*/
  • ศณีรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : areebe@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 802
  • จำนวนผู้ชม : 2389906
  • จำนวนผู้โหวต : 681
  • ส่ง msg :
  • โหวต 681 คน
<< มีนาคม 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ในประเทศไทย อาชีพใด น่าเชื่อถือมากที่สุด..
นักการเมือง
9 คน
นักการทหาร
159 คน
นักปกครอง
2 คน
นักวิชาการ
18 คน
นักธุรกิจ
7 คน
นักการศาสนา
16 คน
สื่อมวลชน
1 คน
ข้าราชการ
6 คน

  โหวต 218 คน
วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม 2556
Posted by ศณีรา , ผู้อ่าน : 5790 , 08:51:43 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน BlueHill , su และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

บันทึกโจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง

โดย สงวน จิรจินดา

สงวน จิรจินดา

 

คำนำ

 

              บันทึกเรื่องนี้ เดิมเขียนไว้ในบันทึกประจำวันส่วนตัวของข้าพเจ้าเอง อันที่จริง ตามปกติวิสัยแล้ว บันทึกโจรจีนฉบับนี้ไม่น่าจะมีขึ้น แต่ที่มาเกิดมีขึ้นได้ก็ด้วยเหตุบังเอิญ ๙ ประการ คือ

              ประการแรก เป็นการบังเอิญโดยแท้ที่ในขณะนี้ข้าพเจ้าและเพื่อนฝูงบางคน กำลังปลุกปล้ำอยู่กับการฝึกนักเขียน “บันทึกประจำวัน” (diary) ตามคำแนะนำในหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้แทนจำหน่าย กล่าวคือการเลิกงานตอนเย็นในวันหนึ่งๆ ข้าพเจ้าจะบันทึกลงไปว่า ตั้งแต่รุ่งเช้าของวันนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าได้ทำอะไรที่เป็นการสมควรแก่การบันทึก ก็จะบันทึกไว้ เรื่อไหนทำก่อนเรื่องไหนทำภายหลัง เป็นลำดับไปจนถึงเวลาที่เขียนบันทึกสำหรับวันนั้น จึงจะนับว่าเสร็จงาน “การฝึกความจำ” สำหรับวันหนึ่ง ๆ โดยสมบูรณ์

              ประการต่อมา เมื่อตอนที่เรื่องโจรจีนฯเกิดขึ้นในเดือนดุลาคม ๒๔๗๐ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงที่สุดของเหตุการณ์ ก็เป็นการบังเอิญอีกเหมือนกัน ที่มามีเหตุชักนำให้ข้าพเจ้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คือ ได้ไปทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือราชการ โดยการขอร้องของผู้ว่าราชการอำเภอเบตง ซึ่งได้มีหนังสือเป็นทางการขอยืมตัวข้าพเจ้าจากกรมไปรษณีย์โทรเลข มาใช้งานเกี่ยวกับเรื่อโจรจีนฯเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม

              อาศัยเหตุบังเอิญ ๓ ประการดังกล่าวแล้วประกอบกัน จึงปรากฏผลเป็นบันทึกบันนี้ และก็โดยเหตุประการแรกนั่นเอง เรื่องโจรจีนฯ จึงติดอยู่ในบันทึกประจำวัน ซึ่งอาจกล่าวแล้วประกอบกัน จึงปรากฏผลเป็นบันทึกประจำวัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการฝึกหัดเขียนบันทึกเป็นประจำทุกวัน ว่าได้ทำอะไรไปในวันหนึ่ง ๆ เช่นนี้ ย่อมจะพาให้เรื่อโจรจีนฯอันเป็นเนื้อหาหรือสาระสำคัญที่ต้องเกี่ยวข้องอยู่ด้วยทุกวี่ทุกวันนั้น ระบบได้รับการบันทึกที่ค่อนข้างจะละเอียดลออในทุกด้านทุกมุม จึงหวังได้ว่าบันทึกเรื่อโจรจีนฯนี้ แม้จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งมดไม่ได้บันทึกลงไปบ้าง ก็คงจะมีเป็นส่วนน้อยที่ไม่ใช่สาระสำคัญ

               ต่อมามีผู้รู้จักคุ้นเคยบางคนได้ถ่ายบันทึกนี้ มีความเห็นว่าน่าจะให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง โดยให้เหตุผลว่า การที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เพื่อรู้กันเองในวงแคบ ก็เท่ากับไม่อื้อเฟื้อต่อชุมชน โดยเฉพาะก็คือชุมชนในท้องถิ่นเบตงนี้ ทั้งผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ก่อนแล้วและที่เข้ามาอยู่ใหม่ เพราะเหตุว่าถ้าหากชุมชนดังกล่าวมีโอกาสได้ทราบพฤติกรรมที่เป็นมาแต่หลัง ว่าเหตุร้าย เกิดจากสาเหตุอันใด และเราจะหาวิธีป้องกันเพื่อระงับเหตุนั้นเสียก่อนได้อย่างไร เหตุการณ์เช่นเดียวกันนั้นจึงจะไม่อุบัติซ้ำ ดั้งนิ ย่อมจะเกิดผลดีแก่สังคมชาวไทยในท้องถิ่นเบตงบ้างไม่มากก็น้อย

               อนึ่ง เราไม่ควรลืมความจริงที่ว่า พวกเราชาวไทยเป็นชนส่วนน้อย (Minorith) ในท้องถิ่นนี้ เราอยู่ในวงล้อมของคนต่างด้าวถึง ๑๐๐ ละ ๙๔ ของจำนวนพลเมืองทั้งหมด คือจำนวนพลเมืองขณะนี้มีประมาณ ๔,๐๐๐ คน มีคนไทยเพียง ๒๕๐ คน และในคนไทยจำนวนนี้ยังแยกไปเป็น “ไทยมลายู” (คนไทยเกิดในมลายูสมัยที่ยังเป็น “ประเทศรวม” เช่น ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู เปอร์ริส) แล้วภาพหลังอพยพเข้ามาอยู่ในเขตเบตง (เช่นที่หมู่บ้าน ตาเน๊าแมเร๊าะ ตามโครงการจัดสรรที่ดินของพระนิพัทร ธนากุล) (พร้อม ณ ถลาง) “ผู้ว่าราชการอำเภอ” คนที่ ๕ ถัดจาก ๑. หลวงราษฎร์ภารกิจ (หวัน กูเซน บิน ฮัยดุลลาห์) ๒. หลวงวิเศษวังบา (สุวรรณปัทมา) ๓. หลวงพิทักษ์ธานี (เล็ก อโนมะศิริ) ๔. พระรังสรรค์ สารกิจ (หวัน) ในราว ๑๐๐ คน คงเหลือคนไทยที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นไทยแท้ ๆ รวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ด้วยก็ในราว ๑๘๐ คนเท่านั้น เมื่อคนไทยมีจำนวนน้อยถึงขนาดนี้แล้ว เราจะนอนใจไม่ใฝ่คิดหาทางออกเสียเลยนั้น ดูจะเป็นการตะเวนต่อสวัสดิภาพของพวกเราเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปความคิดเห็นของผู้ที่ได้อ่านบันทึกในระยะเวลาที่กล่าวนั้น

                ตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าก็เคยได้คิดเห็นเช่นว่านั้นเหมือนกัน แต่เป็นความคิดเห็นที่ขาดความกระตือรือร้น แล้วต่อมาก็หลงลืมเรื่อนี้ไปเสียนาน ต่อจากนั้นก็มีผู้มาอ่านพบและกล่าวขวัญในทำนองที่ว่ามาแล้วอยู่เนืองๆ แต่แล้วต่างคนต่างก็มีภาระจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องซึ่งสำคัญกว่า เพราะเหตุนั้นบันทึกนี้ จึงยังคงเป็นบันทึกที่รู้กันอยู่ในวงแคบตลอดมา

 

ชนเผ่าอัสลีในอดีต ที่เบตง

              ภายหลังเมื่อเหตุการณ์เรื่องนี้ได้ผ่านพ้นไปเป็นเวลานานปี และข้าพเจ้าผู้บันทึกก็ล่วงกาลผ่านวัยไปมากแล้ว จึงเกิดความคิดใหม่ในวัยชรา ว่าถ้าได้จัดพิมพ์บันทึกนี้สำหรับแจกจ่ายเป็นของชำร่วย ตอบแทนท่านที่มาในงานศพของข้าพเจ้าเอง ก็น่าจะเป็นการเหมาะสมแก่กาลเทศะในขณะนั้น เพราะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้แจกและผู้รับแจก ส่วนการที่ท่านจะได้ประโยชน์จากเนื้อหาสาระในบันทึกนี้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับทรรศนะของท่านเองเป็นรายบุคคล ถ้าท่านสามารถเลือกเฟ้นหยิบยกเอาประโยชน์จากบันทึกนี้ได้บ้าง ก็นับว่าท่าได้เข้าถึงเนื้อหาเป็นสาระสำคัญของบันทึกนี้แล้ว มากไปกว่านั้น ถ้าหากท่านเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ท่านก็ย่อมมีโอกาสดีกว่าใครที่ผ่านมาจะได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ริเริ่ม” โดยหากจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่อย่างนี้ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเพิ่มพลเมืองอย่างที่เรียกว่า “การสมรสระหว่างเผ่าพันธุ์” (intermarriage) หรือโดยวิธีตั้งนิคมอาชีพสำหรับคนไทยอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ทำอย่างโครงการของพระนิพัทธ์ ธนานุกูล เพื่อให้ได้พลเมืองที่เป็นไทยจากท้องถิ่นอื่น เริ่มพูนขึ้นมาจนมีปริมาณทัดเทียมกับจำนวนคนต่างด้าว หรือมากกว่า ก็จะนับว่าท่านได้สร้างคุณงามความดีไว้ให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งเพื่อนร่วมชาติของท่านจะเทิดทูนคุณงามความดีของท่านตลอดไป

 

ปักเขตแดน พ.ศ. 2481

               ต่อมาเมื่อต้นปี ๒๕๐๐ คุณพูนศิริ ศิริวงศ์ ณ อยุธยา ปลัดเทศบาลตำบลเบตง ได้มาขอทราบประวัติของท้องถิ่น โดยเห็นว่าข้าพเจ้าอยู่เบตงมานานพอสมควร และเคยดำรงตำแหน่งนายไปรษณีย์และนากเทศมนตรีมาถึง ๓ สมัย คงจะรู้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในครั้งก่อน ๆ มาบ้าง เช่นประวัติเทศบาลสมัยเริ่มการรวมทั้งความเป็นอยู่และความเป็นไปของท้องถิ่นและอื่นๆ ว่ามีอยู่และเป็นไปประการใด เพื่อจะนำไปพิจารณารวบรวมลงพิมพ์ในวารสาร “เบตงสาร” ของเทศบาล

 

 

                ข้าพเจ้าเห็นต้องด้วยความคิดริเริ่มอันนี้ และยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แม้จะเป็นส่วนน้อยเพื่อร่วมกันส่งเสริมความคิดริเริ่มให้สำเร็จไปด้วยดี จึงได้ยอม บันทึกโจรจีนฯ” ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถึงหากจะเป็นเรื่องโจรปล้นสถานีตำรวจ แต่ก็ไม่มีประวัติเกี่ยวกับท้องถิ่นนี้มิใช่น้อย เช่น เรื่องที่ว่าการอำเภอเบตงเคยย้ายไปตั้งที่บ้านจะตาย (ปัจจุบันคือ กำปงซาระดับ ตำบลตาเซะ กิ่งอำเภอโกร๊ะในรัฐเประ) เมื่อปี ๒๔๔๐ แล้วย้ายกับมาตั้งที่เบตงเพื่อปฏิบัติตาม พ.ศ.๒๔๔๐ และโดยเฉพาะก็คือเรื่องราวของการสูญเสียตำบล ๔ ตำบลในอำเภอเบตง ซึ่งรุ่นเราเหลือน้อยคนที่จะรู้ถึงการสูญเสียอันนี้ เพราะโดยมากมาอยู่ต่อเมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปเสียนาน จึงเข้าใจว่าอำเภอเบตงของเรามีความกว้างใหญ่เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่ตามความเป็นจริงนั้น อำเภอเบตงของเรากว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่านี้ เพราะขณะนั้นอำเภอเบตงมีตำบลในปกครองถึง ๖ ตำบล (ได้แก่ เบตง ยะรม โกร๊ะ อินตัน โกรใน บโฮม) ต่อมาภายหลังการทำสัญญาเขตแดนระหว่างสยามกับอังกฤษในมลายูประเทศ ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๔๒ ซึ่งปรารภว่า “โดยเป็นที่ปรารถนาที่จะระงับข้อพิพาทกันด้วยเรื่องเขตแดนในประเทศมลายูให้ตกเสียทั้งสิ้น และกำหนดเขตแดนทั้งหลายคงไว้ในระหว่างเมืองรามัน (ปัจจุบันเป็นอำเภอรามันจังหวัดยะลา) อันเป็นเมืองขึ้นฝ่ายสยาม เมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู เมืองเปอร์ลิศ อันเป็นประเทศราชฝ่ายสยาม ฝ่ายหนึ่ง กับเมืองเประ เมืองปาหัง ของสมเด็จพระนางเจ้ากรุงอังกฤษ ซึ่งทำสัญญาแทนสุลต่านเประกับปาดัง อีกฝ่ายหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งผู้รับมอบทั้งสองฝ่ายได้ยินยอมทำสัญญาไว้ มีข้อความตามที่ปรากฏในสัญญานั้น และเนื่องจากสัญญาฉบับนั้นนั่นเอง เขตอำเภอเบตงจึงหดสั้นเข้ามา และต่อจากนั้นมาอีก ๑๐ ปี ไทยได้ทำสัญญาระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ และสัญญาว่าด้วยเขตแดนติดท้ายหนังสือสัญญาลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๕๑ ความในข้อ ๑ แห่งสัญญาระบุว่า “รัฐบาลสยามยอมโอนให้แก่รัฐบาลอังกฤษ บรรดาอำนาจของธรรมฐานเป็นเจ้าเป็นไหร่ปกครองป้องกันและบังคับบัญชาอันมีอยู่เหนือเมืองกลันตัน เมืองตรังกาบู เมืองไทรบุรี เมืองปลิส และเกาะที่ใกล้เคียง ฯลฯ

 

 ยุคสงครามโลก ครั้งที่ 2

 

                   จากสัญญาฉบับนี้เองที่เป็นเหตุให้เราสูญเสียตำบลในอำเภอเบตงรวม ๔ ตำบลไปเป็นครั้งหลังสุด โดยหลังจากทั้งสองฝ่ายได้ออกทำการปักปันเขตแดนเมื่อ ร.ศ.๑๒๐ แล้ว ตำบล ๔ ตำบล คือ โกร๊ะ, อินตัน โกรใน บโฮม ก็ล้มหายไปจากทะเบียนดินแดนไทยตั้งแต่นั้นมา (คำขอที่เป็นไปนี้ยังมีชื่อปรากฏอยู่ในแบบพิมพ์เก่า ๆ ของอำเภอ เช่นแบบพิมพ์ “รายงานการประชุมกำนันนายตำบล”) ท่านผู้อ่านได้โปรดสังเกตว่า อำเภอเบตงในสมัยที่กล่าวถึงนี้ขึ้นอยู่กับเมืองรามัน และเมืองรามันเป็นเมือง “เมืองขึ้น” ของสยาม ไม่เกี่ยวกับ “เมืองประเทศราช” ที่ระบุโอนกันในสัญญานี้ แต่เห็นจะเป็นเพราะว่าในสัญญานั้นระบุให้มีการกำหนดเขตแดนทั้งหลายในระหว่างเมืองรามันกึ่งอำเภอเบตงขึ้นอยู่ อำเภอเบตงจึงพลอยฟ้าพลอยฝนเสียตำบลในปกครองไป

 

บรรยากาศตลาดนัดเบตง ในอดีต 

 

                นอกจากประวัติการณ์อันเกี่ยวกับอำเภอเบตงโดยเฉพาะแล้ว บันทึกเรื่องโจรจีนยังเกี่ยวโยงให้ต้องเท้าความถึงเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๐ ซึ่งเป็นปีที่ไทยต้องผูกเสียดินแดนมากหลายให้ฝรั่ง ตลอดจนการยึดครองเมืองจันทบุรีและจังหวัดตราด และลุกลามต่อไปให้เสียเมืองทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงนั้นด้วย เหตุที่ชักนำให้ต้องกล่าวเท้าความไปถึงเหตุการณ์เหล่านั้น เป็นเพราะว่าขณะที่โจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๐ นั้น ชาวอังกฤษก็เข้ามาติดต่อเสนอให้กำลังทหารพม่า ๕๐๐ คน ซึ่งขณะนั้นกองทหารพม่าของอังกฤษประจำรักษาการณ์อยู่ที่โกร๊ะ ห่างจากเบตง ๑๕ กิโลเมตร จะให้มาช่วยทำการปราบปรามโจรจีน แต่เราไม่กล้ารับความช่วยเหลือจากเขา ทั้ง ๆ ที่เรามีกำลังไม่พอ เราเกรงกันว่าจะเกิดเป็นเช่นกรณี ร.ศ.๑๑๒ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นยังสดใสอยู่ในความจำของพวกเรา ที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากฝรั่งอย่างไรบ้าง และโดยอิทธิพลของดำ “เหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒” นี้เอง เป็นเหตุชักนำให้ต้องอ้างถึงการสูญเสียเหล่านั้น เพื่อทราบเค้าเงื่อนไว้เป็นทางนำไปสู่ความเข้าใจดี ในเรื่องเสนอให้ความช่วยเหลือของฝรั่งครั้งนี้เท่านั้น ส่วนรายละเอียดของแต่ละเรื่องที่อ้างถึง ท่านจะหาอ่านได้จากหนังสือที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายบันทึกนี้

 

 

                อนึ่ง บันทึกเรื่องโจรจีนนี้ ข้าพเจ้าเจตนาเพียงเพื่อจะบอกเล่าพฤติกรรมที่เป็นมาแต่หนหลัง ซึ่งถึงแม้จะมีความคิดเห็นอยู่บ้างตามวิสัยของการประพันธ์ แต่ก็ไม่มีความมุ่งหมายจะให้เกิดมติในทางหนึ่งทางใด นอกเหนือไปจากเรื่องราวอันเป็นพฤติการณ์สมัยนั้น หรือหากว่าท่านผู้อ่านจะเกิดความคิดเห็นเป็นประการอื่น ความคิดเห็นนั้นก็น่าจะเกิดจากอิทธิพลของพฤติการณ์ทั้งหลายในเรื่องราวเหล่านั้นเอง เช่นเดียวกับการดูหนังดูละครซึ่งย่อมจะต้องเกิดมติขึ้นเองจากการดูของผู้ดูเป็นธรรมดา

                ข้อข้องใจอีกอย่างก็ในเรื่องเสรีภาพแห่งการพูด ข้าพเจ้าดีกว่าท่านผู้อ่านคงจะมีความคิดเห็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้าในกรณีที่ว่า เสรีภาพแห่งการพูดนั้น ย่อมเป็นสิทธิ์ภายในขอบเขตของมนุษย์ชนแห่งโลกประชาธิปไตย ถ้าหากว่าความจริงอันหนึ่งซึ่งทำให้ถูกริดรอนอธิปไตย แต่เรามีสิทธิ์อิสระที่จะกล่าวขวัญถึงมันได้ เพราะจะเป็นการกระทบกระเทือนมหาอำนาจบาตรใหญ่ริดรอบ และเป็นการเกินของเขตที่เราผู้ต่ำต้อยจะพูดถึงได้ ฉะนั้นแล้ว เสรีภาพในการพูดก็ย่อมจะไม่มีอยู่ในสังคมประชาธิปไตยเท่าที่ควรมี ข้าพเจ้าจึงหวังว่าท่าผู้เป็นมนุษยธรรมประจำใจคงจะเห็นใจ และให้โอกาสเราระบายความคับอกคับใจได้บ้าง

 

 

                 ข้อความใดๆ ที่บันทึกลงไว้ใน “บันทึกโจรจีน” ฉบับนี้ โดยมากเป็นเหตุการณ์ทันที่ทันใดที่เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นนั่นเอง และเหตุการณ์เหล่านั้นต่างก็มีพยานหลักฐานซึ่งส่วนมากเป็นเอกสารของทางราชการ เล่มสำเนารายงานต่างๆ และการสั่งงานติดต่อโต้ตอบระหว่าง “ผู้ว่าราชการกับเจ้าหน้าที่ทางต่างประเทศแห่งรัฐที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ซึ่งก็ได้คัดมาลงไว้ในบันทึกนี้ด้วย ส่วนนามบุคคลที่กล่าวอ้างในบันทึก ทั้งที่เป็นข้าราชการพลเรือน, ตำรวจ,ตลอดจนราษฎรสามัญ และรายนามโจรจีนทั้งหมดกับผู้ต้องหาในคดีนี้ตั้งขึ้น ก็ล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารซึ่งได้รวบรวมไว้ในราชการมหาดไทยแล้วทั้งนั้น เว้นแต่หนังสือพิมพ์ออกให้รัฐมลายูซึ่งหากันลงข่าวเกรียวกราว เกี่ยวกับเรื่องโจรจีนปล้นสถานีตำรวจครั้งนี้ เช่นหนังสือพิมพ์ “เสตรทเอโก” (Straits ออกในเมืองปีนัง หนังสือพิมพ์”มาจลิส”  ออก ณ เมืองกัวลาลัมเปอร์ และหนังสือพิมพ์ “...............” ออก ณ เมืองสิงคโปร์ เอกสารเหล่านี้ได้รวบรวมไว้เฉพาะฉบับคำแปล ไม่ได้เก็บต้นฉบับหนังสือพิมพ์ไว้ด้วย เพราะมีจำนวนมากมายและไม่สำคัญมากนัก

 

 

              นอกจากนั้น บันทึกแห่งใดที่ต้องอ้างถึงสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับปัญหาการปักปันเขตแดน หรืออ้างถึงพงศาวดาร,ตำนานเมือง และประวัติศาสตร์บางตอน ฯลฯ ก็ได้ระบุ “รายชื่อหนังสือที่ใช้ประกอบการเขียน” ไว้ท้ายบันทึกนี้ เพื่อสะดวกแก่การตรวจค้นซึ่งหากจะมีผู้สนใจไว้ด้วยแล้ว (โปรดติดตาม...)

 

ภาพอดีตพรรคมิวนิสต์ มาลายา

โกไข่ ผู้หลงไหลในประวิติศาสตร์บ้านเกิด เบตง

 

 ขอบคุณภาพจากคุณวิรุฬ จันทรศรีวิโรจน์ และ โกไข่ ท่านสามารถหาชมได้ที่พิพิธภัณฑ์เบตง หรือแวะไปกินน้ำชาชมภาพเก่าได้ที่บ้านโกไข่่ หลังตลาดสดเบตง

หมาบเหตุ   บันทึก โจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง โดย นายสงวน จีรจินดา ที่ผู้เขียนนำมามาเผยแพร่นี้ มิได้มีเพื่อความบันเทิงแต่ประการใด เป็นเพียง บันทึกประวัติืศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาให้แก่เยาวชนคนรุ่นหลัง บางคำบางตอนเนื้อหาภาษาอาจจะไม่ทันสมัย หรือไม่ถูกหลักภาษา ทั้งนี้เพื่อเป็นการักษาความเป็นต้นฉบับ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้บันทึกความ รวมไปถึงภาพประกอบที่นำมาจากการรวบรวมของเทศบาลเมืองเบตง และภาคประชาชน หากผู้ใดค้นพบ หรือมีรูปภาพของตัวบุคคล เช่น ขุนวิจิตรภาษี นายด่านศุลกากรเบตง หรือสถานที่ เพื่อนำมาเพิ่มและแก้ไขจักขอบคุณยิ่ง ทั้งนี้ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านจะใช้บันทึกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ศณีรา วันที่ : 25/03/2013 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 4 คุณ su ถ้าเราสนใจศึกษาซักนิด จะเข้าใจบริบทของเบตงว่า ทำไมปัญหามลายูที่นี่ถึงไม่เหมือนใน 3 จว. แต่ปัญหาที่คนจันลุกชึ้นมาต่อต้าน จนท. กลับใกล้เตียงกับ มลายูใน 3 จว. เพราะอะไร?? เราต้องศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ที่ล้วนมากจากตัวแทนผู้ปกครองแันน้อยกว่ากับผู้ใต้ปกครองที่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ครับ เรื่องใครให้ใครพักพิงอย่าไปกล่าวถึงเลย...เดี๋ยวขะเช้าทางเขา

ความคิดเห็นที่ 4 ศณีรา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
su วันที่ : 25/03/2013 เวลา : 08.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

-พวกเดียวกับโจรจีนที่รัฐบาลไทยให้ที่พักพิง และช่วยเหลือเพื่อนบ้านในสงบหรือเปล่า
-ส่วนอ้ายโจรมาลายูที่ก่อการร้ายอยู่ปัจจุบัน เพื่อนบ้านมันจะจริงใจช่วยเหลือเราหรือไม่ อีกไม่นานก็จะรู้.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ศณีรา วันที่ : 25/03/2013 เวลา : 02.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 2 คนไทยทุกคนเลยละครับ คุณสิงห์นอกระบบ

ความคิดเห็นที่ 2 ศณีรา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 24/03/2013 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

น่าสนใจที่จะเรียนรู้เป็นกรณีศึกษาโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศณีรา วันที่ : 24/03/2013 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน