• ฅนไทบ้าน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kon_thaiban@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-06
  • จำนวนเรื่อง : 80
  • จำนวนผู้ชม : 168331
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
ฅนไทบ้าน
ฮักเฮือน ฮักฮีต ก่อไทบ้าน สร้างไทเมือง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban
วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by ฅนไทบ้าน , ผู้อ่าน : 1426 , 14:30:36 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปางแดง   โดนทำร้าย ! ไม่โดนทำลาย !

ปางแดง โดนปางตาย !        ไม่บาดเจ็บเสียเปล่า !

                

 

โดนทำร้าย !   ต้องไม่โดนทำลาย                                                                                                

แม้ถึงแม้วันนี้ชาวบ้านปางแดง จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในห้องขัง สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปรกติ                                                  

แต่ลึกๆภายในใจของพวกเขากลับไร้อิสรภาพ ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนแห่งความหวาดกลัว  เจ็บร้าวกับการถูกย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า !

ประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาทำให้พวกเขาไม่อาจมั่นใจกับอนาคตของตนเอง

ได้แต่เฝ้ารอคอยคำพิพากษาจากศาลโดยไม่รู้ชะตากรรมชีวิต...        

                       

ขณะ, ปัจจุบันนี้  กลุ่มเครือข่าย นักเคลื่อนไหว ภาคีภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ร่วมเคียงบ่า เคียงไหล่กับผองพี่น้อง

ไม่ได้มองเพียงแค่ผลในที่สุด  ว่า  ชาวบ้านปางแดง จะ “ แพ้ ” หรือ “ ชนะ” คดีความในเรื่องของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน !

 

ถ้ามองในแง่เรื่องบรรทัดฐานหรือหลักเกณฑ์ของตัวบทของกฎหมาย

แน่นอน ว่า                                                                                                    

ชาวบ้านปางแดงอาจ  แพ้ !     

                                                                                

แต่ถ้ามองภาพรวมในแง่นโยบายและด้านการขับเคลื่อนเรียกร้อง

ของกลุ่มชาวบ้านปางแดงและภาคการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

  

ถือว่า   ชนะ !                                                                                                         

เนื่องเพราะสาเหตุอันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏต่อสังคมได้รับรู้ทั่วไป ว่า ชาวบ้านปางแดง กลุ่มเผ่าชาติพันธุ์เล็กๆ  เป็นคนพลัดถิ่นไร้สัญชาติ  ไร้สิทธิ  ไร้เสียง ไร้อิสรภาพ ได้มีสิทธิเข้าถึงและได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุด อย่างเป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม 

อาจถือได้ว่าเป็นกรณีศึกษา                                                                               

เรื่อง  “ สิทธิชุมชน ” ในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐอย่างแท้จริง ในเรื่องการอนุรักษ์ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี การบำรุงรักษา และการได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการส่งเสริม การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องของชุมชนต่อไป  ”

 

จากภาพอัตตลักษณ์ของชุมชนชาวบ้านปางแดงในอดีต ที่เคยดำรงชีวิตด้วยการเฝ้ารอ ว่า ใครสักคนมาจ้างแรงงานราคาถูก !


วันไหนไปรับจ้าง  มีข้าวกิน  วันไหนไม่ได้ไป  ไม่มีข้าวใส่หม้อกิน
! 

ทนทุข์อยู่บ้านที่มุงด้วยหญ้าคาหญ้าแฝกหรือใบตองแห้ง อยู่กับป่าเขาไม่เคยบุกรุกป่า  แต่ถูกจับข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ !
ทั้งที่ป่าสงวนที่เรียก กฎหมายบอก ว่า 
“ เป็นผืนป่าที่ต้องสงวนไว้เพื่อชาติ  ”        

 ความจริงเมื่อวันวานที่ปรากฏ  คือ  ป่าที่รายล้อมด้วย ถนนคอนกรีตตัดผ่านหน้าบ้าน   มีวัด  มีโรงเรียน  มีร้านขายของในหมู่บ้าน   มีไร่ข้าวโพด มีไร่มะม่วง มีไร่พริก มีไร่ข้าว มีรีสอร์ท  มีมิตรผู้อารีย์จากซีกโลกตะวันตก  (  สิ่งมีชีวิตโลกตะวันตกอย่างสยามประเทศ เรียกว่า “ ฝรั่ง ” )  ที่มาแวะเยือนอยู่เป็นประจำทุกวัน

 

จากนวนิยายอิงประวัติที่ชาวบ้านรับรู้มาจากคำบอกเล่าชั่วอายุ ว่า ปู่เคยถูกจับ พ่อเคยถูกจับ  เด็กๆเคยถูกจับตอนอยู่ในท้องแม่ !

ยังฝังแนบแน่นอยู่ในห้วงภวังค์ต้องหวาดผวาทุกครั้ง  เมื่อเห็นคนในเครื่องแบบและคนแปลกหน้าต่างถิ่นที่แวะเวียนเข้ามาในหมู่บ้าน                                                        
ในทุกค่ำคราวคืนต้องนอนผวาทุกครั้งที่เสียงเครื่องรถยนต์แผดร้องดังกระหึ่มในฤดูกาลระหว่างรอยต่อของห้วงชั่วนาทีการหลับใหล
!

เวลาจะออกจากบ้านไปไหนมาไหน  พวกเขาจะเป็นห่วงบ้าน ไม่ค่อยสบายใจ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรเจ้าหน้าที่จะบุกมาอีก  

  

ครั้นจะออกไปทำไร่ไถนาก็หวาดระแวง  กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะมาจับ บางวันได้แต่นอนอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะไม่กล้าออกไปทำไร่

เมื่อผลผลิตไม่มี  เงินก็ไม่มี  ชีวิตก็ลำบากแสนเข็ญ  

มัน ! อยู่ไม่ได้ดอก (เจ้านาย  ) !


มีสมมติฐานปัญหาเบื้องต้นที่คนรักกฎกติกามักจะอ้างและตั้งคำถามที่ไม่ตรงคำตอบเสมอๆ ! 

แต่ชาวบ้านกลับมีเพียงคำตอบเดียวที่ถูกต้องและเป็นจริงและรู้สึกสัมผัสได้ 

 “   หมู่เฮา อาศัยอยู่กับป่ากับดอยมานาน แล้วเรื่องอะหยั่ง หมู่เฮา จะต้องไปทำลายป่า ทำลายชีวิตของหมู่เฮา โตย ! (ด้วย)  ” 

 

การดำรงชีวิตอยู่กับผืนป่าแมกไม้ สายธาร ภูผาเขาลำเนาไพร  ประดุจดั่งนกขมิ้นจรอิสระที่สยายปีกไปทั่วท้องทุ่งผืนป่าเขาอันไพศาล                                             

 ชาวบ้านปางแดง ต้องสัมผัสผ่านมรสุมทุกข์ยากเข็ญกับการอยู่ในคอก(คุก)        ที่โหดร้าย    ทารุณกรรมหดหู่ยิ่งนัก !                                                                                                         

ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่า  *นายคริษมันต์ หรือ อะเหล  งามเลิศรดา   หนุ่มชาวลาหู่  ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี  ฉบับที่  ๒๖๐ เดือนตุลาคม ๒๕๔๙  

 

เขา ! - เล่าผ่าน  วิถีชีวิตอันแปลกแยกในคอก(คุก) ที่ต้องถูกจำขังในห้องสี่เหลี่ยมแออัดหยัดเหยียดกว่าร้อยชีวิต       

เป็นประเด็นสะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างชัดเจนและจะเป็นความทรงจำที่ฝังริ้วรอยความขมขืนเจ็บซ้ำไปตราบชั่วชีวิต-เขา !

“พ่อผมเป็นลีซู แม่ผมเป็นลาหู่ แต่ก่อนผมชื่อ อะเหล เป็นภาษาลีซู เพิ่งมาตั้งชื่อ-นามสกุลเป็น คริษมันต์ งามเลิศรดา ตอนที่ได้สัญชาติ ผมเกิดในเมืองไทยนี่แหละ ที่อำเภอฝาง แต่ย้ายตามญาติมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กแล้ว

ตอนผมเกิด พ่อไม่ได้สนใจไปทำใบเกิด พอพ่อตาย หลักฐานการเกิดยังพอมีหลงเหลืออยู่ ทางอาจารย์ ผู้ใหญ่บ้าน จึงช่วยวิ่งเต้นเรื่องสัญชาติให้ผม”

“ป๊อกบ้านที่ทางการแบ่งไว้ให้ จริง ๆ แล้วไม่มีความหมายอะไร พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างพี่อย่างน้อง ไม่ได้แบ่งแยก เวลาป๊อกบ้านไหนเผ่าไหนมีงานก็ชวนกันตลอด เมื่อมีงานราชการทุกคนก็ช่วยกันทำ อย่างเวลาที่อำเภอมีงาน ต้องการชาวบ้านไปรำดาบ พวกเราก็ไปรำให้ บางคนก็เป็นหน่วยกู้ภัย เป็นคณะกรรมการหมู่บ้านช่วยดูแลเรื่องยาเสพติด บางคนก็ไปอยู่เวรยามที่โรงพัก”

“ผมซื้อที่ดินต่อจากเพื่อนชาวลีซู ขายกันถูก ๆ มีเงินสัก ๑๐๐-๒๐๐ ก็ซื้อได้แล้ว เห็นว่าทำเลดีก็ซื้อ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขึ้นมาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาแค่กันเขตว่าตรงนี้เป็นเขตอุทยานฯ นะ ตรงนี้เป็นเขตทำกินนะ อยู่ได้ เราก็ไม่คิดว่าต่อมาจะมีปัญหา”


“เจ้าหน้าที่เขาพูดไม่เหมือนกัน บางบ้านเขาว่ามาสำรวจพื้นที่ จะจัดพื้นที่ให้อยู่ จะออกใบให้ บางบ้านเขาก็บอกว่าให้ไปประชุมที่อำเภอ ไปรับแจกผ้าห่มบ้าง บอกว่าเดี๋ยวมาส่ง ชาวบ้านดีใจก็ขึ้นรถไปกับเขา

แต่พี่น้องปะหล่องป๊อกบ้านบนโดนรุนแรงมาก เขากลัวแล้วหนี เจ้าหน้าที่เลยโมโห เตะเอาก็มี บางคนหนีลงน้ำเกือบจมน้ำตาย ” 

  

“เจ้าหน้าที่เขาให้เราขึ้นรถไปกับเขา พอไปถึงที่เชียงดาว เขาก็คัดเอาคนแก่ เด็ก ผู้หญิงออก คนแก่บางคนจะไม่ยอมลง ยืนยันว่าจะไปเอาผ้าห่มให้ได้ เพราะว่าช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว เขาให้เราอยู่ในคอก (คุก) ที่เชียงดาวหนึ่งคืน แล้วก็ย้ายไปเชียงใหม่ ตอนนั้นยังไม่กลัว เพราะไม่รู้ว่าเขามาจับ ถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ว่าจะรู้ไปทำไม ยังไงก็ติดคอกอยู่ดี  ”

“ พอไปถึงคอก(คุก) ที่เชียงใหม่ เขาบอกให้รับสารภาพแล้วทุกอย่างจะดี  ตอนนั้นเขาให้ทำอะไรเราก็ทำ ให้เซ็นก็เซ็น ให้ปั๊มนิ้วมือก็ปั๊ม          

คือเราบริสุทธิ์ใจ  ไม่อยากขัดขวางเจ้าหน้าที่  สักพักเขาก็จับเรายัดห้องขัง  พอตกเย็นก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเราถูกจับแล้วนะ ข้อหาบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่าสงวน    เราก็ตอบไปว่าไม่ได้บุกรุก   ที่ก็ยังเช่าเขาอยู่เลย   เจ้าหน้าที่ก็ว่าคุณไม่ได้บุกรุกแล้วคุณไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง  เขาว่าที่มันบ่มีใบ อยู่บ่ได้  ”  

“ ตอนอยู่ในคุกผมร้องไห้นะ มันเจ็บ เราให้ความร่วมมือกับทางการทุกอย่าง แต่ทำไมยังทำกับเรา เราถูกจับก็มีทั้งคนที่เห็นใจและคนซ้ำเติม แต่ผมไม่โกรธเขาหรอก  เขาไม่ได้มาอยู่ในเหตุการณ์  เขาฟังจากคนอื่น  จากหนังสือพิมพ์อีกที  ”   

“กินข้าวก็ลำบาก ฉี่ก็ลำบาก ห้องขังห้องหนึ่งอัดกันอยู่เป็นร้อย เวลากินข้าว เขาจะทำมาเป็นกะละมังใหญ่ ๆ แล้วเราก็นั่งล้อมวงกินกัน อิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง วันไหนมีคนมาเยี่ยม กลับมาไม่ทันก็อดกิน เวลาจะฉี่ก็ต้องระวังไม่ให้กระเด็นใส่เพื่อน เพราะมันไม่มีประตูปิด ไม่มีอะไรกั้น บางคนโดนกระบองตีก็มี เพราะเขาฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ร้องเพลงชาติไม่ได้”

“ทุกวันนี้ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าผมผิดอะไร  เขาทำเพื่ออะไร  เสียใจแล้วก็จังขนาด (เกลียด !) เราช่วยงานราชการมามาก แต่ไม่เคยได้ผลตอบแทน  ผมก็คนไทยคนหนึ่ง ทำไมจะไม่ให้อยู่ในพื้นที่ ถามตัวเองตลอดว่าเราทำเพื่อคนอื่น แต่เขาไม่เห็นคุณค่า สุดท้าย...เขาจะไม่ให้เราอยู่ที่ประเทศไทย  ไม่ให้เราอยู่ที่ปางแดง  แล้วจะให้เราไปอยู่ที่ไหน”     

               

ชาวบ้านปางแดงหลายคนได้พบบทเรียนนิยามความเป็นคนไทยในคอก(คุก)  ว่า  

“ระหว่างที่อยู่ในคุก เจ้าหน้าที่เขาก็สอนให้ร้องเพลงชาติ อ่านภาษาไทย ท่องระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มันก็ทำให้เรารู้ว่า เป็นคนไทยต้องพูดภาษาไทย ต้องร้องเพลงชาติไทยได้ ”                                                                                                                                                                                                          “ผมไม่อยากย้ายไปไหน ผมรักที่นี่ แต่ผมก็คาดหวังอะไรไม่ได้ เมื่อไรที่ศาลสั่ง เมื่อนั้นชีวิตผม ชีวิตชาวปางแดง ก็โดนตัดสิน” 




วิถีเส้นถนนเปลี่ยนวิถีชีวิตเปลี่ยน       

                                                             

 ปัจจุบันนี้  หลังจากมีการความร่วมมือภาคีกันทั้งภาครัฐ เอกชน และชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน                                                                                       

จึงเกิดโครงการ   "  บ้านมั่นคง ชุมชนบ้านปางแดง"  ขึ้นแก่ชุมชน โดยข้ามถนนไปอยู่อีกฝากหนึ่ง    หมู่บ้านโครงการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นด้วยโครงการพัฒนาชนบทที่ภาครัฐ  ได้จัดสร้างบ้านประชาชนซึ่งเป็นชาวดาระอั้งและชาวลาหู่ประมาณ  ๔๐๐ คน  รวม ๘๘ ครัวเรือน ให้ชาวบ้านได้พักอาศัยอยู่ร่วมกัน  

และนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า ๒๐ ปี ที่ชาวบ้านรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยที่ปางแดงมีบ้านเป็นของตนเอง   ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยอยู่ร่วมกันอย่างแออัด  หลังหนึ่งเคยอยู่สูงสุดกว่ายี่สิบคน                                                                                                    

ชุมชนได้ตั้งกฎระเบียบกติกาเข้มแข็งของหมู่บ้านไว้  ๓ ข้อ

คือ   ๑)ห้ามตัดไม้ทำลายป่า ๒)ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และ ๓)ห้ามนำคนนอกมาอยู่เพิ่มในชุมชน  

และเมื่อในช่วงวันที่ 11-12 ธันวาคม  ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา   ได้มีการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่ “ บ้านมั่นคง  ชุมชนบ้านปางแดง”   จึงนับว่าเป็นก้าวสำคัญต่อประเด็นการร่วมประสานงานของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเพื่อส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยจะให้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านตัวอย่างของชนเผ่าดาระอั้ง  ถือเป็นการต้อนรับขวัญสู่วิถีชีวิตใหม่ ที่ค่อนข้างจะปลอดภัยมั่นคงและยั่งยืน ! 

เท่าที่แลผ่านมาในอดีต  ถือได้ว่า   “   บ้านมั่นคง  ชุมชนบ้านปางแดง  ” 

 เป็นโครงการใหม่ รูปแบบใหม่แห่งแรก  ที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ ชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้ร่วมมือกันผลักดันโครงการนี้ โดยใช้วิธีการทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมป่าไม้ในระยะยาว ๓๐ ปี  ให้ชาวบ้านได้มีอาศัยอยู่อย่างเป็นธรรมและชอบธรรมถือได้ว่า เป็นการบูรณาการแก้ปัญหาโดยใช้หลักเมตตาธรรมย่างแท้จริง

 

 

ปางแดง   โดนปางตาย   ไม่บาดเจ็บเสียเปล่า !  

  

ในฐานะทนายความที่ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนและเป็น ๑ ในทีมทนายความที่เป็นทนายจำเลยในคดีนี้

ความผิดอาญาของจำเลย  ที่สะเทือนความรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดของการรับเป็น “ ทนายความให้จำเลย”                                                                                        

คือ  “ คดีละเมิดสิทธิชาวบ้าน โดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานด้วยนโยบายของรัฐหรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน ”  

 

แท้จริงแล้ว !

                                                                                                  

หน่วยงานรัฐที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดกับทำร้ายได้รุนแรงมากที่สุด ! 

                       

การรับทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับ “จำเลยที่ถูกละเมิดสิทธิ” มิใช่แต่เฉพาะเรื่องว่าความในศาลเท่านั้น 

 

ภาระหน้าที่ที่สำคัญมากที่สุดของทนายความทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน ต้องความรับผิดชอบ 

                  

คือ การปกป้องและคุ้มครองลูกความนอกศาลต่อไปด้วย                                                    

กรณีคดีปางแดง  ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษา

ออกไป  เพื่อรอการแก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกันกับภาครัฐ  

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ  สำหรับคดีซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน ศาลอาจจะใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบากับชาวบ้านได้

คงเหลือเพียงค่าการปรับในความผิดข้อหาบุกรุกป่าฯ

( ยังไม่แน่ว่า อัยการจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนแพ่ง อีกดาบหรือไม่ ? )            

และคดีนี้จำเลยทั้งหมดเคยติดคุกมาก่อน ๑เดือนแล้ว นำมาหักลบแทนค่าปรับ(คิดวันละ ๒๐๐บาท) ก็อาจจะพอแก้ปัญหาในเรื่องนี้ไปได้                                             

แนวทางในการต่อสู้คดีที่ผ่านมา  สำหรับคดีนี้  ทนายสุมิตรชัย หัตถสาร ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น  ซึ่งเป็น ๑ ใน ๗ ทนายความที่ใช้ตำแหน่งประกันตัวชาวบ้านปางแดงทั้ง  ๔๗ คนออกมา ได้ให้กล่าวให้สัมภาษณ์

ไว้กับสำนักข่าวประชาไท  เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒   มีเนื้อหาที่บ่งบอกความคาดหวังเป็นคำตอบให้กับภาคสังคม ได้ในระดับหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง  ว่า  น่าจะออกไปในรูปแบบใด ?                                                                         

 "...นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนได้เข้าไปอยู่ในคำพิพากษาของศาล   เพราะก่อนหน้านี้นั้นศาลไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน  ดังกรณีที่ชาวบ้านปางแดง ซึ่งเป็นชนเผ่าในจังหวัดเชียงใหม่ ถูกหลอกจากฝ่ายปกครองให้ลงมารับเอกสารที่อำเภอ แต่กลับถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติ                                                                                                          

ในครั้งนั้นทนายความของผู้ถูกจับได้อ้างรัฐธรรมนูญปี  ๒๕๔๐  ว่า    การจับกุมกรณีดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบ เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้นได้ยกคำร้อง     โดยอ้างไปในทำนองว่า   ศาลไม่ทราบเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพราะรัฐธรรมนูญใช้บังคับไม่ได้ หรืออะไรทำนองนั้น   จึงเป็นที่แปลกใจของผู้รู้กฎหมายโดยทั่วไป หรือในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๓  ไม่วินิจฉัยว่า   การใส่ตรวนข้อเท้าแก่ผู้ต้องขังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของมนุษย์หรือไม่  เพราะผู้ต้องขังที่ร้องเรียนมานั้นได้ถูกส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังต่างประเทศ  ทำให้เหตุแห่งการวินิจฉัยได้หมดไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำการวินิจฉัยอีกต่อไป  ”                                                                                               

 สอดคล้องกับ สรุปรายงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน การต่างประเทศ กรณีปัญหาของชาวบ้านปางแดงที่ระบุไว้ในตอนหนึ่งว่า

 

“ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหามากขึ้น     โดยเฉพาะความขัดแย้งจากโครงการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐ มีการใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ เพื่อผลักดันให้โครงการ ของรัฐดำเนินต่อ โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน  ปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ได้เชื่อมโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองระดับชาติกับกลุ่มผลประโยชน์อย่างชัดเจน  ” 

  

          ขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งของการจัดสรรทรัพยากรในท้องถิ่นต่าง ๆ นอกจากเป็นปัญหาทางโครงสร้างในระดับชาติที่ไม่เอื้อให้ชุมชนจัดสรรทรัพยากรร่วมกันอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นเองอีกด้วย  

        

          การใช้ความรุนแรง  การคุกคามโดยตรงต่อผู้ที่เคลื่อนไหว เรียกร้อง สิทธิมนุษยชนในปัจจุบันนั้น มักเริ่มต้นด้วยการข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวในชีวิตและทรัพย์สิน  จนในที่สุดก้าวไปสู่การลอบสังหารคุกคามชีวิต หากการต่อสู้นั้นขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐก็จะเลือกใช้กระบวนการกฎหมายเข้าจัดการ  จับกุม  ข่มขู่  หรือใช้กลไกอำนาจรัฐเข้าควบคุมโดยเลือกปฏิบัติ เพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็นหรือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นต้น

            

           การถูกคุกคามล้วนมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งไม่ให้สิทธิประชาชนกำหนดอนาคตชุมชนตนเอง  รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการทั้งของรัฐและเอกชนที่กำลังดำเนินการ           ทั้งนี้   มาตรการการป้องกันจากหน่วยงานปกครองในพื้นที่ก็อ่อนแอและขาดประสิทธิภาพ 

            

          สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่เกิดจากกลไกและอำนาจรัฐ น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง นอกจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน  สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแล้ว   ยังละเลยต่อคำประกาศปฏิญญาแห่งองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอีกด้วย  ” 

  

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า "โครงการบ้านมั่นคงชนบทชุมชนบ้านปางแดง" กำลังเดินหน้าไปอย่างช้าๆ และต่อเนื่องอย่างยังยืน  

แต่เมื่อหันไปดูเรื่องคดีความ ก็ยังไม่จบสิ้น   ชาวบ้านยังรอคอยและคาดหวังกับคำตัดสินคดีความของศาลจังหวัดเชียงใหม่อยู่     ว่า 

 

  วันที่ ๑๖  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓  ที่จะถึงนี้  !

 

มหาชะตากรรม !   

ที่พวกเขาไม่ได้ก่อนั้นจะถูกพิพากษาไปอย่างไร !

และจะลงเอยเช่นไร !

 

 

ศิริพงษ์  เย็นศิริ  ทนายความจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘

ผู้ประสานงานเครือข่ายทนายไทบ้าน

ผู้ปฏิบัติงานเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้สิทธิมนุษยชุมชนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน   ( ADOGs = องค์การพัฒนาเอกชน)

 

ฅนขอบคุณอย่างสูงยิ่ง 

 

@ทนายประธานคณะฯ นิติธร  ล้ำเหลือ  คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน  ด้านชนชาติ  ผู้ไร้สัญชาติผู้พลัดถิ่นฯ สภาทนายความ

@ทนายพี่เลี้ยง สมภพ  โชติวงษ์          คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน  ด้านชนชาติ  ผู้ไร้สัญชาติผู้พลัดถิ่นฯ สภาทนายความ

@ทนายพี่เลี้ยง สุมิตรชัย หัตถสาร                                                         

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

@พี่ใหญ่ สุริยันต์  ทองหนูเอียด                                                         

ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามกลุ่มเพื่อประชาชนบนพื้นที่สูง

@สหายสายธารศรัทธาธรรม (ว่ากันว่า อดีตนายก(ราม?39 หุหุ)   

@ภาพถ่าย  จากสหายข่าวประชาธรรมเชียงใหม่

  

สารัตถประโยชน์เชิงอัตตวินิจฉัย - คำนี้พึ่งคิดค้นเองเมื่อครู่ !

( แล้วแต่ดุลยพินิจวินิจฉัย = ว่าด้วยพยานหลักฐานประกอบข้อมูลอ้างอิง)

ข้อมูลเพิ่มเติม  จากพันธมิตรเครือข่ายหมู่เฮา “ ป๊อกบ้านปางแดง ”                               

http://www.oknation.net/blog/satthatham/2009/12/14/entry-1

http://www.statelessperson.com/www/?q=node/3890

http://picasaweb.google.com/buddhasilp/AqTKTB#  

http://www.oknation.net/blog/satthatham/2009/12/14/entry-1

http://www.paknue.com/news_detail.php?news_id=58http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=539 

http:// http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=puchiangdao&month=04-2006&date=07&group=1&gblog=26www.thaingo.org/cgi-bin/content/content1/show.pl?0191

http://puchiangdao.multiply.com/photos/album/21/21





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 23/02/2010 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

กว่าจะเเวะเวียนเข้าบล๊อกบ้าน
ลมหนาวเดือนสี่ ก็วูบพาใจไหวให้หลับผันหวานท่ามทุ่งกุลามหานคร อีกคราครั้ง นะ ขอรับ


เมื่อสองอาทิตย์ ที่ผ่าน... ไร้สาย ไร้สื่อ
ไม่สามารถติดต่อผู้ใดได้ แม้แต่คนที่ระลึกถึง พะนะ !


ข่าวดี กับพี่น้อง ... ปางแดง พี่น้องผู้ใคร่รู้หลายท่านฯ
คงทราบข่าวโดยทั่วถึงกันแล้ว
รอยยิ้ม มิตรภาพ ความสงบ สันติสุข มาโบทาโอบอุ้มพี่น้องอีกครั้ง

การรอคอย ยาวนานกว่า ยี่สิบปี

" พักเถิด คนดี ฝันร้ายที่ผ่านพ้น
จะหลอม ผู้คน ให้งดงาม "


ยังมีมุมงามๆ มารอนำเสนอ นะขอรับ

สวัสดี ลมหนาวฯ
ปลายกุมภ์ - แล้ว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อ.อัครเมธี วันที่ : 08/02/2010 เวลา : 10.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/WRITE

สวัสดี ครับ ขอแจ้งข่าวแก่พี่น้องชาว oknation.net/blog/ ว่า
สำหรับบล็อกเกอร์ท่านใดที่สนใจจะส่งเรื่องสารคดีท่องเที่ยวในประเทศและท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้คมชัดลึกพิจารณาลงตีพิมพ์นั้น สามารถส่งเรื่อง (1 หน้าครึ่งของกระดาษA4 ตัวอักษร Angsana New ขนาด 14 นิ้ว ) พร้อมภาพประมาณ 10 ภาพ
มาได้ที่เมล์ charlee@nationgroup.com เรื่องใดได้รับการตีพิมพ์ ทางคมชัดลึกจะมีค่าเรื่องมอบให้ด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 08/02/2010 เวลา : 02.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


สักวัน.
ฟ้ากำหนด.
ให้พบกัน.
อยากเจอครับ..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 08/02/2010 เวลา : 02.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


จ่าเอความสุข
.มาฝาก
.จากบ้านกลางทุ่งครับ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chiraporn วันที่ : 07/02/2010 เวลา : 06.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chirapornn
ช่วยกันคิด วันละนิด จิตแจ่มใส                                                                                                             

เข้าใจประเด็นหลักๆ..ค่ะ
..ขอเป็นกำลังใจ..
..ชีวิตมีค่า..ฟ้ากำหนด..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ฅนไทบ้าน วันที่ : 06/02/2010 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konthaiban

ว่า วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่จะถึงนี้ !



ชะตากรรม !
ที่พวกเขาไม่ได้ก่อนั้นจะถูกพิพากษาไปอย่างไร

และจะลงเอยเช่นไร !

อภัย ! พี่น้องที่แวะผ่านเข้ามาก่อนหน้านี้ ผมแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว และพอเข้ามาดูบล๊อกบ้านอีกที
ก็ " ขนาดฟร้อนโตเท่าหัวใจ นักต่อสู้เลย หุหุ ว่าเข้าไปนั่น !

อย่าถือสารูปแบบเลยละกันนะขอรับ เอาประเด็นตรงๆ
ขอบคุณและ สวัสดี
และกำลังเดินเดินทางแล้ว

มหานคร/บ่ายแก่ๆ หาน้ำสีอำพันนำทาง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]