• rabbitzilla
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rabbitzilla@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-15
  • จำนวนเรื่อง : 35
  • จำนวนผู้ชม : 115535
  • ส่ง msg :
  • โหวต 25 คน
Lifelong Learning
สิ่งใหม่ๆที่ได้เรียนรู้ ไม่มีที่จะจดจึงต้องเอามาฝากไว้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/lifelong-learning
วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม 2551
Posted by rabbitzilla , ผู้อ่าน : 15096 , 17:32:30 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 
ช่วงนี้มีหนังฟอร์มโตเรื่องหนึ่งเข้ามาฉายในบ้านเรา ใช้ชื่อว่า บุกอาณาจักรโลก 10,000 ปี บรรดานักแสดงนำอาจไม่มีชื่อที่คุ้นหู แต่ทีมงานที่สร้างมีเครดิตดีพอสมควรจากหนังดังหลายเรื่องที่เคยมาโกยเงินในบ้านเรามาแล้ว ผมเองก็เพิ่งจะได้เข้าไปชมตอนสายๆของวันนี้  หนังจะสนุกจะน่าดูหรือไม่ ต้องไปชมกันเองครับ เพราะว่าผมก็ไม่ได้มีความประสงค์จะวิจารณ์หนัง แต่อยากจะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่ปรากฏบนแผ่นฟิล์มดูสักหน่อย

ช่วงเวลา 12,000 BP (Before Present)  เป็นช่วงรอยต่อของยุค Pleistocene และ Holocene  มนุษย์เพิ่งจะเริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เป็นครั้งแรก เช่น การเพาะปลูก ภาษาพูดเริ่มแยกออกจากกันระหว่างชนกลุ่มต่างๆอย่างชัดเจน  เวลาดังกล่าวเป็นการแบ่งระหว่างสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-History) และสมัยประวัติศาสตร์ ยุคน้ำแข็ง (Ice Age) ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในช่วงนี้เอง หลังจากนั้นโลกเราก็อุ่นขึ้น และมนุษย์สามารถเข้าไปตั้งถิ่นฐานในที่ละติจูดสูงเช่นยุโรปตอนเหนือได้มากขึ้น โลกนั้นสมัยนั้นก็เต็มไปด้วยสัตว์ยักษ์แบบในหนังนั่นแหละ และก็มาสูญพันธุ์ไปในช่วงนั้นเยอะเลย

หนังเริ่มต้นด้วยชนเผ่าหนึ่งที่น่าจะอยู่บริเวณตอนใต้ของยุโรปในปัจจุบัน อากาศหนาวเย็นมาก เพราะเป็นช่วงปลายของยุคน้ำแข็ง พวกเค้าหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าช้างยักษ์งายาวที่ลำตัวปกคลุมด้วยขน ซึ่งถ้าดูช่วงเวลาที่หนังกำลังเล่าคือ 10,000 ปีก่อนคริสกาลนั้น โอกาสที่ยังจะมีช้างแมมมอธ (Mammoth) หลงเหลืออยู่นี่เป็นไปได้สูงเลย บางตำราก็บอกว่า แมมมอธตัวสุดท้ายเพิ่งจะสิ้นลมไปเมื่อห้าพันปีก่อน  แต่คนรุ่นเราไม่ต้องกลัวนะครับ เค้ามีการค้นพบซากแช่แข็งใน Siberia นักวิทยาศาสตร์น่าจะ Clone มันได้ภายในไม่กี่ปีถัดจากนี้

 

ชนเผ่ายาห์กาล ตามท้องเรื่องก็ทำมาหากินอะไรไม่เป็นนะครับ นอกจากล่าสัตว์ อาวุธของพวกเค้าก็คือหอกที่ปลายเป็นหินและกระดูกสัตว์ ทำการเกษตรไม่เป็น ปลูกพืชไม่ได้ และไม่มีสัตว์เลี้ยง แค่จุดไฟได้นี่ก็เก่งแล้ว ที่ผมกลัวมากคือ ถ้าหากในเรื่องพูดภาษา @#*&% แล้วจะดูรู้เรื่องมั้ยเนี่ย (โชคดีมากที่ผู้กำกับไม่ใช่ Mel Gibson มิฉะนั้นเราจะต้องปวดหัวเหมือนเรื่อง The Passion of The Christ และ Apocalipto)  พอตัวแสดงคนแรกพูดภาษาอังกฤษออกมานี่ผมใจชื้นเลย  แต่ในความเป็นจริงก็คือสมัย 10,000 ไม่มีภาษาอังกฤษ แต่เริ่มมีภาษามนุษย์อย่างน้อยสามตระกูลแล้วในแหล่งอารยธรรมโบราณ  เผ่ายาห์กาลของเราไม่เจริญถึงขั้นนั้น ในการล่าสัตว์จึงน่าจะใช้วิธีตะโกนโหวกเหวกชี้โบ้ชี้เบ้มากกว่า ตอนที่หัวหน้าทีมสู้แรงช้างไม่ไหว บอก let it go นี่ไม่มีทางเป็นไปได้ J 

ต่อมาก็มีอีกคนกลุ่มหนึ่งซึ่งตัวใหญ่ ขี่ม้า อาวุธครบมือ บุกเข้ามาจับตัวชนเผ่าที่น่าสงสารไป คนกลุ่มนี้มีวิทยาการสูงกว่า ดูจากการแต่งตัวที่มีเสื้อเกราะและเครื่องประดับโลหะ มีดาบด้วย ย่อมจะเก่งกว่านักล่าช้างของเราเป็นธรรมดา ทางด้านความเชื่อ คนกลุ่มนี้นับถือเทพเจ้าเป็นตัวเป็นตน มีนักบวช และมีพิธีกรรม แสดงว่าก้าวหน้ากว่า ชาวยาห์กาลที่นับถือ Spirit และมีพ่อมดหมอผี  ผมชอบตรงที่พระเอกจะไล่ตามคนรักที่ถูกจับตัว เพื่อนก็ทักท้วงว่าจะตามไปยังไงพวกนี้มันเป็นปีศาจ มันอาจจะบินได้ พระเอกก็ตอบว่า “ข้าไม่เห็นพวกมันมีปีกเลย หรือว่าเจ้าเห็น” แสดงว่าความคิดที่เป็นตรรกะเริ่มจะเกิดในหมู่มนุษย์แล้ว

คาราวานทาสเดินทางข้ามภูเขาสลับซับซ้อนที่เต็มไปด้วยหิมะ แล้วก็มาถึงป่าแห่งหนึ่งที่อุดมไปด้วยนกยักษ์ ก็โดนจับกินไปหลายคน ถ้าใครยังไม่ได้ดู และนึกไม่ออกว่านกยักษ์มีพฤติกรรมอย่างไร ลองนึกถึง Velocirapter ในเรื่อง Jurassic Park นะครับ วิ่งพล่านพอๆกันเลย ออกล่าเป็นฝูงเหมือนกัน แต่หัวเหมือนนกอินทรีและไม่มีหางยาว

 

 
ในเรื่องก็ไม่ได้บอกนะครับว่าเป็น
Species ไหน แต่ในสมัย 10,000 BC ก็มีนกยักษ์แบบนี้อยู่จริง มีหลายพันธุ์ด้วย ก็ไม่รู้อะไรทำให้มันต้องตัวใหญ่ขนาดนี้ พวกนี้สูญพันธุ์ไปเพราะสภาพแวดล้อมและอาหารการกินเปลี่ยนแปลงเป็นหลัก

ตามท้องเรื่องบอกว่า พวกที่มาจับตัวนางเอกไปนี้ อ้างตัวเป็นเทพเจ้า คนเชื่อกันว่ามาจากดาวดวงอื่น หรือมาจากแผ่นดินที่จมหายไปในมหาสมุทร ถึงในหนังจะไม่ได้บอกชื่อเกาะ เราก็สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าหนังกำลังพูดถึง ทวีปแอตแลนติสนั่นเอง ซึ่งตามตำนานว่าน่าจะตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ผู้คนในทวีปลับแลนี้มีวิทยาการก้าวหน้ามาก่อนพวกอียิปต์ และกรีกโรมันเสียอีก แม้แต่ Plato นักปราชญ์กรีกโบราณก็ยังพูดถึงทวีปนี้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่ามีอยู่จริง และถึงจะมีจริงก็ไม่น่าจะเก่าถึง 10,000 BC

ตอนที่นางเอกเข้าไปในห้องนักบวชก็จะมีแผนที่เกาะขนาดใหญ่อยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกานะครับ แต่ขอโทษครับ สมัย 10,000 BC ไม่มีทางมีแผนที่  คนวาดแผนที่สมัยโบราณอาจจะเพี้ยนๆหน่อยนะครับ เพราะแผนที่ตัวอย่างที่ผมเอามานี้มันกลับหัว อย่างไรก็ตามทวีปนี้น่าจะอยู่นอกชายฝั่งประเทศสเปนและแอฟริกา

 
ชาวแอตแลนติสมีการกวาดต้อนแรงงานและช้างแมมมอธจำนวนมากมาสร้างปิระมิด ผมยังงงๆว่าร้อนขนาดนั้นช้างขนยาวทนไหวได้ยังไง แต่ในทางวิทยาศาสตร์ก็มี
African Mammoth นะครับ นอกจากนี้พวกเค้ายังรู้จักการสร้างทางลาดขนาดยักษ์เพื่อใช้ในการขนหินก้อนโตๆ  มีอยู่ตอนนึงกลุ่มของพระเอกสอบถามชายตาบอดที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องพระเจ้ามากกว่าชาวบ้าน ชายคนนั้นบอกว่าเมื่อก่อนมีพระเจ้าอยู่สามองค์ ตอนนี้เหลือแค่หนึ่ง เป็นการบอกนัยๆว่า ปิระมิดสองแห่งที่กำลังสร้างในหนังนั้น ก็เพื่อเป็นสุสานของพระเจ้านั่นเอง อันนี้ตรงกับคติความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ

มุขนี้เลียนแบบมหาปิรามิดสามแห่งที่เมือง Giza ในประเทศอียิปต์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แต่ปิรามิดของจริงนั้นสร้างแด่ฟาโรห์ที่ล่วงลับ และไม่ได้สร้างพร้อมกันทั้งสามแห่งอย่างในหนัง ปิรามิดของอียิปต์นั้นแห่งที่แก่ที่สุดสร้างขึ้นหลัง 3,000 ก่อนคริสตศักราช ดังนั้น 10,000 BC นี่ไม่มีปิรามิดแน่นอน รวมทั้งเรือใบหน้าตาแปลกที่แล่นในแม่น้ำตามท้องเรื่องด้วย (ภาพบนสุด)

ปิรามิดในหนังเป็นดังรูปนะครับ ผมเพิ่งจะเห็นปิรามิดเล็กๆที่สร้างเสร็จแล้วทางซ้ายมือ และปิรามิดจิ๋วๆอีกสามแห่ง

 

Layout เหมือนของจริงมาก ดูดิ ตัวเล็กๆสามหน่อนั่นเป็นของมเหสีสามองค์ของฟาโรห์องค์หนึ่งเจ้าของปิรามิดเบื้องหลังนะครับ

 
หินก้อนใหญ่แกะสลักเป็นหัวสัตว์หมอบหน้าปิระมิดในหนังนี่ หน้าตาเหมือนหมูมาก เสียชื่อ
Sphinx ต้นฉบับหมดเลย J แต่ไม่มีรูปนะครับ  จริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นตลกร้ายของผู้สร้าง

ระหว่างที่พระเอกติดตามหานางเอกบังเอิญพลัดตกลงไปในหลุมดักสัตว์ ไปจ๊ะเอ๊กับเสื้อเขี้ยวดาบ (Saber-Toothed Cat) ตัวนึง พระเอกใจดีช่วยเสือที่กำลังจมน้ำตายไว้ และเสือก็ตอบแทนพระเอกในเวลาต่อมา โดยไปป้องกันพระเอกจากการทำร้ายของชนเผ่าอื่น แล้วบังเอิญฟลุ๊คไปตรงกับตำนานของเผ่านั้นพอดี  หากตานี่ไปอยู่ในช่วงเวลา 10,000 BC จริงๆก็มีโอกาสเจอกับเสื้อเขี้ยวดาบตัวเป็นๆได้นะครับ เพราะเค้าเพิ่งจะสูญพันธ์ไปเมื่อประมาณ 9,000 ปีมานี้เอง ในหนังตัวใหญ่มาก เขี้ยวยาวเกือบฟุต ตรงตามข้อมูลจริง แต่ไม่รู้หน้าตาจะเหมือนหรือเปล่า

 
The Mark หรือเครื่องหมายที่พวกเผ่าเทพเจ้ากลัวกันนักหนาคือกลุ่มดาวนายพราน (Orion) นะครับ คนไทยสมัยก่อนมองแค่สะดือนายพรานเห็นเป็นรูปคล้ายคันไถ จึงเรียกว่าดาวไถ การที่นางเองถูกเฆี่ยนจนได้รอยแผลที่มือเป็นรูปกลุ่มดาวนี้นับว่าฟลุ๊คจริงๆ  นักบวชในเรื่องวัดขนาดแล้ว Approve ว่าใช่จริงๆ 
ไม่เชื่อลองดูรูปดาวนะครับ

 
ส่วนนางเอกน่ารักมาก ขอบอก ถึงจะหน้าตามอมแมมตลอดทั้งเรื่อง

 
พระเอกเกลี้ยกล่อมชนเผ่าที่ถูกนำเอามาเป็นทาสให้ลุกฮือต่อต้านพวกพระเจ้าได้สำเร็จ เพราะเผ่าต่างๆก็มีตำนานทำนองว่าพระเอกจะมาช่วยเหมือนกัน แต่กว่าพระเอกจะพิสูจน์ได้ว่าข้าพเจ้าคือ
The One ก็เกือบแย่เหมือนกัน เพราะที่ตัวไม่มี The Mark ตามตำนาน ซึ่งไปอยู่กับนางเอก  อีกตอนที่ชอบคือ พระเอกเริ่มท้อถอยแล้ว แต่เพื่อนพ่อพระเอกที่กำลังจะตายบอกว่า ตำนานแต่ละเผ่ามันก็ย่อมมีแตกต่างกันบ้าง จงทำสิ่งที่ควรจะต้องทำเถิด (ประมาณนี้ จำคำพูดเป๊ะๆไม่ได้)

 
พระเจ้าจับนางเอกเป็นตัวประกัน พระเอกเลยยั๊วพุ่งหอกไปถูกพระเจ้าตาย แล้วหันมาบอกพรรคพวกซึ่งตอนนั้นพอเห็นพระเจ้าก็ขาสั่น หมอบราบคาบแก้วกันหมดว่า เห็นมั้ยล่ะ
He’s not god. ที่แกไหว้กันอยู่น่ะไม่ใช่พระเจ้าหรอก แล้วการปฏิวัติก็ดำเนินไปจนจบ happy ending 

แต่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ก็ยังนับถือ God ในรูปแบบต่างๆ ต่อมาอีกนับหมื่นปี และคงจะเป็นแบบนี้อีกนานตราบเท่าที่ศาสนายังตอบสนองความต้องการของสังคมได้

ตอนที่พระเจ้ากลิ้งตกบันไดลงมาแล้วผ้าคลุมหน้าเปิดออก ผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรนะ พอมาเขียนเรื่องนี้จึง เข้าใจมุขว่า พระเจ้าหน้าตาเหมือน Sphinx ในเรื่องเลย ซึ่งก็เป็นการล้อข้อสันนิษฐานนึงที่ว่า Sphinx แห่ง Giza ของจริงนั้นตัวเป็นสิงโตแต่หน้าตาเหมือนฟาโรห์ Khafre ผู้สร้างปิรามิดแห่งหนึ่งน็นH

ตอนจบพระเอกและทีมงานที่รอดตายนำเมล็ดพันธุ์พืชกลับไปปลูกที่บ้านด้วย พอจะมีหลักฐานว่า มนุษย์เริ่มทำกสิกรรมเป็นราวๆหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว (แถวๆบ้านเรานี่แหละ)  ดังนั้นอันนี้น่าจะพอรับได้ จริงๆหนังน่าจะทำยาวไปจนถึงข้าวโพดออกเป็นฝักเลย เพราะตรงนี้นับว่าเป็นวิวัฒนาการสำคัญของมนุษย์

ก็คงจะจบเท่านี้ครับ ที่เล่าทั้งหมดนี่ไม่ได้คิดจะเครียดอะไรนะครับ แค่ลองเล่าเล่นๆดู หวังว่าคนที่ยังไม่ได้ไปดูคงไม่เสียอรรถรสมากนัก เพราะหนังก็ไม่ได้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเท่าไหร่

ภาพจาก http://www.10000bcmovie.com/
ข้อมูลจาก หัวข้าพเจ้าเอง สงสัยก็ค้น http://www.wikipedia.org/




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
nananan วันที่ : 20/03/2008 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waranee
http://www.oknation.net/blog/garaboon

ยอดเยี่ยมค่า....

ชอบเรื่องนี้มาก
เพราะชื่นชอบผลงานการกำกับที่เหนือจินตนาการของ
โรแลนด์ เอ็มเมอร์ริช

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่า


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เจเจค่ะ วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jj
Completely support 137 


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
c76 วันที่ : 10/03/2008 เวลา : 19.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuthxx

ขอบคุณ อ่านสนุกมากกว่าไปดูหนังเสียอีก
ได้แง่คิดดีมากๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
naijoe วันที่ : 08/03/2008 เวลา : 18.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naijoe

น่าสนใจดีครับ...หนังเรื่องนี้...



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
thesaint วันที่ : 08/03/2008 เวลา : 17.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thesaint
---- การมีสายยางอยู่ในจมูกดูเลวร้าย แต่การดึงออกมามันทำให้ผมแทบบ้า ----


-----ประเด็นที่คุณนำเสนอ( จากทัศนะของคุณ ) ทำได้ดีทีเดียวครับ แผ่นบอร์ดโปรโมทเรื่องนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจครับ จนกระทั่งมาอ่านข้อมูลของคุณ ----

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]