*/
  • ศณีรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : areebe@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 802
  • จำนวนผู้ชม : 2389909
  • จำนวนผู้โหวต : 681
  • ส่ง msg :
  • โหวต 681 คน
<< มีนาคม 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ในประเทศไทย อาชีพใด น่าเชื่อถือมากที่สุด..
นักการเมือง
9 คน
นักการทหาร
159 คน
นักปกครอง
2 คน
นักวิชาการ
18 คน
นักธุรกิจ
7 คน
นักการศาสนา
16 คน
สื่อมวลชน
1 คน
ข้าราชการ
6 คน

  โหวต 218 คน
วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม 2556
Posted by ศณีรา , ผู้อ่าน : 2152 , 21:41:07 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , ใบเฟิร์นข้าหลวง โหวตเรื่องนี้

บันทึก
โจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง

บทที่ ๑


                   การปล้นบ้านพักของขุนวิจิตรภาษี  นายด่านศุลกากรเบตง  เมื่อวันที่  ๒๔  กันยายน  ๒๔๗๖  นั้น  พวกปล้นฉวยโอกาสทำการในขณะที่พวกเราเผลอ  แต่ในการปล้นสถานีตำรวจเบตงเมื่อวันที่  ๒๓  ตุลาคม  ๒๔๗๕  คือหลังจากปล้นบ้านพักขุนวิตรแล้วเพียง  ๓๔  วันเท่านั้น  เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโจรจีนทำการในขณะที่เราะรู้ตัว  หรืออยู่ในวิสัยที่ควรจะรู้  แก่เรากลับไปประมาทหน้ามัน  ว่ามันจะไม่ทำจริง  ครั้งเมื่อมันเอาจริงเข้า เราก็เลยกลับตัวไม่พ้น..


                   คราวปล้นบ้านขุนวิจิตรภาษี  พวกปล้นต้องการทรัพย์  ไม่ต้องการชีวิตผู้คน  แต่เราปล้นครั้งหลังนี้  พวกปล้นต้องการทรัพย์กับชีวิตของคนไทยทั้งมวล  เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  แน่นอนและพวกเราที่นี่ควรต้องรู้สาเหตุ  เพราะว่าขณะนั้นเราทุกคนมีส่วนที่จะตายได้เท่ากัน  ถ้าหากเราเกิดไปจ๊ะเอ๋เข้ากันมัน
                   อันที่จริง  คนไทยบางคนหรือคนไทยส่วนมาก  ไม่ได้ไปก่อกรรมทำเข็นอะไรให้แก่ใคร และทั้งๆ ที่นอนอหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น  มันก็ยังพยายามจะเอาชีวิตพวกเรา ทุกคนที่มันผ่านพบ  แต่ในขณะเดียวกันมันไม่ทำร้ายชนชาติอื่น  ทั้งนี้เพราะอะไร  ถ้าเราไม่สันนิษฐานว่ามันมีเจตนาร้าย  มุ่งหน้าแต่จะฆ่าเฉพาะพวกเราชาวไทยแล้ว  เราจะสันนิษฐานว่ากระไร
                   ตามหลักเหตุผล  เราแน่ใจได้ว่าที่ปรากฏเป็นการกระทำของโจรจีน  เฉพาะในการมุ่งร้ายหมายชีวิตพวกเราชาวไทยนั้น  ย่อมมาจากเหตุอันหนึ่งหรือ  ซึ่งถ้าเราช่วยกันวิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้ว  เราจะได้พบเงือนแง่ที่เราจะคืบคลานไปสู่สาเหตุที่แท้จริงจนได้  และเพื่อประโยชน์อันนั้น  เรามาช่วยกันพิจารณาพฤติเหตุและพฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้  เพื่อให้เราได้ทราบว่า  ต้นเหตุของมันอยู่ที่ใด..
                   เพื่อความเข้าใจที่  จำเป็นต้องนำเรื่องการปล้นบ้านขุนวิตรภาษี  เมื่อวันที่  ๒๔  กันยายน  ๒๔๗๖  มาประกอบการพิจารณา  เพื่อเทียบเคียงกันดูกับการปล้นสถานีตำรวจเบตง  เมื่อวันที่  ๓๐  ตุลาคม  ๒๔๗๖  กล่าวคือ  เมื่อคราวปล้นบ้านพักขุนวิจิตรภาษี  เหตุเกิดขึ้นในระหว่างที่ท้องถิ่นเบตงอยู่ในภาวะสุขสงบมาช้านาน  ขณะนั้นพวกเราไม่เคยนึกฝันว่าจะเกิดการปล้นขึ้นได้ในตลาด  และในเวลากลางวันแสกๆ เพราะพฤติการณ์ที่อุกอาจขนาดนั้น  มันเป็นการจงใจเหยียบจมูกเจ้าหน้าที่เกินไป  ใครจะกล้าเลี่ยงความตายเข้ามาทำ  ยืนเข้ามาก็เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ  และนี่คือความรู้สึกนึกคิดของพวกเราขณะนั้น  ความจริงเราก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อเช่นนั้นอยู่บ้าง  เพราะสภาพของท้องถิ่นโดยทั่วไป  โดยเฉพาะชุมชนในตลาด,  ราษฎรต่างทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสงบเรียบร้อย  ประชาชนมี ไม่ปรากฎมีชุมชนคนพาล  ไม่มีแต่การลักเล็กขโมยน้อย  ต่างคนต่างเคารพยำเกรงและเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐบาล  ไม่เคยมีใครความกระด้างกระเดื่องเป็นเสี้ยนหนามของท้องถิ่น  รวมความว่าเบตงของเรานี้อยู่ในภาวะที่สุขสงบอย่างยิ่ง  เท่าที่จะพึงพาได้
                   ที่ว่ามาข้างบนนี้  ว่าตามที่ทั่วๆ  ไปอาจสังเกตรู้ได้  ใครเหยียบย่างเข้ามาอยู่ไม่นานเท่าใดก็เห็นเข้าใจได้  ว่าด้วยเบตงของเรานี้มีความสุขสงบน่าอยู่จริงๆ  แต่ลักษณะเช่นนี้เพียงแต่เป็นอาการที่เห็นภายนอก  ส่วนภายในจิตใจเราหยั่งไม่ถึง  เราจะล่วงรู้จิตใจใครก็เป็นการพ้นวิสัยเพราะเหตุนั้น  พวกเราชาวไทยในเบตงจึงอยู่กันมาอย่างสันติ  ไม่เคยหวาดวิดกว่าจะมีเหตุเภทภัยมาแล้วเพราะไม่มีวี่แววอะไรที่จะทำให้เรานึกเห็นเช่นนั้นได แล้วเราก็ลืม “ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย”


                   ครั้นเมื่อเกิดมีการปล้นบ้านขุนวิจิตรภาษี  เราจึงพากันได้สติ  รู้ตัวว่าเชื่อความสุขสงบของเบตงผิดไป  เราหลงเชื่อประชาชนผู้มาอาศัยแผ่นดินไทยของเราทำมาหากิน  และไว้วางใจพวกเขาเหล่านนั้นมากเกินไปร้ายกว่านั้น  เรายังเผลอตัวจนไม่มีโอกาสจะป้องกันพวกเราด้วยกันเองให้ทันท่วงที  เรามาช้าไป  ไม่ทันให้ความช่วยเหลือเจ้าทุกข์ที่ถูกปล้น  เพราะพวกเราชาวไทยซึ่งมีจำนวนราวร้อยละ  ๖  ของจำนวนคนต่างด้าวประมาณ  ๔,๐๐๐  คนนั้น  เราย่อมจะต้องหวังพึ่งคนไทยด้วยกันเต็มที่  และโดยเฉพาะก็คือ หวังพึ่งตำรวจ  แต่ตำรวจของเราก็ไม่มีโอกาสให้เราพึ่ง  เพราะมาถึงบ้านเจ้าทุกข์ที่ถูกปล้นภายหลังเวลาที่โจรจีนถอยไปเสียแล้ว
                    หลังจากการปล้นโจรจีนปล้นบ้านขุนวิจิตรฯภาษีเป็นต้นมา  ภาวะสงบสุขของเบตงก็สลายตัว  พวกเราชาวไทยต่างก็หวั่นไหวและตกอยู่ในฐานะระแวงภัยตลอดมา  แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เคยระแวงจนถึงกับว่ามันจะกล้าปล้นสถานีตำรวจ
                    เมื่อคราวที่โจรจีนปล้นบ้านขุนวิจิตรฯ  พวกโจรไม่มีเจตนาจะทำร้ายเจ้าทรัพย์หรือบุคคลอื่นใด  เพราะเมื่อพวกโจรเข้าตรวจค้นทรัพย์สินบนบ้าน  ขณะนั้นในห้องนอน มีเด็กพวกลูกหลานของเจ้าทรัพย์  หนี้เข้าไปรวมกันอยู่ในมุ้งถึง  ๔  คน  ซึ่งคงจะไม่พ้นสายตาของพวกโจรไปได้  แต่มันก็ไม่ทำอันตราย และคนใช้  ๓ คนเดินสวนกับพวกโจรที่ข้างบ้านพัก  โจรก็ไม่ทำร้าย  เป็นการแสดงว่าพวกโจรมุ่นแต่จะเอาทรัพย์อย่างเดียว  แต่เมื่อเกิดการปล้นสถานีตำรวจครั้งนี้  โจรจีนไม่ใช่มุ่งเอาทรัพย์เพียงอย่างเดียว  แต่ยังมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าต้องการชีวิตของพวกเราชาวไทย  โดยไม่เลือกว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
                    ได้กล่าวมาแล้วว่าพวกเราตั้งอยู่ในความประมาท  ไม่เคยมีการตระเตรียมเพื่อต้อนรับสถานการณ์เท่าที่ควรเตรียม  เนื่องจากเราไม่เชื่อว่ามันจะกล้าเข้ามาเหยียบจมูกถึงในมุ้ง  แต่แล้วมันก็กล้าจริง  และกล้าอย่างอุกอาจฉกาจฉกรรจ์เป็นประวัติการณ์
                     แม้ว่าอุบัติการณ์จะร้ายแรงถึงเพียงนั้น  ก็ยังนับว่าเป็นเคราะห์ดี  ซึ่งถ้าไม่มีเหตุบังเอิญมาช่วยค้ำจุนเอาไว้  ก็ไม่แน่ว่าเราจะต้องเสียชีวิตไปกี่คน  เหตุบังเอิญที่ว่านี้ได้บันทึกไว้ในลำดับต่อไปเมื่อท่านอ่านพบ  ท่านจะเห็นเองว่าเหตุบังเอิญเหล่านั้นได้ช่วยชีวิตพวกเราไว้  สมจริงกับที่อ้างไว้นั้นหรือไม่
                     เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับไป  จึงขอนำบันทึกประจำวัน  ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ข้าพเจ้าถือปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น  ตามวันเวลาที่เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น  คือ ๒๖  ตุลาคม  ๒๔๗๖  เวลา ๐.๐๐ น.  เด็กส่งนมสดกลับจากตลาดมาบอกว่า  เห็นหญิงจีนหลายคนที่อยู่ตามบ้านร้านตลาด  กำลังเตรียมตัวขึ้นรถยนต์จะออกไปปีนัง  คนเหล่านั้นพูดกันว่าผู้ร้ายจะเข้าปล้นตลาดวันนี้  และว่าวันนี้ส่งนมให้บ้านแช่โลไม่ได้  เพราะโลเลียนลินกับโลเลียนเจาพาครอบครัวเดินทางไปกูอิมเปียแล้ว
                     “โดยไม่รั้งรอ  ข้าพเจ้ารีบตรงไปยังบ้านแช่โล  (ปัจจุบันเป็นโบสถ์โรมันแครอลิก  ด้วยความหวังว่าถ้าเขายังไม่ได้พ้น ก็จะมีโอกาสถามเขาให้รู้เรื่อง  เพราะเราสนิทกันมาก  ระหว่างทางก่อนถึงบ้านแช่โล  ได้เห็นรถสองแถวหมายเลข บ.ต.๑๐  จอดรับคนโดยสารอยู่กลางถนนหน้าร้านขายผ้า  “ราหะมันดุลอา”  เท่าที่สังเกตเห็นและจำหน้าได้  มีภรรยาของนายเจียเซี๊ยะเจ้าของร้าน  “เจียกียัง”  และภรรยาของนายอาขังเจ้าของร้าน  “กำไถ่”  และจีนที่จำชื่อไม่ได้อีกหลายคน  ต่างนั่งเบียดเสียดกันอยู่ในรถคันนั้น
                     “เมื่อผ่านรถคันนั้นมาก็พบกับ ส.ต.ต.เจริญ  สุภาพ  นั่งอยู่ในร้านกาแฟ  “หว่าเซียง”  ข้าพเจ้าบอกเขาให้รีบนำความ เรื่องผู้คนแตกตื่นจะอพยพออกนอกประเทศไปรายงานหลวงเจริญฯ  เพื่อหลวงเจริญฯ  จะได้หารือกับพระคำนุฯ  ว่าควรจะห้ามหรือปล่อยไป  เมื่อสั่งแล้ว  ( คนไทยที่เบตงเคารพความมีอายุอาวุโส  โดยไม่คำนึงถึงความเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือไม่  ทั้งนี้เป็นเพราะเราเป็นคนไทยส่วนน้อยในหมู่คนต่างด้าว  เราจึงรักใคร่กลมเกลียวกัน  และถือว่าเรามีส่วนช่วยกันธำรงไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน )  ข้าพเจ้าก็เดินเลยไปบ้านแซ่โล


                      “ที่บ้านแซ่โล  ประตูปิด  ไม่มีคนอยู่  ข้าพเจ้าจึงเดินกลับ  เมื่อเดินมาพ้นสามแยก  (ปัจจุบันเป็น ๔ แยกหอนาฬิกา) พบ ส.ต.ต.เจริญฯ  เขาบอกว่าได้รายงานผู้บังคับกองแล้ว  และผู้บังคับกองให้  ว่าโอเลียมเจาพาปืนติดติดตัวไปด้วยหรือเปล่า  ข้าพเจ้าจึงเอาจักรยานของ ส.ต.ต.เจริญฯ  ถีบไปบ้านแซ่โลอีกครั้ง  คราวนั้นพบนายไถอางคนรับใช้ประจำบ้านแซ่โล  ข้าพเจ้าสอบถามถึงเรื่องปืน  ได้ความว่ายังอยู่  จึงกลับมาบอก ส.ต.ต.เจริญฯ  ก็ไปรายงานหลวงเจริญฯ  อีกทอดหนึ่ง
                      “เมื่อ ส.ต.ต.เจริญฯ  พ้นไป  ข้าพเจ้าก็เดินกลับที่พัก  ตั้งใจจะเลยไปพบหลวงเจริญฯ  แต่พอถึงหน้าที่ทำการไปรษณีย์  หลวงเจริญฯ  ก็เดินสวนทางมาและว่า  “ได้หารือคุณพระแล้ว  คุณพระว่าเราไม่มีอำนาจจะกักกันเขาได้  เมื่อเขาอยากไปก็ปล่อย”  หลวงเจริญฯพูดต่อไปว่า  “มันเรื่องอะไรกันนะ  ถึงได้แตกตื่นออกนอกกันนัก”  ข้าพเจ้าตอบว่า  “เขาว่ากันว่าพวกปล้นจะปล้นตลาดวันนี้”


                      “ทันใดนั้นเสียงคนและเสียงรถดังเอะอะโครมครามอยู่ทางด้านศุลกากร  (ปัจจุบันเป็นร้านสหกรณ์ตำรวจข้างสุเหร่าเบตง)  ด้วย  การระแวงภัย  กลายเป็นเหตุจูงใจโดยอัตโนมัติให้เราออกเดินตรงไปจะดูให้รู้เรื่อง  พอผ่านบ้านพนักงานโลหะกิจ  (ปัจจุบันเป็นบ้านพักอัยการ)  พบนายผึ้ง  ไยสุวรรณ ปลัดซ้าย  เดินสวนมา  ปลัดผึ้งฯ  บอกแก่ข้าพเจ้าว่า  “คุณพระต้องการพบ”  แล้วเราทั้ง  ๓  ก็ออกเดินมาทางหน้าสถานีตำรวจ  เมื่อผ่านด่านศุลกากรก็ไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกต  หลวงเจริญฯ  แวะที่ด่าน  ข้าพเจ้ากับปลัดผึ้งฯ  เลยไปบ้านพักผู้ว่าราชการอำเภอ
                       “ที่บ้านพักผู้ว่าราชการ  คุณพระทำนุประชากิจ  ผู้ซึ่งเพิ่งย้ายมาใหม่  เป็นครั้งแรกที่เราได้วิสาสะกัน  จากการสนทนาเพียงชั่วเวลาเล็กน้อย  รู้สึกว่าคุณพระเป็นคนเอาการเอางานผู้หนึ่ง  ท่านมักจะไต่ถามเพื่อความรู้ความเข้าใจตามวิสัยของนักปกครองที่รอบคอบ  และออกความคิดเห็นประกอบสิ่งที่เป็นความรู้ใหม่  โดยให้เหตุผลที่สมน้ำสมเนื้อ  ชวนให้รู้สึกว่าคุณพระมีบุคลิกลักษณะเป็นที่น่าสนใจ
                        ตอนหนึ่งของการสนทนาท่านถามว่า  ข้าพเจ้ารู้เห็นอะไรที่อาจเป็นประโยชน์ต่อราชการบ้านเมืองของเราบ้าง  ข้าพเจ้าเรียนว่า  “เมื่อวันที่  ๒๕  เดือนนี้  ขณะที่ผมกำลังสนทนาอยู่กับพี่น้องแซ่โล  ที่บ้านบังกะโลของพี่น้องคู่นี้  ผมนึกเอาไว้จากถ้อยคำบางประโยชน์บางตอนว่า  เขาต้องรู้ดีว่าจะเกิดมีการปล้น  เพียงไม่รู้แน่ว่าจะเป็นวันใด  ซึ่งผมจะยังไม่ได้มีการนัดหมายเพราะยังไม่พร้อมที่จะลงมือเท่านั้น  ถ้อยคำสนทนาที่ทำให้นึกเดาว่าเขารู้ระแคะระคายเรื่องนี้ก็คือ  ข้อความจากประโยชน์คำถามที่เขาถามผมนั้น  ดูเหมือกับว่าพยายามจะทวงเอาความจริงบางอย่างจากฝ่ายเรา  เช่นเขาถามว่า 

                         “ตำรวจรักษาการในตลาดคงมีหลายคนนะ"
                          ผมตอบว่า  “ก็ไม่มากเท่าไร”
                         "ทำไมไม่วางให้มากล่ะ"  เขาถาม
                         “เราต้องรักษาการด้านอื่นอีกบ้าง”  ผมตอบ
                         “งั้น  ถ้าผู้ร้ายมามาก  ตำรวจก็แย่  ยิ่งเป็นตำรวจมลายู  จะยิ่งแย่ใหญ่กระมัง”
                         “นั่นเป็นเรื่องที่ตำรวจเขารู้ดีกว่าเรา”  ผมว่า


                       โดยคำตอบประโยชน์หลังนี้  เขาคงจะนึกสะดุดใจในคำตอบ  ไม่มีน้ำของกระมัง  เขาจึงเลิกถาม  และเราก็เลิกพูดถึงเรื่องนั้น
                        ข้าพเจ้าเรียนคุณพระต่อไปว่า  “ขณะกลับจากบ้านแซ่โลเมื่อเข้า  ผมได้พบกับนาย  คนขับรถรับจ้างระหว่างเบตง – ปีนัง  เราได้พูดถึงเรื่องการอพยพที่กำลังชุลมุนกันอยู่ในขณะนี้  นายฮ่องว่า  “คนพวกนี้หวาดกลัวพวกผู้ร้ายจะเข้าปล้น  แต่ตัวเองไม่กลัวเพราะไม่มีอะไรจะให้ปล้น”
                         ผมถาม  ว่าเขาเชื่อว่าจะปล้นแน่รึ  นายฮ่องตอบว่า  “เพียงแต่ได้ยินเขา  จะเท็จจริงเพียงไรไม่รู้  แต่อย่าไปเอาใจใส่กับมันเลย  ทำมาหากินของเราต่อไปดีกว่า”  แล้วเราก็แยกจากกันไป
                        “ต่อจากนั้นผมเดินผ่านมาทางหน้าร้านยี่ห้อ  “สีสวง”  ได้พบกับนายโอเซ๊กงี่ถีบจักรยานค่อนข้างใหม่สวนทางมา  เอาผงกหัวเป็นการทักทายกับผมอย่างเคย  และพูดเป็นภาษามลายูว่า  “พา”  แล้วเราก็ผ่านกันไป  ผมแวะบออก  ซึ่งเป็นยามอยู่  ๓  แยก  (ปัจจุบันเป็น ๔ แยกหอนาฬิกา)  ให้เขาระวังเหตุการณ์ด้วยแล้ว
                        “นายโลเซ็กงี่คนที่ทักทายกับผมเมื่อกี้  ปัจจุบันมีพฤติกรรมผิดปกติชวนให้เป็นที่น่าสงสัยเพราะนับแต่วันที่ตำรวจจับนายซอเซ่งคุน  โดยข้อน่าสงสัยจะเป็นพรรคพวกผู้ร้ายรายปล้นบ้านขุนวิจิตรฯ  เมื่อปลายเดือนก่อนนั้นแล้ว  นายโลโซ๊กงี่มักจะปรากฏตัวขวักไขว่อยู่ตามสถานทุ่มชน  เช่น ตามร้านกาแฟ  สถานีตำรวจ และทีด่านศุลกากรเสมอๆ  ประหนึ่งจะคอยฟังเหตุการณ์สำคัญอะไรสักอย่าง  พฤติการณ์เช่นนี้ผิดปกติวิสัยที่เขาเคยเป็น  เพราะธรรมดาแต่ไหนแต่ไรมา โลเซ็กงี่นั่งประจำทำงานแก้รถจักรยานอยู่แต่ในร้านของคน  ไม่ค่อยไปไหน  ถ้าจะออกจากร้านก็ตรงเข้าป่าล่าสัตว์แต่นาน ๆ ครั้ง  หรือไปดูแลสวนยางพาราทางหมู่บ้านบันนังสิแนเป็นครั้งคราว  โลเซ๊กงี่มีความเป็นอยู่เช่นนี้  ออกเวลาที่รู้จักกันไม่น้อยกว่า  ๖  ปี  นับแต่ผมมาประจำทำงานอยู่ที่นี่


                        “ยิ่งกว่านั้น  ข้อที่น่าสงสัยยิ่งกว่าสิ่งอื่นสิ่งใดก็คือ  นางเมียของโลเซ๊กงี่ได้เที่ยวไปกระซิบบอกพวกผู้หญิงที่สนิทชิดชอบกับนาง  ว่าให้รีบหนีไปให้พ้นบริเวณตลาด  เพราะโจรจีนจะเข้าปล้นในวันที่  ๓๐ นี้  อย่างแน่นอน  คำบอกเล่าของนางเมียโลเซ๊กงี่ที่เที่ยวกระซิบบอกใครต่อใครนั้น  ไม่ใช่เป็นคำเล่าที่ไร้เหตุผล  จึงมีคนเชื่อถือและปฏิบัติตามดังที่เราได้เห็นการอพยพเมื่อเช้านี้หลายคนรถ  ถ้ารวมกับการอพยพในวันก่อนๆ ที่เราไม่ทันสังเกตเห็น  ก็คงจะเป็นจำนวนร้อยที่อพยพออกไปแล้ว  หากคนเหล่านั้นไม่เชื่อปากคำของนางเมียโลเซ๊กงี่  เขาจะพากันแตกตื่นพากันอพยพไปให้ลำบากทำไม
                        “คุณพระว่า” เห็นเรื่องยุยงให้ราษฎรเกิดความระส่ำระสาย  ไม่ชอบด้วยหน้าที่ของพลเมืองที่เข้ามาอาศัยพึ่งพระบรม


                       “ข้าพเจ้าเรียนเพิ่มเติมว่า  นอกจากนี้โลเซ๊กงี่กับพวกยังเคยแสดงอาการเคียดแค้นชิงชังหลวงเจริญฯ  หาว่าตำรวจทำทารุณต่อนาย  ผู้ต้องหาที่ถูกขังอยู่บนสถานีตำรวจ  และกล่าวหาว่าร้อยหลวงเจริญฯ ให้คนทั้งหลายฟัง  ว่าตำรวจไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎร  คือ ไม่ยอมให้ประกันตัวนาย  ขอเข่งขุน  ผู้ต้องหา  ซึ่งเพียงสงสัยว่าจะเป็นคนร้าย  แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานประกอบข้อกล่าวหานั้น  จึงไม่ควรจะจับคนมาคุมขังไว้เป็นเวลานานเช่นนี้  และแม้นายโลเซ๊กงี่จะได้ขอร้องให้บุคคลผู้มีหลักฐาน  เช่นนายพุ่ม  คชฤทธิ์และนายเอาเปียวปอง  หัวหน้าชาวจีน  ไปรอรับประกันนายเท่าหนึ่งเท่าใด  หลวงเจริญฯก็ไม่ยอมให้ประกันคงยืนคำแน่ว่า  “ไม่ได้...ไม่ได้...”  โดยไม่ให้เหตุผลของการปฏิเสธนั้น  ซ้ำร้ายยังมีการพาลหาเรื่อง  ว่า โลเง๊กงี่รบกวน เท่านี้ไม่รู้จักเวลาไหนควรหรือไม่ควร  ถ้าขืนกวนไม่หยุดพูดจะถูกเตะ  ทั้งหมดนี้เป็นคำบอกเล่าของ โลเซ๊กงี่และภรรยา  ซึ่งเขาทั้งสองระบายอารมณ์ร้ายให้ผมฟัง  เป็นทำนอง ว่าใส่หน้าข้าราฃการไทยด้วยกัน  จะได้เก็บไปบอกกันให้รู้  ผมแน่ใจว่าโลเง๊กงี่และภรรยาเป็นผู้ป่าวข่าวให้ผู้คนแตกตื่นพากันอพยพออกนอกประเทศ  เป็นการก่อกวนความของราษฎร  ทำให้เกิดความระส่ำระสายอย่างที่ศุลกากรว่า
                        “คุณพระว่า  “เราควรจับไอ้นี่ไว้ก่อน  ฐานปลุกนั่นราษฎรให้หนีออกนอกประเทศ
                        “นายผึ้ง  ไชยสุวรรณ  ปลัดซ้าย  แสดงอาการเห็นพ้อง  แล้วคุณพรพูดขึ้นอีกว่า  มา เราไปบ้านหลวงเจริญด้วยกัน
                        จากนั้น  เราทั้ง ๓  ก็ลงจากบ้านพักผู้ว่าราชการอำเภอ  มุ่งหน้าไปบ้าพักผู้บังคับกองตำรวจ  เมื่อเดินไปถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ  คุณพระให้ปลัด  แวะขึ้นไปเอาสำนวนการสอบสวนบนอำเภอ  เพื่อสอบสวนภรรยาขุนวิตราที่บ้านพักหลวงเจริญฯ ด้วย  และให้ นายวานิช  ปลัดขวา  ให้ดูงานบนอำเภอแทนคุณพระด้วย
                        เมื่อเดินมาถึงบ้านพักหลวงเจริญ  ข้าพเจ้าจะเลยไป ป.ณ. แต่คุณพระให้แวะก่อน เราจึงพากันขึ้นไปบนบ้านหลวงเจริญ  แต่หลวงเจริญไม่อยู่  คุณพระจึงใช้ให้ตำรวจไปตาม  ขณะนั้นปลัดผึ้งฯ  ซึ่งกลับจากอำเภอก็เดินขึ้นมาบนบ้านพัก  แล้วปลัดผึ้งฯให้ตำรวจไปตามตัวภรรยาขุนวิจิตรามาให้ปากคำตามตัวภรรยาขุนวิจิตรามาให้ปากคำตามที่คุณพระสั่ง
                        ต่อมาชั่วครู่  หลวงเจริญฯ  ข้าพเจ้า กับ ร.ต.ท.สิงห์โต    พากันขึ้นมาบนบ้านพัก  คุณพระจึงเริ่มเป็นผู้เล่าพฤติการณ์ของโลเง๊กงี่ให้คนทั้ง  ๒  ฟัง  แล้วก็มีการปรึกษาหารือกัน  ในที่สุดคุณพระให้หลวงเจริญกับตำรวจอีก ๒ นาย  ไปทำการจับกุมและตรวจค้นบ้านนายโลเง๊กงี่  และให้ยึดอาวุธปืนแฝดของโลเง๊กงี่มาเสียด้วย
 เมื่อหลวงเจริญพันไปแล้ว  นายปิ่น  ตันธนวัตน์  คนตีตราไม้ของพนักงานป่าไม้อำเภอได้นำจดหมายฉบับหนึ่งมาส่งให้คุณสิงห์โต  จดหมายนั้นเป็นจดหมายตอบจากโลเซ๊กงี่  ซึ่งเมื่อเช้านี้คุณสิงโตให้นายปิ่นเขียนเป็นหนังสือจีนไปถามว่า  “ผู้ร้ายจะผ่านทางวัดเบตงเมื่อใด”  โลเซ๊กงี่ตอบมาว่า  “เดี๋ยวนี้ ๑๐ โมงเร็ว”  หมายความว่าให้รีบไปเร็วๆ เพราะจวนจะถึงเวลาแล้ว (ทั้งนี้ตามคำแปลของนายปิ่น)
                        ขณะนั้นเป็นเวลา  ๑๐.๓๐ น.  แม้ว่านายปิ่น จะเสนอความคิดเห็นต่อคุณสิงห์โตว่าน่าจะไปดูให้รู้จริง  แต่คุณสิงห์โตก็ยังยืนกรานว่า  “ไม่จำเป็น”  และว่า “หลวงเจริญก็ไปจับมันแล้ว  ไอ้นี่เสน่ห์เหลี่ยมหลายอย่างนัก  เราเคยผ่านเรื่องอย่างนี้มามาก”  นายปิ่นเลยต้องสงบปากคำลำลาไป
                        ถ้าข้าพเจ้ารู้เรื่องนี้มาก่อน ข้าพเจ้าก็คงสงสัยว่าเหตุใดคุณสิงโตกับโลเซ๊กงี่จึงมีการติดต่อกันทำนองนั้น  แต่เป็นเพราะนาย   เคยบอกเรื่องนี้ให้ทราบ  และการที่เขาบอกข้าพเจ้านั้น  นอกจากฐานเพื่อนแล้ว  ยังการติดไปได้ว่าโลเซ๊กงี่ใช้ให้โลเลียนจินบอก  เพื่อให้ข้าพเจ้าเป็นสะพานบอกต่อไปยังหลวงเจริญ  คือโอเลียนเป็นพูดกับข้าพเจ้าว่า  “ผู้ร้ายที่ปล้นบ้านขุนวิจิตรานั้น  โลเซ๊กงี่เป็นคนรู้ดีว่ามีใครบ้าง  และสามารถจะนำจับได้ด้วย  แต่การที่โลเซีกงี่จะทำเช่นนั้นได้  เขาจะต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างพอเพียง  เพราะเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้  โลเซ๊กงี่อาจได้รับอันตรายหรือบางทีจะต้องอพยพกลับเมืองจีน  โดยเกรงสมัครพรรคพวกของคนร้ายจะทำอันตรายเอา”
                         ข้าพเจ้าเคยถามโลเลียนลินว่า  โลเซ๊กงี่จะเรียกร้องสินบนนำจับสักเท่าใด  โลเลียนตอบอย่างคาดคะเนว่า  “แปดร้อยหรือพันเหรียญ”  ข้าพเจ้าถามอีกว่า  เขาแน่ใจหรือว่าโลเซ๊กงี่รู้ตัวคนร้ายและสามารถนำจับได้ด้วย  โลเปียนตอบอย่างหนักแน่นว่า  “แน่นอน”  ข้าพเจ้าจึงว่าถ้าเช่นนั้นฉันจะลองติดต่อกับตำรวจ  แล้วจะบอกให้รู้เย็นวันนี้
                          ในวันเดียวกันนั้น  ข้าพเจ้าบอกเรื่องนี้แก่หลวงเจริญ  และได้รับคำตอบจากหลวงเจริญว่า  ก็เอา  แต่ว่าแปดร้อยหรือพันเหรียญมากนัก  สำหรับผมเองยอมออกเงินส่วนตัวให้สองร้อยเหรียญ  รถพระทำ  จากจังหวัด  ขอให้ท่านช่วยสักสองร้อยได้  ถ้าคุณช่วยพูดให้เขาเอาสัก  ๔๐๐  หรือ  ๕๐๐  เหรียญได้ก็เป็นอันตกลง
                           ตอนเย็นวันนั้น  ที่บ้านบังกะโลของพี่น้องแซ่โฉ  ข้าพเจ้าบอกกับโลเลียนลินและโอเลียนเจาตามคำของหลวงเจริญ  ถือถ้าเอาเพียง ๔๐๐  หรือ  ๕๐๐  ได้ก็เป็นอันตกลง  โลเลียนลินว่าจะลองพูดกับโลเซ๊กงี่ก่อน  แต่ไม่แน่นักว่าเขาจะรับ  เพราะจำนวนเงินที่จะให้มันไม่พอกับงานที่ต้องเสี่ยงกับอันตรายร้ายแรงขนาดนั้น
                          รุ่งเช้า  ข้าพเจ้าไปบ้าน  ตามเคย  ขณะกำลังเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่หลังบ้าน  โอเลียนลินต้องผละจากวงไพ่ออกไปต้อนรับแขกทางหน้ามุข  เมื่อแขกผู้มาหากลับไปแล้ว  โอเลียนลินกลับเข้ามาร่วมวงกันใหม่  เราจึงได้ทราบกันว่าหลวงเจริญให้ ส.ต.ท.หมื่นประพันธ์เภสัช  มาเจรจาเรื่อง   อย่างเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้บอกโลเลียนลินแล้วนั้น  โลเลียนลินรับปากกับหมื่นประพันธ์เพียงว่า  จะลองเจรจากับโลเซ๊กงี่ดูก่อน  ยังไม่กล้ารับรองว่าจะได้หรือไม่  ขอให้หมื่นประพันธ์มาฟังข่าวพรุ่งนี้อีกครั้ง
                          ต่อจากนั้นมาทั้งสองฝ่ายหรือสามฝ่ายจะมีการตกลงกันอย่างไร  ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจเพราะเห็นเป็นเรื่องของตำรวจโดยเฉพาะ  เขาอาจสงวนเป็นความลับของทางราชการก็เป็นได้  ประกอบกับการที่ได้รู้ว่าหลวงเจริญ  ได้เปลี่ยนทิศทางการติดต่อ ไปติดต่อกับโลเซ๊กงี่โดยตรง  แทนที่จะผ่านเลียนลินดังแต่ก่อน
                          ร.ต.ท.สิงห์โต  ภมรสิงห์  ผู้ที่กล่าวถึงนี้  เป็นตำรวจกองตรวจประจำ  ปัตตานีเดิม  ในระหว่างนั้นตำรวจกองตรวจซึ่งเขาเป็นผู้บังคับหมวด  คุมตำรวจกองปราบประมาณ ๑ หมู่มาช่วยราชการยามฉุกเฉิน  เพราะมีคนร้ายปล้นบ้านขุนวิจิตรภาษี  โดยเหตุนี้คุณสิงห์โตจึงร่วมมือกับหลวงเจริญในการสืบสวนจับกุมคนร้ายรายนี้  ซึ่งในระยะต่อมาคุณสิงห์โตได้มีโอกาสติดต่อกับโลเซ๊กงี่โดยตรงด้วย  เมื่อติดต่อกันได้ไม่นานเท่าใดคุณสิงห์โตก็รู้ระแคะระคายว่าโลเซ๊กงี่ตีสองหน้า  คือในเวลาเดียวกันโลเซ๊กงี่ติดต่อกับคนที่เป็นผู้ร้ายปล้นบ้านขุนวิจิตราในทางลับ  และเป็นผู้อาสานำจับในทางเปิดเผย  เพราะเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงติดต่อกันด้วยชั้นเชิงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน  ดังที่คุณสิงโตคำรามออกมาเมื่อตะกี้
                          ต่อมาเมื่อเวลา  ๑๑.๐๐ น.  หลวงเจริญก็นำตัวโลเซ๊กงี่มา  หลวงเจริญหยุดที่บันไดหน้าสถานีตำรวจชั้นล่างซึ่งติดกับถนนหน้าบ้านพัก  ข้าพเจ้าถือโอกาสลงไปดูโลเซ๊กงี่ ซึ่งแสดงสีหน้า  สายตาอันขึงขวางที่มันแสงวาวในแววตาสาดรัศมีแห่งความดุดันพุ่งตราดออกมา  ราวมันจะกวาดล้างพวกเราให้ล้มตายด้วยสายตา อันหน้าตาท่าทางของมันบ่งบอกแจ่มชัด  ว่าสะท้อนมาจากจิตใจที่อาฆาตถึงขนาด
                         หลวงเจริญให้ตำรวจคุมตัวโลเซ๊กงี่ไปไว้ได้สถานีแล้วเดินกลับมาบ้านพัก  ร้านเจ้าเดิมตามหลวงเจริญได้ด้วย  หลวงเจริญรายงานต่อผู้ว่าราชการอำเภอ  มีข้อความตอนหนึ่งว่า  มัน ทั้งที่บ้านมันเอง และที่กลางตลาด  หาว่าผมเป็นหัวหน้าพวกปล้น

                         จ.ส.ต.เรือน งานำ  มาฝากพวกเราไว้  และว่าจะขึ้นไปเอาโซ่มาล่ามไอมาบี  ต่อมาสักครู่จ่าเรืองก็มาเอาตัวไอ้มาบีไปล่ามไว้ในสนามเทนนิสข้างบ้านพักหลวงเจริญนั่นเอง  ในระหว่างนี้จ่าเรืองขึ้นไปบนสถานี  คุณพระพูดกับไอบาบีว่า  แกมันรนหาที่  เขาไล่ให้กลับบ้านกลับช่องดี ๆ แล้ว  ยังดื้อมาส่งเสียงเอ็ดตะโรอีก  ทำให้ผู้คนตกอกตกใจไม่เข้าเรื่องนี่นา
                        ไอ้บาบีไม่แสดงอาการยินดียินร้ายให้เป็นที่สังเกตได้ว่ามันเข้าใจคำพูดของคุณพระและพวกเราที่อยู่ที่นั่นต่างก็รักษามารยาท  เพราะคุณพระเป็นคนเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่  เราจึงไม่กล้าบอกว่าไอ้บาบีมันไม่รู้ภาษาไทย  เพราะคนต่างด้าวที่นี่สมัยนั้นนิยมใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางของท้องถิ่น  คนจีนทั่ว ๆ ไปจึงพูดภาษามลายูได้  แต่ส่วนมากพูดภาษาไทยไม่ได้
                         ลำดับต่อจากนั้น  แม่ไอบาบี  คือภรรยาของโลเซ๊กงี่  ก็หอบลูกเข้าสะเอวติดตามมาทางพยายามจะฝ่าวงล้อมของพวกตำรวจ  เพื่อขึ้นไปให้ถึงตัวโลเซ๊กงี่บนสถานีให้ได้  แค่ถูกตำรวจห้ามไม่ได้ขึ้น นางก็ยังแสดงอาการขัดขืนจะขึ้นไปให้ได้  ฝ่ายตำรวจก็ขัดขวางและไล่ให้กลับ  นางจึงเกิดขัดใจแผดเสียงแปรแปร้น  ด่าแม่ตำรวจที่ขัดขาวงเข้าให้ แต่เคราะห์ดีของนาง ที่ตำรวจคนนั้นไม่รู้ภาษาจีนที่นางด่า  เรื่องจึงผ่านไปได้โดยไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น
                         ฝ่ายไอ้บาบีเมื่อได้ยินเสียงแม่ด่าเอะอะ  มันคงคิดว่าเดี๋ยวจะถูกล่ามโซ่เหมือนมัน มันจึงร้องตะโกนบอกแม่ไปว่า  “อย่าด่า  แม่อย่าด่า เดี๋ยวถูกจับ”  นางเมียโลเซ๊กงี่จึงกลับไปโดยเชื่อลูก  แต่ทั้งๆ ที่เท้ากำลังพาตัวจะกลับไปให้พ้นภัยอยู่แล้ว  ปากก็ยังไม่ยอมหยุดทำหน้าที่พร่ำด่าว่าเสียดสี  แต่ไม่มีใครแน่ใจเพราะฟังไม่รู้เรื่อง
                          ขณะนั้นคุณพระทำมาใช้ให้ตำรวจไปตามขุนวิจิตราที่ด่านภาษี  เมื่อขุนวิจิตรามาถึงคุณพระถามถึงภรรยาที่สั่งให้มาให้ปากคำแก่พนักงานสอบสวน  ขุนวิจิตราเรียนคุณพระว่า  ภรรยาของขุนวิจิตราได้มาถึงบ้านพักนี้ขณะที่เกิดมีเสียงเอ็ดอึงเมื้อกี้  เลยตกใจวิ่งหนีหกล้มหกลุกไปที่ด่านอีก  แกเคยเสียขวัญตั้งแต่คราวถูกปล้นเมื่อเดือนก่อน  ประสาทเลยอ่อนเต็มที คุณพระว่าขอเชิญให้มาใหม่อีกครั้งจะได้ไต่สวนให้เสร็จไป
                         ขุนวิจิตราจึงกลับไปรับภรรยามาให้ปลัดผึ้งดำเนินการสอบสวนต่อไปใหม่  ทันใดนั้นมีตำรวจมารายงานหลวงเจริญ  ว่ากรรมการรักษาฝิ่นขอเชิญหลวงเจริญไปเปิดกุญแจ เพื่อจำหน่ายฝิ่นให้กับนายนิ่มเบ้งฉิว  ผู้รับประมูลผูกขาด  ซึ่งมาติดต่อขอซื้อเป็นประจำ  หลวงเจริญจึงลงจากบ้านพักไปสถานีตำรวจ  ตามระเบียบการจำหน่ายฝิ่นของหลวง  มีกรรมการรักษาฝิ่นประจำ คือ  ๑.
                         ผู้อ่านโปรดสังเกตว่า  นี่ก็เป็นเหตุบังเอิญอีกครั้งหนึ่งที่ฉันนำเอาตัวหลวงเจริญขึ้นไปบนสถานี  ทำให้หลวงเจริญได้มีโอกาสต่อสู้และควบคุมกำลังตำรวจทำการต่อสูโจรจีนเข้มแข็งยิ่งขึ้น (โปรดติดตาม บทที่ ๒ ถูกจูโจม)

เอ็นทรี่แนะนำ

บันทึกโจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง โดย สงวน จิรจินดา (คำนำ)

http://www.oknation.net/blog/localbetong/2013/03/24/entry-1

 

หมายเหตุ บันทึก โจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง โดย นายสงวน จีรจินดา ที่ผู้เขียนนำมามาเผยแพร่นี้ มิได้มีเพื่อความบันเทิงแต่ประการใด เป็นเพียง บันทึกประวัติืศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาให้แก่เยาวชนคนรุ่นหลัง บางคำบางตอนเนื้อหาภาษาอาจจะไม่ทันสมัย หรือไม่ถูกหลักภาษา ทั้งนี้เพื่อเป็นการักษาความเป็นต้นฉบับ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้บันทึกความ รวมไปถึงภาพประกอบที่นำมาจากการรวบรวมของเทศบาลเมืองเบตง และภาคประชาชน หากผู้ใดค้นพบ หรือมีรูปภาพของตัวบุคคล เช่น ขุนวิจิตรภาษี นายด่านศุลกากรเบตง หรือสถานที่ เพื่อนำมาเพิ่มและแก้ไขจักขอบคุณยิ่ง ทั้งนี้ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านจะใช้บันทึกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป


 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ศณีรา วันที่ : 26/03/2013 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ความคิดเห็นที่ 2 1รุ้อดีต เข้าใจปัจจุบัน ก้าวทันอนาคต ครับ พี่ชาลี

ความคิดเห็นที่ 2 ศณีรา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 26/03/2013 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อ่านแล้วได้รับรู้ถึงแนวคิดและัวิถีของคนยุคก่อนด้วยนะครับ
รออ่านตอนต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศณีรา วันที่ : 25/03/2013 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน