• drdan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kriengsak@kriengsak.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-11
  • จำนวนเรื่อง : 552
  • จำนวนผู้ชม : 608241
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1866 คน
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ขอคิดอย่างสร้างสรรค์ กับ ความรู้ ความคิด ไมตรีจิต ความดี ของ ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เกี่ยวกับ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kriengsak
วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม 2550
Posted by drdan , ผู้อ่าน : 1102 , 16:40:40 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

               มาตรการหนึ่งในแก้ปัญหาการขาดเสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งมีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางและมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน คือ มาตรการกันสำรองเงินลงทุนจากต่างประเทศร้อยละ 30

               ฝ่ายที่เห็นว่าควรยกเลิกมาตรการนี้ให้เหตุผลว่า มาตรการนี้มีข้อยกเว้นมากและแทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติแล้ว  (เพราะบังคับใช้เฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในตลาดตราสารหนี้เท่านั้น) การยกเลิกมาตรการนี้จะทำให้การเคลื่อนย้ายเงินสะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากการเก็งกำไรค่าเงินบาทในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศ (ออนชอร์) และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราในต่างประเทศ (ออฟชอร์) ได้

               ขณะที่ฝ่ายที่เห็นว่าควรคงมาตรการนี้ไว้ให้เหตุผลว่า มาตรการนี้ยังคงส่งผลทางจิตวิทยาอยู่ อีกทั้งการยกเลิกมาตรการนี้ จะทำให้ค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์แข็งค่าขึ้นเท่ากับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดออฟชอร์ และการนำมาตรการนี้กลับมาใช้อีกครั้ง เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

               การพิจารณาว่า ควรยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินลงทุนจากต่างประเทศร้อยละ 30 หรือไม่? ผมคิดว่าเราควรพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการนี้กับผลกระทบต่อค่าเงินบาทเสียก่อน

               สิ่งที่น่าสงสัย คือ เหตุใดค่าเงินบาทในตลาดออฟชอร์จึงแข็งค่ามากกว่าค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์ เพราะหากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในต่างประเทศเป็นไปอย่างเสรีแล้ว เมื่อค่าเงินบาทในสองตลาดมีความแตกต่างกันจะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนและเก็งกำไรจนทำให้ค่าเงินของทั้งสองตลาดใกล้เคียงกัน 

               การที่ค่าเงินบาททั้งสองตลาดยังคงแตกต่างกันจึงเป็นไปได้ว่า มาตรการกันสำรองเงินลงทุนร้อยละ 30 อาจเป็นข้อจำกัดต่อการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากต่างประเทศจริง

              ในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของมาตรการนี้กับค่าเงินบาท ผมตั้งสมมติฐานว่า หากมาตรการกันสำรองเงินลงทุนร้อยละ 30 ทำให้เกิดความแตกต่างของค่าเงินบาทในสองตลาดจริงแล้ว แสดงว่าในช่วงที่ค่าเงินบาทออนชอร์และออฟชอร์ต่างกันมาก มูลค่าการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้หรือราคาตราสารหนี้ควรจะสูงขึ้นด้วย

               สมมติฐานนี้มีเหตุผลเบื้องหลังว่า การที่มาตรการนี้กำหนดให้หักร้อยละ 30 ของเงินตราต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ จึงนำเงินดอลลาร์ไปแลกเป็นเงินบาทที่ตลาดออฟชอร์ แล้วนำเงินบาทจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งไม่ต้องถูกกันสำรองร้อยละ 30  และทำได้ง่ายเพราะการนำเงินบาทเข้าประเทศไม่มีข้อจำกัด

               หากเป็นไปตามสมมติฐานนี้จริง ช่วงที่ค่าเงินในตลาดออฟชอร์แข็งค่าขึ้น จนทำให้ค่าเงินบาทออนชอร์และออฟชอร์ต่างกันมาก แสดงว่ามีความต้องการเงินบาทในตลาดออฟชอร์เพื่อนำเงินบาทเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งจะส่งผลทำให้มูลค่าการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้หรือราคาตราหนี้สูงขึ้น (รูปที่ 1)


              เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดตราสารหนี้ พบว่า มูลค่าการตลาดตราสารหนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นมาสูงขึ้นจากช่วงก่อนมาก เช่นเดียวกับค่าเงินบาทในตลาดออฟชอร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดออฟชอร์และออนชอร์แตกต่างกันเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงว่ามาตรการกันสำรองร้อยละ 30 มีผลทำให้ค่าเงินบาทในสองตลาดแตกต่างกันจริง (ตารางที่ 1)

(1) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (http://www.thaibond.com)
(2) Reference Rate จาก Table 89 ธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th)
(3) เป็นค่าเฉลี่ยรายเดือน (www.x-rates.com)

                ดังนั้นหากมีการยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินลงทุนจากต่างประเทศร้อยละ 30 จะทำให้ค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศยังมีความต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทย แต่จะเข้ามาซื้อเงินบาทในตลาดออนชอร์โดยตรง เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหักร้อยละ 30 อีกต่อไป

               นอกจากนี้ ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายเงินปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพียงร้อยละ 0.25 เท่านั้น ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอีก นักลงทุนจึงคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะสามารถปรับลดลงได้อีก ซึ่งหมายความว่า ราคาตราสารหนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ หากมีการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จะเพิ่มช่องทางให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทยิ่งผันผวนมากขึ้นก็เป็นได้

               ในทางตรงกันข้าม หากไม่ยกเลิกมาตรการนี้ ค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์จะยังคงแข็งค่าขึ้นเข้าหาค่าเงินบาทในตลาดออฟชอร์อยู่ดี เนื่องจากการเก็งกำไรจากส่วนต่างของค่าเงินระหว่างสองตลาดนี้ แต่ค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์จะไม่แข็งค่าขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับกรณีที่ยกเลิกมาตรการดังกล่าว เพราะยังมีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนอยู่

               อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินบาทในตลาดออฟชอร์ยังคงแข็งค่ามากกว่าตลาดออนชอร์ จะทำให้นักลงทุนเกิดความคาดหวังว่าค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์มากขึ้น

               ผมจึงเห็นว่า มาตรการกันสำรองเงินลงทุนจากต่างประเทศร้อยละ 30 ควรมีการยกเลิก แต่ควรหาจังหวะยกเลิกในภาวะที่เหมาะสม กล่าวคือ ไม่ควรยกเลิกในภาวะที่ราคาตราสารหนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ควรยกเลิกในภาวะที่ราคาตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง
 
* นำมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที่ 8 สิงหาคม 2550

**  ที่มาของภาพ http://www.thaimtb.com/webboard/132/66355-66.jpg




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
drdan วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 17.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kriengsak
Prof.Kriengsak Chareonwongsak

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Nomads วันที่ : 31/08/2007 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nomads

ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงที่จะยกเลิกครับ อย่างที่ทราบกันตอนนี้ทั้งโลกมีปัญหาสภาพคล่องล้นเกิน จนเงินทุนจำนวนมากต้องไหลออกไปทั่วโลก (อย่าลืมว่ามูลค่ารวมของเฮดจ์ฟันด์ใหญ่กว่า GDP ประประเทศเรานะครับ)

โดยภาวะการณ์อย่างนี้หากเราจ้องดูเฉยๆไม่มีอะไรแรงๆมาสู้กับมันเลย เสถียรภาพของเศรษกิจโดยรวมมีปัญหาแน่ครับ ซึ่งจะเป็นปัญหายุ่งยากยิ่งกว่าเรื่องค่าเงินบาทมากนัก
ยิ่งเรื่องค่าเงินออนชอร์กับออฟชอร์เป็นเรื่องเล็กไปเลยหละครับ

ส่วนเรื่องตลาดตราสารหนี้ ต่อให้ไม่ยกเลิก เขาก็ขายตราสารหนี่สุทธิไปหลายหมื่นล้านแล้วหละครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
drdan วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 14.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kriengsak
Prof.Kriengsak Chareonwongsak

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ อยากให้ ธปท ช่วยพิจารณาและหาโอกาสยกเลิกมาตรการนีในช่วงเวลาที่เหมาะสมครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นารถ_บูรพา วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

ตอนนี้มันมี 2 กระแส ก็เลยไม่รู้ว่า จะถือหางฝ่ายไหนดี
เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีใครบอกได้อย่างชัดเจนว่า
ถ้าเลิกแล้วผลจะเป็นอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เปโม วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 00.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pamonirudhara
กวีป่าช้ารัก   'เถื่อน จันทร์ธาร'


ท่านช่วยอธิบายระบบเมตตานิยมให้เข้าใจได้ไหมครับอยากรู้มากเลยครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
feng_shui วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 13.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ดิฉันว่า น่าจะมีการยกเลิกมาตรการนี้เช่นกันค่ะอาจารย์
หวังผลทางจิตวิทยา ไม่น่าจะมีประโยชน์มากนักนะคะ
เราเอาไม้ซีกไปงัดไม่ซุงเห็นทีจะไม่ไหวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ฟางเยี่ยหวี วันที่ : 08/08/2007 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fangyaivee
" ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ "

เรื่องนี้ ผมอ่านแล้ว ยากจะเข้าใจนิดหนึ่ง ครับ
รายละเอียดเยอะครับ ความรู้ผมไม่ถึงเองครับ หรืออาจไม่ค่อยมาสมาธิก็ได้ครับ แต่อาจเป็นเพราะไม่ถนัดหรอเรียนด้านนี้ เลยครับ รุ้แค่ระดับพื้นฐาน ชาวบ้านธรรมดา ครับ

ผมอ่านในบล๊อคของ อาจารย์กอร์ศักดิ์
เข้าใจเลย เลยครับ และเห็นด้วย กับแนวคิด ความคิด
ของ อาจารย์ เขาครับ คือปล่อยให้ เงินไหลเข้า ไหลออก สมดุล กัน ครับ และแทรก เฉพาะที่มีปัญหาผันผวน มาก ๆ เป็น ครั้ง คราว ครับ

ที่ผมอ่านแล้วเข้าใจและเห็นด้วย เป็นอย่าง นั้น ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 08/08/2007 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitaker

น่าจะยกเลิกตลาดออฟชอร์ ไม่เห็นจีน มาเลเซีย เวียดนาม เขามีตลาดออฟชอร์ เขาถึงคุมเงินของเขาได้
อย่าลืมว่าบริษัทญี่ปุ่นต้องส่งเงินเข้ามาสนับสนุนโรงงานต่างๆของเขาในเมืองไทย ถ้าต้องกันสำรองหรือซื้อสว็อป เป็นต้นทุนเพิ่มที่เขารับไม่ได้ เจบิกเลยพักเงินกู้รถสายสีแดงไว้?
อะไรที่ทำผิดไว้ในอดีต ยังอุดไม่หมด ไปเปิดมาตรการใหม่ช็อกโลก เหมือนไม่ต้องการForeign Investment มองเป็นเงินเก็งกำไรไปหมด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เป็นไปได้ วันที่ : 08/08/2007 เวลา : 17.39 น.

ผู้มีส่วนร่วมก็ต้องคิดกันให้ดีๆ นะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

“คิดต่างกับ Dr.Dan Can Do" 30.03.2552

จุดประกายความคิด พร้อมเปิดโลกทัศน์ ในมุมมองที่แตกต่าง แต่ทำได้ ในรายการวิทยุ “คิดต่างกับ Dr.Dan Can Do" ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 06.00 – 06.45 น.ทาง FM 102 Working Station คลื่นคนทำงาน ดำเนินรายการโด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]