• watcha
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : t6889k@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 104
  • จำนวนผู้ชม : 215040
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
ฉันชื่อวัชชาเป็นผู้หญิงธรรมดา
ทำในสิ่งที่มีสิทธิ์คิดในสิ่งที่มีค่ารอในสิ่งที่มีมาไขว่คว้าในสิ่งที่มีจริง//วัชชา//
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/learnlivelove
วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม 2550
Posted by watcha , ผู้อ่าน : 5797 , 11:55:14 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



จากกรุงเทพฯ

สู่

ดินแดน

สาธารณรัฐประชาชนลาว



...ทริปนี้เป็นทริปที่ไปโดยไม่ได้มีการวางแผนในการเดินทางเหมือนกับทุกครั้งเมื่อเวลาไปเที่ยว  เราเริ่มต้นจาก กรุงเทพมหานคร มุ่งสู่เมืองย่าโมโคราช หรือนครราชสีมา (ซึ่งนอนค้างโคราช 1คืน)
เช้าวันที่ 20 ตุลาคม ก็เดินทางมุ่งสู่จังหวัดหนองคาย  โดยทริปนี้มีสโลแกนซึ่งเราตั้งสโลแกนกันเอง ว่า "ไปตายเอาดาบหน้า..."(555+) 

20 ตุลาคม 2550
หกโมงเช้าเมื่อล้อเริ่มหมุน ออกจากที่พักที่โคราช แต่คน(บางคน)ยังมีอาการง่วงและห่วงนอน อยู่บ้าง เพราะมาพักนอนที่โคราชรู้สึกผิดที่(นอน) เลยนอนหลับไม่สนิท ...
นั่งดูธรรมชาติข้างทางได้พักหนึ่งก็เคลิ้มหลับแต่แล้วหลับไม่ถึงสิบนาที ต้องตกใจเสียงร้องของผู้ร่วมเดินทางในทริปนี้  "น้ำท่วมๆ "  ช่วงนี้น้ำท่วมโคราชค่ะ....วัชชาไม่รอช้าจึงคว้ากล้องเก็บภาพน้ำท่วมมาให้ดู
"แล้วจรเข้ที่เป็นข่าวอยู่มันจะหลุดออกมาอยู่แถวนี้ ?" เรื่องจรเข้นี้วัชชาไม่ทราบแต่น้ำเยอะขนาดนี้น่าจะมีอยู่นะ....แต่ถ้ามีมาให้เห็นก็คงรีบกซัตตเอร์และหลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันล่ะค่ะ...

รถวิ่งมาได้เกือบสองชั่วโมงสมาชิกที่ร่วมเดินทางเริ่มหิวเพราะยังไม่มีใครทานเข้าเช้ากันเลย...
ตอนแรกตั้งใจแวะขอนแก่นเพื่อหาข้าวเช้าทาน แต่พอเหลือบไปเห็นร้าน "เต็กกอเมืองพล"
ซึ่งมีดาวห้าดวงการันตีก็เอามันตรงนี้แหละ..อย่างว่าความหิว ก็คล้ายกับความรักที่มันห้ามกันไม่ได้(เกี่ยวกันไหมเนี๊ยะ?)...
ทุกคนสั่งอาหารจานเดียวมารับประทานคือข้าวหมูกรอบ มีวัชชาที่ทานไม่เหมือนคนอื่นคนเดียวคือก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และปิดท้ายการกินด้วยลูกชิ้นหมูเต็กกอ กินกันพอประมาณ พอหอมปาก
หอมคอ หลังจากทุกคนอิ่ม ก็เริ่มเดินทางต่อไป...

บรรยากาศชนบทสองข้างทางทำให้หายง่วงและเลิกห่วงที่จะนอนอีกต่อไป....ไม่ได้เห็นบรรยากาศและวิถีชาวบ้านแบบนี้มานานพอสมควรแล้ว วันนี้เลยใช้สายตาเสพมันอย่างเต็มที่
มาถึงจ.หนองคาย ก็เกือบเที่ยง เป็นครั้งแรกที่มาจ.หนองคาย ใครจะว่าเชยก็ช่าง เพราะปกติไม่ค่อยได้ไปไหนไกลๆ อยู่แล้วค่ะ
การเดินทางโดยใช้รถยนต์7-8 ที่นั่ง ไปตามเส้นทาง แผนที่ต่างๆ ไม่จำเป็นสำหรับทริปนี้ (เพราะอาศัยความมั่วเอา! )  เราอาศัยป้ายบอกเส้นทาง แต่อย่าคิดว่าต้องหลงทางนะคะ...ไม่มีหลงค่ะ....
แต่ก็ต้องพกไว้ในรถเพื่อความอุ่นใจอยู่บ้าง

พวกเรามาตั้งต้นอีกครั้งที่ก่อนที่จะข้ามฝั่งโขงไปสู่  ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ  ที่บ. กานตนา ทัวร์ เพื่อทำเอกสารผ่านแดนฯ รายจ่ายก็ได้เริ่มต้น ณ บัดนี้..เอกสารประกอบการเดินทางชาวไทย ต้องทําบัตรผ่านแดนที่ศาลากลางจังหวัดหนองคาย โทร. 0 4241 1778 เปิดทําการทุกวันไม่เว้นวันหยุค่าธรรมเนียมคนนละ40 บาท หรือติดต่อผ่านบริษัททัวร์ที่รับดําเนินการให้   ค่าบริการ 100 บาท เอกสารประกอบการทําบัตรผ่านแดนคือ สําเนาบัตรประชาชนและรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จํานวน 2 รูป กรณีผู้ติตามีอายุต่ำกว่า 15ปี   ใช้สําเนาทะเบียนบ้านหรือสําเนาสูติบัตรแทนสําเนาบัตรประชาชนและนําบัตรผ่านแดนไปประทับตราที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ค่าธรรมเนียมฝั่งไทย 10 บาท ค่าธรรมเนียมฝั่งลาว วันจันทร์-ศุกร์  50  บาท เสาร์-อาทิตย์ 70 บาท อายุผ่านแดน 3 วัน หากอยู่เกินต้องขอต่อที่กระทรวงภายใน สปป.ลาวและใช้ได้เฉพาะการเดินทางชายแดนไทย-ลาวไม่เกิน 25 กิโลเมตร หากเดินทางไปเมืองอื่นต้องใช้หนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าชาวต่างประเทศ ต้องใช้หนังสือเดินทาง(Passport) พร้อมวีซ่า โดยยื่นขอได้ที่สถานฑูตลาวประจําประเทศไทย 520/1-3 ซอยราม คําแหง 39 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โทร.0 2539 6667 หรือสถานกงสุลลาว 18/1-3 ถนนโพธิสถิตย บ้านโนนทัน ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. 0 4322 1861,0 4322 3688 ทั้งนี้ต้องดําเนินการล่วงหน้าก่อนเข้าประเทศอย่างน้อย 3 วันทํา  การ หรือติดต่อบริษัทนําเที่ยวดําเนินการได้ อนุญาตให้อยู่ในลาวได้ 30 วัน หรือติดต่อขอ visa on arrival ได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของสปป.ลาว อยู่ในลาวได้ 15 วัน

แต่รับรองค่ะว่าไม่แพงเลย..(แค่ตรงจุดนี้นะ แล้วยังมีจุดเล็กจุดน้อยจุดสำคัญอีกเยอะ !! จ่ายจนจำมาเล่าให้ฟังไม่ได้เพราะไม่ได้จ่ายเองค่ะ..)  เราต้องนั่งรอเอกสารดังกล่าวประมาณครึ่งชม.
หลังจากนั้นรถของบ.กานตนาฯ ก็ไปส่งพวกเราที่ด่านชายแดน.....เตรียมขึ้นรถบัสปรับอากาศชนิดที่แบบใครเร็วก่อนก็ได้ไปก่อน ไม่มีคิว ไม่มีการระบุหรือจองตำแหน่งที่นั่ง... ถ้าเต็มก็รอคันใหม่ค่ะ...
รถบัสดังกล่าวสภาพดีติดแอร์ดูหรูหราได้นำนักท่องเที่ยวข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว โดย ต่อไป....

ต่อไปนี้ขอเป็นไกค์พาเที่ยวอย่างมีสาระหน่อยนะคะ....
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปอําเภอเมืองหนองคายไปยังเมือท่าเดื่อ ของ สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง
เวียงจันทน์ประมาณ 20 กิโลเมตรสร้างขึ้นด้วยความรวมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และไทย นับวาเปนสะพานที่สรางความ
สัมพันธไทย-ลาว ใหกระชับแนนแฟนยิ่งขึ้นทั้งทางดานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นักทองเที่ยวทั่วไปที่ตองการเดินทางจากหนองคาย
ไปเวียงจันทนจําเปนตองใชสะพานแหงนี้ ตัวสะพานมีความยาว 1,137 เมตร กวาง 12.7 เมตร มีชองสําหรับเดินรถ 2 ชองทาง ซึ่งตรงชวง
กลางสะพานออกแบบไวสําหรับสรางทางรถไฟ เชิงสะพานมีดานตรวจคนเขาเมือง การเดินทางทองเที่ยวประเทศสปป.ลาว โดยขามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
นักทองเที่ยวสามารถเดินทางดวยตัวเอง หรือใชบริการนําเที่ยวจากบริษัทนําเที่ยวที่ไดรับอนุญาตตามกฎหมาย ดานจะเปดทุกวันตั้งแต
เวลา 06.00-22.00น. ค่ะ


รถเช่าพาเที่ยวในเวียงจันทน์

เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีการวางแผนในการเดินทางและการไปเที่ยวชมสถานที่ในแต่ละจุดก็ไม่ได้มีการวางแผนเช่นกัน
เวลาที่เหลือที่จะท่องเที่ยวชมบ้านเมืองของประเทศเพื่อนบ้านจึงมีเวลาแค่ไม่เกินหกชั่วโมง(เพราะต้องรีบกลับฝั่งไทยก่อนที่คนติดตามจะพาวัชชาไปชั่งกิโลขาย 555+)


เมื่อไปถึงประเทศ สปป.ลาว เวียงจันทน์  สิ่งที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเลย คือไกค์นำเที่ยวพร้อมกับรถตู้ที่จะใช้โดยสาร เข้ามาเจรจาต่อรองราคา และแนะนำสถานที่ต่างๆ ในเวียงจันทน์
(เนื่องจากไม่ได้นำรถเข้าประเทศ เพราะการขับขี่ไม่เหมือนกัน บ้านเมืองเขาขับเลนขวาค่ะ) ด้วยความที่คิดว่าเขามีอัธยาศัยและมิตรไมตรีที่ดี จึงตกลงราคา
ได้ในราคาเหมา 700 บาท  ...พี่ไกค์ลาวคนนี้บริการเราดีมากๆ หน้าตายิ้มแย้ม อัธยาศัยดี ใจเย็น  เป็นกันเอง ...
ระหว่างที่พี่ไกค์ลาวขับรถพาพวกเรา มุ่งหน้าไปยังวัดศรีเมือง สิ่งที่ชวนให้เวียนหัวคือ การเจรจรบนท้องถนน โดยเฉพาะการขับี่รถทุกชนิดเขาขับกันตรงข้ามกับบ้านเรา(มึนอยู่สักพัก)
จึงเลิกสงสัยแล้วว่าทำไมสมาชิกถึงไม่นำรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปในลาว...
บ้านเมืองเขาก็ไม่แตกต่างจากบ้านเมืองเราเลย(ด้วยความรู้สึกส่วนตัวนะคะ )

สปป.ลาว ที่ได้ชื่อว่า "ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ" นครเวียงจันทน์ เปรียบเสมือนกรุงเทพมหานคร  สถานที่แรกที่พี่ไกค์ลาวได้พาพวกเราไปเยือน คือ 

วัดศรีเมือง  เป็น " สถานที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์ "  ใช้แล้วค่ะเมื่อเราไปไหนก็ตามเราต้องไหว้ศาลหลักเมืองและแต่ละที่ก็มีวิธีการไหว้ที่ค่อนข้างแตกต่าง
 
• วัดศรีเมือง ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช ทางทิศตะวันออกของสถานทูตฝรั่งเศส เป็นวัดแห่งหนึ่งในนครเวียงจันทน์ที่มีประชาชนลาว
เดินทางไปสักการะบูชาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ภายในวัดศรีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์
วัดศรีเมืองสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2106 โดยเหล่าเสนาอำมาตย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธราชได้ลงความเห็นให้สร้างวัดศรีเมือง
ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาถูกกองทัพสยามทำลายลงในปี พ.ศ.2371 และสร้างวัดศรีเมืองขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2458
ภายในวัดศรีเมืองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ พระพุทธรูปองค์นี้ได้ชำรุดไปบางส่วน
ซึ่งชาวลาวเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ด้านหน้าบริเวณตรงข้ามประตูทางเข้าวัดศรีเมืองมีร้านจำหน่ายดอกไม้
ธูป เทียน และร้านจำหน่ายผลไม้ให้บริการทางด้านตะวันออกของวัดศรีเมืองมีสวนสาธารณะเล็กๆ มีพระบรมรูปของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์
ตั้งอยู่บนแท่นสูงกลางสวนสาธารณะ พระหัตถ์ทรงถือสมุดใบลานที่จารึกประมวลกฏหมายฉบับแรกของลาวไว้
พระบรมรูปเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์นี้เป็นของขวัญที่ทางสหภาพโซเวียตมอบให้มาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หลังจากนั้นแผ่นป้ายโลหะจารึกพระนามถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รื้อทิ้งออกไป ภายหลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในปี พ.ศ.2518
ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.


วิธีการไหว้ขอพร....




หอพระแก้ว : "อดีตเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต"
• หอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนน เชษฐาธิราช ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือพระเจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปีพ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯมากมาย สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ในปีพ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของ เจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้หอพระแก้ปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันทน์ก้ยังเดินทางมาสักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก สำหรับส่วนในของพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดง พระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอมและกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมมาก่อน
สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น., 13.00 น. - 16.00 น.
หมายเหตุ ภายในหอพระแก้ว ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิด

ประตูชัย : "อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์"

• ประตูชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์บนถนนล้านช้างไปสิ้นสุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รันเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลของประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมก็ยังมีเอกลักษณ์ของลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย บันไดวนให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ บนยอดของประตูชัยอีกด้วย ตลอดบันไดวนของประตูชัยจะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก
เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวัน
สถานที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์
ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 2,000 กีบ
เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.


(ใครหว่า??)


ปล. ที่บริเวณประตูชัย วัชชาเจอคุณแบงค์ ที่อ่านข่าวในช่วงเช้าด้วย ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเขาไปกับเพื่อนๆ ประมาณเกือบ 10 คน เกรงใจในความหล่อของหนุ่มๆ ทั้งหลาย

สาวลาวในชุดเครื่องแบบนศ.บริเวณประตูชัย


ชุดเครื่องแบบตำรวจในสปป.ลาว

พระธาตุหลวง : "ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว"
• พระธาตุหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย พระธาตุหลวงแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติและยังแทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาวอีกด้วย พระธาตุนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 พระธาตุองค์นี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร
• ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุองค์นี้ได้สร้างในสมัยพุทธศักราชที่ 236 โดยมีพระภิกษุลาวจำนวน 5 รูปเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้อันเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมาด้ำกราบทูลพระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ในสมัยนั้น ให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวได้กราบไหว้ กล่าวไว้ว่า พระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอคว่ำ มีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันสร้างครอบองค์เดิม ซึ่งต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ตามดำริของพระราชบิดา คือพระเจ้าโพธิสาร จากนั้นทรงมีพระบัญชา ให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอมโดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงสองแห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือและวัดพระธาตุหลวงใต้
• ในปัจจุบัน พระธาตุหลวงมีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆเอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้รอบๆองค์พระธาตุใหญ่ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นสัญลักษณ์หนึ่งแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทองลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ และถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ประมาณ 100 เมตรจะแลเห็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่า พระแสงดาบเล่มนี้ทำหน้าที่ปกป้องพระธาตุหลวงซึ่งได้ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคน
สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.



แค่ 4 จุดสำคัญๆ ก็ใช้เวลาเยอะพอสมควร....อากาศเหมือนเป็นใจ เราไม่รู้สึกร้อนและเหนื่อยเลย อากาศวันนี้ค่อนข้างดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งสังเกตุฟ้าจากภาพถ่ายวัดพระธาตุหลวง สวยและงดงามจริงๆ
ปล.ใน สปป.ลาว เราเที่ยวจนลืมเรื่องกิน  จึงไม่สามารถบอกรสชาดของอาหารลาวได้....

หลังจากนั้นพี่ไกค์ชาวลาวก็พาพวกเรามาที่ส่งที่ด่านชายแดนอีกครั้ง เราจ่ายค่าเหนื่อยให้กับพี่ไกค์ชาวลาวคนนี้ไป 700 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
พวกเราแวะเข้าไปซื้อ(ไปชมมากกว่า) ของฝากที่ Duty free แต่ซื้อไม่มากเพราะไม่ชอบหิ้วของ....แล้วของก็ไม่ได้ถูกไปกว่าท่าเสด็จเท่าไหร่เลยขึ้นอยู่กับการต่อรองราคา
เสร็จจากการชมสิ้นค้าก็เป็นการเดินทางกลับประเทศไทยโดยย้อนรอยเดิม ขากลับรถบัสคนค่อนข้างเยอะเลยต้องยืนโหน ไม่ต่างจากการโหนรถเมล์ในกรุงเทพฯ รถบัสเที่ยวนี้เราได้รับกลิ่นไอของประเทศลาว
ผสมกลิ่นไอประเทศไทยอย่างคุ้มเลยค่ะ...
ยืนในรถบัสไม่ทันไรก็มาถึงฝั่งไทย หรือ จ.หนองคาย แล้วค่ะ 


 พระอาทิตย์ยังทันจะตกดิน(ตกน้ำ)   พวกเราวุ่นอยู่กับการหาที่พักในคืนนี้ เป้าหมายแรกคือ โรงแรมรอยัลแม่โขง เราไม่ได้ติดหรูไม่ได้ไฮโซ แต่เราพยายามหาที่พักที่สามารถชมวิวทิวทัศน์ ริมฝั่งโขงได้ชัดเจน
แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะที่พักเต็ม...บทสรุปเราจึงได้นอนพักที่โรงแรมรอยัล จอมมณี  ไม่มีห้องตามที่เราต้องการ ....(วิวชัดมากๆ วิวหลังคาค่ะ)
เนื่องจากวุ่นกับการหาที่พัก...เวลาไม่คอยท่า พระอาทิตย์ก็ไม่คอยเราเช่นกัน   บทมันนึกจะตกดิน ตกน้ำมันก็ตกไปเสียดื้อๆ ทำให้เราไม่ได้ถ่ายภาพพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าคู่กับแม่น้ำโขงมาให้ชม....
มีแต่พระอาทิตย์ที่ถ่ายจากในรถยนต์ตอนที่เรากำลังขับรถหาที่พัก(ได้ไหมคะ)

เมื่อหาที่พักเรียบร้อย...ถึงแม้จะไม่ได้ดังใจที่คิดไว้...ต่อมกระตุ้นความหิวก็เริ่มทำงานมันทำให้เราเกิดอาการอยาก(อาหาร)ขึ้นมา.... เราเริ่มมองหาที่กินและร้านทีเราตัดสินใจเลือกในเมื่อค่ำวันนี้ คือ ร้านเรือนริมน้ำ
การันตีได้เลยค่ะว่าอาหารที่สั่งมาอร่อยทุกอย่าง....แถมได้ชมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และชมบรรยากาศริมฝั่งโขงยามค่ำคืนอีกด้วยค่ะ

เช้าวันที่ 21 ตุลาคม 2550 เมื่อพวกเราเตรียมตัว check out จากที่โรงแรม ไม่รีรอรีบหาของกินก่อนที่เราจะไปจับจ่ายซื้อของฝากที่ท่าเสด็จ ครั้งนี้คงไปซื้อไม่ชมอย่างเดียวแล้วล่ะ....  นอกจากเราจะเป็นคน
ที่ไม่มีแผนในการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปตามสภาพดินฟ้าอากาศและอารมณ์ของเรา เรายังเป็นคนที่ไม่มีแผนในการกินด้วยอีกเช่นกัน....กินง่าย นอนง่าย(ถ่ายก็ง่าย 555+ )  ร้านแรกที่ได้เราเป็นลูกค้าน่าจะรายแรกด้วย
ในเช้าวันนี้คือ ร้านโคตรเซียน 1999 (น่าจะเปิดมา 8 ปี) เราสั่งโจ๊กเครื่องในหมู ไม่ขอสาธยาย บอกได้อย่างเดียวว่าอร่อยมั๊กมากค่ะ....ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ก็ทานแตกต่างกันไป ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย เราลงมติ
ให้คะแนนร้านนี้ 10 คะแนนเต็ม(จะได้ค่าโฆษณาไหม?)
และสุดท้ายขอปิดฉากการเดินทางไปที่ท่าเสด็จกับความสุข(ความทุกข์เพราะกระเป๋าเริ่มแบน)ในการได้นำเงินไปแบ่งกันใช้กับพ่อค้า แม่ค้าที่ท่าเสด็จ...
และเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งมาเยือน " หนองคาย  เมืองบั้งไฟพญานาค ดินแดนมหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง 1 ใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวนำร่องของไทย และเมืองน่าอยู่อันดับที่ 7ของโลก" 



เมื่อเสร็จภาระกิจจับจ่ายสินค้าเรียบร้อย....
เราจึงเดินทางไปที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นวัดอารามหลวงเพื่อไปกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองหนองคาย ขอเกริ่นๆ ประวัติของหลวงพ่อพระใสไว้สักนิด
หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีลักษณะงดงาม ตามตํานานเล่าว่า พระธิดา 3 องค์ของกษัตริย์ล้านช้างได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ พระเสริมประจําพี่ใหญ่ พระสุกประจําคนกลางและพระใส
ประจําน้องคนสุดท้อง เดิมประดิษฐานที่เวียงจันทน์ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามลงเรือข้ามฝั่งมายังเมืองหนองคายแต่เกิดพายุพัดพระสุกจมน้ำหายไปส่วนนพระเสริมและพระใสได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หนองคาย จนในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ สวนพระใสยังคงประดิษฐานอยูที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ทุกปี
ในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเปนประจํา....
เราเดินทางเราออกจากจังหวัดหนองคาย.....อุดรธานี(ว่าจะแวะไปเที่ยวแต่เริ่มมีอารมณ์อยากกลับโคราชเร็วๆ สรุปเลยไม่ได้เที่ยว)......ขอนแก่น.....(แวะกินส้มตำไก่ย่างเขาสวนกวาง อร่อยอีกแล้ว)
พระอาทิตย์กำลังจะตกเรามาถึงจุดหมายปลายทาง "นครราชสีมา" โดยสวัสดิภาพ...ความสุขสำหรับทริป(ไปตายเอาดาบหน้า)ในครั้งนี้ มันช่างมากมายเหลือเกินค่ะ


...เสน่ห์มนต์ขลังที่ไม่มีวันลืม....

ความขึมขลังจากประวัติศาตร์แห่งดินแดนสาธารณรัฐประชาชนลาว เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงอันยิ่งใหญ่ ติดกับดินแดนหนือสุด ณ ที่ราบสูงอีสาน คือ รอยต่อของจังหวัดหนองคาย
จังหวัดเดียวในประเทศไทยที่อยู่ตรงข้ามเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้าน "เวียงจันทน์" ดินแดนศรีสัตนาคณหุตแห่งอาณาจักรล้านช้าง....
ไม่ถึง 1วัน ในเวียงจันทน์ และเพียง 1 คืนในจ.หนองคาย  เสน่ห์ความงดงาม มิตรภาพอันดีงาม ทำให้ฉันสัญญากับใจตัวเองว่าจะต้องกลับไปเยือนอีกครั้ง เพราะฉันยังไม่ได้ไป "หลวงพระบาง".......(ให้ตายซิ เศร้า!)

ปล.ประวัติความเป็นมาประเทศ สปป.ลาว
google ช่วยท่านได้....

บันทึกการเดินทางอย่างซุกซนของ...วัชชา



/1
"The final countdown"

เพลงThe final countdown คิดว่าขาร็อคคงไม่มีใครไม่รู้จักเพลงนี้เป็นแน่ วันก่อนมีเพื่อนส่งเพลงนี้มาให้ฟังพร้อมทั้งรอลุ้นอะไรบางอย่างด้วยกันทั้งคู่ .... ...."ตอนนี้กำลัง countdown กับอนาคตของตนเองที่อ

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]