• ดับจิต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-11-12
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 50605
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
ร่มโพธิธรรม
http://www.rombodhidharma.net เพื่อสัจธรรมแห่งพระนิพพาน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/lifesession
วันอาทิตย์ ที่ 4 กรกฎาคม 2553
Posted by ดับจิต , ผู้อ่าน : 1117 , 13:46:14 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การเกิดของสรรพสัตว์นั้นล้วนเป็นไปบนอุปาทานในธาตุขันธ์ พูดง่ายๆว่าเกิดมาก็เพราะอุปาทานนั่นแหละ ดังนั้นทุกอย่างในชีวิต หรือแม้กระทั่งชีวิตเองมันก็เป็นอุปาทาน หรือเรียกให้ง่ายเข้าก็คือมายานั่นเอง
 
ดังนั้นการเข้าไปเจริญในขันธ์ ในกาย ในเวทน ในจิต ในธรรม หรือที่เรียกว่าสติปัฏฐาน 4 ก็ถือว่าเป็นกรรมฐานบนอุปาทาน
 
อาจจะมีคนเถียงว่ามันจะอุปาทานได้ยังไงในเมื่อการภาวนาก็ภาวนาอยู่บน อารมณ์ปรมัตถ์ที่มีจริง มีเย็น ร้อน อ่อน แข็ง คู้ เหยียด ตึง หย่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไอ้ที่ "เรา" เข้าไปรับรู้แบบนั้นมันก็เป็นอุปาทานบนธาตุขันธ์นั่นแหละ อุปาทานว่า "เรา" นี้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง "เรา" รู้สึกได้ ทั้งๆที่โดยความเป็นจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างใน "โลกธาตุ" นี้ เป็นเพียงสภาวะการผันแปรของธาตุและพลังงาน ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นอนิจจัง วิญญาณขันธ์มันก็เป็นเพียงธาตุรู้ แต่โดยเป็นจริงดั้งเดิมแท้นั้น มันไม่มีอะไรรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรกับอะไรอยู่แล้ว เรียกว่าไม่มีตัว "กู" เข้าไปรับรู้ความเป็นไปของอะไร ไม่มีตัว "เรา" ไม่มีรูป ไม่มีนามอยู่แล้ว แต่พอมีอุปาทานเข้ามา มันก็มี "เรา" หรือ "กู" ขึ้นมาเป็นประธานในการรับรู้ เกิดเป็นระบบผัสสะ อายตนะในการรับรู้ (แบบหลงไปเอง) สิ่งต่างๆทั้งธาตุและสภาวะธรรมทั้งหลายจึงมีความหมายในความเป็นอะไรต่อมิ อะไรขึ้นมาทันทีต่อการรับรู้สิ่งต่างๆ พอมีความหมายแล้วเราก็เข้าไปยึด ว่ามันเป็นนั่น เป็นนี่ พอยึดมากๆเข้าก็เกิดเวทนา จนครบวงจรแห่งกรรมในที่สุด ทีนี้ก็ออกไม่ได้ล่ะ เพราะอนุสัยของสัตว์นั้นติด "ทำ" ก็การกระทำไม่ใช่หรือที่เป็นเครื่องมือต่อกรรม อัฐยายซื้อขนมยายตลอด
 
ไอ้ที่ว่ากันว่าวิปัสสนาเป็นทางสายเอกอะไรนั่นก็อุปาทาน อุปโลกน์ทางขึ้นมาให้ตัวเองเดิน อุปโลกน์วิธีการขึ้นมาให้จิตได้มีเครื่องเล่น วิหารธรรมอะไรนั่นก็อุปาทานเหมือนกัน สิ่งยึดสิ่งเกาะ ผิดธรรมทั้งนั้น กรรมฐานจึงเป็นได้แค่เกมกรรม หรือกีฬาทางจิตเท่านั้น ขืนเข้าไปเล่นก็รังแต่จะมีแต่ตัว "กู" และ "กู" ขึ้นมาตลอด เจริญกรรมฐานก็เจริญตัวกูนั่นแหละ ว่ากันตรงๆ
 
พวกที่นั่งทำสมาธิก็พยายามรวมจิตให้นิ่ง มีสิ่งยึดเกาะ มันก็เกาะกับอุปาทาน บริกรรมบนอุปาทาน เวลาจิตมันรวมลงมันก็เป็นการรวมอุปาทาน เวลาดูจิต ดูกาย ดูเวทนา ดูสภาวะธรรมทั้งหลายมันก็เป็นการเข้าไปดูบนอุปาทานทั้งนั้น หลงทั้งนั้น ก็ของดั้งเดิมแท้มันว่างอยู่แล้ว แล้วจะไปดูอะไรเล่า ไอ้ที่ไปดูมันก็แค่สภาวะธรรมที่ผ่านเข้ามาในการรรับรู้เท่านั้น ไม่ใช่จิต ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไปยึดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เข้าไปดูก็ถือว่าไปเกาะ ไปยึดแล้ว ผิดธรรมแล้ว
 
อุปาทานนี่แหละที่ทำให้มี "เรา" ไปมีความหมาย ความเห็น การรับรู้ กับอะไรๆต่างๆที่มันเป็นเพียงสภาวะหรือการผันแปรของธาตุต่างๆซึ่งไม่มีความ หมายอะไรเลย ดังนั้นการที่เราเพียงแค่เริ่มที่จะมีเจตนาเพื่อที่จะ "ทำ" อะไรบางอย่างขึ้นมา มันก็เป็นกรรมทั้งนั้นเป็นโมหะ เป็นความหลงทั้งหมด เปรียบได้กับตาชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน จะให้ชั่ง ตวง วัด อะไรมันก็ผิดหมด ต้องทุบทิ้งอย่างเดียว ปรับก็ไม่ได้ เพราะโลกทั้งใบมันก็เป็นเพียงระบบที่อ้างอิงกันไปมาบนโมหะทั้งนั้น ไม่มีใครที่รู้จริงสักคนเดียว เพราะรู้ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็หลงผิดไปเรียบร้อยแล้ว
 
ด้วยเหตุนี้แหละที่องค์พุทธะจึงให้ปลง ไม่ใช่ให้เจริญ
 
ไอ้ที่เข้าไปเจริญน่ะ มันวิชาฤาษี มันมาสอนกันทีหลังทั้งนั้น เป็นลีลากรรมอนุสัยของสัตว์ทั้งนั้น ของแท้ต้องปลงขันธ์สถานเดียว ไม่เชื่อไปดูระบบวิปัสสนากรรมฐานสิ ยิ่งศึกษายิ่งซับซ้อนมากมายเต็มไปหมด มีความเห็นความหมายวกวน วนเวียนไม่จบสิ้น พอมีความหมายขึ้นมาก็เข้าไปยึด เข้าไปติด เหมือนแมลงวันติดกับดักกาวนั่นแหละ ผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริงสุดท้ายก็จะ เห็นความผิดปกติของการปฏิบัติธรรมเมื่อดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง บางคนถึงกับบอกว่ามันไม่ใช่ตั้งแต่ทีแรกก็มี เพียงแต่ไม่รู้ว่าอะไรที่ใช่ จนกระทั่งได้ฟังสัจธรรมตรงๆจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ถึงได้เข้าใจความเป็นจริงทั้งหมดว่าอะไรคืออะไร
 
ทุกอย่างคือธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว ทุกอย่างมันดำเนินไปของมันเองอยู่แล้ว แต่พอมี "เรา" เข้าไปดำเนินมัน มันก็ผิดปกติขึ้นมา กลายเป็นกรรมพิสดาร เช่นพวกที่เดินช้าๆเหมือนเป็นไขข้อน่ะ ลำบากไหม ทรมานไหม นั่นแหละผิดธรรมมันถึงได้ทรมานไง วิชาฤาษีทั้งนั้น เข้าไปบำเพ็ญ ตบะ ฌาณ ญาณโดยไม่รู้ หลงคิดว่าเป็นทางนิพพาน หลงไม่หลงเปล่า สอนต่อๆกันมาให้เป็นกรรมอีก
 
ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการเจริญกรรมฐานแบบใด มันก็เป็นแค่อุปาทานกรรมฐานทั้งนั้น ถามว่าดีไหม มันก็ดีแบบโลกๆไง ดีบนอุปาทานซึ่งมันไม่จริงไง ประเภทดีได้วันหนึ่งก็เสียได้ มันไม่จบไม่สิ้น มันก็แค่เปลี่ยนจากวนทางโลกมาวนทางธรรม ละกิเลสอย่างหยาบมาติดกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก พอเข้าไปเจริญมันก็เป็นสภาวะธรรมคู่อยู่ตลอด มันไม่จบ ไอ้ที่บอกว่าต้องเจริญไปก่อนแล้วค่อยทิ้งน่ะมั่ว มันก็มั่วๆตามกันมา มั่วไปได้เรื่อยๆ มั่วแล้วเขียนหนังสือให้คนรุ่นหลังๆได้มั่วตาม เป็นกรรมหนักติดตัวไปอีก ถ้าไม่มีผู้ที่รู้จริงมาสะท้อนสัจธรรมความเป็นจริงแห่งพระนิพพานคืออะไร มันก็จะมั่วไปเรื่อยๆแบบที่เห็นนั่นแหละ
 
คำสอนขององค์พุทธะแท้ๆนั้นมีไว้ล้างโมหะอุปาทานนะครับ ไม่ใช่ให้หลงเล่นเกมไปกับมัน

พบกับสัจธรรมแท้แห่งพุทธะได้ที่นี่




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]