• liminghui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-01
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 81922
  • ส่ง msg :
  • โหวต 50 คน
บันทึกการท่องเที่ยว
บันทึกการท่องเที่ยวที่ผ่านมาในชีวิตของเราสองคน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/liminghui
วันพุธ ที่ 9 มกราคม 2562
Posted by liminghui , ผู้อ่าน : 1041 , 18:26:27 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน สาครงค์ , สิงห์นอกระบบ และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

อนที่ 6

 

เช้านี้พวกเราออกแต่เช้าเพื่อไปชมปามุคคาเล่หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า “ปราสาทปุยฝ้าย” ห่างที่พักไม่ไกลมาก ที่ปามุคคาเล่มีทั้งปราสาทปุยฝ้ายและเมืองโบราณเฮียราโพลิสทั้ง 2 แห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกเรียบร้อยแล้วด้วย

 

พวกเราไปถึงกันตั้งแต่ประตูยังไม่เปิดจึงต้องนั่งรอกันอยู่ด้านนอกกับฟังไกด์ท้องถิ่นเล่าถึงที่มาที่ไปของเมืองโบราณเฮียราโพลิสก่อนว่าทำไมถึงตั้งมาตั้งอยู่บนเขาตรงนี้ สาเหตุหลักก็คือตรงหน้าผาเชิงเขาของที่นี่มีน้ำตกที่นี่ไหลออกมานั้นเป็นน้ำแร่ร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียสและน้ำแร่นี้มีแร่ธาตุแคลเซียม คาร์บอเนตอยู่เยอะจนเมื่อไหลออกมาจากใต้ผิวโลกแล้วลงมาตามหน้าผาก็มีการตกตะกอนและจับตัวกันเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไปจนทำให้ทั้งหน้าผากลายเป็นสีขาวหมดเลย แต่ปัจจุบันมีหลายส่วนที่เสียหายจากนักท่องเที่ยวและจากการที่ทางการตุรกีไม่ค่อยใส่ใจจนรัฐบาลตุรกีกลัวว่จะโดนเพิกถอนออกจากมรดกโลกเลยต้องมีการปิดไปบางส่วนและให้นักท่องเที่ยวถอดรองเท้าเดินลุยไปได้แค่บางส่วนอีกทั้งมีการสร้างของเทียมขึ้นมาชดเชยส่วนที่เสียหายไปและมีการปล่อยน้ำแร่ที่ปั๊มขึ้นมาอีกต่างหากเรียกได้ว่าแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริงอันไหนเทียม

 

 

จากรูปด้านบนเมืองเฮียราโพลิสนี้ตั้งอยู่บนที่ราบบนเขาตรงที่มีตาน้ำของน้ำแร่ (ขาวๆ นั่นคือปราสาทปุยฝ้าย) ดังนั้นที่นี่เป็นสถานที่บำบัดโรคตั้งแต่สมัยกษัตริย์ยูเมเนสที่ 1 แห่งแพร์กามุมตั้งแต่ปี 190 ก่อนคริสตกาลหรือ 2,000 กว่าปีมาแล้ว แต่หลังจากปีค.ศ.1334 ก็ไม่มีคนอาศัยอยู่ที่นี่อีกแล้วเพราะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนเมืองทั้งพังถล่มลงมาจนแทบไม่เหลืออะไร รัฐบาลตุรกีเข้ามาบูรณะแล้วแต่ก็ยังเหลืองานให้ทำอีกมาก เมื่อได้เวลาประตูเปิด พวกเราเลือกเช่ารถกอล์ฟที่นั่งได้ 7 คนแต่พวกเรากับไกด์ท้องถิ่นขอกับเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมรถว่า 8 คนละกันเพราะจะได้พอดีกับจำนวนคน พวกเขาตกลงค่าเช่ารถพร้อมคนขับอยู่ที่ 200 ลีราหรือประมาณ 1,200 บาทไทยต่อ 1 ชั่วโมง

 

 

พวกเรา 8 คนนั่งรถกอล์ฟลอดประตูทางเข้าเมืองทางทิศใต้เข้าไปซึ่งที่ตัดสินใจนั่งรถกอล์ฟเพราะว่าเดินเอานี่คงเก็บได้ไม่หมดแน่ๆ เพราะที่นี่ใหญ่มาก ถ้าจะเดินให้ครบทุกสถานที่สำคัญนี่มีเหนื่อยแน่ๆ นั่งรถดีกว่าสบายใจกว่าให้คนชำนาญทางนำไป คนขับรถพาพวกเราเข้าไปด้านในสุดของเมืองโบราณเฮียราโพลิสกันก่อนตรงที่เป็นโรงอาบน้ำ Basilica

 

 

คนขับรถให้พวกเราลงไปถ่ายรูปและเดินชมที่นี่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้นเพราะเขาบอกว่ามีที่เด็ดๆ กว่านี้อีกเยอะที่นี่เท่านี้พอจริงๆ แค่ 5 นาทีก็พอละ แต่อีกที่นี่มีขอ 15 นาทีเลยเพราะสวยจริงๆ ที่นั่นคือ Frontinus Gate

 

 

 

สวยตั้งแต่ด้านหน้าที่เป็นซุ้มประตูโค้ง 3 ช่องและด้านในที่ยังคงพอให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่สมัยก่อนอยู่จากเสาและพื้นที่เป็นหินอ่อนก้อนใหญ่ๆ ทั้งนั้น ตรงนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นประตูเมืองหลักของเมืองเฮียราโพลิสในสมัยก่อน ทีน่าสังเกตคือมีโรงอาบน้ำดักอยู่ก่อนทางเข้าเมืองเหมืนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าทุกคนต้องอาบน้ำก่อนเข้าเมืองนะ ถนนที่เห็นนี่ยาวจาก Frontinus Gate ไปถึงประตูเมืองทางทิศให้ประมาณ 1 กิโลเมตรกว่าเป็นเส้นตรงไปเลย สองข้างทางมีร้านค้า จัตุรัสหรือที่เรียกว่า Agora ที่ทำการรัฐบาลหรือฝ่ายปกครอง หน่วยทหารประจำเมือง ที่อาบน้ำ วิหารเทพเจ้าและที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองที่สร้างตามแบบโรมันและอยู่บนเขาแบบนี้ คือ โรงละคร

 

 

 

 

 

โรงละครอยู่บนเนินเขาด้านบนมองลงไปเห็นเมืองทั้งเมืองและเลยออกไปก็เป็นแนวเทือกเขาหิมะยาวตลอดแนวเลย โรงละครสามารถจุคนได้ประมาณ 12,000 คนสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 เลยทีเดียว รัฐบาลตุรกีมีการบูรณะขึ้นมาจนสมบูรณ์แบบที่เห็นในปัจจุบัน คิดดูว่าโรงละครสมัยก่อนจุคนได้ถึง 12,000 คนแล้ว ดังนั้น คนที่อยู่ในเมืองนี้จะมากขนาดไหนกันตอนนั้นก็ลองคิดกันดู พวกเราจบจากโรงละครด้านบนก็ลงมาถึงด้านล่างตรงที่เป็นบ่อน้ำร้อนโบราณที่ตอนนี้พังทลายลงมาหมดแล้วเหลือซากเสา ซากคานที่อยู่ในบ่อน้ำใสแจ๋ว ว่ากันว่าบ่อน้ำนี้พระนางคลีโอพัตราเคยมากับชู้รักของนางคือมาร์ค แอนโทนี่

 

 

เดินวนไปมาไม่นานก็ไปที่ปามุคคาเล่หรือปราสาทปุยฝ้ายกันแล้ว คนขับรถจอดรถและพาไปที่จุดที่สามารถถอดรองเท้าเดินลงไปได้ มีพวกเราลงไปกัน 6 คนทุกคนต้องถอดรองเท้า ถุงเท้าเดินเท้าเปล่าลงไป แรกๆ ก็คึกกันดีแต่พอเดินไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกเจ็บฝ่าเท้าเพราะพื้นด้านล่างเป็นคราบหินปูนที่มีส่วนที่ค่อนข้างแหลมอยู่ด้วย แต่ที่ทำให้พวกเราเริ่มท้อคืออากาศที่เย็นประมาณ 5 องศามีลมพัดตลอดอีกต่างหาก

 

 

 

 

พวกเรายอมแพ้ต่ออากาศหนาวทำให้เดินไปได้ไม่ไกลไม่ถึงจุดที่สวยๆ ที่อยู่ไกลออกไปเพราะขาชาไปหมดแล้วต้องเดินในน้ำตื้นที่แม้จะอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสแต่ก็เหมือนเดินในน้ำเย็นจัดมากกว่า ขาไปว่าทรมานแล้วขากลับทรมานกว่าเยอะเลยทั้งเย็น ทั้งชา ทั้งเจ็บเท้า กลับมาถึงนี่รีบเช็ดเท้ารีบใส่ถุงเท้า รองเท้ากันทันที เพราะเท้าแข็งไม่มีความรู้สึกไปแล้ว ตรงทางออกมีร้านขายไอศกรีมตุรกีซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นลีลาความกวนของคนขายไอศกรีมตุรกีกันมาบ้างแล้ว

 

 

มีพวกเราหลายคนอยากจะลองดูว่าจะกวนได้สักแค่ไหน ปรากฏว่าทุกคนที่ซื้อโดนคนขายหลอกล่อกันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 3 นาที จรไกด์ต้องมาบอกคนขายว่าเร็วๆ หน่อยจะรีบไปนั่นแหละพี่แกถึงยอมส่งให้แบบง่ายๆ เมื่อได้ลองชิมไอศครีมตุรกีที่เหนียวชนิดที่คนขายสามารถเอามาหลอกล่อพวกเราได้แล้วก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป คือ เมืองโบราณเอเฟซุสและบ้านหลังสุดท้ายของพระแม่มารี

 

 

เมืองโบราณเอเฟซุสและบ้านหลังสุดท้ายของพระแม่มารีเป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.2558 ที่ผ่านมานี่เอง แสดงให้เห็นว่าบ้านหลังสุดท้ายของพระแม่มารีนี่มีความเป็นไปได้สูงนะครับแม้ว่าการค้นพบจะเกิดขึ้นจากนิมิตของแม่ชีตาบอดชาวเยอรมันที่ชื่อว่า แอนนา แคทอรีน เอเมอริช ที่ฝันติดต่อกันหลายคืนว่าพระแม่มารีอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งบนเนินเขาสูงที่ด้านล่างมีซากของเมืองโบราณไม่ไกลจากทะเล และพระนางอยู่ที่บ้านหลังนี้หลังจากที่หนีจากการตามล่าของทหารโรมันเมื่อพระเยซูโดนจับตรึงไม้กางเขนไปแล้วโดยมีเซนต์จอห์นพามาอาศัยอยู่ที่นี่จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ที่บ้านหลังนี้ เมื่อแม่ชีตาบอดเล่าให้กับพระในศาสนาคริสต์ฟังและมีหลายคนเชื่อคำบอกเล่าของแม่ชีจนมีการตั้งคณะเพื่อตามหาบ้านหลังดังกล่าวกันไปทั่วยุโรป และดินแดนแถบนี้ จนมีการค้นพบบ้านหลังนี้ที่สอดคล้องกับความฝันของแม่ชีทุกประการในปี ค.ศ. 1891

 

 

บ้านหลังนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากตามภาพด้านบน ด้านในมีรูปปั้นพระแม่มารีและรูปภาพของพระนางอยู่มีแท่นบูชาและเก้าอี้สำหรับนั่งสวดภาวนาอยู่ไม่กี่แถว ด้านในห้ามถ่ายรูปมีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าอยู่เข้มงวดทีเดียว คริสเตียนจะค่อนข้างเข้าถึงสถานที่แห่งนี้มากกว่าพวกเราเห็นเขายืนสงบนิ่งและมองไปทั่วกันนานทีเดียว ที่น่าสนใจที่สุด คือ รูปปั้นพระแม่มารีในบ้านหลังนี้เป็นรูปปั้นที่แปลกมากเพราะไม่มีมือทั้งสองข้างว่ากันว่าหลังจากที่มีการค้นพบแล้วทางเยอรมันที่เป็นต้นเรื่องในการค้นหามีการมอบรูปปั้นพระแม่มารีมาให้แต่ระหว่างเกิดความเสียหายจนมือทั้งสองหลุดออกมา แต่ไม่ว่าจะซ่อมด้วยวิธีไหนก็ไม่สามารถติดกลับเข้าไปได้จนทุกคนลงความเห็นว่าคงเป็นพระประสงค์ของพระแม่มารี พวกเขาจึงปล่อยให้เป็นแบบนั้นต่อไป

 

 

รูปปั้นจำลองที่เหมือนกับรูปปั้นในบ้าน ข้างๆ รูปปั้นพระแม่มารีจำลองมีกระถางสำหรับปักเทียนสำหรับคนที่ต้องการอธิษฐานแบบการจุดธูปของชาวพุทธอยู่

 

 

เมื่อเดินลงจากบ้านพระแม่มารีลงมาด้านล่างจะมีก๊อกน้ำเรียงกัน 4 อัน น้ำที่ไหลออกจากก๊อกน้ำทั้ง 4 ก๊อกนั้นคือ น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ความหมายของแต่ละก๊อกไม่เหมือนกัน คือ สุขภาพ ความร่ำรวย และความรัก ใครต้องการเรื่องใดก็ไปดื่มน้ำจากก๊อกอันนั้นหรือจะนำกลับบ้านไปก็ได้ อ้อ ก๊อกสุดท้ายก๊อกที่ 4 ที่อยู่ห่างออกมานิดนึงนี่รวมทั้ง 3 ก๊อกที่ว่าไว้ด้วยกัน ถัดจากน้ำศักดิ์สิทธ์ไม่ไกลก็เป็นกำแพงอธิษฐานที่มีคนนำผ้าฝ้าย กระดาษเขียนคำอธิษฐานติดไว้เท่าที่ไปยืนดูมีหลายภาษารวมทั้งภาษาไทยด้วย บ้านพระแม่มารีนี้มีความสำคัญต่อชาวมุสลิมด้วยเช่นกัน เพราะแม้ว่าจะนับถือคนละศาสนา แต่มีความเชื่อคล้ายๆ กันโดยชาวสุมลิมเรียกพระแม่มารีว่า มัรยัม และมีความเชื่อว่านางให้กำเนิดนบีทั้งที่เป็นหญิงพรหมจรรย์แต่ตั้งครรภ์เพราะฑูตสวรรค์เป่าวิญญาณเข้าไปในครรภ์พระนางเพื่อให้กำเนิดบีอีซา (อันนี้ต้องแล้วแต่แหล่งที่มานะครับ)

 

  

จบจากบ้านพระแม่มารีก็ไปกันต่อที่เมืองโบราณเอเฟซุสที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าใดนัก เมืองโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า “มหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย” เมืองนี้เป็น 1 ใน 12 เมืองของสหพันธ์ไอโอเนียในสมัยกรีก โดยในสมัยโรมันเมืองเอเฟซุสเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของจักรวรรดิ์โรมัน ในช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลมีประชากรอยู่ในเมืองนี้กว่า 250,000 คนเลยทีเดียว แต่ภายหลังเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายก็เข้าสู่ยุคเสื่อมทั้งมีแผนดินไหวและโรคมาเลเรียระบาดเข้ามาซ้ำเติมอีก จนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ 11 ตกเป็นของพวกเซลจุก และปีค.ศ.1390 เมืองนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมัน

 

 

เมืองโบราณนี้ตั้งอยู่ระหว่างภูเขา 2 ลูกพอดีตามโมเดลด้านบน

 

 

พวกเราเดินเข้าทางเข้าที่ 2 ทางขวามือของภาพด้านบนและไปออกที่ทางด้านบนซ้ายมือระยะทางประมาณ 1 กิโลกว่าๆ

แต่อากาศดีฝนที่ตกปรอยๆ ตอนไปบ้านพระแม่มารีก็หยุดแล้ว ฟ้าเริ่มเปิด มีแดดบ้างเรียกได้ว่าเดินได้เพลินๆ เลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

ช่วงแรกๆ ยังมีแต่ซากปรักหักพังไม่มีอะไรที่ชัดเจนมากนัก จนมาถึง Odeon โรงละครเล็ก หรือที่ประชุมสภามีลักษณะคล้ายโรงละครแต่ที่นี่ไกด์บอกว่ามีการสันนิษฐานว่าใช้ประชุมสภาคุยกันเรื่องการบ้านการเมืองเพราะที่เมืองนี้มีโรงละครที่ใหญ่กว่านี้มากนักอยู่อีกแห่ง  ก่อนหน้านี้ที่นั่งคงเป็นหินอ่อนทั้งหมดแล้วหายไปก่อนจะมีการบูรณะใหม่บางส่วนเพื่อให้เห็นภาพเก่าๆ

 

 

ทางเดินภายในเมืองโบราณเอเฟซุสนี่ปูด้วยหินขนาดใหญ่ทั้งหินอ่อนและแกรนิตเวลาเดินต้องระวังลื่นกันพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงที่ฝนเพิ่งจะหยุดตกแบบนี้

 

 

สัญลักษณ์ของกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราที่เป็นรูปคบเพลิงมีปีกและมีงูพันคบเพลิง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเลย เพราะรูปสัญลักษณ์นี้เป็นไม้เท้าที่มีชื่อเรียกว่า คะดูเซียส (Caduceus) ของเทพเฮอร์เมส ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีงูพันหรอกเป็นแค่คบเพลิงกับปีกสองอัน แต่วันหนึ่งเทพเฮอร์เมสลงมาเยี่ยมโลกเห็นงูสองตัวกำลังสู้กันจึงเอาไม้เท้าทิ่มลงไปตรงกลางของงูทั้ง 2 ตัว งูทั้ง 2 ตัวจึงหยุดและเลื้อยขึ้นมาพันไม้เท้าแบบนั้นเป็นต้นมา เทพเฮอร์เมสเป็นเทพแห่งการสื่อสารและการฑูต ถ้าเป็นเทพที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลต้องเป็นเทพแอสคูลาปิอุส(Aesculapius) ที่มีไม้เท้าเหมือนกันแต่มีงูพันแค่ตัวเดียว ลองไปดูสัญลักษณ์ขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้ครับมีงูแค่ตัวเดียว รูปด้านบนมีเจ้าถิ่นนั่งเฝ้าด้วย

 

 

 

รูปด้านบนคือรูปสักการะของเทพีไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะผู้มีหน้าที่ขับรถม้าศึกให้กับซุสในสงครามกับพวกไททัน โดยปีกของเทพีไนกี้เป็นสัญลักษณ์ของความรวดเร็ว ซึ่งชื่อของเทพีนี้ในนิยายปกรณัมของพวกโรมัน คือ วิกตอเรีย แต่ยุคปัจจุบันกลายเป็นชื่อของผลิตภัณฑ์กีฬาไปแล้ว

 

 

ถัดมาเป็นน้ำพุทราจันที่ยังคงเห็นความสวยงามและบ่อน้ำที่เป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงมา 2 ชั้น เมื่อก่อนคงจะสวยงามน่าดูน้ำพุสร้างในศตวรรษที่ 2 ซึ่งชื่อทราจัน คือชื่อจักรพรรดิโรมัน 

 

 

ภาพด้านบนเป็นทางเดินที่ปูพื้นด้วยกระเบื้องโมเสกเป็นลวดลายต่างๆ ที่ยังคงมองเห็นความสวยงามและรายละเอียดอยู่ สมัยก่อนคงจะมีหลังคาคลุมตลอดทาง ด้านตรงข้ามของทางเดินเท้านี้เป็นโรงอาบน้ำและห้องน้ำสาธารณะ

 

 

วิหารฮาเดรียน Hadrian’s Temple สร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 2 จักรพรรดิฮาเดรียนได้มาที่เมืองนี้ และบริจาคเหรียญทองให้กับเมืองนี้ ชาวเมืองจึงสร้างวิหารนี้และตั้งชื่อตามพระองค์เพื่อเป็นเกียรติ์ ด้านบนของทางเข้าเป็นรูปเมดูซ่าครึ่งตัวเพื่อให้เป็นเทพคอยปกป้องวิหารนี้แบบในหลายๆ ที่ที่มีการสร้างรูปปั้นเมดูซ่าเพื่อเป็นเทพปกป้องสถานที่

 

 

ส้วมสมัยก่อนนี่เปิดเผยน่าดูแค่ยืนมองและนึกภาพนี่ก็ได้กลิ่นคนนั่งข้างๆ ละ  สมัยก่อนมีการแบ่งเวลาใช้งานกันด้วย โดยผู้หญิงจะใช้งานในตอนเช้าถึงเที่ยง และหลังเที่ยงไปเป็นเวลาของผู้ชาย โดยที่ห้องน้ำสาธารณะนี้มีที่ชำระก้นเป็นแท่งไม้ที่ส่วนปลายเป็นฟองน้ำ และมีรางน้ำสำหรับล้างฟองน้ำนี้เวลาใช้งานเสร็จแล้วด้วย เมืองเอเฟซุสนี้มีระบบชลประทานและท่อระบายน้ำที่สมบูรณ์มากเมืองหนึ่ง ระหว่างทางเดินไปยังคงสามารถมองเห็นแนวท่อและท่อระบายน้ำได้อยู่เลย

 

 

 

 

จุดที่น่าสนใจและยังคงดูสมบูรณ์อยู่คือหอสมุดแห่งเซลซุสที่ภายนอกดูเหมือเป็นอาคาร 2 ชั้นแต่ด้านในมี 3 ชั้นเป็นหอสมุดประจำเมืองที่สมัยก่อนคงจะสวยงามน่าดู ด้านหน้าของหอสมุดประจำเมืองเป็นถนนหินอ่อนที่ปัจจุบันยังคงความสวยงามอยู่

 

 

ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นทางหลักของเมืองที่ไว้ต้อนรับคนที่มาเยือนทางทะเลเป็นถนนที่สวยมากเส้นหนึ่ง หินอ่อนที่ปูพื้นก็สวยงามมีขนาดใหญ่เรียบเงาวับเลยและลื่นด้วยเช่นกัน ที่สุดปลายทางของถนนเส้นนี้เป็นถนนอีกเส้นที่ตัดตรงมาจากท่าเรือโดยตรงส่วนต้นของถนนหินอ่อนนี้มีรูปสลักที่พื้นเป็นรูปรอยเท้าผู้ชาย ไกด์บอกว่ามีการสันนิษฐานว่าที่เมืองนี้มีซ่องโสเภณีอยู่ไม่ไกลจากตรงถนนทางเข้านี้ ผู้ชายคนใดก็ตามที่ต้องเข้าไปหาความสำราญต้องเอาเท้ามาเทียบกับรอยเท้านี้ก่อน ถ้าใหญ่กว่าหรือเทียบเท่าแสดงว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนั่นเอง

 

 

แสดงว่าได้รับความนิยมสูงมากในอดีตเพราะสามารถมองเห็นได้จากร่องรอยความสึกหรอของรอยเท้านี้

 

 

เลยจากรอยเท้านี้ไปไม่ไกลเป็นโรงละครขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้ถึง 20,000 คน โรงละครที่นี่เป็นแบบกรีกเพราะเป็นการสร้างพิงกับเนินเขาอาศัยความลาดชันของเนินเขาสร้างเป็นเป็นที่นั่งของคนดูในโรงละคร คนที่มาดูละครหรือการแสดงไม่ว่าจะเป็นการแสดงอะไรก็ตามนอกจากจะดูการแสดงในโรงละครนี้แล้วยังสามารถชมวิวทะเลได้อีกด้วย (แต่ตอนนีไม่ได้แล้ว)

 

 

ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วเพราะเย็นมากแล้ว รูปด้านบนเป็นถนนที่ตัดตรงมาจากท่าเรือเป็นทางเข้าอีกเส้นทางของเมืองเอเฟซุสในอดีต แต่ตอนนี้ทะเลอยู่ห่างออกไป 3.5 กิโลเมตรไม่ได้ใกล้แบบในอดีตอีกแล้ว เพราะแผ่นดินไหวจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกก่อนหน้านี้

 

 

ความยิ่งใหญ่ของโรงละครแห่งเมืองโบราณเอเฟซุสเห็นแล้วอยากไปเที่ยวกรีก กรีซ อียิปต์ต่อเลยเพราะเกี่ยวข้องถึงกันหมดเลย เดินผ่านถนนเส้นนี้ไปยังทางออกด้านข้างที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็ไปโรงแรมทานอาหารเย็นและพักผ่อนที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้ทะเลแต่มืดแล้วมองไม่เห็นอะไรเลย

 

ตอนนี้ขอจบที่ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับตอนนี้ยาวมากกก

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สาครงค์ วันที่ : 12/01/2019 เวลา : 18.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij

ตอนนี้ยาวดีจัง แต่ก็ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 1 liminghui ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 09/01/2019 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เอ็นทรี่นี้เที่ยวกันแบบจุใจเลยค่ะ อ่านเพลินเลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน