*/
  • ศณีรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : areebe@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 802
  • จำนวนผู้ชม : 2401127
  • จำนวนผู้โหวต : 684
  • ส่ง msg :
  • โหวต 684 คน
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ในประเทศไทย อาชีพใด น่าเชื่อถือมากที่สุด..
นักการเมือง
9 คน
นักการทหาร
159 คน
นักปกครอง
2 คน
นักวิชาการ
18 คน
นักธุรกิจ
7 คน
นักการศาสนา
16 คน
สื่อมวลชน
1 คน
ข้าราชการ
6 คน

  โหวต 218 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
Posted by ศณีรา , ผู้อ่าน : 5318 , 11:20:12 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ศณีรา , BlueHill โหวตเรื่องนี้

ชื่นมื่นไทย-มาเลย์ 

                 (ต่อจากตอนที่แล้ว)ในที่สุด ลางร้ายก็ปรากฎเป็นจริงกับคณะเราจน ได้ เพราะกว่าคณะเราจะผ่านรถติดที่เมืองอลอสตาร์ รัฐเคดาร์ รัฐทางเหนือของสพันธรัฐมาเลเซีย กว่าจะมาถึงสะพานปีนัง เวลาก็ปาเข้าไป 14.45 น.ของมาเลเซีย หรือ 13.45 น.ของเรา และเวลา 13.30 น. ไทย คือเวลาที่คณะเรานัดเข้าคาราวะท่านกงศุลใหญ่ แห่งรัฐปีนัง เดชะบุญที่ซิมโทรศัพท์ ที่ซื้อจากบาลิ่ง กลับใช้ได้ขึ้นมา ระหว่างเดินทาง ผู้เขียนจึงโทรศัพท์รายงานท่านภานุฤทธิ์ จำรัสโรมรัน กงสุลหนุ่มเป็นระยะๆ และทราบว่าท่านจงเจริญ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองกงสุลจะให้เกียรตินำคณะเราฟังบรรยายที่ตึกคอมต้า สำนักงานเทศบาลเมืองปีนังด้วยตนเอง
                เวลา 14.50 น.ของมาเลเซีย หรือ 13.50 น. มื้อเที่ยงยังไม่ได้ทาน มื่อเช้าก็ทานแค่กาแฟ แต่เราก็ถึงที่ทำการกงสุลใหญ่แห่งเมืองปีนังจนได้ เรามาช้าไป 20 นาที ซึ่งตามกำหนดการ เราต้องเข้าพบคาราวะท่านกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง ประมาณ 30 นาที โดยในเวลา 15.00 น. จะต้องไปถึงตึกคอมต้า สำนักงานเทศบาลรัฐปีนังแล้ว

รปภ.ที่กงสุลไทย ปีนัง คงเป็นชาวทมิฬมาเลย์

กงสุลไทยประจำรัฐปีนัง

ท่านภานุฤทธิ์ จำรัสโรมรัน กงสุลหนุ่มรีบแจ้งให้ไปตึกคอมต้าทันที

               เมื่อคณะเราลงจากรถ ที่ทำการกงสุลฯท่านภานุฤทธิ์ จำรัสโรมรัน บอกให้ตามรถนำไปที่ตึกคอมต้าทันที ส่วนที่กงสุลไทย ไม่เป็นไร อย่าให้เสียชื่อประเทศไว้ก่อน เพราะมาเลเซียเข้าให้ความสำคัญกับเวลามากๆ
เราไปถึงตึกคอมต้าทันอย่างฉิวเฉียด เมื่อไปถึงทำให้ทราบว่า ตึกคอมต้าเป็นตึกอาคารสูงของรัฐบาลท้องถิ่น ที่ส่วนชั้นล่างๆจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เรียกว่า รู้จักหารายได้เข้ารัฐ โดยไม่ต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้งบประมาณซ้ำซ้อนเลย
              เราขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่ 13 เข้าไปยังห้องประชุม และเมื่อทุกฝ่ายพร้อมพิธีการก็เริ่มต้น ฝ่ายเราที่นำโดยอาจารย์ ประสิน แนะนำตนเองและจุดมุ่งหมายของการศึกษาดูงาน และฝ่ายมาเลเซียแนะนำทีมงาน ซึ่งนายกเทศมนตรีของรัฐบาลท้องถิ่นปีนังก็ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่มาบรรยาย เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงมาเลย์ และเปิดโอกาสให้ซักถาม ซึ่งผลสรุปของการศึกษาดูงานสามารถแจกแจงได้ดังนี้


เราตามกันไป อย่างเร่งรีบ

ตึกคอมต้า ที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นปีนัง

ชั้นล่างจะเป็นห้าง เปิดให้เอกชนเช่า

เจีียบ จนท.สรรพากรยะลา และอ.พิเศษ ม.รัชาภาค

ว่าที่ ดร.ม.เวสเทิร์น

แต่ละคนอ่านหัวข้อ เอกสารกัน เพราะตื่นเต้น

รศ.ดร.ประสิน โสพลบุญ นำคณะฯ นศ.ไทย

ภาษาอังกฤษหายห่วง

Penang Blueprint Program Publicy P
        1. Good Governance
        2. Co – ordination Subsist
        3. Building Department
        4. Development Planing Department
        5. Commenity Service
        6. Legal Affair Unit

เพราะความหิว..เลยทานก่อนถ่าย

ชาร้อนของเขาหอมอร่อย..ไม่ผิดหวังจริงๆ

นโยบายการจัดการสาธารณะของรัฐปีนัง

               รัฐบาลท้องถิ่นรัฐปีนังท้องถิ่นรับนโยบายจากรัฐบาลกลางโดยมี Chife Minister เป็นผู้บริหารภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง จึงเป็นลักษณะระบบนโยบายจากระดับบนสู่ระดับล่าง Top – Down System มีการกำหนดนโยบายเป็นพิมพ์เขียวของแต่ละรัฐ ซึ่งเปรียบได้ดังแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดของประเทศไทย เพียงแต่ที่นี่ ส่วนกลางจะเป็นผู้กำหนดชัดเจน สำหรับงบประมาณด้านการบริหารจัดการสาธารณะ รัฐบาลกลางจะเป็นผู้จัดสรร เหมือนเงินอุดหนุนของระบบราชการไทย และแยกเป็นคนละส่วนกับรายได้จากภาษีที่ท้องถิ่น ซึ่งการบริหารจัดการสาธารณะ รัฐปีนังมีการพัฒนาทางด้านคมนาคม ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์ การท่องเที่ยว และการลงทุน

              รัฐปีนังกำลังพัฒนาให้เป็น The Greater Penang ซึ่งเป็นนโยบายของท้องถิ่นปีนังที่ไม่สอดคล้องกับรัฐบาลกลางนัก โดยที่รัฐบาลท้องถิ่นต้องการพัฒนารัฐปีนังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนปีนังเชื้อสายต่างๆให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนมาเลเซียเชื้อสายจีน
             ซึ่งนโยบายสาธารณะของรัฐปีนังที่จัดทำโดยรัฐบาลกลาง หรือ Penang Blueprint เป็นเพียง Nation Program ไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนในรัฐปีนัง และไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

ซ้ายท่านจงเจริญ หัสดิน ณ อยุธยา รองกงสุลใหญ่ไทย ประจำรัฐปีนัง

และกลาง Menteri Besar หรือ มุขมนตรี

ป๋อง อ.พิเศษ,เล็ก ตำรวจ,เบ้นซ์ วิศวะ และวิชาญ รอง ผอ.สธ.ยะลา

หลายอาชีพ ว่าที่ ดร.หนุ่มๆทั้งนั้น

นโยบายสาธาราณะด้านการคมนาคม
                   อย่างไรก็ตาม รัฐปีนังได้รับการพัฒนาทางด้านการคมนาคมเป็นอย่างมาก โดยการสร้างสะพานจากเมืองบัตเตอร์เวอร์ธ เข้าสู่เมือง George town ใช้งบประมาณอย่างมหาศาล เพื่อพัฒนา Penang ให้เป็น Face of South Eeast Asia ในปี 2020 รัฐบาลกลางมาเลเซียเล็งเห็นว่า Penang สามารถเป็น Port of Asia ได้ในอนาคต
                   ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ของคนในรัฐปีนังเป็นปัญหามายาวนาน ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นปีนัง ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากรัฐบาลกลางเน้นการจัดการด้านคมนาคม อุตสาหกรรม ความเสียเปรียบของประชากรรัฐปีนังจึงกลายเป็นข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น
                 • คนมาเลย์เชื้อสายอินเดียขอสิทธิการเป็นบุคคล “ภูมิบุตรา”
                 • คนมาเลย์เชื้อสาย มลายู-พม่า ขอสวัสดิการด้านการศึกษา
                 • สวัสดิการ การถือครองที่ดินโดยไม่ใช้บัตรเกษตรกร
                 • การไม่ระบุ เชื้อชาติชาติพันธุ์ในบัตรประจำตัวประชาชน
                 • การเรียกร้องให้วัฒนธรรมไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ
                 • สวัสดิการต่างๆหากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคอัมโน
                 • การขอสวัสดิการ การขึ้นทะเบียนเป็น Perminance Residance
                      : นางธนันท์นพร ปราบชนะ 21/6/2554 ผู้เรียบเรียง

ท่านรองฯกงสุล แนะนำพี่ไก่

ฝ่ายวิชาการที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษของคณะเรา

ข้าราชการเขาบรรยายภาษาอังกฤษล้วนๆ

ไทยเราต้องปรับเร่งด่วนในเรื่องภาษา ไม่งั้น ประชาคมอาเซียน 2558

เราแย่แน่ๆ

แต่ละคนเคร่งเดรียดเพราะตื่นเต้น..และหิวข้าว

อ.โอมห์ กับศณีรา นั่งแถวหลัง ถ่ายภาพ เก็บบรรยากาศ

เคร่งเครียด เพราะถามเยอะ..ลึกจริงๆ

มอบของที่ระลึกให้ท่านรอง กงสุลฯ

นางธนันท์นพร ปราบชนะ หรือพี่ไก่ คนนี้เก่งภาษาอังกฤษมากๆ

               นางธนันท์นพร ปราบชนะ นักศึกษา มหาลัยเวสเทิร์น ฝ่ายวิชาการของคณะ ผู้สรุปผลการดูงานในครั้งนี้ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “ในเรื่องสวัสดิการชุมชน สังคม รัฐปีนังยังต้องบริการจัดการให้เป็นระบบและกระจายอำนาจสู่ชุมชนดั้งเดิม เพื่อลดความขัดแย้งของชาติพันธุ์ในรัฐ 
               นโยบาย Commenity Service ที่จะให้ประชาชนในรัฐปีนังทุกคนมีบ้าน เป็นเสมือนนโยบายที่เป็นเพียงนามธรรม ซึ่งความต้องการของประชาชนรัฐปีนังที่ต้องการให้มี Urbon Service และ อนุรักษ์มรดกโลก วัฒนธรรมเก่า เพื่อการท่องเที่ยว นโยบายสาธารณะต่างๆที่รัฐบาลกลางจัดสรรให้รัฐปีนังจึงไม่สอดคล้องกัน
              • ความไม่สอดคล้องของความต้องการของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะอาจจะนำมาซึ่งข้อเรียกร้องต่างๆที่นำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต
             • ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการกำจัดสิทธิบางประการในการมีสิทธิเป็นภูมิปุตราเป็นปัญหามายาวนาน รัฐบาลท้องถิ่นต้องให้ความสนใจในปัญหาอย่างมาก
            • การพัฒนาทางวัตถุ เน้นทางอุตสาหกรรมตรงกันข้ามกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัญหาในอนาคตของปีนัง”

เคาเตอร์บริการเทศบาลของเขาดู สะดวก รวดเร็ว สบายแบบเอกชนเลย

ภารกิจที่สองเสร็จแล้ว แบกีร์ คนหน้า คนนี้แหละ

เชี่ยวชาญมาเลเซียตัวจริง

เก็บภาพหมู่ ชั้นล่าง ทางเข้า เหมือนห้างสรรพสินค้าเลย

              คณะเราทุกคน แม้ไม่ได้ทานข้าวเที่ยง ดีที่มีขนมน้ำตาลกับชาร้อนรับรอง เพราะเราไม่ได้แจ้งเขา ประกอบกับเราพลาดเรื่องเวลาเอง เราเริ่มดูงานและแลกเปลี่ยนทัศนะกว่า 2 ชั่วโมง มอบของที่ระลึกและถ่ายภาพฉันท์มิตร ก่อนจะร่ำลา ผู้เขียนรู้ว่า ทุกคนในคณะฯหิวจนกินช้างได้เป็นตัว

              ผู้เขียนพาคณะไปทานอาหารที่ร้านซีฟู้ต ตรงวงเวียนย่านเกอร์นี่ ซึ่งเป็นภัตรคารริมทะเล บรยากาศเหมือนสวนอาหารลอยน้ำในเมืองไทย มีตู้ปลาที่เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา รูปร่างแปลกๆ ที่แข่น้ำแข้งก็ดูสดจริงๆ แต่เราคงไม่มีปัญญาสั่งมาทานเป็นหมู่คณะแน่ๆ เพราะที่สั่งไว้เป็นอาหารเหมาจ่าย หัวละ 15 ริงกิต หรือ 150 บาทนั่นเอง

ภัตคาร อาหารทะเล ริมทะเล ย่านเกอร์นีย์

ของทะเลเป็นๆมีให้เลือก..มากมาย

อันนี้คุณนายแดง ว่าที่ ดร.คนสวย

หอยงวงช้าง น่าอร่อยดีแท้

ปูทะเลน้ำลึก

ขีดละ 90 บาท

บรรยากาศ..วิวสบายๆ

คลื่นลมสงบ เพราะเป็นฝั่ง หันหน้าเข้าแผ่นดินใหญ่

ดูแต่ตา.น๊ะน้อง...เจี๊ยบ

ของเราจานนี้..แต่ก็อร่อยสุดๆ

               เราเข้าไปนั่ง คนในร้านก็ไม่จอแจเหมือนร้านอาหารบ้านเรา มองไปรอบๆ มีเพียงโต๊ะครอบครัวชาวอินเดียเพียงหนึ่งโต๊ะ ในใจก็นึกร้านนี้คงรสชาติไม่ดีนักลูกค้าจึงเบาบาง แต่ที่ไหนได้ เมื่ออาหารตามเมนูที่เลือกสรรไว้ อาหารทะเลมื้อนี้กลับเป็นมื้อที่รสชาติจัดจ้าน อร่อยถูกปากคณะเราที่สุด เหมือนรู้ใจคนไทย ยิ่งเด็กเสริฟพูดภาษาไทยชัดเจน “สวัสดีค่ะ” “นั่งก่อนน๊ะค่ะ” “ขอบคุณมากๆค่ะ” เพียงเท่านี้พวกเราก็หายเหนื่อยจากงานหินๆที่หวุดหวิดจะเสียชื่ออย่างเฉียดฉิวทีเดียว เราถ่ายรูปกันสนุก...ก่อนจะกลับมายังโรงแรมที่พัก....เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย..เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล ไปดูงานที่รัฐมะละกา...รัฐประวัติศาสตร์ชาติมาลายู ที่อยู่ทางตอนใต้ของแหลมมาลายูต่อไป... โปรดติดตาม

ชายเลน สะอาด และกำลังปลูกกล้าไม้โกงกางทดแทน

หน้าโรงแรม เขาอนุรักษ์ สามล้อถีบ..เพื่อคนชั้นล่าง

วิวยามอัสดง สงบร่มเย็น อุ่นใจ

คืนละ 1,200 บ. ก็โอเค..ละครับ

รวมพล..ท่องราตรี

ของที่ระลึก..ริมทาง

สาวจีนมาเลย์ ณ ตลาดโต้รุ่ง

ตู้โทรศัทพ์ ระเลง..ซะ..อยากโทร

คุณนายแดงจะกินทั้งไม้ซะแระ..


ที่เขี่ยบุหร่หน้าโรงแรมที่พัก

ของเขาเพิ่งเริ่มรณรงค์เรื่องลดพื้นที่สูบหรี่

ของเขาสร้างครั้งเดียว..ใช้ชั่วลูกชั่วหลานครับ


รัฐปีนัง

               รัฐปีนังไข่มุกแห่งตะวันออก เมืองที่มีความสวยงาม และโรแมนติกที่สุดเมืองหนึ่งของภาคตะวันออก ชื่อของปีนังมาจากคำว่า ปีนัง (Pinang) แปลว่า ต้นหมากซึ่งเคยเป็นต้นไม้ที่พบมากในเกาะแห่งนี้ ปีนัง ได้รับการสถาปนาให้เป็นที่มั่นทางการค้าของอังกฤษเมืองแรก ในภูมิภาคตะวันออกไกล เมื่อปี 1786 ทุกวันนี้ ปีนัง กลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ผสานเอาวัฒนธรรมสองซีกโลกไว้ด้วยกันอย่างลงตัว กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองแห่งนี้ไม่หยุดหย่อน
                รัฐปีนัง ประกอบไปด้วยเกาะปีนัง และแผ่นดินที่มีความยาวซึ่งรู้จักในนาม Seberang Parai (ในอดีตคือ จังหวัด Wellesley) เชื่อมโยงพื้นที่สองส่วนไว้ด้วยสะพานปีนัง ซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความยาว 13.5 กิโลเมตร และนอกจากสะพานปีนัง ซึ่งเป็นทางเชื่อมสายหลักแล้ว ยังสามารถเดินทางสู่เกาะปีนังโดยใช้บริการเรือข้ามฟากได้อีกด้วย
บนเกาะปีนังมี จอร์จทาวน์ เป็นเมืองหลวง และจุดศูนย์กลางอันมั่งคั่ง ด้วยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ทันสมัย แต่ก็ยังรักษาความเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงวานวันในอดีต ทำให้ปีนังเป็นสถานที่สุดพิเศษหลากอารมณ์ ทางเดินเล็กๆ ริมถนน สามล้อ วิหาร หรือตลาดโต้รุ่ง ผู้คนที่ยังคงมีวิถีเดิมๆ สะท้อนความเป็นอดีต
               ปีนัง ยังเป็นสวรรค์สำหรับนักช้อปไม่ว่าจะเป็นตลาดของใหม่ หรือของสะสมโบราณ นักท่องเที่ยวสามารถมองหาสินค้าในราคาที่น่าพึงพอใจ สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่าง กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิกส์ เสื้อผ้า บาติก ของที่ระลึก ของเก่า และของสะสม มีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ เกาะแห่งนี้ยังโด่งดังเรื่องอาหารชั้นเลิศของภูมิภาค ไล่เรื่อยมาตั้งแต่อาหารต้นตำหรับ Nyonya ไปจนถึงอาหารจานโปรดแบบพื้นเมือง ที่หารับประทานได้ง่ายตามร้านข้างทาง อย่าง นาซิ กันดาร์ (Nasi Kandar) ชาร์ ก๋วยเตี๋ยว (Char Kway Teaow) หรือปีนัง ลักซา (Penang Laksa) และว่ากันว่ารสชาติอาหารที่ว่าทั้งหมดนั้น แตกต่างและหลากหลายกว่าที่พบในรัฐอื่นๆ ของมาเลเซียอย่างสิ้นเชิง

              ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นปีนัง เป็นฐานเสียงพรรคฝ่ายค้านของสหพันธรัฐมาเลเซีย และไม่ได้เป็นเกาะปลอดภาษีเหมือนในอดีต โดยรัฐบาลได้ย้ายไปจัดตั้งเกาะปลอดภาษีที่เกาะลังกาวี รัฐเคดาห์ทางตอนเหนือ ฝั่งอันดามัน ในอดีตคนไทยมักส่งบุตรหลานมาร่ำเรียนบนเกาะนี้ เพราะเชื่อว่ามีมาตรฐานเดียวกับเมืองผู้ดีอังกฤษและค่าใช้จ่ายถูกกว่า ทุกวันนี้ยังคงมีคนไทยตกค้าง มีวัดไทย และชุมชนชาวไทย อันเป็นรองรอยจากครั้งหนึ่งสยามเคยปกครองปีนังแห่งนี้


ประวัติศาสตร์
              เมืองหน้าด่านของอังกฤษแห่งนี้ ถูกค้นพบโดย กัปตัน ฟรานซิส ไลท์ (Captain Fransis Light) ในปี ค.ศ.1786 ซึ่งกัปตันไลท์ได้รับมอบเกาะปีนัง ในนามของบริษัทอีสต์ อินเดีย คอมพานี (East India Company) ด้วยการทำสัญญากับสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ (Sultan of Kedah) เพื่อปกป้องแผ่นดินแห่งนี้จากสยามประเทศ เมื่อกัปตันไลท์มาถึง เกาะแห่งนี้มีประชากรบางตา และมีเรื่องเล่าว่าตอนที่กัปตันไลท์มาถึง เค้าได้ใช้ปืนใหญ่ยิงเอาก้อนทองคำเข้าไปในเมือง เพื่อปลุกระดมให้ชนชั้นแรงงานลุกขึ้นมาสู้ก่อนที่จะยึดครองเกาะปีนัง
เขาได้เปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่เป็น Prince of Wales Island เนื่องด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลล์ ไม่นานนักกัปตันไลท์ก็สถาปนาจอร์จทาวน์ และได้รับแผ่นดินผืนยาวบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ติดกับเกาะปีนัง ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามจังหวัดเวลเลสลี่ (Wellesley) จากนั้นจึงค่อยๆสถาปนาจอร์จทาวน์ให้เป็นเมืองท่าปลดภาษี และปลุกระดมคนพื้นเมืองให้จับจองพื้นที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากแผ่นดินที่มีพลเมืองเบาบาง เพิ่มจำนวนประชากร 10,000 คนเมื่อช่วงเปลี่ยนของศตวรรษ
ปี 1805 ปีนังเป็นอิสระ และไม่นานนัก ก็มีการตั้งชุดบริหารแบบรัฐบาลอินเดีย ซึ่งระบบการปกครองที่มีเค้าโครงเดียวกับเมืองมาดราส และบอมเบย์ จากนั้นในปี 1826 มีการถ่ายโอนคนมาจากสิงคโปร์ และมะละกา ที่ตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรเริ่มขึ้น เศรษฐกิจเริ่มตื่นตัว จอร์จทาวน์พัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 1816


ภูมิปุตรา คืออะไร?


                 ในยุคที่รัฐในมาลายูถูกอังกฤษอยู่นั้น มีการต่อต่านลุกฮือจากคนท้องถิ่น อังกฤษจึงใช้กลยุทธ์จ้างกรรมกรจากอาณานิคมอื่นๆเข้ามาทำงานในมาเลเซีย อันได้แก่ นำชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ โดยจะเข้ามาทำเหมืองให้กับประเทศอังกฤษ นำชาวอินเดียเข้ามาทำอาชีพด้านเกษตรกรยางพาราและปาล์มให้กับอังกฤษ

                เมื่ออังกฤษให้เอกราชแก่มาเลเซีย เพราะการต่อสู้เรียกร้องหรือแนวทางสร้างสันติก็ตาม ภายหลังได้มีการประชุมในหมู่ผู้นำชาวมาเลย์ว่า ต้องรับเอาคนที่อังกฤษนำเข้ามาเป็นคนมาเลเซียด้วย มาเลเซียจึงประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลายด้วยวิศวกรชาวอังกฤษนั้นเอง

                การให้สิทธิพิเศษแก่ภูมิปุตรา เริ่มต้นเมื่อชาวมาเลย์ตกลงที่จะใช้อำนาจทางการเมือง ร่วมกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เช่น ชาวจีน ที่เรียกว่าสัญญาประชาคม และเป็นกฎข้อหนึ่งในการเป็นอิสระจากอังกฤษ ในขณะนั้น ชาวจีนและชาวอินเดียจะเป็นชนรุ่นที่หนึ่งหรือรุ่นที่สองที่ถูกนำเข้ามาในแผ่นดินมาเลเซีย โดยอังกฤษเพื่อใช้เป็นแรงงาน และผู้นำชาวมาเลย์เริ่มตระหนักเห็นถึงความสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ เมื่อคนเหล่านั้นมีจำนวนมากจนจะเป็นชนกลุ่มหลักแล้ว ทั้งยังครองเศรษฐกิจหลักๆของมาเลเซีย จึงได้มีการสงวนสิทธิให้กับคนที่พวกเขาถือว่าเป็นเจ้าของประเทศเดิม ดังในในมาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญได้กล่าวว่า

              “นับเป็นความรับผิดชอบของสมเด็จพระราชาธิปดีที่จะต้องช่วยปกป้องตำแน่งพิเศษของชาวมาเลย์และชนพื้นเมืองของรัฐซาบาห์และซาราวัค และรวมถึงผลประโยชน์ทางด้านกฎหมายของชุมชนอื่นๆภายใต้อำนาจของมาตรานี้”

และในมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า
              “ชาวมาเลย์คือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษามลายู ประพฤติปฏิบัติตามประเพณีมาเลย์ และเป็นลูกของบิดาหรือมารดาที่กำเนิดภายใต้สหพันธ์รัฐมาเลเซียก่อนมาลายาได้รับเอกราชในวันที่ 31 สิงหาคม 1957”
              คำว่า “ภูมิปุตรา” เริ่มใช้ครั้งแรกในรัฐสภาในปี 1965 ในช่วงการประชุมเรื่องกฎหมายในการก่อตั้งองค์กรมารา (MARA: Masjis Amanah Rakyat) ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาสิทธิของชาวภูมิบุตรา และทำให้นายลี กวนยู สมาชิกรัฐสภามาเลเซียในตอนนั้นไม่พอใจอย่างมาก จนทำให้ต้องแยกตัวไปในที่สุด โดยทางมาเลเซียประกาศให้สิงค์โปรออกไปก่อน หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงนายลีประกาศแยกตัว ในวันที่ 9 สิงหาคม 1965
                   ในช่วงแรกคาดว่าจะให้สิทธินี้ไม่นาน แต่เมื่อมีเหตุการณ์จราจลในปี 1969 โดยชาวจีน เพราะไม่พอใจความไม่เท่าเทียมของสิทธิภูมิปุตรา เป็นให้ชาวจีนจำนวนมากที่ต้องหนีภัยจากการปราบปราม ถูกเนรเทศกลับแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้ในนามพรรคมิวนิสต์มาลายา และทะลักเข้ามาแผ่นดินไทยตามชายแดนภาคใต้ รัฐบาลจึงเริ่มใช้มาตรการดังกล่าว
                    แนวความคิดเรื่องภูมิปุตรามีอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ถึงแม้มันจะไม่ได้ระบุอธิบายความหมายของคำดังกล่าวไว้อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ได้ระบุความหมายของชาวมาเลย์ ชนพื้นเมือง(ในมาตรา160(2)) ชนพื้นเมืองแห่งซาราวัค(ในมาตรา161A(6)(a)) และชนพื้นเมืองแห่งซาบาห์(ในมาตรา161A(6)(b)) ความหมายหรือนิยามของภูมิบุตรา อาจมีความหมายหลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่หน่วยงานต่างๆของรัฐจะตีความเอาเอง

                    จากหนังสือชื่อGuidebook for entry into public higher learning institutions for SPM/equivalent graduates for academic year 2007/2008 ได้ให้คำนิยามของคำว่าภูมิปุตรา ไว้อย่างชัดเจนคือ

ในกรณีย์ของแหลมมาลายู

                   “หากบิดาหรือมารดาเป็นมุสลิมมาเลย์ หรือ ชาวพื้นเมืองดังปรากฏอยู่ในมาตรา 160(2) ตามรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์มาเลเซีย ดังนั้นลูกก็จะได้รับการพิจารณาเป็นภูมิปุตรา ”


ในกรณีย์ของซาบาห์

                    “หากบิดาหรือมารดาเป็นมุสลิมมาเลย์ หรือ ชาวพื้นเมืองดังปรากฏอยู่ในมาตรา 160A (6)(a)ตามรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์มาเลเซีย ดังนั้นบุตรก็จะได้รับการพิจารณาเป็นภูมิปุตรา ”

ในกรณีย์ของซาราวัค

                    “หากบิดาหรือมารดาเป็นมุสลิมมาเลย์ หรือ ชาวพื้นเมืองดังปรากกอยู่ในมาตรา 160A (6)(b) ตามรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์มาเลเซีย ดังนั้นบุตรก็จะได้รับการพิจารณาเป็นภูมิปุตรา ”

                    กฎหมายนี้เป็นการที่รัฐมองว่าจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของชนเดิม โดยที่มองว่าผู้เข้ามาอยู่ที่หลัง เป็นผู้อื่นที่ได้ประโยชน์จากทรัพยากรของพวกเขา และการเปิดเสรีผู้คนโดยเฉพาะส่วนที่ยังไม่มีความเจริญจะเสียเปรียบทันที เช่น เมื่อก่อนเขาจะกันไม่ให้เข้าคนจากแหลมมาลายูเข้าไปทำธุรกิจในแถบรัฐซาบาห์และซาราวัคได้ง่าย เพราะความเจริญทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกต่างกันลิบลับ หากเปิดเสรีคนท้องถิ่นก็จะตกที่นั่งลำบาก

                     ปัจจุบันแม้ชาวภูมิปุตราจะได้รับอภิสิทธิต่างๆมากมาย ความเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจก็ยังตกอยู่ในมือของชาวจีน และอาชีพสำคัญๆเช่น หมอ ผู้พิพากษา วิศวกรเป็นของชาวอินเดีย ส่วนชาวมาเลย์ส่วนใหญ่ชอบงานสบายๆเช่น ข้าราชการ จนบางครั้งผู้นำยังต้องออกมาติงผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษว่าได้สิทธิมากจนไม่พัฒนาตนเองเพื่อให้แข็งขันกับเชื้อชาติอื่นได้

                     เพราะฉะนั้นการให้สิทธิดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การแข่งขันอย่างสมบูรณ์หากผู้ที่ได้รับสิทธิเข้าใจในเรื่อง handicap แล้วเขาพยายามพัฒนาตนเองเพื่อให้มีศักยภาพเท่ากับผู้อื่น แต่ในทางตรงกันข้าม หากมัวหลงสบายใจกับสิทธิที่ได้มากกว่าคนอื่นโดยไม่พัฒนาตนเองผลเสียก็ต้องตกอยู่กับตนไม่ใช่ผู้อื่น

                     ในแง่ของการสร้างชาติให้เข็มแข็งเรื่องดังกล่าวก็ยังคงเป็นปัญหาของมาเลเซียต่อไป หากพวกหนึ่งยังคิดว่าเป็นเจ้าของประเทศ และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้เข้ามาอยู่ทีหลังความเป็นชาติย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

เรียบเรียงจาก บทความของ สนต้นที่เก้าและ ประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ขอบคุณป.วศิน คำภีร์ สำหรับภาพประกอบ



Penang Food Song

เพลงนี้อาจทำให้คุณอยากไปลิ้มรสอาหาร ที่ปีนัง


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ศณีรา วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 12.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 11
ไม่ว่าแบบไหน ผมว่ามีดีทั้งคู่ครับ ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด ครับพี่ชาย

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ศณีรา วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 12.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 10
ขอบคุรครับ คุณ feng_shui

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ChaiManU วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 00.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

ตึกคอมต้า ที่ทำการรัฐบาลปีนัง ชั้นล่างเปิดให้เอกชนเช่า แปลกดี

ไม่เหมือนกับที่บ้านเราที่หน่วยงานราชการแม้แต่ระดับกระทรวงยังต้องไปเช่าตึกของเอกชน(ที่มีนักการเมืองเป็นหุ้นส่วนใหญ่)ใช้เป็นที่ทำการ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
feng_shui วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เจียะป้าเลย



ถ่ายภาพได้ทุกมุม ดีจังค่ะ

.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ศณีรา วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 20.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 6
Menteri Besar หรือ มุขมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ต่างกับ Governor ทั้งสี่รัฐ คือ รัฐปีนัง , มะละกา, ซาบาห์ และซาราวัคที่ตั้งขึ้นมาสำหรับรัฐที่ไม่มีสุรต่าน ครับพี่ tengpong และไม่มีอำนาจบริหารอะไร เป็นเพียงสัญลักษณ์ไว้ตัดริบบิ้นทำนองนั้น แต่ Menteri Besar หรือ มุขมนตรี ที่เราไปดูงานมีอำนาจเหมือนผู้ว่า กทม.ทำนองนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ศณีรา วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 5
บ้านนี้ มีเวลาจริงๆ ค่อยย้อนมาอ่านดีที่สุดครับ พี่ชาย..

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศณีรา วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 19.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 4
ยินดีครับพี่ชาลี

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
tengpong วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong


๑ ใน ๔ ของรัฐ(จากทั้งหมด ๑๓ รัฐ)ที่ไม่ได้ปกครองโดยสุลต่าน
แต่มี Chife Minister หรือเราอาจจะเรียกว่าเป็นมุขมนตรี ก็น่าจะพอได้นะครับ

ผมชอบสถาปัตยกรรมโดยรวมของปีนัง ที่เขาอนุรักษ์ไว้ และความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ที่น่าสนใจมากมาย

แต่ที่ขาดไม่ได้คือ ลักซา ของปีนังอร่อยมาก บัคกุเต๋ และลอดช่อง ไปแล้วต้องไปหากินให้ได้

สมัยก่อนลูกคนมีกะตัง มักถูกส่งมาเรียนที่นี่ เช่นโรงเรียนจุงหลิง (ถ้าจำชื่อไม่ผิด) ที่อาภัสรา หงษ์สกุลนางงามจักรวาล ก็เคยมาเรียนที่นี่

ส่วน USM นั้นผมได้รู้จักในนาม University Science Malaysia
แต่ทำไมเป็นอันเดียวกันกับ University Sains Malaysia ยังไงเมื่อไหร่ ท่านปลัดพอมีข้อมูลไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ChaiManU วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 17.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

อูยยยยย ยาว ย้าว ยาว ค่ำๆค่อยกลับมาอ่านดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

Universiti Sains Malaysia
จดชื่อไว้เรียบร้่อยแล้วครับ
ขอบคุณท่านปลัดมาก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ศณีรา วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

Universiti Sains Malaysia ครับ พี่ชาลี ผมเคยไปมาครั้งหนึ่ง ตอนนำทีมฟุลบอลไปแช่งอุ่นเครื่อง นักศึกษาต่างชาติมากจริงๆ เลยแพ้ซะ คนไทยไปเรียนก็มาก บางคนเป็นอาจารย์มีครับ สอนสาขาเกี่ยวกับข้องกับวิทยาศาสตร์เชียวครับ การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ครบเครื่องเชียวครับท่านปลัด ทั้งเนื้อหาและภาพถ่าย
รัฐปีนัง มีมหาลัยที่มีชื่อเสียงสำหรับนร.ไทยบ้่างไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศณีรา วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั้นย่อมมีการต่อต้าน...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน