• เปียแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kaew4762@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-11-26
  • จำนวนเรื่อง : 133
  • จำนวนผู้ชม : 429787
  • ส่ง msg :
  • โหวต 163 คน
เปิดโลกการเรียนรู้กับครูเปียแก้ว
เวทีการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/krupia
วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2552
Posted by เปียแก้ว , ผู้อ่าน : 8370 , 18:44:23 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตามสัญญาค่ะ..ที่บอกว่าจะลงเรื่องสั้น

"อยากให้ฝันนั้นเป็นจริง"

......

แต่มาร่วมเล่นเกมกันสักนี๊ดดีแมะ...

ช่วยหาประโยค

ที่ครูเปียแก้วถูกกล่าวหาว่า..

ใจร้าย...เขียนบทให้สามีตาย

ฮือๆๆๆๆ...เสียใจเป็นเหมือนกันนะจ้ะ

ใครหาเจอช่วยเม้นท์ด้วย....ขอบอกว่าสั้นมาก

สั้นจุ๊ดจู๋...หากใครอ่านข้ามๆ รับรองไม่เจอแน่นอน

555555

ภาพประกอบเรื่องนี้อยู่แถวที่ 3 ภาพแรกจ้ะ

.........

อยากให้ฝันนั้นเป็นจริง

ต่อไปนี้จะเป็นการมอบเกียรติบัตรพิเศษให้กับนักเรียนเตรียมทหาร  ดังมีรายชื่อต่อไปนี้…

·        นักเรียนที่มีคะแนนผลการเรียนรวมสูงสุด  ได้แก่….นตท.รัฐพล  ตรีนันทวัน

·        นักเรียนที่ทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวมดีเด่น  ได้แก่…นตท.ภาสนพงศ์  บุญประชา

·        นักเรียนที่มีความประพฤติดี  ได้แก่…นตท.สมเกียรติ  บุญรักษา

 

 

เสียงรองผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร  อ่านรายชื่อ

นักเรียนที่ได้รับเกียรติบัตรพิเศษ ด้วยน้ำเสียงที่มีพลังและเข้ม


แข็งตามแบบฉบับของทหาร  หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบวุฒิบัตร

ให้กับนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 46  ที่จบการศึกษาตามหลักสูตรกำหนด

               

……นักเรียนเตรียมทหารที่ รู้จักเก็บออม  รู้จักวางแผนการใช้เงิน  ตามโครงการ “รู้เก็บ รู้ใช้”  ได้แก่…..

นตท.รัฐนันท์  สมวงศ์…..

                ภาพความทรงจำเก่าๆ  ผุดขึ้นมาอย่างช้า ๆเป็นลำดับ และชัดเจน

                ยังจำภาพที่แม่ควักเงินจากกระเป๋าส่งยื่นให้ผม  เมื่อ

ครั้งที่บอกท่านว่า  อยากเรียนกวดวิชาที่สถาบันแห่งหนึ่ง  ทั้ง

 

ๆที่ความรู้สึกขณะนั้นเกรงใจท่านเหลือเกิน  เพราะจำนวนเงินมิ

ใช่น้อย  สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร 

 ค่าเรียนเป็นเวลา  1  เดือน และรวมถึงค่าสมัครสอบทั้ง 4 เหล่า 

เป็นเงินทั้งสิ้น 2 หมื่นกว่าบาท

                ผมคิดในเวลานั้นว่า…ผมต้องสอบให้ได้  ไม่ว่าจะยากสักเพียงใด  ไม่ว่าโอกาสที่จะสอบได้จะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม  แต่ผมขอตั้งปณิธานว่า….ผมจะทำให้สำเร็จ

                และเมื่อวันสอบมาถึง    ภาพที่ผมจำติดตา คือ  ภาพที่แม่ไปนั่งคอย  ขณะที่รอผมสอบ  แม่บอกว่า  มหาวิทยาลัยที่ลูกมาสอบ  มีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน  มีต้นไม้ เยอะ  แม่ก็นั่งคอยตามศาลาบ้าง  ตามใต้ตนไม้บ้าง  และไม่เหงา เพราะได้พูดคุยกับผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาสอบ  สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้าง  พูดถึงลูกหลานที่มาสอบบ้าง  แม่ก็เลยถือโอกาสคุยโม้เสียเลยว่า…คนที่มาสอบวันนี้เป็นลูกชายคนที่สอง  ส่วนคนโตตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  ตอนที่ลูกชายคนโตมาสอบ  เขาสอบได้  2  เหล่า  คือ  เหล่าตำรวจ  และเหล่าทหารบก  และเมื่อฟังแม่เล่ามาถึงตรงนี้  ผมก็บอกกับตัวเองว่า…ผมจะสอบให้ได้ 4 เหล่าเลยครับ  ไม่เชื่อแม่คอยดูก็แล้วกัน…ถึงแม้ว่าการสอบแข่งขันในครั้งนี้  เรียกได้ว่า  1  ใน 100  ก็ตาม  เพราะในแต่ละปีจะมีนักเรียนที่จบชั้น ม.4  และนักเรียนชั้น ม.5 บางส่วน  ทั่วประเทศมาสมัครสอบในแต่ละเหล่าประมาณ  2 หมื่นกว่าคนทุกปี  และแต่ละคนที่มาสอบก็คงมีจุดมุ่งหมายที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  คือ อยากศึกษาในสถาบันอันทรงเกียรติ  จบออกไปเพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง  แต่สถาบันก็มีข้อจำกัดในการรับนักเรียน  กล่าวคือ  เหล่าทหารบกและทหารเรือ  สามารถรับนักเรียนเข้าศึกษาเพียงเหล่าละ 100 กว่าคนเท่านั้น  ส่วนเหล่าทหารอากาศจะรับได้น้อยมากในแต่ละปีจะรับได้ไม่เกิน  100 คน  ส่วนเหล่าตำรวจจะรับได้มากหน่อย คือ ประมาณ  250 คน           ..ผมจะทำให้ได้ครับแม่

…และเมื่อประกาศผลสอบทางอินเตอร์เน็ต   ผมก็สามารถทำได้จริง ๆ  ครับ   ผมวิ่งไปกอดแม่ด้วยความดีใจ

“แม่ครับ  ผมทำได้แล้ว….ผมทำได้แล้ว”

“เบา ๆ ลูก  แม่หายใจไม่ออก  ไหน…พูดใหม่อีกครั้งอย่าง…ช้า…ช้า.. “ แม่พูดเสียงยานคาง

“ผม..สอบ…ติด…ทั้ง  4  เหล่าเลยแม่   โดยเฉพาะเหล่าตำรวจ  ผมสอบได้ลำดับที่ 25  เชียวนะจะบอกให้  เพราะเมื่อสักครู่  ทางโรงเรียนโทร.มาแจ้งให้ทราบ และแสดงความยินดี  และยังถามอีกว่า  ทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ยอดเยี่ยมมาก…ทำได้ยังไงน่ะ…..”  เมื่อพูดจบก็หันหน้าไปทางน้องสาว  จับไหล่น้อง แล้วจ้องหน้า  และพูดว่า

“ ยายใหม่…พี่ทำได้แล้ว  พี่จะเดินตามรอยพี่มาร์ค  เวลาใส่ชุดนักเรียนเตรียมทหาร  คงเท่น่าดู….เธอเองก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ  อ่านหนังสือให้มาก ๆ … อีก 4  ปี  เธอก็ต้องเข้าสู่สนามสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วนะ..”  พูดจบก็เดินเข้าไปในครัว  เปิดตู้เย็นหยิบแอปเปิ้ลมารับประทานอย่างสบายอารมณ์

ยังหรอกครับ  ยังไม่หมดเพียงเท่านี้  นี่เป็นเพียงด่านที่สองเท่านั้น  ที่สำคัญผมจะต้องตัดสินใจว่า  จะเลือกเรียนเหล่าอะไร..

ในที่สุดผมก็เลือกเหล่าตำรวจ  เหมือนพี่ชายตัวเอง

 

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว  ก็มาถึงด่านที่ สาม  ที่จะต้องทดสอบสุขภาพจิต  และทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายด้านต่าง ๆ เช่นว่ายน้ำระยะ 50 เมตร  วิ่งระยะไกล……………เมตร  วิ่งเร็ว  50  เมตร  วิ่งเก็บของ  ดันพื้น    ซิตอัฟ  …ผมก็สามารถทดสอบ ทุกอย่าง

 

มาถึงตรงจุดนี้  ผมค่อนข้างมั่นใจ  99.99 %  และจริงอย่างที่ผมคาดคิด  เมื่อมาดูรายชื่อของการประกาศผลผลครั้งสุดท้าย    มีรายชื่อของผมติดอยู่ในจำนวน 230 คน  ผมรู้สึกดีใจที่สุด  จนเกือบจะควบคุมอารมณ์ของความดีใจไม่อยู่  แต่ก็ต้องสะกดอารมณ์ความดีใจลง  เนื่องจากคนรอบข้าง  รวมทั้งเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน  บางคนไม่มีชื่อปรากฏ  ในใบประกาศผล  ความรู้สึกของเพื่อน ๆเหล่านั้น  รวมทั้งความรู้สึกของพ่อ แม่ พี่ น้อง ที่มาให้กำลังใจ  เป็นอย่างไร  ผมเข้าใจเป็นอย่างดี….ผมอยากจะบอกพวกเขาว่า…อย่าท้อถอย จงสู้ต่อไปนะเพื่อน  สักวันหนึ่งฝันนั้นจะเป็นของเรา  เหมือนผม…

 

เมื่อถึงวันรายงานตัว  ผมเห็นแม่ควักเงินเป็นค่าอะไรต่อมิอะไรมากมาย  แม่บอกว่าเป็นค่าสมาคมผู้ปกครอง  ค่าเสื้อผ้าที่เราตัดเพิ่มเติม  ค่ากระเป๋าพราง  ค่ารองเท้า…………………………..ซึ่งจะว่าไปแล้วค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย  ค่าใช้จ่ายมากกว่านี้เยอะ  ไหนจะค่าหน่วยกิต  ค่าที่พัก  ค่าอาหาร  ค่าเสื้อผ้า  และค่าอะไรต่อมิอะไรมากมาย  ฉะนั้นค่าใช้จ่ายในวันนี้ถือว่าไม่มากเลย  เพราะเงินส่วนใหญ่รัฐจะเป็นผู้จ่าย  และนักเรียนทุกคนยังได้รับเงินเดือนอีกต่างหาก   เหมือนกับว่ารัฐบาลให้ทุนเล่าเรียน   เมื่อนักเรียนจบไปแล้วจะต้องทำงานชดใช้ทุน  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือต้องทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองนั่นเอง

 

 

เมื่อผมก้าวย่างมาเป็นนักเรียนเตรียมทหารเต็มตัว  ก็เริ่มวางแผนการดำเนินชีวิตทันที  โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย  เรื่องการเก็บเงินไว้ใช้เมื่อยามจบออกไปทำงาน   แรงบัลดาลใจที่เปลี่ยนนิสัยของผมที่ไม่เคยคิดอะไรในเรื่องนี้   ก็คือ  ….ภาพที่แม่ต้องควักเงินเพื่อการศึกษาของผม ด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความเต็มใจ  และยินดีกับอนาคตที่ดีของลูก   ผมเดินเข้าไปกอดแม่และบอกแม่ว่า

“แม่ครับ  ผมจะไม่ทำให้แม่ผิดหวังในตัวผม   เหมือนกับที่แม่ไม่เคยผิดหวังในตัวพี่มาร์ค  ผมสัญญา”  และอยากจะบอกแม่ว่า “ผมรักแม่ครับ”  คำนี้ผมมักจะพูดกับแม่บ่อย ๆ  แต่  ณ เวลานี้  มันกลับอยู่ในใจผม  แต่แม่รู้ว่าผมรักแม่

 

“ผมสัญญาว่าผมจะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง”  ผมมักจะพูดคำนี้อยู่ในใจเสมอ  ประหนึ่งว่าเป็นคาถาประจำตัวที่คอยเตือนสติอยู่เสมอ

 

ในช่วงเดือนแรกของชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร  เป็นช่วงที่ขี้เหร่ในชีวิตของคนรุ่นหนุ่ม  ทรงผมต้องตัดเกรียนทั้งศีรษะ  เสื้อผ้าก็ไม่เท่  เป็นเสื้อเชิร์ตสีขาวติดกระดุมถึงคอ  ชายเสื้อใส่ในกางเกงขาสั้นสีกรมท่า  คาดเข็มขัดผ้าสีเขียมขี้ม้า  หัวเข็มขัดทองมีตราของโรงเรียนเตรียมทหาร  รองเท้าคัทชูขัดมันสีดำ  ถุงเท้าสีดำ   ผมว่า  นี่เป็นกุศโลบายเรื่องหนึ่งของโรงเรียนเตรียมทหาร  คือ ให้สามารถอยู่กับความไม่หล่อ ไม่เท่ให้ได้เสียก่อน 

 

เดือนแรกของการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร  ผมสังเกตเห็นแม่มองหน้าบ่อย ๆด้วยสีหน้าและแววตาที่เป็นห่วง และเป็นกังวล  แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจที่มอบให้  แม่ถามด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆที่มุมปาก

“ไหวมั๊ยลูก…ถ้าไม่ไหวก็กลับมาเรียนต่อ ม. 5 นะ   ……แต่ถ้าเพื่อนเขาทำได้  เราก็ต้องทำได้  จริงมั๊ย..”  ผมเคยได้ยินคำถามแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว  ตอนที่พี่ชายของผมเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร  ที่แม่ถามแบบนี้ก็แปลว่า….แม่จะไม่ตำหนิ แม้สักนิดเดียวถ้าหากลูกเรียนไม่ไหว  และแม่จะไม่ฝืนใจเลยถ้าลูกเรียนไม่ได้  เพราะแม่รู้และเข้าใจว่าลูกจะต้องฝึกหนักในทุกเรื่อง

“ไหว….แม่…สบายมาก”  ผมตอบลากเสียง  เพื่อให้ท่านรู้สึกสบายใจ  ทั้ง ๆที่อยากบอกว่า  หนักเหลือเกิน  โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ  เขาจะฝึกความอดทนว่า  ร่างกายและจิตใจเราจะทนได้ไหม  เช่นฝึกภาคสนามท่ามกลางแสงแดดร้อนจัด  บางคนร่างกายสู้ไม่ไหวก็เป็นลมเป็นแล้ง  นอกจากนั้นยังฝึกความมีระเบียบวินัย  หากทำผิดก็จะถูกทำโทษต่าง ๆ นา ๆ  แล้วแต่จะเป็นความผิดระดับใด

เมื่อย่างเข้าเดือนที่สอง  แม่ยังถามด้วยคำถามเดิม ๆ  ผมก็ตอบแบบเดิม ๆ

“ไหวแม่……..สบายมาก”

……….หลังจากนั้นแม่ไม่เคยถามผมอีกเลย

 

อย่างที่ผมเคยบอกล่ะครับ  เมื่อวันเวลาผ่านไปสองเดือน  กลับบ้านครั้งนี้  ผมได้แต่งชุดหล่อ  เท่  หากใครเห็นผม  ก็จะต้องรู้ว่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหารแน่นอน เพราะนอกจาก เสื้อผ้าที่สวมใส่ ด้วยเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาว  ติดกระดุมหน้า  แต่เป็นเพียงกระดุมหลอก  เพราะด้านในใช้ซิปยาวสีทองแทนกระดุม  มีกระดุมที่ใช้           จริง ๆเพียงเม็ดเดียว คือเม็ดที่ติดลำคอ  ตัวเสื้อค่อนข้างฟิต  ชายเสื้ออยู่ในกางเกงขายาวสีเขียวขี้ม้า  ผูกเน็กไทสีกรมท่า  ใช้เข็มขัดเส้นเดิม คือเข็มขัดผ้าสีเขียวขี้ม้า  หัวเข็มขัดสีทองมีตราโรงเรียนเตรียมทหาร   หมวกที่สวมใส่เป็นหมวก………..สี…………และมีตรา……. 

ในวันนั้นผมกะเท่เต็มที่  เดินตัวตรงหน้าเชิด  ขณะที่เดินผมมองเห็นต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้าและมีกิ่งยื่นออกมา  คำนวณด้วยสายตาแล้วผมสามารถเดินผ่านพ้นได้แน่…ที่ไหนได้ เจ้ากิ่งไม้ที่ยื่นออกมาดันเกี่ยวหมวกหล่นลงพื้น  ผมจำต้องก้มลงเก็บแล้วนำมาสวมเหมือนเดิม  เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่ในใจในกายมันร้อนผ่าว  รู้สึกอาย    มาก ๆ  หลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถยนต์แล้ว ผมจึงเล่า และบอกถึงความรู้สึกอับอายให้แม่ฟัง  ท่านก็รับฟังอย่างตั้งใจและมีอารมณ์ร่วมในการรับฟังเรื่องราวของผมทุกเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องดีท่านก็จะยินดีด้วยเสมอ และถ้าเป็นเรื่องไม่ค่อยดี  แม่จะให้กำลังใจ ให้คำแนะนำได้ดีเสมอ

“ แม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดี  วันนี้ … พรุ่งนี้…ลูกอาจจะยังรู้สึกอาย ๆ  แต่เมื่อวัน เวลาผ่านไป  เรื่องที่ลูกรู้สึกอาย  รู้สึกแย่  มันจะกลายเป็นเรื่องสนุกสนาน       ที่ลูกสามารถเล่าให้ใครต่อใครฟังได้อย่างหน้าตาเฉย เลยล่ะ….วัน เวลาจะทำให้เราเข้มแข็งและยืนหยัดอยู่ได้  แต่ตัวเราต้องมีสติและปัญญาเสมอ  จำไว้นะลูก”

 

…แม่ของผม  มักจะหาโอกาสที่จะอบรมสั่งสอน  ให้คติเตือนใจ และให้ความรู้กับผมได้ตลอดเวลา  และจะเป็นเวลาที่เหมาะเจาะกับเรื่องนั้น ๆเสมอ  แม้บางครั้งเรื่องที่แม่สอนเป็นเรื่อง     ความผิดพลาด  ทำไม่ดีไม่ถูกต้อง  ของบุคคลต่าง ๆ ที่แม่เคยรู้จัก หรือบุคคลในข่าว   เพราะแม่ไม่อยากให้ความผิดพลาดนั้น ๆ มาเกิดขึ้นกับลูกคนใดคนหนึ่ง  แม่มักบอกพวกเราเสมอว่า…คนเรามีโอกาสที่จะทำผิดพลาดได้เท่า ๆกัน  แต่จะมีสักกี่คนที่จะเอาความผิดนั้นมาเป็นบทเรียนที่มีค่าให้แก่เรา  เช่น   แม่เรียกคำนำหน้าชื่อของลูกผิดพลาด  เมื่อครั้งส่งจดหมายถึงลูก  ……นรท.รัฐนันท์  สมวงศ์  แทนที่จะเขียน …นตท.รัฐนันท์    แม่บอกว่าแม่อายุมากแล้วเลยสับสนในการเรียกคำนำหน้าชื่อ…เพราะพี่ชายเรียนอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ  มีคำนำหน้าว่า  นรต.      คือ นักเรียนนายร้อยตำรวจ  ส่วน  นตท. คือ        นักเรียนเตรียมทหาร  แม่เอาคำสองคำมารวมกันกลายเป็น  นรท. 

แม่รู้สึกตกใจเมื่อผมบอกว่า   อาจารย์เรียกไปพบ เรื่อง คำนำหน้าชื่อ

“ลูกถูกทำโทษหรือเปล่า…”    แม่ถามด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน

“ไม่หรอกครับ…..เพียงแต่อาจารย์ท่านขำ  เพราะไม่เคยได้ยินหรือเห็นคำนี้เลย”

“แม่ขอโทษนะ…..ตายๆๆๆๆ ……ลูกแน่ใจนะว่าไม่ได้ถูกทำโทษ”

“ครับ”

 

ในความรู้สึกของผม  แม่เป็นคนที่ฉลาดและเก่งที่สุด…แต่แม่ก็บอกว่า  ที่ลูกรู้สึกเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้น  ยังมีเรื่องในโลกนี้อีกมากมายที่เรายังไม่รู้  ฉะนั้นเราจะต้องเป็นคนที่รู้จักเปิดใจที่จะรับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  แม้ว่าผู้ที่จะให้ความรู้เป็นเพียงคนขับรถซาเล้ง   หรือคนปั่นสามล้อก็ตาม    

 

 

ทุ่มครึ่งของวันศุกร์ที่ 7  มิถุนายน 2546  ผมให้แม่มารับที่ท่ารถทัวร์  เราคุยกันไม่กี่ประโยคก็ถึงบ้านแล้ว  เพราะบ้านของผมอยู่ห่างจากท่ารถทัวร์ประมาณ 3  ..

เมื่อถึงบ้าน  ผมอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้วก็ขออนุญาตออกไปตลาด  เพื่อเช่าภาพยนตร์ VCD มาดู

“ ถ้าไม่ได้ดูหนังเวลาทานข้าวคงทานไม่ลง….มาสูตรเดียวกับพี่ชายเชียว….  รีบกลับนะ แม่กับน้องรอทานข้าวอยู่”  แม่เอ่ยขึ้นลอย ๆ  หลังจากอนุญาตหลังจากอนุญาตแล้ว

 

“  อาวว์…ทำไมวันนี้เช่ามา 2 เรื่องล่ะ  ทุกครั้งเห็นเช่ามาดูไม่ต่ำกว่า  5  เรื่อง”  แม่ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

“  แม่คร๊าบ…” ผมลากเสียงยาว   “ เดี๋ยวนี้ผมเป็นนิวตังเมแล้วคร๊าบ..”ผมยังลากเสียงยาว  และพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“  ไม่รู้เหมือนกันว่า   อะไรทำให้ผมคิดได้แบบนี้ในหลาย ๆเรื่อง…..คนเราต้องรู้จักประหยัด  รู้จักวางแผนชีวิต  รู้จักการเก็บออม  และรู้จักการใช้เงิน   และผมจะเริ่มเดี๋ยวนี้ เวลานี้ อย่างเรื่องการดูหนังVCD  ที่เช่าจากร้าน  ถ้าเราดูวันละ 1 เรื่อง และเลือกเรื่องที่ดี  ดูแล้วคุ้มค่า  ทำให้ประหยัดทั้งเงิน  และเวลา  ใน 1 สัปดาห์ถ้าเราประหยัดเงินได้ 100 บาท  1 เดือน คิดเป็นเงินเท่าไร   1 ปี  10  ปี จะเป็นเงินเท่าไร…”

แม่และน้องใหม่นั่งฟังผมพรรณนาอย่างตั้งใจ

“ โอ้  โฮ  พี่เม  เปลี๊ยนไป “  น้องสาวเอ่ยขึ้นด้วยภาษาที่วัยรุ่นใช้พูดกัน  แม่ได้ยินก็หัวเราะชอบใจ

“ มากินข้าวกันดีกว่า  แม่จัดเตรียมไว้แล้ว”  แม่เอ่ยขึ้น

เรารับประทานอาหารกันไป   สนทนากันไป  พร้อมกับดูโทรทัศน์ไปด้วย  ทำให้บรรยากาศในโต๊ะอาหารดูชื่นมื่น  อาหารก็อร่อยเป็นพิเศษ…..ผมเริ่มสนทนาในหัวข้อเดิม  ซึ่งยังเป็นอารมณ์ต่อเนื่อง

“ การดูโทรทัศน์ก็เหมือนกัน  เมื่อไม่ดูแล้วก็ควรปิดสวิทย์ที่ตัวเครื่องโทรทัศน์  ไม่ควรปิดเฉพาะที่รีโมทคอนโทรลเท่านั้น  และควรจะถอดปลั๊กไปทุกครั้ง….จำไว้นะหญิงใหม่ “  ผมหันไปพูดเย้ากับน้องสาว

“ ลูกว่า   ที่บ้านเรามีจุดไหนบ้าง  ที่พอจะช่วยกันประหยัด “

“ นี่เลย….เครื่องปั๊มน้ำ  บ้านเราน้ำไหลแรงจะตาย  ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำเลย  แต่ก็ควรจะเปิดใช้บ้างนานๆ ครั้ง  เพื่อให้เครื่องได้มีโอกาสทำงาน  มิฉะนั้นเครื่องอาจจะเสียได้ “

“ ลูกพูดถูกนะ….แม่ก็คิดเช่นนั้น  เลยปิดเครื่องปั๊มมาได้ 1 เดือนแล้ว  ค่าไฟลดตั้ง 300-400 บาท แน่ะ ……มีอะไรอีกมั๊ยยายตัวเล็ก “  แม่หันไปถามลูกสาว  น้องสาวไม่ตอบ….เอาแต่อมยิ้ม

“ ไม่ต้องมายิ้มเลยนะ  แม่ตัวดี  ชอบรีดผ้าทีละชุดเพื่อสวมใส่เท่านั้น   ลูกรู้มั๊ยรีดผ้า 1 ตัว  เสียค่าไฟฟ้าเท่ากับการรีดผ้า 10 ตัว นั่นแหละ  ลูกลองใช้ปัญญาไตร่ตรองดูเองนะ………เอา  กินข้าว   กินข้าว  นี่ ต้มยำกุ้งที่ลูกชอบ “  แม่พูดตัดบท

หลังจากทุกคนรับประทานอาหารอิ่มแล้ว  ผมก็เอ่ยกับแม่

“ แม่ครับ….ต่อจากนี้  ผมจะกลับบ้านเดือนละไม่เกิน  2 ครั้ง   แต่ก่อนผมกลับบ้านทุกอาทิตย์  มาคิด ๆดู ค่ารถไปกลับ จากนครนายกถึงเพชรบุรี  ถ้านั่งรถตู้เหมาทั้งคัน และหารเฉลี่ยกับเพื่อน ๆ  ก็ประมาณ 600 บาท  และเมื่อกลับมาแต่ละครั้ง  ต้องเสียค่าเช่าหนัง  ค่าเช่าชั่วโมงเน็ต  อาทิตย์ละประมาณ 400 บาท  หากกลับเดือนละ 2 ครั้ง ก็จะประหยัดเงินได้  2,000 บาท ต่อเดือนเชียวนะแม่…”

“ โอ้ โฮ….พี่เมเปลี่ยนไปจริง ๆ  ไม่รู้ว่ากินยาผิดขนาดหรือเปล่า  แต่ก่อนซื้อชั่วโมงเน็ต  ก็เอามาแชต  ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเล๊ย……”  น้องสาวลากเสียงยาวตรงคำสุดท้าย  เป็นการเย้าแหย่พี่ชาย

แม่ยิ้มและพูดขึ้นว่า

“อะไรก็ตามที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  เราควรจะดีใจนะ…เพราะการที่เราเริ่มคิดได้  มันจะพัฒนาไปสู่การตระหนัก  และกลายเป็นจิตสำนึกที่ดีต่อไป

ครั้นถึงวันอาทิตย์ผมเตรียมตัวกลับโรงเรียนเตรียมทหาร  พร้อมกับเพื่อน ๆ  ด้วยรถตู้ที่พวกเราเหมาทั้งคันและเฉลี่ยเงินค่ารถ…….ความรู้สึกบอกผมว่าวันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว 3 อาทิตย์แล้วที่ผมไม่ได้กลับบ้าน  เพราะติดภาระกิจต่าง ๆ  และทุกครั้งที่รู้สึกคิดถึงแม่และน้องสาว  ผมจะโทรศัพท์ไปหา  และโทรด้วยการหยอดเหรียญนะครับ

 

…วันนี้ผมได้กลับบ้านและได้แต่งชุดเครื่องแบบใหม่ เรียกว่า ชุดพิเศษ  เป็นกางเกงขาวยาวสีขาว  เสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวชายเสื้ออยู่ในกางเกง คาดเข็มขัดสีขาว  หัวเข็มขัดเป็นสีทองมีตราโรงเรียนเตรียมทหาร  และสวมเสื้อคลุมสีกรมท่าคอแบะ  แขนยาวมีแถบคาดขวางสีเหลืองขนาดกว้าง 1 .. 2 แถบ ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว คาดบริเวณเกือบถึงชายแขน  ทั้งสองข้าง  ในความรู้สึกของผม  ชุดพิเศษนี้เท่ไม่เบา  ผมรู้สึกตื่นเต้นและอยากให้แม่ได้เห็น  แต่แม่คงไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าไร  เพราะเคยเห็นพี่ชายสวมใส่มาแล้ว….แต่เมื่อผมเจอแม่  หลังจากที่ผมทำความเคารพด้วยการวันทยาหัตถ์แล้ว  แม่ใช้สองมือจับที่ไหล่ผมทั้งสองข้าง  และมองผมอย่างพินิจ

“ ไหน  …ให้แม่ดูหน่อยซิ  ลูกแม่ใส่ชุดนี้  เท่ไม่เบา จริง ๆ “  มันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจ  และดีใจที่แม่ยังให้ความสำคัญ  เหมือนเมื่อครั้งที่พี่ชายผมสวมใส่ชุดนี้

 

ชีวิตผมดำเนินจนถึงปีที่ 2   ผมกลายเป็นรุ่นพี่แล้ว  ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปอีกแบบ  รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  มีความรับผิดชอบมากขึ้นในทุกๆ เรื่อง  ผมจำคำพูดของแม่ได้….แม่บอกว่า ..”  ชีวิตของคนเราจะพบกับคำว่า “เล็ก”  และ“ใหญ่”  อยู่เสมอ  เช่น ….ตอนเข้าเรียนชั้น ป.1  เราก็จะเป็นน้องเล็กสุด  และเมื่อมาอยู่ชั้น ป.6  เราก็จะเป็นพี่ใหญ่สุดของโรงเรียน  และเมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1  ก็จะเป็นน้องเล็กอีก  และเมื่ออยู่ชั้น ม.6 เราก็จะเป็นพี่ใหญ่อีก  ตอนนี้ลูกกำลังเป็นพี่ใหญ่ของโรงเรียนเตรียมทหารน๊า….”  ผมยังจำคำพูดของแม่ได้ทุกเรื่อง  และผมก็จะปฏิบัติตามอย่างไร้ข้อขัดแย้งใดๆ  เพราะคำพูดและความคิดของแม่มักจะถูกต้องเสมอ

 

……จงเป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ….  ลูก ๆของแม่มักจะได้อ่านบทความดี ๆ หรือเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง  โดยแม่จะถ่ายสำเนาเอกสารและนำไปติดไว้ในห้องน้ำบริเวณที่ลูกมองเห็น…..อย่าทำตัวเหมือนชาล้นถ้วย  แต่จงทำตัวให้เหมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว    เพราะน้ำที่ไม่เต็มแก้วมันพร้อมที่จะรับน้ำได้อีกเสมอ  แม่ไม่

อยากให้ลูกอวดดีคิดว่าตัวเองเก่งจนไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นหรือความรู้จากผู้อื่น ….จงทำตัวให้เหมือนกบที่พร้อมจะเปิดกะลาออกมาดูโลก     ….ที่สำคัญในชีวิตของคนเรา  คือ  ต้องเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณคน      แม่ไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียวแต่แม่จะปฏิบัติให้ลูก ๆเห็น  เช่น การส่งเงินไปให้คุณย่า  คุณยายทุกเดือน  คนละ 1,500 บาท  และถ้ามีโอกาสแม่ก็จะอธิบายเหตุผลให้

พวกเราทราบ     ในบางครั้งแม่จะซื้อผลไม้  และบอกให้ผมไปเยี่ยม  ป้าหนู  ซึ่งเป็นคนเลี้ยงพวกเรามาตั้งแต่เล็ก  แม่ไม่เคยคิดว่าป้าหนูเป็นคนรับเลี้ยงเด็ก  แม่บอกว่าป้าหนูมีบุญคุณต่อพวกเรา  เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของเรา  ที่พวกเราไม่ควรลือพระคุณ  แม้แต่หลวงพ่อแห่งวัดคงคาราม  ซึ่งท่านเคยเป็นพระอุปัชฌาย์  เมื่อครั้งพี่ชายอุปสมบท…  แม่ก็จะซื้อของเตรียมไว้ให้พี่ชายเอาไปถวาย….แม่บอกว่า  คนที่มีความกตัญญู  จะเป็นผู้ที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง…..

คนเราต้องมีเมตตา  มีความ   เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีศักดิ์ศรีในตัวเอง  และจงเป็นคนที่  คิดดี   พูดดี   ทำดี   ..แม่มักจะเล่าเรื่องราวของผมให้ใคร ๆ ฟังด้วยความภูมิใจ ( ผมรู้ว่าแม่ภูมิใจ เมื่อครั้งที่ผมต้องจับฉลากเข้าเรียนชั้น ม.1…หลังจากการจับฉลากผ่านไปประมาณครึ่งหนึ่ง   ก็ยังไม่มีใครจับฉลากได้ชื่อของผม  และเพื่อนที่นั่งข้างหน้าผมก็เช่นกัน  สังเกตเห็นสีหน้าของเพื่อนคนนั้นซึ่งไม่เคย

รู้จักกันมาก่อน เพราะมาจากต่างโรงเรียนกัน  มีสีหน้าที่ไม่สู้ดี  ผมรู้สึกสงสารมาก  จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปจับฉลากด้วยตัวเอง  แต่อธิษฐานขอให้จับฉลากได้หมายเลขของเพื่อนที่นั่งข้างหน้า    แต่เมื่ออาจารย์ได้อ่านหมายเลข  เสียงฮาก็ดังลั่นหอประชุม  เพราะผมกลับจับได้เบอร์ของตัวเอง  ผมเล่าความรู้สึกนี้ให้แม่ฟังในเวลา 2 ทุ่มของคืนวันนั้น….แม่บอกว่า….

เพราะลูกเป็นคนดี  จึงส่งผลให้ลูกจับฉลากได้ของตัวเอง….และแม่ก็หันมาถามผมด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง…”และเพื่อนคนที่ลูกตั้งใจจะจับฉลากให้ได้เป็นยังไงบ้าง…..       ผมก็บอกท่านว่า  “เขาจับฉลากได้เหมือนกันครับ”

…..ผมเคยได้ยินแม่พูดกับพี่ชาย  เมื่อครั้งที่เอาปืนออกมาทำความสะอาด….”ปืน”  แม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง  แต่ถ้าเราใช้มันอย่างมีสติ  มันจะเป็นมิตรแท้ของเรา..

 

…ในเรื่อง “ รู้เก็บ  รู้ใช้ “  แม่จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด  และ สอนลูก ๆด้วยความอดทน  เพราะพวกเรามักจะมองข้าม  และมองไม่เห็นความสำคัญ   ……

·     แม่จะหากระปุกออมสินที่ทำจากปูนพลาสเตอร์  เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ  มอบให้ลูก ๆ คนละตัว  มาตั้งแต่พวกเรายังเล็ก ๆ  จนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีกระปุกออมสินแบบนี้เหมือนเดิม  เมื่อเงินเต็มกระปุก  แม่จะเรียกลูก ๆมาช่วยกันเจาะรูด้านล่างให้มีขนาดใหญ่พอที่เหรียญจะหลุดลอดออกมาได้  และพวกเราจะช่วยกันนับเงินใส่ถุง  ถุงละ 200 บาท เสร็จแล้วก็นำเงินไปฝากที่ธนาคาร และ  เหตุผลที่แม่ไม่ทุบกระปุกให้แตก  น่าจะมาจาก  แม่ไม่อยากให้ลูก ๆเห็นภาพแห่งการทำลาย  ยิ่งกระปุกเป็นรูปสัตว์ด้วยแล้ว  ไม่อยากให้เหมือนเป็นการฆ่าสัตว์  และเหตุผลสุดท้าย  แม่เคยบอกว่า  น่าเสียดายถ้าเราจะทำลายมัน  ทำแบบนี้  เรายังสามารถเก็บไว้ดูเล่นเพลิน ๆ   และแม่ก็จะหาตัวใหม่มาแทนทุกครั้ง

·     ภาพของแม่อีกภาพหนึ่งที่ผมมองเห็นและจำได้ติดตา  คือ  แม่นั่งรีดผ้าเป็นเวลานาน ๆ  จนกว่าผ้าจะหมดจากตะกร้า  และแม่มักจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เรามองเห็น  และตระหนักในการประหยัดค่าไฟอันเนื่องจากการรีดผ้าว่า  เรารีดผ้า  1  ตัว  เสียค่าไฟเท่ากับรีดผ้า  10 ตัว  แม่ไม่สอนด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว  แต่แม่จะปฏิบัติให้เราเห็นเสมอ

·     นอกจากแม่จะสอนด้วยคำพูดแล้ว  แม่ยังสอนพวกเราด้วยตัวหนังสือ  ที่เป็นประโยคบอกเล่าสั้น ๆ อ่านแล้วเข้าใจ  เช่น  ในห้องน้ำบริเวณชั้นวาง  สบู่เหลว  ยาสีฟัน  แม่จะพิมพ์คอมพิวเตอร์คำว่า       “ สบู่เหลวใช้ประมาณ 1 เมล็ดถั่วแดง.. ก็พอจ้ะ“   “ ยาสีฟันใช้ประมาณ 1 เมล็ดถั่วดำ..ก็เกินพอจ้ะ “  หรือบริเวณสวิทช์ไฟจะเขียนคำว่า  “ ปิดไฟด้วยนะจ๊ะ ”

·     แม่เคยเรียกผมและน้องสาว  ไปดูการล้างจาน ชาม  ซึ่งในแต่ละมื้อก็จะมีประมาณ  10-15 ใบ  และช้อนอีกประมาณ 10-15  คัน  บางครั้งก็มีหม้อ  หรือกระทะให้ขัดล้าง  แม่บอกว่า….หลังจากเขี่ยเศษอาหารลงถังขยะ  และล้างด้วยน้ำยาล้างจานแล้ว  

 ตอนล้างด้วยน้ำดี  อย่าใช้น้ำที่ไหลจากก็อกเพียงอย่างเดียวเพื่อล้างถ้วยชามจนหมด  เพราะมันจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมากมาย  ฉะนั้นเราจะล้างด้วยน้ำดีที่ไหลจากก๊อกจนจานชามสะอาด  ประมาณ 3-4 ใบ  น้ำที่ชะล้างลงมาให้ใช้กะละมังรองรับ  สังเกตจนน้ำเกือบเต็มกะละมัง   ให้ปิดก๊อกน้ำ  ต่อจากนั้นก็ล้างจาน ชามที่เหลือลงในกะละมัง  ถือว่าเป็นการล้างน้ำแรกของจาน ชามที่เหลือ  จนกระทั่งหมด ก็เทน้ำทิ้งออกจาก

กะละมัง  ต่อจากนั้นก็เปิดก๊อกน้ำใหม่  ขณะน้ำไหลก็ล้างจาน ชามไปพร้อม ๆกัน  จนน้ำเกือบเต็มกะละมัง ก็ให้ปิดก๊อก  จาน ชามที่เหลือก็ล้างน้ำในกะละมัง  ถือเป็นการล้างน้ำที่สอง  จนกระทั่งจานชามหมด…..ถ้าเราล้างจาน ชามแบบนี้  ก็จะประหยัดน้ำได้เยอะกว่าการล้างด้วยวิธีใช้น้ำที่ไหลจากก๊อกเพียงอย่างเดียว  จริงอยู่มันอาจจะรู้สึกสบาย ไม่ยุ่งยาก   แต่อยากให้ตระหนักว่า…..  น้ำจืดที่มีอยู่บนโลก  มันเหลือเพียงน้อยนิด  และไม่รู้ว่าจะเหลือให้ประชากรบนโลกใบนี้ได้ใช้อย่างสบายไปอีกนานเท่าไร

·     ผมเคยได้ยินแม่พูดกับพี่ชายซึ่งสำเร็จการศึกษาแล้ว  และเตรียมตัวที่จะปฏิบัติงานที่ สภ..สมุทรสาคร  แม่บอกว่า…..จำไว้นะลูกเงินเดือนที่ลูกได้รับ  ลูกจะต้องพยายามเก็บออมให้ได้  10 % เมื่อไรลูกสามารถทำได้  ชีวิตลูกจะมีความสุขในอนาคต…..รายรับไม่สำคัญเท่ารายเหลือนะลูก….

·     แม่บอกว่าชีวิตของแม่เคยลำบากมาตั้งแต่เล็ก  เพราะแม่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน  จึงถูกเลี้ยงดูให้รู้จักการประหยัด  การอดออม    และแม่ก็คิดว่า เป็นเรื่องที่ดีงาม  ที่อยากให้ลูกได้รับรู้ และปฏิบัติ

 

ยังมีเรื่องราวต่าง ๆอีกมากมายที่แม่สอนพวกเรา  ทั้งคำพูดและการปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง  คงนำมา

กล่าวในที่นี้ไม่หมดเป็นแน่

               

            ขอบคุณครับแม่สำหรับเรื่องราวดีๆ  ที่แม่มอบให้…..แม่เป็นแม่ที่ดีของพวกเรา  และยังทำหน้าที่แทนพ่อได้ดีนับตั้งแต่ท่านจากไป……

 

                “ เฮ…..นตท.รัฐนันท์  สมวงศ์      ลุกขึ้นได้แล้ว…นั่งฝันกลางวันหรือยังไง  ตาเหม่อลอยเชียว”  เสียงเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ  เรียกเสียเต็มยศ  หลังจากพิธีการเสร็จสิ้น   ฟังแล้วรู้สึกแปลก ๆ

            “  แหม…..น่าจะมีอีกสักหนึ่งรางวัลนะ “

            “ รางวัลอะไรของนายวะ….ไอ้นันท์ “

            “  ก็……….ปล่าว…….ไม่มีอะไร “

***************************

 

 

 

 

 

 

46  ที่จบการศึกษาตามหลักสูตรกำหนด




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ผ่านมาอ่านครับ
ถูกแล้วครับ รู้จักประมาณในการบริโภคนะลูก แม่จะว่าอย่างนี้แหละ แต่แม่พูดเท่ห์กว่าว่า รายรับไม่เท่ารายเหลือนะลูก

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
singlemom99 วันที่ : 19/09/2009 เวลา : 00.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MotherandSon


ขอบคุณครับแม่สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่แม่มอบให้…..แม่เป็นแม่ที่ดีของพวกเรา และยังทำหน้าที่แทนพ่อได้ดีนับตั้งแต่ท่านจากไป……
.................................................
ใช่ประโยคนี้ไหมคะครูเปียแก้ว
เพราะเป็นแม่ มีลูกชายแต่ยังเล็ก ๘ ขวบกว่า
อ่านแล้วซาบซึ้งค่ะ เพราะตั้งใจเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี
หล่อสวย แต่ไม่ดี ไม่มีคุณค่า ชีวิตเขาจะแย่ค่ะ
คนนี้ล่ะค่ะลูกชายคนเดียว


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 18/09/2009 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

อ่านง่ายกว่าเดิมแล้วครับ

แต่ปัญหาที่เคยพบเวลาก็อปปี้ข้อความมาจาก word ก็คือ บางครั้งเปลี่ยนฟ้อนท์แล้ว มันเปลี่ยนไม่หมดทุกตัว

ถ้าก็อปปี้จาก word มาลง notepad ก่อนแล้วค่อยก็อปปี้จาก notepad มาใส่ในบล็อก จะแก้ไขง่ายกว่า แต่ก็เสียเวลาตกแต่งตัวหนาตัวบางหรือย่อหน้า ... แต่ผมว่าออกมาจะดูดีกว่า word

http://www.oknation.net/blog/konto/2009/06/15/entry-2

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 18/09/2009 เวลา : 17.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

สะบายดีค่ะญานาง


โอ...ต้องขอแปะไว้ก่อนเจ้าค่ะ พักนี้เวลาจำกัดมากค่ะ

ซำมะแจะอยู่ฝั่งไทยนี่ล่ะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
โคมทอง วันที่ : 17/09/2009 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ji2551

ล้างจานสะอาดมากค่ะแถมประหยัดด้วย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เปียแก้ว วันที่ : 17/09/2009 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krupia

ตัวเล็กลงแล้ว...
แก้รอบสอง ตัวหนังสือก็บางลงแล้วนะ...อ่านง่ายขึ้น
พอแก้อีกรอบ ตัวหนังสือก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ
เป็นอะราย ม่ายรู้

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 17/09/2009 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

ผ่านมาอ่าน
เรื่องดีๆ
แถวๆบ้านนี้
ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 17/09/2009 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

ต้องขอก็อปปี้ text ไปอ่านใน word เพราะมัน contrast และเป็นตัวหนา อ่านยากนิดนึง แล้วจะกลับมาชิงรางวัลถาดขนมหม้อแกงทองคำนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
redribbons07 วันที่ : 17/09/2009 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

ขอบคุณครับแม่สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่แม่มอบให้…..แม่เป็นแม่ที่ดีของพวกเรา และยังทำหน้าที่แทนพ่อได้ดีนับตั้งแต่ท่านจากไป……



ใช่ตรงนี้หรือเปล่าคะ




แม่มีลูกดี..ลูกมีแม่ดีค่ะ







ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เปียแก้ว วันที่ : 17/09/2009 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krupia

อาว์ว...เละตุ้มเป๊ะ
แก้ยังไงล่ะนี่...5555

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]