*/
  • ศณีรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : areebe@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 802
  • จำนวนผู้ชม : 2392192
  • จำนวนผู้โหวต : 683
  • ส่ง msg :
  • โหวต 683 คน
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ในประเทศไทย อาชีพใด น่าเชื่อถือมากที่สุด..
นักการเมือง
9 คน
นักการทหาร
159 คน
นักปกครอง
2 คน
นักวิชาการ
18 คน
นักธุรกิจ
7 คน
นักการศาสนา
16 คน
สื่อมวลชน
1 คน
ข้าราชการ
6 คน

  โหวต 218 คน
วันเสาร์ ที่ 16 กรกฎาคม 2554
Posted by ศณีรา , ผู้อ่าน : 2985 , 04:34:29 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , น้ำทะเล โหวตเรื่องนี้

คณะครูโรงเรียนบ้านเบตง สุภาพอนุสรณ์ แขกผู้มีเกียรติ

และวิทยากรเสวนาวิชาการ

(กระทบไหล่ ท่านนายกคุณวุฒิ มงคลประจักษ์

พร้อมๆกับท่านสมศักดิ์ อินทจักร)

               เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้มีโอกาส แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาไทย บนเวทีเสวนาทิศทางการศึกษาในอนาคตของโรงเรียนบ้านเบตง สุภาพอนุสรณ์ ในฐานะศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษาเก่าแก่แห่งนี้ ร่วมกับนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเบตง นายคุณวุฒิ มงคลประจักษ์ และนายสมศักดิ์ อินทจักร หน.งานศึกษานิเทศก์และประเมินผล สพท.เขต 3 ยะลา หลังจากที่เคยศึกษาชั้นประถมในโรงเรียนแห่งนี้ ถึง 6 ปี ระหว่าง ปี พ.ศ. 2521-2526 โดยวันนี้ผู้เขียนก็ส่งบุตรสาวทั้ง 2 คน เข้าเรียนในสถาบันแห่งนี้ ในชั้น ป.3 และ อนุบาล 3 ด้วยเชื่อมั่นในแนวทางของการประศาสตร์วิชาควบคู่การฝึกอบรมบ่มนิสัยเพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบไทยๆ

การลงทะเบียนของผู้ปกครอง


                โรงเรียนบ้านเบตง “สุภาพอนุสรณ์” เดิมชื่อ โรงเรียนประชาบาลอำเภอเบตง จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2465 โดยครั้งแรก ตั้งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอเบตง (หลังเก่า) ที่ได้ปรับเป็นพิพิธภัณฑ์อาเซียนในปัจจุบัน ต่อมาในปีพ.ศ. 2468 ก็ได้ย้ายมาตั้งอยู่ 345 ถนนประชาอุทิศ ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงปัจจุบัน
              โรงเรียนบ้านเบตง “สุภาพอนุสรณ์” เคยโอนไปสังกัดเทศบาลตำบลเบตง ในปี พ.ศ. 2483 ในนามโรงเรียนเทศบาลเมืองเบตง แต่ก็ได้โอนกลับไปเป็นโรงเรียนประชาบาลอีกครั้งหนึ่ง ในชื่อโรงเรียนบ้านเบตงในปี พ.ศ. 2486
              ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ก็ได้ไปขึ้นกับกรมสามัญศึกษา โดยเปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 และขยายเปิดสอน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ในปี พ.ศ. 2514 จนระทั่งในปี พ.ศ. 2519 กระทรวงศึกษาธิการก็ได้สั่งยุบโอนโรงเรียนบ้านเบตง “สุภาพอนุสรณ์” มารวมกับโรงเรียนบ้านเบตง และได้ชื่อใหม่ว่า โรงเรียนบ้านเบตง “สุภาพอนุสรณ์”และได้เปิดสอนชั้น ม.ศ.1 ด้วย แต่ก็ได้ยกเลิกการสอนในระดับมัธยมศึกษาในปลายปีการศึกษาเดียวกันตามประกาศคณะปฏิวัติ 2519

หน้าโรงเรียนบ้านเบตง สุภาพอนุสรณ์

อาคารเรียนนี้ผู้เขียนเคยเรียนตอนสมัยอยู่ ป.5

และบุตรมาเรียนอยู่ตอน อ.3 และ ป.2


                ปี พ.ศ. 2523 โรงเรียนบ้านเบตง “สุภาพอนุสรณ์” ได้โอนไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ สำหรับชั้นเด็กเล็กได้เปิดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 และพ.ศ. 2534 จึงมีการเปิดทำการสอนชั้นอนุบาลปีที่ 1
ปัจจุบัน โรงเรียนบ้านเบตง “สุภาพอนุสรณ์” ได้ทำการเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
               ซึ้งหากได้พินิจพิจารณาจากประวัติของโรงเรียนแห่งนี้ จะเห็นได้ว่า นโยบายของรัฐบาลไทย มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันการศึกษา อันเป็นเบ้าหลอมของคุณภาพประชาชนมากจริงๆ
               ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา บนเวทีเสวนาฯผู้เขียนจึงถือโอกาสตำหนิการบริหารจัดการของรัฐบาลไทยที่มี ต่อคุณภาพการศึกษาไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะความไม่มั่นคงในนโยบายด้านการศึกษา ที่ยึดโยงตามการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิการ ที่แปรผันตามลักษณะเฉพาะการเมืองไทยอีกที แทนที่จะยึด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หรือ ดำเนินนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล จนทำให้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยตกต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามในที่สุด ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ พึ่งได้รับเอกราชตั้งชาติใหม่ ไม่ถึง 60 ปี

"น้ำตกตะกายดาว" ชื่อที่มีที่มาจากนักเรียน ป. 3

เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมโรงเรียน

สภาพภูมิทัศน์ ร่มรื่น สะดวกกว่าเดิมมาก


               ทั้งนี้ผู้เขียนได้ศึกษาและสอบถามไล่เลียงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ที่คร่ำหวอดวงการศึกษาหลายครั้งหลายครา อย่างบล็อกเกอร์โซดา หรือป่าโซแห่งโอเคเนชั่น ศึกษาธิเทศตัวจริง ครูบาอาจารย์ ที่รุ้จักมักคุ้น ตลอดจนเพื่อนคณาจารย์ที่อยู่ในวงการศึกษาของบ้านเมืองนี้
                ส่วนปัจจัยสำคัญอื่นๆที่มีผลต่อคุณภาพขอการศึกษานั้น นอกจากนโยบายรัฐบาลที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ประเด็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่นิ่ง และสาระการเรียนรู้ที่มากเกินไป เมื่อเทียบกับนานาประเทศ จนเด็กไทยแทบจะหลังหัก เพราะต้องแบกหอบตำราหนังสือหนังเป็นสิบกิโล ตามตารางเรียนในแต่ละวัน ยิ่งมาเจอสภาพจริงในสามจังหวัดเด็กต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนภาคปกติ เรียนอัลกุรอ่านในตอนค่ำ และเรียนตาดีกาในวันเสาร์อาทิตย์ จนเด็กแทบไม่มีเวลาเล่นตามประสาเด็ก บุคลิกภาพจึงเคร่งเครียดกดดัน สุดท้ายส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเอาดีได้ อย่างที่ควรจะเป็น

เขาดูอะไรกัน

เดี่ยวนี้เขาแข่งฟุตซอล 6 คน 

แต่สมัยก่อนผู้เขียนเคยเล่นฟุตบอล 11 คน

ชุดแชมป์บอลประถมประจำอำเภอประจำปี 2526


                 ปัจจัยครอบครัวอีกประการ ที่มีผลต่อคุณภาพการศึกษาของเด็ก เพราะผู้ปกครองคือครูคนแรกของเด็ก อยู่กับเด็กมากกว่าโรงเรียน การปัดความรับผิดชอบให้โรงเรียน โดยไม่หันมาใส่ใจ ดูแล ติดตามพฤติกรรมให้อยู่ในร่องในรอย คัดกรองกิจกรรมระหว่างอยู่กับบ้าน หรือเป็นผู้ปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่างซะเอง ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม หรือทำตนหลีกเลี่ยงระเบียบกฎหมาย ยอมมีผลต่อพฤติกรรมเด็ก ไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้
                 นอกจากนี้ในด้านของเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่แตกต่างกัน ระหว่างโรงเรียนดังในเมืองใหญ่ กับโรงเรียนยากจนในชนบท ย่อมมีผลที่แตกต่างกันชัดเจน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเรื่องเหล่านี้โดยเร็วที่สุด
                 ปัจจัยของผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาก็เช่นกัน ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพทางการศึกษา เพราะบุคลากรในโรงเรียนของรัฐส่วนใหญ่ผ่านการคัดกรองมาอย่างยากเย็น ต้องสอบแข่งขันจากคนจำนวนมาก แต่ใยผลการศึกษาของเด็กในโรงเรียนเอกชน ที่มีเพียงครูจ้าง ที่ยังสอบราชการครูไม่ติด แต่มีประสิทธิภาพในการสอนและเด็กมีคุณภาพมากกว่า ซึ่งเพียงแค่ครูบาอาจารย์สอนในห้องเรียนเหมือนสอนพิเศษนอกเวลาเรียน ส่วนกลางเลิกใช้ระบบการประเมินจากรูปแบบเล่มหนังสือ รายงานต่างๆที่ทำให้ครูต้องทิ้งเด็ก เพราะต้องเสียเวลาไปมากกว่าที่ควรจะเป็น เชื่อว่าเด็กนักเรียนคงมีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ อันนี้จึงเป็นภาระของระบบราชการ ผู้บริหาร ที่จะต้องดึง หรือจูงใจให้ครูบาอาจารย์ใช้ศักยภาพ จิตวิญญาณมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องยกระดับอาชีพครูให้สูงกว่าที่ควรจะเป็น คนเก่งๆที่มีความสามารถจะได้หลั่งไหลมาสนใจในอาชีพครูเหมือนนานาประเทศที่เจริญแล้วนั่นเอง

อาคารเฉลิมพระเกียรติของ เทศบาลเมืองเบตงข้าง โรงเรยน

เป่ากบยังอยู่..ถึงวันนี้


                 ระบบโครงสร้างการบริหารของกระทรวงศึกษาหรือระบบราชการก็สำคัญ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหรือโรงเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก การที่ระบบราชการมีโครงสร้างที่ใหญ่โตเกินไป เป็นอุปสรรค อันใหญ่หลวงในการพัฒนาการศึกษา การตัดสินใจหรือการอนุมัติต่างๆต้องกระจายลงไปในระดับโรงเรียนให้มากที่สุด โดยส่วนกลางมีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและวิชาการ ตามนโยบาย เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ยืดหยุ่นได้ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติ และประสิทธิผลในที่สุด
                 ปัจจัยสุดท้ายคือการมีส่วนร่วมของชุมชน ความเข้าใจผิดที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางโดยไม่สนใจชุมชนของบุคลากรทางการศึกษา เป็นเรื่องน่าเศร้าของสังคมไทย เพราะ "เด็ก" คือ อนาคตของชุมชน ซึ่งก็คือ อนาคตของประเทศ หากแบ่งแยกชุมชนออกจากโรงเรียน เท่ากับไปจำกัดการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการกำหนดอนาคตของชุมชนนั่นเอง การดำเนินการทางการศึกษาหากได้รับการสนับสนุนจากชุมชน โดยริเริ่มจากการให้เกียรติชุมชน เคารพความคิดเห็นชุมชน ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ชุมชนจะเข้ามาน้อมรับ เข้ามาสนับสนุน เพื่ออนาคตของลูกหลานของเขาเอง เพราะถือเป็นหน้าที่ของชุมชนที่จะต้องรับผิดชอบอนาคตร่วมกัน เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างต้องเปิดโอกาส ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน พร้อมจะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต
                 “เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข” คือปรัชญาของโรงเรียนบ้านเบตง สุภาพอนุสรณ์ ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่า มันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การสร้างเด็กให้เก่ง เป็นเลิศทางวิชาการ แต่กลับไม่มีจิตสาธารณะ ไม่มีจิตวิญญาณและสามัญสำนึกที่ดีต่อสังคม มุ่งแสวงหาแต่วัตถุ มองผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ จนเป็นที่มาของปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน

อัันนี้ นดากับเพื่อนในวันที่มาเสวนา


                 สิ่งหนึ่งที่วงการศึกษาไทยต้องกลับมาคิดและทบทวนใหม่ คือ ผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษา เพราะผลการสอบต่างๆ ที่มาจากการติวพิเศษ ของเด็กเยาวชนในสถาบันติวเตอร์ที่เปิดดาษดื่นในสังคมไทย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ ที่มุ่งผลเพื่อให้เด็กเยาวชนที่พ่อแม่มีกระตังค์จ่ายค่าติวแพงๆเท่านั้น ถึงจะสอบได้ แทนที่ตอบสนองให้เด็กตั้งใจเรียนในห้องเรียน ตามหลักสูตรในสถานศึกษา ให้สอบได้ ทุกวันนี้ ระบบดังกล่าวมันสร้างช่องว่างระหว่างครูกับเด็ก มันทำลายความศรัทธาของเด็กที่มีต่อครู
                การที่คนยุคใหม่จำนวนมาก มีวิธีคิดแบบมุงเป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ ดูแต่โครงนอกแต่ไม่สนใจรายละเอียด นับถือความร่ำรวย แต่ไม่สนใจที่มาของเงิน เพราะเราละเลยการติดอาวุธทางปัญญา ละเลยการบ่มเพาะศีลธรรมจรรยา มันเป็น ประตูสู่หายนะของประเทศชาติ คิดไม่ออกว่าเราจะหลีกหนีหายนะนี้ได้อย่างไร หากเราไม่รีบปฏิรูประบบการศึกษา ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะตกเป็นเมืองขึ้นของนายทุนต่างชาติ...โดยคนของเรามีส่วนร่วมในการ ประเคน..ซะเอง.                                        
                                                 

     (เสื้อชมพู)ผอ.หวังหามะ บือนา ร.ร.ไทยรัฐวิทยา 

(เสื้อส้ม)ผอ.บันเทิง ละอองพันธุ์ ร.ร.บ้านเบตงฯ

มิตรที่คบหามายาวนาน   
                                                    

         

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ศณีรา วันที่ : 20/07/2011 เวลา : 06.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 20
ดีแล้วครับที่น้องไปเป็น อ.มหาลัย น้องคนคนเบตง

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
คนเบตง วันที่ : 19/07/2011 เวลา : 11.13 น.

อ่านละดีมากๆ เลยครับพี่ปลัด เห็นปัญหามานานมาก ก็แก้แบบผิดๆ ไปเรื่อยๆ เด็กไทยเดี๋ยวนี้เรียนเยอะ และเนื้อหาละเอียดมาก เดี๋ยวนี้เอาเนื้อหาปริญญาตรี ไปสอนมัธยม เอาเนื้อหามัธยมไปสอนประถมกันแล้ว แต่กลับพบว่ามีเด็กเก่งแบบอัฉริยะจำนวนน้อย แต่ค่าเฉลี่ยเด็กส่วนใหญ่โง่ลง พื้นฐานอ่อนลง เพราะเรียนแบบทำคะแนน ไปเรียนติวกันมากๆ ใช้ความจำมากกว่า การคิดวิเคราะห์ ขาดความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ ดังนั้นเด็กเดี๋ยวนี้รู้มาก แต่รู้แบบผิดๆ ไม่ถึงแก่นสาระของวิชา เป็นเหมือนเป็ด ว่ายน้ำเป็น บินได้ แต่ไม่เก่งสักอย่าง ซึ่งเรายินดีที่ที่มีเด็กได้เหรีญญทองโอลิมปิกเพียงไม่กี่คน ขณะที่เด็กจำนวนมากด้อยคุณภาพ ในที่นี้หมายถึงการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การจดจำเพื่อสอบ แต่เป็นความเข้าใจจริงๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนไทยด้อยพัฒนา ในเรื่องที่จะฝึกฝนให้คนไทยมีปัญญานำไปสู่ประเทศที่เจริญนั้น การฝึกให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ต้องประกอบด้วย ปัญญาความรู้ และความดีงาม เป็นสำคัญ มันจะแยกจากกันไปไม่ได้ คือเก่งแต่ไม่ดี หรือดีแต่ไม่มีความรู้ ต่างการนำพาสังคมสู่หายนะได้เช่นกัน เช่นเดียวกันกับการถกเถียงเรื่อง ทฤษฎีกับการปฏิบัติ ศาสตร์และศิลป์ ซึ่งเราจะขาดสิ่งหนึ่งไม่ได้ มันไปคู่กัน หากมีความขัดแย้งในคู่ต่างๆที่กล่าวไปนี้ จะไม่นำไปสู่ความเจริญได้เลย แล้วยิ่งมีความขัดแย้งเรื่องที่กล่าวไปนี้ยิ่งสะท้อนถึงปัญหาคุณภาพการศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่สถาบันการศึกษาเท่านั้น สถาบันสังคม ชุมชนชาวบ้านเองหากไม่มองถึงความสำคัญ ใส่ใจส่งลูกเรียนไปเรียนหนังสือ การส่งเสริมอุปถัมป์ค้ำจุนสถาบันการศึกษา โดยไม่แบ่งแยก เพราะต่างก็เป็นสถาบันที่สำคัญยิ่งไม่ให้เสื่อมวิกฤตจนมีกรณีชาวบ้านรวมตัวกันเปิดมหาวิทยาลัยชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงแรงต่อต้านของชุมชนต่อสถาบันการศึกษาหลักที่มีอยู่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจสำคัญผิด ต่อค่านิยมของการจบปริญญา การมีปริญญาบัตร ซึ่งคนสมัยนี้เ็นสำคัญมากกว่าความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมากๆ ผมเคยรู้จักกับคนที่ไม่ได้จบปริญญาแต่เขามีความรู้ จากการค้นคว้าหาความรู้เอง ซึ่งพอคุยไปเป็นที่ยอมรับนับถือว่ารู้จริง ซึ่งแม้ว่าไม่มีปริญญาบัตรมารับรอง แต่เราพอรับรู้ได้ว่ามีการศึกษา มีปัญญา แยกแยะความสำนึกผิดชอบชั่วดี และการเรียนรู้ เราเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนใหญ่คนที่มีการศึกษาแต่ไม่มีปริญญามาการันตีนี้ ไม่ได้ึยึดติดกับปริญญาบัตร แม้กระทั่งความรู้ที่มีอยู่ เพราะสำนึกเสมอว่าสิ่งที่เรารู้นั้น อาจจะรู้ไม่จริงก็ได้ ดังนั้นจึงทำตัวเสมือนหนึ่งว่าเป็นชาที่พร่อง สามารถเติมเต็มความรู้ใหม่ๆ ได้ตลอด นี่เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่บัณฑิตพึงมี ขณะเดียวกันคนที่ได้ปริญญาบัตรหลายคนก็อาจจะไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่เลยก็ได้ แต่การเปิดมหาวิทยาลัยชุมชน หลายแห่ง ผมคิดว่าเป็นการสะท้อนถึงค่านิยมผิดๆ หรือการถูกเหยียดจากคนที่ได้รับปริญญาที่ไม่ได้เป็นบัณฑิต ทำให้เกิดปมขึ้นในใจ ซึ่งจริงๆแล้วมหาวิทยาลัยเรารับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา โดยไม่เข้าใจที่มาว่าแท้จริงมีความเป็นมาอย่างไร (มหาวิทยาลัย เป็นสำนักที่เน้นการสอนเรื่องปรัชญญา ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ เท่านั้น ส่วนพวก หมอ วิศวะ พยาบาล อื่นๆ จัดเป็นสายอาชีพ ซึ่งจะเป็นพวกวิทยาลัย แยกกันไป แต่หลังๆมันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ปัจจุบันสังคมไทยกลับให้ค่านิยมคำว่ามหาวิทยาลัยมากกว่าความรู้ วิชาที่ได้รับเสียอีก)หากเราเข้าใจที่มาเชื่อว่าทุกคน คงเลิกที่จะยึดติดกับความเชื่อ ค่านิยมเดิมๆ อย่างแน่นอน

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ศณีรา วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 14
คิดเหมือนเลยครับพี่ชาลี..คนดี เป้นอย่างไร มันออกมาจากปากนักวิชาการได้ยังไง

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ศณีรา วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 13
อันนี้สร้างความั่นใจให้ผู้โพสในอีกทางหนึ่งว่า ไม่ว่าเวลาใด องศาไหน หากน่าสนใจ ก็แนะนำได้ อิๆ จริงไหมพี่ชาย

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ศณีรา วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 19.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 12
รุ้ใจริงๆ พี่ชาย

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ศณีรา วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 19.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 11
แป้นพิมพืมีปัญหาเลยมาตอบช้าครับ ป๋าโซ แสดงว่า คนดูแล เขาอ่านทุกบท จดจำทุกบทความครับป่าโซ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
BlueHill วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คงเป็นเพราะสังคมบางส่วนยึดโยงกัีบคำว่า คนเก่ง มากกว่าคนดี กระมังครับ

้เวรกรรม เดี๋ยวนี้ มีนักวิชาการจำอวด มาตั้งคำถามกันแล้วว่า นิยามของ คนดี หรืออะไร

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
BlueHill วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คงเป็นเพราะสังคมบางส่วนยึดโยงกัีบคำว่า คนเก่ง มากกว่าคนดี กระมังครับ

้เวรกรรม เดี๋ยวนี้ มีนักวิชาการจำอวด มาตั้งคำถามกันแล้วว่า นิยามของ คนดี หรืออะไร

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ChaiManU วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 13.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

อันเนื่องมาจากความคิดเห็นที่ 10 ของป๋าโซ ทำให้ผมเพิ่งจะสังเกตุว่า เอนทรีนี้ได้รับการเผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎา แต่ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้เข้ามาอ่านวันนี้ เพราะมีการหยิบยกขึ้นมาอยู่ที่เรื่องแนะนำ

นั่นย่อมเป็นการยืนยันว่า ท่ามกลางกระแสของเรื่องการเมืองอันเชี่ยวกราก กองบก.โอเคเนชั่น ก็มิได้ละทิ้งเรื่องราวดีๆที่จะนำมาเผยแพร่ให้อ่านโดยทั่วกัน

ขอขอบคุณกองบก.โอเคเนชั่นมา ณ ที่นี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ChaiManU วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

นอกเหนือจากการได้อ่านความคิดเห็นของเจ้าของบ้านต่อระบบการศึกษาไทย ผมได้พบอีกอารมณ์หนึ่งซึ่งผู้เขียนซ่อนไว้(ไม่มิดเท่าไหร่) นั่นคือความรู้สึกภูมิใจในสถาบันการศึกษาของตนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการร่ำเรียนมา

น่าจะเป็นความภาคภูมิใจเป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งนะครับ กับการได้มีโอกาสกลับไปตอบแทนสถานศึกษาอันเป็นแหล่งที่มาของตัวเราในวันนี้

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 11.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

แถมเรื่อง หัวใจเดียวกัน ในมุมมองศณีรา ได้เป็นเรื่องแนะนำ
โหยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยระเบ้อ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


มีแฟนหรือยังจ๊ะ
http://www.oknation.net/blog/soda/2011/07/18/entry-2

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 18/07/2011 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

อิอิ
ได้เป็นรูปประจำวันนี้
เอิ้ก ๆๆ ช้าไปสองวันคงไม่เป็นไร

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ศณีรา วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 5
ความจริงเป็นเรื่องที่น่าฟังที่สุดครับป๋าโซ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ศณีรา วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 4
แก่ประสบการณ์ จร้า..

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศณีรา วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 3
มีอะไรหรือเปล่าป๋าโซ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

ณ บางครั้ง ต้องเอาคำดิบ ๆ ตรง ๆ มาถกกัน
เพียงแต่ว่า "ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย"
"จะยอมรับความผิดพลาดที่ยัดเยียดให้แก่เด็กไทยได้หรือไม่" ...
เท่านั้นเองคับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

ณ บางครั้ง ต้องเอาคำดิบ ๆ ตรง ๆ มาถกกัน
เพียงแต่ว่า "ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย"
"จะยอมรับความผิดพลาดที่ยัดเยียดให้แก่เด็กไทยได้หรือไม่" ...
เท่านั้นเองคับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

กร๊ากกกกกกกกกกกกกก

"ผู้คร่ำหวอด...."

นี่ป๋าแก่ขนาดนั้นเชียวหรือค้าบ ???

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 20.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

แถวนั่ง...คนที่ 3 จากขวามือ...

ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ศณีรา วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 1
ที่นี่สะอาดจริงๆครับ คุณชบาตานี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชบาตานี วันที่ : 16/07/2011 เวลา : 06.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

โรงเรียนสะอาด ร่มรื่นน่าอยู่มากค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน