• ครูเอก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : akyarat@windowslive.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-04
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 62538
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
นอกห้องเรียน
ชีวิต การศึกษา และวัฒนธรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kruak
วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม 2551
Posted by ครูเอก , ผู้อ่าน : 4316 , 17:24:29 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หรือบ้านพี่เมืองน้องของเรา  ที่สืบสายสัมพันธ์วัฒนธรรมมาแต่ครั้งขุนบรมดังกล่าวแล้วนั้น ในสมัยก่อนมีชื่อว่า

                    “กรุงศรีสัตนาคนหุต  เชียงดงเชียงทอง”

                    แปลว่า ล้านช้าง คือประเทศที่มีช้างล้านเชือก

                    (สต = ร้อย,  นาค = ช้าง,  นหุต = หมื่น,  รวมความว่าช้างร้อยหมื่น คือช้างล้านตัว)

                    อีกประการหนึ่ง  มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่ามีช้างจำนวนมหาศาล

                    เนื่องจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นดินแดนที่ไพศาลด้วยมรดกทางธรรมชาติ    สัตว์ป่าหายากนานาพันธุ์  สมุนไพรคุณภาพเยี่ยม แร่ธาตุทองคำ และเพชรนิลจินดา  โดยเฉพาะสัตว์ป่าประเภทช้างมีมากเป็นพิเศษ  

                    ดังนั้น    นักปราชญ์ราชบัณฑิตจึงนำมาตั้งเป็นชื่อประเทศให้ปรากฎเป็นเกียรติยศว่า

                    กรุงศรีสัตนาคนหุต

                    ในอดีตกาล ช้างมิได้มีไว้เพื่อเดินเร่ร่อนขอทานตามเมืองศิวิไลช์หรือเข้าร่วมขบวนแก่ตามงานเทศกาลท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้

                    แต่ทว่า ช้างเป็นยุทธปัจจัยสำคัญในการทำสงคราม หากอาณาจักรใดมีช้างไว้ครอบครองจำนวนมากก็เท่ากับยกระดับฐานะขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจในย่านนั้น  กษัตริย์หรือผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งจึงสืบเสาะ สะสมช้างลักษณะเด่นไว้เป็นกำลังในกองทัพ  โดยฝึกฝนตามหลักวิชาการ ‘คชศาสตร์’ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาแต่ครั้งบรรพชน

                    ช้างคือกองกำลังสำหรับป้องกันพระนครจากการรุกรานของชนชาติอื่น รวมทั้งนำไปแผ่แสนยานุภาพกับอาณาจักรใกล้เคียงได้อีกด้วย

                    ส่วนแม่น้ำสายสำคัญของกรุงศรีสัตนาคนหุตคือแม่น้ำโขง กระแสน้ำเชี่ยวไหลทะลักจากหนองแสตาลีฟูผ่านด้านเหนือของประเทศลงสู่ปากทะเลทางด้านทิศใต้  ดินแดนอินทปัตถ์ ประเทศขอมหรือกัมพูชา

                    อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศล้านช้างมีช้างมหาศาล มีกองทัพเข้มแข็งที่นานาประเทศยำเกรง แต่ก็ไม่อาจยืนหยัดค้ำฟ้าตลอดกาล  ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นวังวนอาถรรพ์ ‘กฎแห่งกรรมและคำสาป’ ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ

                    แม้เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไปหลายร้อยปี  แต่เรื่องราวแห่งความตายคราวนั้นยังเป็นที่จดจำ  เล่าขานของผู้คนตามสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงมิลืมเลือน

                    นี่คือพงศาวดารศักดิ์สิทธิ์  เพราะจดจารกันไว้ในความทรงจำ

                    กรุงศรีสัตนาคนหุตหรือ ‘ประเทศลาว’ นั้นเป็นประเทศเก่าแก่  อลังการไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลายของเผ่าชนนับร้อยเผ่า มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางมาโดยตลอดนับถึงช่วงเกิดเหตุการณ์สยองขวัญดังกล่าวเป็นเวลาถึง ๕๐๐ ปี   มีพระนามกษัตริย์ปรากฎ  ดังนี้

                    .ขุนชวา              .ขุนซวย

                    .ขุนสูง                .ขุนเค็ด

                    .ขุนคุ้ม                .ขุนคีม

                    .ขุนคัว                .ขุนคาง

                    .ขุนเค็ม               ๑๐.ขุนแมง

                    ๑๑.ขุนเมิง             ๑๒.ขุนมี

                    ๑๓.ขุนคำ              ๑๔.ขุนรุ่ง

                    ๑๕.ท้าวแท่น   ๑๖.ท้าวเยิก

                    ๑๗.ท้าวพิน           ๑๘.ท้าวพาด

                    ๑๙.ท้าวหว่าง        ๒๐.พระยาสัง

                    จากนั้นก็เข้าสู่ยุคอาถรรพ์ เมื่อพระยาสุวรรณคำผงผู้ครองราชบัลลังก์กรุงศรีสัตนาคนหุตองค์ที่ ๒๑  พระองค์มีพระราชโอรส ๒ องค์คือ

                    . เจ้าฟ้าเงี้ยว   . เจ้าฟ้าคำเรียว

                    โดยเจ้าฟ้าเงี้ยวมีโอรสชื่อว่า ‘เจ้าฟ้างุ้ม’ เจ้าฟ้างุ้มเวลาประสูติออกมานั้นมีพระทนต์เกิดมาพร้อมทั้ง ๓๓ ซี่  เป็นลักษณะต้องห้ามตามความเชื่อ  

                    “กุมารนี้เป็นคนกาลี!”

                    “ใช่เลย ! ตรงตามลักษณะคนกาลีบ้าน  กาลีเมือง”

                    ชาวบ้านต่างหวาดผวา  เสียงโจษจันสะบัดไปอย่างรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง

                    คำพยากรณ์ลือสะบัด กุมารประหลาดนี้คือชนวนร้ายต้นเหตุให้บ้านเมืองเดือดร้อน ก่อเกิดยุคข้าวยากหมากแพงและจะนำประเทศไปสู่ความวิบัติ 

                    “ผีห่าจะลงกินเมือง” หัวข้อข่าวแพร่กระจายปากต่อปาก รุนแรงยิ่งกว่าเชื้อโรคร้าย  แม้กระทั่งกระแสลมก็ยังโหมกระพือแทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น

                    เสียงกลองศึกดังระรัวขึ้นตามสี่มุมเมือง มิใช่สัญญาณนำขบวนช้างออกรบ แต่เป็นการเสริมข่าวอัปมงคลให้ระบือไปทั่ว ดังนั้น คณะพราหมณาจารย์ เสนามหาอำมาตย์ได้ประชุมกันเป็นกรณีเร่งด่วน ต่อหน้าพระที่นั่งพระยาสุวรรณคำผง 

                    “ลางร้ายปรากฏในแผ่นดินของพระองค์แล้ว พะยะค่ะ” ประมุขฝ่ายพราหมณ์กราบทูลด้วยเสียงสั่นเครือ “แต่เหล่าข้าพระพุทธเจ้า  ยังต้องการความมั่นคงต่อบัลลังก์ของพระองค์   ขอพระองค์ทรงพระเจริญเถิด  พะยะค่ะ” 

                    “ท่านพราหมณ์ผู้เฒ่า  ท่านโหราจารย์ ในสมัยก่อนมีการดำเนินการอย่างไร  หากมีเรื่องอดสูเช่นนี้เกิดขึ้นในบ้านเมือง” พระยาสุวรรณคำผงตรัสอย่างสุขุม

                    “ต้องเป็นไปตามโบราณราชประเพณี  ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขจัดลางร้ายให้ราบคาบลงได้ พะยะค่ะ”

                    “วิธีนั้นเป็นฉันใด  พวกเจ้าจงแถลงมาเถิด”

                    “มีทางเลือกสองประการคือ หนึ่งฝังกุมารทั้งเป็น  สองเนรเทศออกจากบ้านเมือง  ส่วนจะเลือกประการใดสุดแท้แต่พ่อเจ้าอยู่หัวเถิด พะยะค่ะ”

                    “ข้อที่หนึ่ง ! ” พระยาสุวรรณคำผงแสดงความเด็ดขาด “ข้อที่หนึ่งคือโองการแห่งข้า  เพื่อให้ความสงบสุขกลับมาโดยพลัน”

                    ภายในที่ประชุมเงียบกริบ !

                    ส่วนเจ้าฟ้าเงี้ยวผู้เป็นบิดานึกสงสารกุมารยิ่งนัก  ในขณะเดียวกันก็เกิดความเชื่อส่วนตัวว่า ลักษณะของกุมารหาใช่คนกาลีไม่  แต่เป็นผู้มีบุญวาสนามาจุติ 

                    ดังนั้น จึงรีบเข้าเฝ้าพระยาสุวรรณคำผงพร้อมเสนอเงื่อนไขใหม่

                    “ข้าพระพุทธเจ้ายอมรับโองการศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ แต่โปรดฟังข้าพระพุทธเจ้าสักครั้งเถิด”

                    “เจ้ามีอันใดขัดข้อง”

                    “ข้าพระพุทธเจ้า ขอรับอาสานำกุมารล่องแพไปตามลำน้ำโขง พะยะค่ะ”

                    “การฝังทั้งเป็นคือการยุติความยุ่งยากอย่างเด็ดขาด” พระยาสุวรรณคำผงเปล่งพระสุรเสียงลั่นหอโฮงการ “เด็กกาลกิณีเอาไว้ร่วมแผ่นดินไม่ได้  ในอนาคต มนุษย์ทุกหมู่เหล่าไม่ว่าเมืองใต้หรือเมืองเหนือจะต้องเดือดร้อน  บ้านแตกสาแหรกขาดไปทั่ว”

                    “ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า วิธีนั้นเท่ากับเติมเชื้อลงไปในลางร้ายให้เกิดอาถรรพ์ยิ่งขึ้น”

                    “เจ้ามีเหตุผลอันใด”

                    “การเลือกกำจัดกุมารตามข้อที่หนึ่งอาจก่อให้เกิดคำครหาว่าโหดร้าย ป่าเถื่อน  เป็นเหตุให้อาณาจักรอื่นเคลือบแคลงสงสัยต่อเมตตาธรรม แล้วบัลลังก์ของกรุงศรีสัตนาคนหุตที่เคยมั่นคงอาจสั่นสะเทือน  ถึงการล่มสลายจริง ๆ ”

                    “มันคือปีศาจที่สมควรกลับลงสู่หลุมโดยเร็ว  เจ้าไม่ควรอาลัย  อย่าหาเหตุผลจอมปลอมมากล่าวอ้างพร่อย ๆ เลย”

                    “หามิได้ ข้าพระพุทธเจ้ากำลังเสนอวิธีการที่แนบเนียนต่างหาก นั่นคือ กระแสน้ำโหดในมหานทีที่เรียกว่า ‘แก่งหลี่ผี’ คงไม่ปล่อยให้ทุกชีวิตในแพน้อยมีลมหายใจต่อไปอย่างแน่นอน พะยะค่ะ”

                    “ข้อเสนอของเสด็จพี่กล้าหาญยิ่งนัก” เจ้าฟ้าคำเรียวผู้เป็นอนุชาสนับสนุนทันที “เสด็จพี่ยอมเนรเทศตัวเองออกจากราชบัลลังก์  เพราะความรักที่มีต่อกุมารผู้เกิดมามีกรรม”

                    “เรายอมเสียสละ  เพื่อความผาสุกของปวงชนชาวล้านช้าง” เจ้าฟ้าเงี้ยวเก็บซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจไว้อย่างมั่นคง “ขอให้ชะตากรรมของเราพ่อลูกเป็นไปตามฟ้าลิขิต”

                    “เอาล่ะ  ถ้าเจ้าต้องการเช่นนั้น” พระยาสุวรรณคำผงตรัส “เจ้าจงรีบเตรียมแพออกจากแผ่นดินศรีสัตนาคนหุตโดยเร็ว ก่อนที่ข้าจะสั่งทหารจับฝังทั้งพ่อลูก”

                     “โอ…ขอให้ฟ้าจงคุ้มครองเสด็จพี่และกุมารน้อยด้วยเถิด” พระอนุชาคร่ำครวญราวกับใจจะขาดในบัดดล 

                                                          

                    ลำแพหนีชะตากรรมวิบัติคราวนั้น  มีผู้จงรักภักดีสมัครใจติดตามไปด้วยไม่น้อย  ดังบัญชีรายชื่อปรากฎในตำนานพื้นเมือง คือ

                    ปู่เลี้ยง  ๑ คน

                    น้าเลี้ยง ๑ คน 

                    ตาเลี้ยง ๑ คน

                    อาเลี้ยง  ๑ คน

                    พี่เลี้ยง  ๑ คน

                    ข้าเลี้ยง    คน 

                    ข้าทาสบริวาร  ๓๓ คน

                    เรือเจ้าฟ้าเงี้ยวกับกุมารฟ้างุ้มผู้ไร้เดียงสาพร้อมคณะบริวารออกจากท่าหลวงโดยไม่รอช้า ก่อนจะถูกรุมประชาทัณฑ์  แล้วไหลไปตามแม่น้ำโขงที่เชี่ยวกราก 

                    เสี่ยงเป็น เสี่ยงตายอย่างกล้าหาญ !  

                    ทุกคนประนมมือไหว้เจ้าแม่นทีทอง   รวมทั้งเจดีย์ใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งเมืองศรีโคตรบูรณ์ นามว่าพระธาตุพนม  เมื่อลำแพไหลผ่าน น้อมนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์มายึดเหนี่ยวเป็นสิ่งสุดท้าย !

                    ลำแพลอยคว้างกลางกระแสชล  ในขณะเสียงมัจจุราชคำรามร้องไม่หยุดหย่อน มันกระโจนผ่านไปตามซอกหิน  ละลิ่วสู่เกาะแก่งน้อยใหญ่ และธารน้ำตกมรณะ ‘แก่งหลี่ผี’

                    แล้วทุกคนก็ประหลาดใจในเหตุอัศจรรย์  เมื่อท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มมาหลายวันได้แจ่มกระจ่างขึ้นอย่างสดใส  ต่างปลื้มปีติราวกับได้พบชีวิตใหม่

                    “กุมารผู้มีบุญมาเกิด”  ปู่เลี้ยงเอ่ยขึ้น “โอ…ฟ้าแถนได้ส่งเจ้ามาเกิดจริง ๆ ”

                    “บารมีพระกุมารโดยแท้” พี่เลี้ยงนามว่าบาจี่เอ่ยสนับสนุน “ไม่เช่นนั้น  คงได้กลายเป็นผีเฝ้าแก่งนรกไปแล้ว”

                    “ขอให้พวกเราอย่าได้ประมาท” เจ้าฟ้าเงี้ยวเตือนทุกคน แล้วให้ความหวัง “โน้นคืออนาคตของพวกเรา…แผ่นดินไกลโพ้น…มันใกล้เข้ามาแล้ว”

                    ในที่สุด ลำแพนั้นก็ไหลเลื่อยไปกับสายน้ำจนผ่านเข้าเขต ‘กรุงอินทปัตถ์’

                    เมื่อคณะเจ้าฟ้าเงี้ยวตะเกียกตะกาย พยายามขึ้นฝั่งได้สำเร็จแล้วก็เข้าไปขออาศัยอยู่กับพระภิกษุแห่งสำนักสงฆ์บริเวณเทือกเขาพนมดงเร็ก  ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าสำนักนามว่า “พระมหาปาสมันเถระ” ผู้เรืองเวทย์  

                    เจ้าฟ้าเงี้ยวพร้อมคณะผู้ติดตามก็ได้รับการต้อนรับจากชาวขอมอย่างดียิ่ง  ทุกคนซาบซึ้งดีว่า การหนีร้อนมาพึ่งเย็นนั้นมีคุณค่าสูงส่งอย่างไร ต่างขวนขวายทำหน้าที่ของตนอย่างดี ไม่ก่อความเดือดร้อนหรือสร้างภาระแก่เจ้าของถิ่น

                    ต่อมา เมื่อกุมารน้อยฟ้างุ้มเจริญวัยก็ได้เข้าศึกษาด้านอักษรศาสตร์ ไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์ในสำนักเชิงเขาพนมดงเร็ก เมื่อผู้ประสาทวิชาได้เห็นบุคลิกลักษณะถูกต้องตามตำรานพลักษณ์ และแววอัจฉริยะเกินเด็กวัยเดียวกัน

                    “อาตมาไม่อาจปล่อยให้พระกุมารเจริญวัยไปตามยถากรรมหรอก” เจ้าสำนักกล่าวกับเจ้าฟ้าเงี้ยว “พรสวรรค์บางประการควรได้รับการฟูมฟักจากมือมนุษย์ด้วยเช่นกัน”

                    “แล้วเหตุอันใด  เมื่อแรกประสูติพระกุมารจึงมีลักษณะแตกต่างจากเด็กทั่วไป” ผู้เป็นบิดาถามด้วยความสงสัย

                    “คนเรามีกรรมไม่เหมือนกัน  แต่อาตมาขอบอกว่า คำตอบทั้งหมดรออยู่ที่อนาคตแล้ว”

                    “ดีหรือร้ายประการใด”

                    “กาลเวลาคือเทพเจ้า จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงทั้งมวล  แต่วันนี้  อาตมาจะหาทางส่งเสริมพระกุมารอย่างเต็มที่”

                    “พระคุณเจ้าจะดำเนินการอย่างไร สุดแท้แต่ท่านเถิด  พวกเรารอดมาได้ถึงปานนี้ก็นับว่าบุญแล้ว” เจ้าฟ้าเงี้ยวเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง

                    “อาตมาจะนำพระกุมารเข้าถวายตัวต่อพระเจ้าขอมแห่งกรุงอินทปัตถ์”  

                    หลังจากนั้น

                    กุมารฟ้างุ้มเจริญวัย ๗ พรรษา ได้เข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังกัมพูชา ได้รับการอบรมบ่มนิสัย ศึกษาวิทยาการทางพระพุทธและพระเวทศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวกับพระกุมารเขมรทั้งหลาย

                    แต่ด้วยแววเฉลียวฉลาดเกินวัย อีกทั้งเป็นคนต่างแผ่นดิน ต่างสำเนียงและลักษณะแปลกประหลาดที่ติดตัวมาแต่กำเนิด พระกุมารจึงมักปลีกตัว  หลบเร้นไปตามลำพัง

                    บางครั้งมักใช้เวลาแฝงตัวไปตามกำแพงศิลา เลียบเลาะ ลูบชมสัมผัสปราสาทหินแห่งนครวัดนครธมอันกว้างขวาง  ซึ่งอาณาบริเวณนั้นเปรียบดังตักศิลานครในอดีต  ฝึกอ่าน ทบทวนภาษาขอม ภาษาสันสกฤตที่สลักไว้ตามเสาศิลา ฝาผนัง ซึ่งล้วนแล้วแต่รหัสลับวิทยาล้ำค่า การปกครอง  ลัทธิ ศาสนาและปรัชญาพระเวทล้ำลึก

                                กาลเวลาเป็นผู้สร้าง         กาลเวลาเป็นผู้ทำลาย

                     กาลเวลาเป็นเพลิงเผาไหม้      กาลเวลาเป็นเครื่องดับไฟนั้น

                    กาลเวลาเป็นเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ทั้งความดีและความชั่ว

                    กาลเวลาฟาดฟันเราให้หมองมัวและมอดม้วย

                    กาลเวลาช่วยสร้างสรรค์เราขึ้นมาใหม่

                                                      มหาภารตะ

                    แม้กระทั่งจารึกบางบท ซึ่งแสดงความกล้าหาญของพระเจ้าแผ่นดินขอมในอดีต ได้ซึมลงในจิตใจของพระกุมารผู้พลัดถิ่น

                    ณ สถานที่ในการรบซึ่งเป็นที่รองรับโลหิตของศัตรู

                    พระองค์ได้ทรงประสบชัยชนะ(ชัยศรี)

                    พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองซึ่งมีนามเช่นนี้(ชัยศรี)

                      สถานที่แห่งนั้น  ศิลาและดอกบัวได้เปลี่ยนสีแห่งพื้นดิน

                    และยังคมส่องแสงอยู่ในปัจจุบันเปรียบประดุจว่าได้ถูกชะโลมด้วยเลือด

                    ครั้นเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม  เจ้าชายฟ้างุ้มจึงฉายแววความเป็นผู้นำไปทั่วแคว้นแดนอินทปัตถ์ 

                    ในที่สุดก็เป็นที่โปรดปรานของราชสำนักขอม ได้รับพระราชทานพระธิดานามว่า ‘นางแก้วเกงยา’ หรือพระนางแก้วกัญญามาเป็นพระชายา  ส่วนเจ้าฟ้าเงี้ยวผู้เป็นบิดาก็ได้รับแต่งตั้งเป็น ‘ขุนผีฟ้า’  

                    ทางด้านกรุงศรีสัตนาคนหุต หลังจากเนรเทศ ‘คนกาลี’ออกจากเมืองแล้ว  เหตุการณ์ก็มิได้สงบเรียบร้อยอย่างที่ทุกคนหวัง 

                    แรงกรรมเริ่มก่อตัว!

                    เมื่อพระยาสุวรรณคำผงทรงหวาดระแวง เหมือนมีกองกำลังไร้เชื้อชาติแอบปีนกำแพงเมืองในยามวิกาล  แม้เวลากลางวัน พระองค์ก็ยังสะดุ้งผวา  ทุกแห่งภายในพระราชวังไม่มีที่ไหนว่างเปล่าจากเงาขมุกขมัว  มันเคลื่อนไหว  อึกทึกไปหมด

                    ดังนั้น พระองค์จึงไม่ไว้ใจเหล่าขุนนาง ราชปุโรหิต  ตลอดทั้งพราหมณ์ และพระสงฆ์  อีกทั้งทุกกลุ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้น  ครั้นพระองค์สงสัยใครคิดร้ายต่อราชบัลลังก์ก็จะสั่งลงโทษประหารชีวิตทันที 

                    เมื่อสถานการณ์เข้าหน้าสิ่วหน้าขวาน เหตุการณ์เลวร้ายก็ยิ่งรุนแรงและร้าวรานยิ่งขึ้น

                    พระเจ้าสุวรรณคำผงแขวนคอตัวเองตายในห้องบรรทม ! แม้จะเป็นการตายอย่างมีเงื่อนงำ  แต่ทุกอย่างก็ได้จบสิ้นลงแล้ว  เมื่อคณะขุนนางมีมติยก ‘เจ้าฟ้าคำเรียว’ รัชทายาทขึ้นเสวยราชบัลลังก์เป็นองค์ต่อไป

                    การเปลี่ยนแปลงของกรุงศรีสัตนาคนหุตสร้างความขุ่นเคืองแก่เจ้าฟ้าเงี้ยวหรือขุนผีฟ้ายิ่งนัก เพราะตนเป็นโอรสองค์โต  และยังมีชีวิตอยู่  สมควรขึ้นครองราชบัลลังก์อย่างชอบธรรม

                    “พวกมันรวมหัวกันกำจัดพระเจ้าแผ่นดินองค์เก่า  เพื่อขึ้นเสวยสุข” เจ้าขุนผีฟ้าเดือดดาน “ทำอย่างนี้ก็หมายความว่า ราชบัลลังก์จะต้องล้างกันด้วยเลือด”   

                    “พระขรรค์ชัยศรีนี้” เจ้าชายฟ้างุ้มภายใต้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของราชสำนักขอมทรงประกาศต่อหน้าบริวาร “จะฟาดฟันลงบนคอเหล่าอธรรม  ราชบัลลังก์ล้านช้างจะคืนสู่ความสง่างาม”

                    เจ้าชายฟ้างุ้มในนามราชบุตรเขยแห่งราชสำนักขอมได้ชี้ปลายดาบไปยังเมืองล้านช้าง โดยพระเจ้าแผ่นดินขอมได้สนับสนุนจัดกองทัพช้าง ๕๐๐ เชือก  กำลังพล ๒๐,๐๐๐ นายพร้อมศาสตราวุธเต็มอัตราศึก  

                    กองทัพเจ้าชายฟ้างุ้มเคลื่อนพลอย่างเกรียงไกร   ถึงเมืองปากน้ำลำชี ปากกบ  ยกเข้าตีเมือง  เจ้าเมืองถูกฟันตายกับคอช้าง  จากนั้นก็ยกทัพขึ้นสู่เมืองพระตะบอง  เจ้าเมืองขี่ช้างหนี  กองทัพตามจับมาประหารชีวิต   รุกไปถึงเมืองเวียงชัย  จับเจ้าเมืองประหารชีวิตเช่นกัน

                    

                    เจ้าฟ้างุ้มยกทัพมาตั้งอยู่ริมน้ำกะทิง   มีคำสั่งให้พี่เลี้ยงคือขุนบาจี่ออกไปรบกับเจ้าเมืองน้ำรุ่ง  ขุนบาจี่จับเจ้าเมืองได้  นำไปมัดไพล่หลังโยนลงน้ำที่ปากห้วยบางบาด  ฝั่งแม่น้ำโขง  ในเขตอำเภอบึงกาฬ   จังหวัดหนองคาย ในปัจจุบัน

                    แต่หนทางแห่งชัยชนะก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป  เมื่อขุนผีฟ้าผู้เป็นบิดาล้มป่วยลงอย่างกระทันหันและสิ้นชีพก่อนจะก้าวขึ้นครองราชบัลลังก์  หลังจากบรรลุพระศพเจ้าขุนผีฟ้าแล้ว   เจ้าชายฟ้างุ้มก็ยกกองทัพข้ามแม่น้ำโขงทันที

                    ฝ่ายเจ้าฟ้าคำเรียวผู้เป็นอา   ครั้นได้ทราบข่าวว่าเจ้าฟ้างุ้มยกทัพมาตั้งอยู่ปากน้ำอู  ดังนั้นก็เกณฑ์รี้พลออกไปต่อสู้ถึงสามครั้ง  แต่ถูกทหารของเจ้าฟ้างุ้มตีแตกทั้งสามครั้ง  ไพร่พลล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

                    เจ้าฟ้าคำเรียวรู้สึกสูญเสียเกียรติยศอย่างมาก  มีความอับอายไพร่ฟ้า ประชาชนในการสู้กับหลานไม่ได้  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็นบุคคลต้องห้าม ‘คนกาลีบ้าน กาลีเมือง’  จึงตัดสินพระทัยเสวยยาเบื่อปลงพระชนม์ของพระองค์เองเสีย

                    ดังนั้น  เจ้าฟ้างุ้มจึงขึ้นครองราชบัลลังก์ล้านช้างโดยไม่ต้องลงแรงมากนัก  เมื่อพระชนม์ ๓๗ พรรษา ทรงพระนามว่า

                    “พระยาฟ้าหล้าธรณีศรีสัตนาคนหุต”

                    ด้วยพระปรีชาสามารถจากราชสำนักตักศิลากัมพูชา พระองค์ทรงจัดแจงเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายอย่าง 

                    เริ่มต้นด้วยทรงแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ ดังนี้

                    ให้ปู่เลี้ยงเป็นแสนเมืองหรือตำแหน่งอุปราชา

                    ให้ตาเลี้ยงเป็นหมื่นหลวง 

                    ให้อาเลี้ยง เป็นเจ้าภูมิเหนือ 

                    ให้น้าเลี้ยงเป็นเจ้าภูมิใต้ 

                    ให้พี่เลียงเป็นพระยากาชัก ปกครองเมืองลาวเทิงทั้งหมด

                    สมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มขึ้นเสวยราชย์ได้ปีหนึ่ง  พระองค์จึงมอบงานราชการบ้านเมืองให้พระนางแก้วกัญญาอยู่รักษา    ส่วนพระองค์ได้ยกทัพขึ้นไปทางเมืองเหนือ ตีเอาเมืองเชียงแสน  ปากทา  เชียงของ  เชียงทอง  เมืองผา  เมืองพัว เมืองภูคูนและเมืองแหง  

                    พระองค์ได้ทำบัญชีชายฉกรรจ์ มีลาว ๔๐๐,๐๐๐ คน  เย้าและญวน  ๑๐๐,๐๐๐ คน  ช้าง ๑,๕๐๐ เชือก  แล้วส่งรายงานไปถวายพระเจ้ากรุงอินทปัตถ์

                    ไม่มีอะไรหยุดยั้งแสนยานุภาพของกองกำลังผสมของสมเด็จเจ้าฟ้างุ้ม พระองค์สั่งกวาดเอาพวกเขมรเก่าจำนวน ๑๐๐.๐๐๐ คนลงมาไว้ในแดนเมืองเชียงทอง นอกจากนี้ยังได้รับบรรณาการจากเจ้าเมืองเหนือจำนวนมาก  เช่น

                    ทองสองหมื่น เงินสองแสน

                    แหวนนิล ‘ยอดเชียงแสน’  ๑ วง   แหวนแก้ว ‘ไพฑูรย์ร่วง’ ๑ วง

                    และแหวนทับทิม ‘มณีฟ้าร่วง’ ๑ วง

                    พระองค์เสด็จกลับถึงพระนครด้วยชัยชนะอันเป็นเกียรติยศเลื่องลือ 

                    แต่แล้ว งานเฉลิมฉลองชัยชนะยังไม่สิ้นสุด  ก็มีสิ่งที่เรียกว่า‘ลางร้าย’ ปรากฎขึ้น   เมื่อพระมเหสีแก้วกัญญา  ประสูติพระราชโอรสออกมามีลักษณะต้องห้าม 

                    มีพระทนต์งอกยาวสองริมฝีปาก  !

                    “พระกุมารเป็นคนกาลี” พราหมณาจารย์ประจำราชสำนักถวายคำปรึกษา “พระองค์ก็ทรงทราบดีว่า  ราชประเพณีของเราสืบทอดกันมาอย่างไร”

                    “ไม่ต้อง ! ” สมเด็จเจ้าฟ้างุ้มตรัสอย่างเฉียบขาด “พระราชโอรสคือผู้มีบุญ”

                    ประมุขฝ่ายโหราจารย์ตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

                    “แต่…พระกุมารจะเป็นคู่แข่งพระบารมีของพระองค์”

                    ทุกอย่างเป็นไปตามราชประเพณี แต่สมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มหรือ‘พระยาฟ้าหล้าธรณีศรีสัตนหุต’ ผู้เกรียงไกรก็ถูก ‘แรงกรรม’ ไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวชุน

                    หลังจากสั่งเนรเทศพระกุมาร ‘อุ่นเรือนเจ้ากาลี’ ลอยแพลงลำน้ำโขงแล้ว  สมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มมีอาการหวาดผวา คลุ้มคลั่งเหมือนคนเสียจริต  งานราชการสำคัญอยู่ในอำนาจพระยาแสนเมืองผู้เป็นอุปราช   ตลอดทั้งขุนนางใกล้ชิดก็เริ่มสำแดงเดชสุดเหวี่ยง   แข่งขันกันทำผิดกะบิลเมือง ทุกคนฮึกเฮิมว่าคนเก่งคือผู้กล้าทำ ‘บาปกรรม’ ได้มากที่สุด

                    ในปีพุทธศักราช ๑๙๑๕  พระยาแสนเมืองและเหล่าบริวารถูกกระชากลงจากตำแหน่ง นำไปสู่ตะแลงแกงจนเกลี้ยง ส่วนสมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มถูกบังคับให้สละราชสมบัติ  และถูกเนรเทศออกจากกรุงศรีคนหุต 

                    หนีเตลิดไปหลบซ่อนตัวอยู่เมืองน่าน ใช้ชีวิตอย่างลำเค็ญ 

                    อีก ๒ ปีต่อมา ก่อนร่างกายจะมอดมลายเป็นเถ้าธุลี   ชายปัจฉิมวัยอายุ  ๕๗ ปี  หายใจระทวยอยู่ในอ้อมกอดของมัจจุราช  ภายในม่านตามัวหม่นกลับมีภาพกุมารหนุ่มวิ่งเล่นอยู่ในอุทยานศิลาทราย กำลังก้มสัมผัสลวดลายหินสีชมพูอย่างหลงไหลในความงาม   ในขณะเดียวกันก็มีเสียงจากจารึกศิลาถรรพ์  แว่วขึ้นในโสตประสาทของผู้เฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย

                    มนุษย์ผู้มีกุศลธรรมอันสลายแล้ว 

                    ย่อมมีที่อยู่ในนรกเรื่อยไป

                    อนิจจา ! อนิจจา ! เราจงใจประกอบกรรมอันเป็นบาปหนา

                    คิดฆ่าฟันญาติพี่น้อง ประชาชนของตนเอง  

                    เพราะความละโมภในอำนาจและราชัยสุขเท่านั้น.

                  

                                                     




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
psty วันที่ : 25/07/2008 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prasityoo

ประวัติศาสตร์มีเรื่องราวน่าศึกษามากมาย

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน