุจริตในการใช้อำนาจหน้าที่ เอางบประมาณไปใช้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขณะนี้

เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น การกระทำนั้นก็ถูกวัดโดยรัฐธรรมนูญนี้

ถามว่าการกระทำที่ตอนนี้ไม่ชอบ คุณรับว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หมายถึงตรวจสอบไม่ได้ใช่ไหม หนักไปกว่านั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คมช. ยังไม่พ้นจากอำนาจจนกว่าจะมีการเลือกตั้งได้ ครม. ชุดใหม่ ผมถามว่าหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คมช. กระทำการอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

 

คุณยังถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งหมายถึงตรวจสอบไม่ได้ใช่ไหม อ่านจากถ้อยคำ มันคือใช่ครับ



“ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเวลานี้หรือจะทำหลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ชอบด้วยกฎหมายหมด เขาย่อมไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรมันก็ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นต้องนิรโทษกรรม

 

การนิรโทษกรรมนี้หมายถึงการนิรโทษกรรมในสิ่งซึ่งมันไม่ชอบ ทั้งไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมในอดีตเท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นการนิรโทษกรรมในปัจจุบันซึ่งเรา

ไม่รู้เลยว่ามีอะไรบ้าง และนิรโทษกรรมไปในอนาคตด้วย

 

นี่คือผลอันรุนแรงที่สุดของมาตรา ๓๐๙  ส่งผลให้การกระทำทุกอย่างที่ได้กระทำไปไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบนั้น มันถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญซึ่งต่อไปจะมีคนอ้างว่าผ่านประชามติว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ บางคนบอกว่าบทบัญญัตินี้รับรองเฉพาะการมีองค์กร คตส. ผมก็บอกว่าคุณจะรับรองอะไรคุณเขียนเป็นเรื่องๆ ไม่ใช่เขียนครอบจักรวาล

 

นี่คือเทคนิคการเขียนกฎหมายในช่วงหลังๆ ที่พัฒนาไปสู่จุดสูงสุด คือการเขียนกฎหมายรับใช้อำนาจ ให้มีผลย้อนหลังก็ได้ นิรโทษกรรมไปข้างหน้าก็ได้



“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ผมคิดว่าปัญหาจะถูกสะสมเอาไว้ สังคมจะถูกบีบไปสู่ทางที่ตีบตันแล้วมันจะไปปะทุข้างหน้า เหมือนกับว่าผู้กุมอำนาจ

ชนชั้นนำของสังคมในเวลานี้ พยายามขันนอตสังคมให้เกลียวมันแน่นขึ้นๆ บังเอิญนอตที่ขันมันผิดล็อก แต่ก็ยังขันไปเรื่อยจนในที่สุดจะถอยก็ไม่ได้ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของง่าย

 

เพราะเวลารัฐธรรมนูญประกาศใช้กลไกพวกนี้มันเดิน การจะแก้ได้ต้องใช้พลังในทางสังคม พลังในทางวิชาการ พลังหลายภาคส่วนกดดัน สู้กับกลุ่มผลประโยชน์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญเป็นลำดับจนกลไกมันดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์

 

คำถามคือพลังแบบนั้นมันจะเกิดไหมล่ะหลังจากที่ร่าง รธน. นี้ประกาศใช้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่ารับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ไม่ง่ายหรอกครับ



“ถ้าคะแนนเสียงไม่รับมากกว่า ผมเสนอให้นำ รธน. ปี ๔๐ มาประกาศใช้ทันที แล้วเติมบทเฉพาะกาลสัก ๓-๔ มาตรา ในส่วนที่ว่าด้วยเหตุการณ์ในทางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลัง ๑๙ กันยา ๔๙ จนถึงปัจจุบัน

 

พร้อมกับปลดล็อกเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แล้วจัดการเลือกตั้งโดยไม่ต้องทำกฎหมายเลือกตั้งใหม่ ให้เลือกตั้งในระบบเดิม โดยเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แล้วเลือกตั้ง ส.ว. ทันที

ดังนั้น   เมื่อร่าง รธน. ไม่ผ่านประชามติ คมช. จึงสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้เลยภายใน ๗ วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คมช. และ ครม. ว่าจริงใจในการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนมากแค่ไหน การเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ให้อำนาจกลับมาอยู่ในมือประชาชน แล้วกำหนดวาระความเป็นไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารกลับเข้ากรมกองไป คดีของ คตส. โอนมาให้ ป.ป.ช. ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

 

นี่คือทางออกที่ไม่บีบเราไปทางใดทางหนึ่ง เรายังไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะทำขึ้นใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยให้คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีฐานความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกำหนด อะไรที่มันเขม็งเกลียวขึ้นจะคลายตัวลง



“แน่นอนความแตกแยกในทางความคิดยังมีอยู่ต่อไป คณะรัฐประหารทำรัฐประหารเพราะอ้างความแตกแยกไม่ใช่หรือ แต่ผมบอกแล้วว่ารัฐประหารไม่ใช่หนทางแก้ไขความแตกแยก เพราะฉะนั้นเรื่องความแตกแยกเลิกพูดเลยครับ

 

เวลานี้มันเป็นเรื่องของสิทธิในทางการเมืองที่ประชาชนมีอยู่ประการเดียวคือสิทธิในการออกเสียงประชามติ แม้ว่ากระบวนการทำประชามติตั้งแต่ต้นจนจบนั้นหาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนไม่ได้เลยก็ตาม แล้วก็ไม่ควรพูดว่ารับแล้ว

สมานฉันท์ มันไม่เกี่ยวแล้วครับตอนนี้

เพราะว่าคนซึ่งทำให้ความสมานฉันท์ไม่เกิดก็คือคนที่ทำรัฐประหาร ซึ่งมันพิสูจน์มาทั้งโลกนี้แล้วว่ามันแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วมันจะค่อยๆ พิสูจน์ตัวมันเองให้เห็นเรื่อยๆ ตอนนี้พิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องยกหน้าคุณทักษิณขึ้นมา ให้คุณทักษิณกำหนดวาระความเป็นไป

 

คุณทักษิณเลยกลายเป็นของขม เราจะทำให้คุณทักษิณต้องหลอกหลอนพวกเราไปอีกนานแค่ไหน ผมอยากถามว่าการยกหน้าคุณทักษิณขึ้นมาชู ทำให้ใครต่อใครได้ประโยชน์กันไปมากเท่าไรแล้วในเวลานี้ มันไหวหรือครับสังคมแบบนี้ ”

  ฅนต้นเรื่อง


ขอขอบคุณ  :

ท่านอาจารย์  รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 

ท่านอาจารย์  รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์


 [ เชิงอรรถ ]


(๑)  ข้อมูลต้นเรื่อง      www.vcharkarn.com

(๒)  ภาพประกอบเรื่อง  www.j-dom.org





เพลง "ใต้ฟ้าประชาธิปไตย" - แอ๊ด คาราบาว





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 14.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

วันนี้แวะอนุสาวรีย์ป่าวว่ะ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 22/08/2007 เวลา : 10.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

หนักแน่น ขอชื่มชม เอ้า กำป๊าย

(ภาษาเจแปน..= ชนแก้ว)

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 21/08/2007 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War



สหายคนไทบ้าน

มีข่าวมาแจ้ง หากกลับมาแล้ว และพอจะมีเวลา อยากให้

ท่านกรุณาเข้าไปอ่าน ในโพสต์นี้ซักหน่อย ว่าท่านคิดเห็น

อย่างไร อันเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดหลัง "รับร่าง" [ หาใช่ร่างทรงไม่ ฮ่า !!!! ] เรียบร้อยแล้ว

http://www.oknation.net/blog/suriyasai/2007/08/20/entry-1/comment#read


[ จิ้มเข้าไปโลด !!! ]

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
ปุ๊บปั๊ป วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 16.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/champions

ไม่ค่อยฟังเพลงเพื่อชีวิต

อือ

เพลงนี้เพราะดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War


คารวะอีกรอบ เกือบหลงลืมที่จะขอบคุณสหายไทบ้าน ที่เป็นกำลังใจให้เสมอ

ข้า ฯ คิดว่า จะปรับเปลี่ยนแนวทาง และ ความคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง เพื่อต้อนรับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามา หลังจากที่ เวลาที่ผ่านไป สั่งสอนข้าเสียจนระบมไปหมด...

และหวังว่าท่านคงเป็นกำลังใจให้ข้า ฯ ตลอดไปนะ ท่าน

[ เมื่อวาน วิ่งเล่นบ้าน ท่านพี่มุสิกะ ตลอดวัน !!! ฮา !!! ท่านพี่เองก็คงอาการไม่แพ้ท่านเลยล่ะ ]


ความคิดเห็นที่ 27 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War


สหายไทบ้าน

ยินดียิ่งนักที่ท่านอยู่เฝ้าสำนักได้ เนื่องจากช่วงนี้ ข้าน้อย ต้องกลับเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ในหน่วยงานเดิม และงานแรกที่ได้รับ คือการทำ PR อัลบั้มของศิลปินคนใหม่

ดังนั้น ช่วงดึก ต้องงดวิ่งเล่นในบล็อค และอาจจะได้แว่บเข้ามาปัดกวาดบ้านให้ท่าน ได้ไม่ทุกวัน [ แต่ก็จะปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม ]

ว่าแต่ว่า ผลการลงประชามติครั้งนี้ ทำให้ท่าน "เพี้ยน" ได้ขนาดนี้เชียวหรือนี่

ข้าน้อย ไม่เคยมีสักครั้ง หรือ แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ที่จะวางใจเหตุการณ์หลังจากนี้ [ จิตตก หวาดระแวงการเมืองไปหมด !!! ]

รัฐธรรมนูญนิ่ง ก็หวังว่า ผู้มีบทบาททั้งหลายคนจะนิ่ง และยอมรับกติกา แต่โดยดี ล

มนุษย์เรา สวมหน้ากาก เพื่อการประหัตประหารทำลายล้างกันตลอดเวลานะท่านอย่าลืม

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น หาใช่บทสรุป ของ รฐน. ไม่ เพียงแค่ลงมติ "รับ" ร่าง ใช่หรือไม่

บทต่อไป เป็นบทพิสูจน์นะท่าน อย่าวางใจ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

ขอบคุณที่แวะเวียนไปเยี่ยมที่ลานคำ ทำเอาตกใจ [ นึกว่าผีหลอกตอนบ่าย !!! ฮา !!!! ] อยากเชิญท่านแวะรับฟังเพลงจากศิลปินใหม่ ของบริษัทเก่า ต้นสังกัดข้าน้อยด้วย

http://www.oknation.net/blog/vihokpludtin/2007/08/20/entry-1

เชิญเสพตามอัธยาศัย
หวังว่าท่านคงสบายดี
และขออภัยที่บทกลอน"หน้ากาก" มีคำรุนแรง
เนื่องจากได้กระแสแรงยุ
จากสหายหลาย ๆ ท่าน
ให้ลองเขียนแนวนี้ดูบ้าง
ฟีดแบ็คดีมาก ข้าน้อย
คงจะเลิกเขียนกลอนหวานอกหัก
ได้แล้วล่ะนะ

[ ฮา !!!! เขาหาว่าข้า ฯ น่ะ เถื่อน ]


ความคิดเห็นที่ 26 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee


หวัดดี ตอนบ่าย สบายดีครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 14.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

I am ok วะ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
amalit1990 วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amalit1990
ศานติ เพื่อ แสวงหา

การรับไม่รับรัญธรรมนูญผ่านไปแล้ว

เหลือแต่สิ่งที่จะทิ้งไว้

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 12.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

สวัสดี มวลมิตร ผู้เป็นที่รักยิ่ง

ผลประชามติทั้งประเทศ

/ เห็นด้วย ร้อยละ 58.18 เปอรเซ็น
x ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 41.82 เปอรเซ็น

จากจำนวน พี่น้อง" ฅนไท .. ผู้มีสิทธิ .. " ที่มาใช้สิทธิ์ 25 ล้านคนจากคนมีสิทธิ์ 45 ล้านคนเศษ หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คนมาใช้สิทธิ์ได้ 56.5 %

***********

กงล้อการเมือง .... และลมหายใจของพี่น้อง มวลมิตร

.. ก็ยังต้องดอมดม การเสพดื่ม กิน ทำ พูด คิด หาเลี้ยงกันตามอัตภาพต่อไป ในสังคมอันเปลี่ยวเหงานี้

มวลมิตรที่รัก ครับ
ในความเห็นผม ... มิใช่การพ่ายแพ้ ฤา ชัยชนะ หรอก นะครับ !


แต่ คือ ... ปากท้อง [ หิว !] ของพวกเรา พี่น้อง ... !
๑.] รัฐธรรมนูญ ก็ นิ่งแล้ว
๒.] มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และ


๓.] หยุด .. การเผชิญหน้า กันเถอะ ครับ !

.... โปรดฟัง เพลงรักจากใจ
" .. ฅนไทบ้าน " .... อีกครั้งหนึ่ง "

รักเธอ สยามประเทศของไทยเรานี้ .......

เชิญร่วมรับฟังตามอัธยาศรัย ขอรับ ..
http://www.oknation.net/blog/konthaiban/2007/06/30/entry-1


ขอได้รับความขอบคุณโดยทั่วกัน
และอยู่ดี มีแฮงหลายๆ เด้อ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
แหนบน้อยน้อย วันที่ : 18/08/2007 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/senonnann
"ค น กั บ ค ว า ย"

หนูว่าต่างคน ต่างก้อต้องมีเหตุผลมากมาย
ถกเถียงกันไปไม่มีจบสิ้น
งั้นหนูเปนตัวของตัวเอง (หนูผิดตรงไหน) ดีกว่า
555+

เดี๋ยวจะต้องไปนอนแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสาย อดลงประชามติ
555+

(แต่ขอฟังเพลงนี้จบก่อนนะ เพราะดี อิอิ)

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 18/08/2007 เวลา : 12.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War


อ้อ ลืมขอบคุณที่จุดประกาย เรื่อง กม. การชุมนุม ทำให้ต้องตามไปเสาะหารายละเอียดกับ ท่านพี่มุสิกะตะวัน โดยที่ยังมิได้เข้ามาติดตามรายละเอียดที่ท่านได้แจ้งไว้ที่คห. 14

ซึ่งคิดว่า หากไม่แท้ง คงได้มีเฮ แน่




ความคิดเห็นที่ 20 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 18/08/2007 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

ขอบคุณคนไทบ้าน ที่ช่วยชี้แนะ ในเรื่องของ ข้อ 10

แต่ถ้าหากได้ผู้ที่ พร้อมทั้ง คุณวุฒิ และ คุณธรรม จะนับว่าโชคดีมาก

แต่จะมีหลงเหลือให้ได้เลือกหรือไม่

หรือว่า คนดีพร้อมทั้ง 2 คุณสมบัติ จะสูญหาย ตายหมดสิ้น


ความคิดเห็นที่ 19 (0)
กู่ วันที่ : 18/08/2007 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ใกล้ถึงวันวิวาห์ เอ๊ย วันเข้าคูหา แล้วนะค้าคุณพี่

เหมือนสมรู้ร่วมคิด ยังไงก็ไม่รู้
เอ...หรือว่า ไม่ต้องคิดดี
อือ..บ้านนี้เมืองนี้ คิดกับรู้สึก มาผสมกันเข้าเคล้าดีๆ ออกมาเป็นรัฐธรรมหนี ได้จริงๆ

ข้อ 8 ไม่ต้องชุมชน แค่เอกชนคนเดียว ฟ้องรัฐ ได้ป่ะ
จะได้ไปฟ้อง ไอ้พวกชอบทำถนนขึ้นภูเขา แล้วเอาแผ่นดินไปเข้าตลาดหุ้น

ว่างๆ ไปเที่ยวเกาะเต่าดีกว่า...ตามมานะ อย่าโหมงานนัก รู้นะ ทำอะไรอยู่

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ปุ๊บปั๊ป วันที่ : 18/08/2007 เวลา : 01.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/champions

มาเยี่ยมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 23.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ท่านฯกู่ ผู้มีขอบฟ้าเป็นเพื่อน
หยุดพัก ๑๙ สิงหา .. ออกจากขุนเขา เข้าคูหา อีกคราครั้ง ฮา !!
อย่าลืมเด้อ !

*********
ค่อนดึก , หยุดยาวอีกแล้ว ..สินะ หุๆ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 23.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ท่านฯ เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์

ยินดีต้อนรับสู่เฮือนบ้าน ครับ ..
ได้ยินชื่อเสียงมานาน [ ฮา !! ]
เข้ามาเฮือนชานบ้านนอกก็แบบนี้ละครับ
ไม่มีอะไรต้อนรับ ขอเพียงยกจอกน้ำใจคารวะจริงๆ

*********
ทักทายคอการบ้านการเมือง แลสหายฯ ผู้มีข้อครุ่นคิดที่ละเมียดละมุน เชิญมวลมิตรแวะหา ครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ท่านฯ วิหคพลัดถิ่น

" .. ขอบคุณที่ร่วมแจมฯ
การศึกษา ในความคิดเห็นส่วนตัวผม " ฅนไทบ้าน .."
อาจจะแสดงให้เห็นว่า คุณเคยเคยผ่านระบบ และ กรอบและทฤษฎีมาแล้วโดยสมบูรณ์
.. นั่นแสดงว่า คุณ..(ที่มีวุฒิขั้นฯ การศึกษา) พร้อมที่จะนำระบบ และ กรอบและทฤษฎี มาครอบหัวตัวเองและคนอื่นฯ
.. โบราณว่า .. เล่าปี่แสวงหาขุนพลที่มีคุณสมบัติด้านคุณธรรมดี มากกว่าความเก่งทักษะฝีมือดี

ต่างจาก .. โจโฉแสวงหาขุนพลที่มีคุณสมบัติความเก่งทักษะฝีมือดี แม้จะทุรศีลธรรม ก็คำนับเอาไปเป็นเพื่อน
แม้จะรุ่งโรจน์ผงาดฟ้ายิ่งใหญ่ได้รวดเร็ว .. แต่ก็ดับเร็วกว่าที่คาดหมายนัก !


กงล้อประวัติศาสตร์ ช่างเหมือนใครบาง ฅน เสียจริง !
เรื่องก็เป็นดังนี้แหล่ะ ครับ ... ไม่ได้สอนอะไรเลย

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 23.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

กม.คุมม็อบแท้ง - รองผบ.ตร.ขอถอน
สนช.รุมซัดขัดระบอบประชาธิปไตย

******************************
ภายหลังติดตามข่าว จาก
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

และในที่ประชุมมี พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม

ได้อภิปรายต่อต้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ... อย่างหนัก

จนพล.ต.อ.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
[ โปรดอ่านชื่ออีกครั้ง จำให้ขึ้นใจ ]
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)
ในฐานะสมาชิก สนช. และคณะ ที่เป็นผู้เสนอต้องขอถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป

ทั้งนี้ หลังจากมีการหยิบยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวฯ
ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การชุมนุมในที่สาธารณะต้องได้รับอนุญาต ไม่กระทบสิทธิผู้อื่นและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

รวมทั้งให้มีการสลายการชุมนุมได้ หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุม ขึ้นพิจารณา สมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ เช่น;-
[๑]พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
[๒]นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
[๓]นายโคทม อารียา

แสดงความไม่เห็นด้วย โดยระบุว่า น่าจะขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย เหมือนการคุมกำเนิดการชุมนุมในที่สาธารณะ มุ่งกำจัดสิทธิเสรีภาพ และมีกฎหมายหลายฉบับควบคุมอยู่แล้ว
หากทำผิดก็ดำเนินคดีได้

ข่าวลับแจ้งว่า พล.ต.อ.อิสระพันธ์ฯ พยายามลุกขึ้นชี้แจงถึงเจตนาในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ถูกสมาชิก สนช.คัดค้าน และยังคงอภิปรายไม่เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่

ในที่สุด พล.ต.อ.อิสระพันธ์ฯ ยอมถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกจากการพิจารณาของ สนช. [ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง]

โดยกล่าวว่า ".....การเสนอในครั้งนี้อาจจะในช่วงเวลาไม่เหมาะสม จึงขอถอนร่างออกไปก่อน"

.........

และเรา กำลังใจหายใจคว่ำกันอีกคราวครั้ง ครับ

จบข่าว

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

@* ท่านฯ นายสิบหมื่น
ตัดสินใจหรือยัง ! ละ ครับ หุๆ หุๆ

@*ท่านฯ มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ ในเห็นที่ ๒ และที่11
ยืนยันยังอยู่ ณ .ที่เดิม

ชานระเบียงเหงา,ใต้เหงาจันทร์
ตำจอก .. เล่าเรื่องไทบ้าน เหมือนเคยๆ นั่นแหล่ะ ฮา

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

อืม แวะมาปิดบ้านปิดช่องให้

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 17/08/2007 เวลา : 17.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

ใกล้วันแล้วนะ
รีบกลับมาด่วน
จะได้ไปลงประชามติด้วยกัน
ทีเดิมใช่ไหมว่ะ
เออ...

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
กู่ วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ขอบคุณค่ะ เฮ้อออออ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

หามาเทียบกันหมัดต่อหมัดให้เห็นจะๆเช่นนี้
มีประโยชน์ต่อการเลือกทางออกให้กับประเทศมากเลยครับ ฅนไทบ้าน

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 16.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

อ่านข้อเปรียบเทียบ ทั้ง 12 ข้อแล้ว
ก็คงต้องขอบอกว่า ทำใจได้ยากจริง ๆ เนื่องจาก

ไม่เห็นด้วยในข้อที่ 10 ที่ว่า

10. ไม่มีการจำกัดวุฒิการศึกษาของ สส. ว่าต้องจบ
ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ที่ไม่เห็นด้วยก็เนื่องจาก ผู้ที่จะเข้ามาเป็น สส. ควรเป็นผุ้ที่มีคุณวุฒิมาก ๆๆๆๆๆๆ ดังนั้น หากไม่จำกัดวุฒิแล้ว ตาสี ตาสา จบ ป.4 ก็คงสมัครลงรับเลือกตั้งได้ แต่ว่า....อาจเกิดปัญหาเวลาที่จะต้องเข้าประชุมรัฐสภา กับ สส. ผุ้ทรงคุณวุฒิ ..... ตรงนี้ไม่ชัดเจนเลยค่ะ

ไม่ใช่ว่าจะดูถูกว่า ผู้จบ ป.4 จะไม่มีความสามารถปกครองท้องถิ่นได้ และเห็นว่า บางท่านอาจจะเก่ง และมีความสามารถในเชิงปฏิบัติ (การลงพื้นที่ดูแลชาวบ้าน) แต่ ความรู้ในด้าน กม. หรือ ฯลฯ อาจจะไม่เทียบเท่า ผู้จบ ป.ตรี

อย่างน้อย ก็อยากจะให้ จำกัดวุฒิขั้น่ต่ำสักนิด ไม่ใช่ว่า ไม่จำกัดวุฒิเลย มันคงเป็นไปได้ยาก

สำหรับวิหคเองแล้ว ต้องการ สส.ในเขตบ้านตัวเอง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่าค่ะ

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดูรวม ๆ หากรับร่าง ฯ นี้แล้ว ทำให้ฝันได้เลยว่า บ้านเมืองคงจะดีขึ้นกว่านี้แน่ แต่ก็ยังเกรงว่า หากลงมติรับ จนผ่าน แล้ว ถึงเวลาปฏิบัติจริงแล้วทำไม่ได้

แต่ก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ รฐน. ฉบับนี้ค่ะ

*****************

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมที่บ้าน
ขอบคุณกำลังใจ
และขอบคุณเข้าใจเรานะคะ

พูดไม่ออกเป็น "อึ้ง" ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 15.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

ทุกท่านครับ ...ผมได้กลิ่นมา สองสามเรื่อง จะเล่าให้ฟัง

(อย่าไปบอกใครเชียว 555)

๑.เขาว่า การลงประชามติครั้งนี้ หากคะแนน เสียงคัดค้านมากพอสมควร (ซึ่งหมายความว่า..ก็ยังแพ้..อยู่นั้นแหละ) เช่น ซัก ๙ ล้านเสียง ก็จะทำให้พวก ส.ส. กะเฬวราก ทั้งหลาย อ้างผลงานการซื้อผลประชามติคัดค้าร่างรัฐธรรมนูญ วิ่งเข้าการต่อรองกับคนในอังกฤษอย่างเต็มที่

นั้นคือ ย่อมหมายถึง การลงประชามติ ครั้งนี้ก็คือ

การซื้อเสียงล่วงหน้าครับ ก่อนซื้อ สส.เข้ากลุ่มต่อไป

๒.อย่าลืม การลงประชามติครั้งนี้ หากได้เสียงคัดค้านมากก็จะมีผลเกี่ยวเนื่องกับคนที่อังกฤษหลายเรื่องทั้งคดี ทั้งยึดทรัพย์ แล้วยังสามารถโม้ได้อีกเยอะ ว่าประชาชนไม่รับรองทั้ง....เปอร์เซ็นต์เชียว

๓.ระวัง สถาบันตุลาการถูกแทรกแซงรอบใหม่

ทำไม นปก.ทั้ง ๖ คนยังขึ้นเวทีสนามหลวงได้อีก งงวะ

๔.ระวังการโยกย้าย ตำรวจและ การทุ่มซื้อ ตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนใหม่ อำนาจเก่า กว้านซื้อเต็มที่แน่ๆ

สุดท้าย เขาว่า ให้ระวัง...จะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

เห็นหรือยัง รับไม่รับร่าง มันเปลี่ยนผ่านประเทศไทยอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 23.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

มวลมิตร ผู้เป็นที่รักยิ่ง ของข้าพเจ้าฯ



ขออนุญาตนำข้อมูลของท่านผู้ใหญ่ใจดี มาให้เปรียบเทียบ ครับ !


12 เหตุผลในการ " รับร่างฯรธน. 50 "


1. รับร่างฯทำให้จัดการเลือกตั้งได้เร็ว และการเมืองของ
ประเทศมีเสถียรภาพโดยเร็ว

2. ขยายสิทธิของประชาชนให้กว้างขึ้น ให้สิทธิประชาชน
ในการได้รับข้อมูลข่าวสารเพิ่ม

3. ลดจำนวนประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จาก
50,000 คน เหลือ 10,000 คน การถอดถอนผู้ดำรง
ตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง จาก
50,000 คน เหลือ 20,000 คน และประชาชนจำนวน
50,000 คน สามารถเข้าชื่อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

4. ให้ สว.ปลอดอิทธิพลจากพรรคการเมือง โดยให้มีที่มา
จากตัวแทนของจังหวัดต่างๆ 76 คน (เลือกตั้ง) และผู้
มีความรู้ความสามารถ 74 คน (สรรหา)

5. มีบทบัญญัติว่าด้วยการตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรม
ของนักการเมือง (หมวด 13)

6. พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งเพิ่ม
มากขึ้น

7. สนับสนุนสิทธิ เสรีภาพของสื่อ

8. ให้สิทธิชุมชน ฟ้องร้ององค์กรของรัฐได้

9. สส. เปิดอภิปรายนายกฯ ครม. และผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมืองได้ง่ายขึ้น โดยลดจำนวน สส. ลงจาก 1 ใน 5
เหลือ 1 ใน 6

10. ไม่มีการจำกัดวุฒิการศึกษาของ สส. ว่าต้องจบ
ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

11. นายกฯ ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 8 ปี

12. ประชาชนฟ้องร้องต่อศาลรธน.โดยตรงได้


และอีก ............................................


" 12 เหตุผล ในการไม่รับร่างฯ รธน. 50 "



1. การไม่รับร่างฯไม่ทำให้การเลือกตั้งล่าช้า รธน.ชั่วคราว
49 กำหนดให้นำ รธน.เดิมมาใช้ภายใน 30 วัน

2. การเลือกตั้งสส. สว.แบบใหม่ทำให้การเลือกตั้งล่าช้า
ประชาชนเกิดความสับสน และสิ้นเปลืองงบประมาณ

3. การกำหนดเขตเลือก สส.เขตละ 3 คน ทำให้เกิดรัฐบาล
ผสม มีหลายพรรค รัฐบาลอ่อนแอ เปิดโอกาสให้ข้า
ราชการ โดยเฉพาะทหารเข้าแทรกแซง อาจเกิดการ
ปฏิวัติได้อีก

4. องค์กรอิสระ (ที่ข้าราชการแต่งตั้ง) มีบทบาทในการ
เข้า แทรกแซงฝ่ายการเมือง การแก้ไขปัญหาความ
เดือดร้อนของประชาชนจะทำได้ยาก

5. ประเด็นสิทธิชุมชน และสิทธิ เสรีภาพของประชาชน มี
ข้อจำกัดในการนำไปปฏิบัติจริง

6. ให้อำนาจ สว. (มาจากการสรรหา) ในการถอดถอน
นักการเมือง(มาจากการเลือกตั้ง) (ม.274)

7. มีบทบัญญัตินิรโทษกรรมซึ่งทำให้การปฏิวัติรัฐประหาร
ในอนาคตเป็นเรื่องชอบธรรม (ม.309)

8. เนื้อหาสับสน ขัดแย้งกัน เช่น ม.113 กับ ม.229
และ ม.242, ม.77 กับ ม.83, และ ม.68 กับ ม.309

9. หมวดสิทธิ เสรีภาพ มีเนื้อหาริดรอนสิทธิของประชาชน
มีการอนุญาตให้รัฐออกกฎหมายเฉพาะซึ่งละเมิดสิทธิ
ประชาชนได้ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง

10. บทบัญญัติว่าด้วยคุณธรรมจริยธรรมเป็นการกล่าว
ลอยๆเป็นนามธรรม ขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำได้ยาก

11. ที่มาของผู้ร่างและวิธีการร่างรธน. 2550 ขัดกับวิถี
ประชาธิปไตย

12. การไม่รับรธน.เป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร


ป.ล แนะนำเพิ่มเติมต่อ น๊าคร๊าบบ !!
ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ จากบล๊อกท่านผู้ใหญ่

ที่นี่ .......... ขอครับhttp://www.oknation.net/blog/mataharee/2007/08/06/entry-2

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อธิฏฐาน วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 23.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sandstone
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา



รับค่ะ แล้วคนไทบ้านไม่เห็นบอกเลย


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
vincentoldbook วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 19.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...

เป็นข้อมูลที่ดีและเป็นคู่ความคิดเห็นของบุคคลที่เห็นต่างกันที่มีประโยชน์ต่อการพิจารณาของประชาชนอย่างยิ่สำหรับไว้ช่วยตัดสินใจ รับไม่รับในครั้งนี้...

อ่านร่างนี้ไปแล้ว และตัดสินใจไว้นานแล้ว ..

ไม่ขอชี้นำในนี้นะครับ ..

ขอให้ไปลงประชามติกันเยอะๆครับ


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

ผมรับ ขอรับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 13.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

ข้อมูลแน่นป้าด!
ตัดสินใจไม่ได้อีกแหล่ะ
เออ...
เรื่องบ้านเมือง
ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายสิบหมื่น วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

เป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจครับ
ขอบคุณเด้อ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]