*/
  • ศณีรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : areebe@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-17
  • จำนวนเรื่อง : 802
  • จำนวนผู้ชม : 2391321
  • จำนวนผู้โหวต : 682
  • ส่ง msg :
  • โหวต 682 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


ในประเทศไทย อาชีพใด น่าเชื่อถือมากที่สุด..
นักการเมือง
9 คน
นักการทหาร
159 คน
นักปกครอง
2 คน
นักวิชาการ
18 คน
นักธุรกิจ
7 คน
นักการศาสนา
16 คน
สื่อมวลชน
1 คน
ข้าราชการ
6 คน

  โหวต 218 คน
วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม 2556
Posted by ศณีรา , ผู้อ่าน : 1436 , 09:55:52 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน BlueHill , on และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ที่ว่าการอำเภอเบตงในอดีต

 

บทที่ ๓. การตรวจค้นโจรจีน  

                เมื่อเขียนโทรเลขส่งไปมณฑลเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าลงจากที่ทำการ ป.ณ.เมื่อเวลา ๑๐.๑๕ น. ที่บันไดชั้นล่างของที่ทำการ  หลวงเจริญกับตำรวจ ๕ นาย เดินตามกันมาจากสถานีจะไปตลาดหลวงเจริญเอ่ยขึ้นเป็นการทักทายว่า ไปตลาด จะไปด้วยกันก็มา”  ข้าพเจ้าจึงตามหลวงเจริญไปเพราะนึกได้ถึงเรื่องธงแดง  แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เอะใจเพราะธงสองอันนั้น  ไปเสียแล้ว  

                ที่ตลาด  ตำรวจช่วยกันประกาศให้ร้านทุกร้านเปิดประตู  เพราะนับแต่เวลาที่โจรจีนเข้าปล้นจนถึงเวลานี้  ซึ่งเป็นเวลา ๑๖.๓๐ น.แล้ว ร้านทุกร้านในตลาดปิดประตูหมด  เว้นแต่ร้านซักรีดข้างด่านศุลกากร  (ปัจจุบันเป็นบ้านนาย) เปิดอยู่ร้านเดียว  การที่ตำรวจสั่งการไปเช่นนั้นก็เพื่อให้ชุมชนแห่งนี้แสดงความบริสุทธิ์ว่า ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการปล้น  หรือยอมให้โจรจีนใช้สถานที่ของคนเป็นที่หลบซ่อน และประการที่สำคัญ คือ  ตำรวจต้องการจะเข้าตรวจค้นเพราะสงสัยว่าจะมีพรรคพวกผู้ร้ายหลบซ่อนอยู่  

                ขณะที่ร้านทุกร้านกำลังเปิดประตูตามคำสั่งของตำรวจอยู่นั้น  ร้านของนายเจียเปี๊ยะและร้านของนายบาบีซัง  ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แม้ตำรวจจะตะโกนเรียกเข้าไปก็ไม่มีเสียงตอบ  ตำรวจจึงใช้ปืนยิงชายคาบ้านเป็นการลำดับให้รีบเปิด แต่ก็ไม่มีคนเปิดในที่สุดตำรวจจำเป็นต้องใช้กำลังพังประตูเข้าไป  

                ภายในร้านของนายเจียเปี๊ยะ  ซึ่งข้าพเจ้าและ ส.ต.ท.แดง  ติดตามหลวงเจริญเข้าไปด้วยได้เห็นนายเจียเซี๊ยะเหลืออยู่ผู้เดียว  หลวงเจริญสอบถามนายเจียเซี๊ยะเป็นภาษามลายูว่าเหตุใดจึงไม่เปิดประตู   

                 นายเจียเซี๊ยะตอบด้วยสีหน้าท่าทางยุ่งยากลำบากใจว่า  “กลัว”   

                 หลวงเจริญถามถึงปืนยาวที่นายเจียเซี๊ยะเป็นเจ้าของ   

                 นายเจียเซี๊ยะตอบว่า  “ถูกคนร้ายลักเอาไป”   

                 หลวงเจริญซักว่า  “ลักไปเมื่อใด”   

                 นายเจียเซี๊ยะ ตอบว่า  “ลักไปเมื่อเช้า”   

                 หลวงเจริญขึ้นเสียงปากสั่นว่า  “ถ้างั้นลื้อก็เอาปืนให้คนร้ายไปยิงตำรวจน่ะสิ”  

                 นายเจียเซี๊ยะหน้าซีดตัวสั่น  ละล่ำละลักตอบหลวงเจริญว่าตนมิได้เจตนาร้ายถึงเพียงนั้น  การที่คนร้ายมาลักปืน  หรือพูดให้ถูกก็ว่ามาขู่เข็นเอาปืนไป ซึ่งเขามิได้ยินยอมพร้อมใจให้เอา  และถ้าขัดขืนไม่ยอมผ่อนผันสั้นยาวให้มัน  ตนเองก็จะถูกทำร้ายจึงได้แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าโดยให้ปืนคนร้ายไปคนร้ายเอาปืนไปแล้ว  ตนเองก็ยังไม่มีโอกาสจะไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่  การณ์เป็นดังนี้ จึงขอให้เห็นใจเถิดว่าแล้วนายเจียเซี๊ยะก็ก้มลงกราบแทบเท้าหลวงเจริญ และกอดแข้งกอดขาหลวงเจริญไว้ไม่ยอมปล่อย  พูดพลางร้องไห้พลาง  ขอให้เห็นใจว่าเขาตกอยู่ในกึ่งกลางระหว่างเขาควาย  ซึ่งจะขยับไปทางไหนก็อันตรายเท่ากันโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย  

                 ฝ่ายหลวงเจริญ แม้จะไม่พอใจการกระทำของนายเจียเซี๊ยะ  ที่มากอดแข้งกอดขา เพราะถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น หลวงเจริญก็จะกลับตัวไม่พ้น  แต่หลวงเจริญก็ไม่รุนแรงต่อผู้ที่กำลังตกอยู่ในกองทุกข์  ข้าพเจ้ารู้สึกนิยมความมีมนุษยธรรมของเขา  และคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะอยู่ดูความเศร้าหมองของเจียเซี๊ยะอีกต่อไป  จึงเดินเลี่ยงออกมาบอก มุ่งจะข้ามไปดูที่ๆแขวนธงแดงทางฝั่งตรงข้ามตามที่ได้หมายตาไว้เมื่อบ่ายวันนี้  

                  ต่อมาก็ได้ข่าวว่านายเจียเซี๊ยะตายเสียแล้ว  น่าสงสาร  นายเจียเซี๊ยะเป็นคนมีอัธยาศัยดี  ไม้น่าจะมาจบชีวิตลงโดยกะทันหันเช่นนี้เลย  นี่แหละโชคชะตาหรือเรียกว่าเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายที่กำลังมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์  แต่โชคชะตาที่ว่านี้บางทีก็ไม่ให้ความยุติธรรมแก่มนุษย์เสมอไป กล่าวคือโ ชคชะตาก็พาลเกเรได้เหมือนกัน  พฤติการณ์อันเกิดแก่นายเจียเซี๊ยะย่อมแสดงให้เรารู้แจ้งเห็นจริงว่าชีวิตมนุษย์เรานี้แม้จะเกิดมายากแต่พอถึงบทที่มันจะตาย  มันก็ตายได้ง่ายดายเสียจริงๆ ไม่สมกับคุณค่าที่มันเกิดมายากสักนิด  และถ้าบทที่มันจะไม่ตาย  มันก็อยู่ทรมานให้คนอื่นพลอยลำบากอย่างเหลือหลายกว่าจะตายได้  เรื่องของชีวิตมักจะพิเรนทร์เช่นนี้เสมอ  

                  ข้าพเจ้าเลิกสนใจกับโชคเคราะห์  ซึ่งเป็นเรื่องพ้นวิสัยที่เราจะหาความเข้าใจได้ดี  แล้วหันมาวิเคราะห์หาจุดที่ตั้งของธงแดงที่ได้สังเกตค้างไว้ก่อน  ที่จุดนั้นมีป้ายใหญ่ติดอยู่กับเสาหน้าร้าน  ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างร้านยี่ห้อ  “หงกี่,  “มั่นมีหลง”  และ  “ไท้ยิ้น”  ตามลำดับนับจากที่ตั้ง ป.ณ.  จึงไม่อาจปักใจแน่คงไปว่าธงของร้านไหน  ในเมื่อเราเห็นกันเมื่อตอนบ่ายว่ามีธงแดงสองอัน  แต่เรามีที่สังเกตไว้ได้เพียงอันเดียวว่าอยู่ชิดหรือติดป้ายใหญ่สีขาว  และป้ายใหญ่ที่ว่านี้ก็ยังบังเอิญตั้งอยู่ระหว่างกลางของร้าน ๒ ร้าน คือร้านมั่นมีหลงกับร้าน“ไท้ยิ้น”  

                   ถ้าเราจะใช้ความคาดคะเนเท่าที่จะเป็นได้โดยอนุมาน  เราก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าธงแดงอันที่เรามองเห็นตอนที่ยิงต่อสู้กับผู้ร้ายเมื่อ ๕ ชั่วนาฬิกามาแล้วนั้น  ต้องเป็นธงของร้าน ๒ ร้าน ในจำนวน ๒ ร้านที่ระบุหานี้  เพราะปรากฏ ณ บัดนี้ว่า ป้ายขาวอันใหญ่อยู่ในบริเวณนี้แน่นอนแล้ว  จะเป็นที่อื่นและร้านอื่นไปไม่ได้  ประกอบกับการที่เราได้ทราบระแคะระคายอยู่ว่าโจรจีนขณะนี้ว่าเป็นจีนแคะ  แล้วก็ร้านที่เราสังเกตเห็นธงแดงในกลุ่มนี้  มีร้านที่เป็นจีนแคะอยู่เพียง ๓ ร้าน  คือร้านที่ระบุชื่อแล้วนี่แหละ  จากหลักฐานการสอบสวนในลำดับต่อมา  ปรากฏว่าโจรจีนก๊กนี้เป็นจีนแคะทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด  

                   สิ่งสำคัญที่เหนี่ยวรั้งสติ ไม่ให้วู่วามก็โดยที่คิดเห็นว่า ถ้าเราจะปรับปรำว่าร้านั้นหรือร้านนี้ใน ๓ ร้าน  เป็นสมัครพรรคพวกของโจรจีน  เราก็ยังมีปัญหาที่จะต้องคำนึงถึงว่า  อาจเป็นได้ว่าพวกโจรจีนเคารพพ่อเจ้าของร้านเหล่านั้น  ไม่ประสงค์จะให้พรรคพวกของคนทำความเดือดร้อนอันตราย  จึงได้เอาเครื่องหมายผ้าแถบแดงไปติดไว้  โดยเจ้าของร้านไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจเลย อย่างนี้ก็อาจจะเป็นได้เหมือนกัน  และก็เพราะเหตุนี้เอง  ข้าพเจ้าจึงไม่กล้าเอ่ยออกบอกใคร  เกรงมันจะเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันไม่สิ้นสุด  ท่านที่อ่านบันทึกนี้จะได้เห็นต่อไปว่า  ขณะนี้ปากฆ่าคนได้ง่ายที่สุดในภาวะเช่นนี้  หากเกิดเหตุการณ์อย่างว่าขึ้นแก่ท่านเมื่อใดอย่างเข้าไปเกี่ยวข้องได้เป็นดี  

                   เมื่อเสร็จธุระทางด้านนี้แล้ว  เราหากันติดตามหลวงเจริญเลี้ยวไปทางตลาดสด  (ปัจจุบันเป็นอาคารให้เช่าของราชพัสดุ ตรงมุมถนนตัณวีระ) ร้านค้าทุกร้านในบริเวณนี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของตำรวจอยู่ก่อนแล้ว  คือเปิดประตูร้านไว้หมดก่อนพวกเราไปถึง  เว้นแต่ร้านของโลเซ๊กงี่ไม่เปิด ตำรวจจึงใช้ปืนยิงขู่พี่ชาย...คาร้าน ถึงกระนั้นร้านก็ไม่ยอมเปิดอยู่ดี จนกระทั่งนายอั้งอาปี ซึ่งเช่าอยุ่ชั้นบนของห้องแถวตรงข้าม โผล่หน้าต่างร้องบอกนางเมียของโลเซ็กงี่ เมียโลเซ็กงี่จึงยอมเปิด  

                   เราตามหลวงเจริญเข้าไปในร้านซึ่งมีเปียโลเซ๊กงี่กับลูกๆอีก ๓ คน  เมื่อเผชิญหน้ากับตำรวจ  มันดัดจริตพูดภาษาไทยไทรบุรี (คือภาษาไทยปนภาษามลายู)  ด้วยน้ำเสียงสีหน้าและท่าทาง เป็นการวางมาตรอาจหาญเอาการทีเดียว  ซ้ำยังขู่พวกเราว่า  

                  " ...เมื่อพ่อมันก็ตายแล้ว  ลูกมันก็ตายแล้ว...แม่มันจะอยู่ไปทำไม...ตายดีกว่า..." ว่าแล้วนางก็พร่ำรำพัน ตีอกชกตัว อย่างกับว่าจะให้มันตายลงไปต่อหน้าพวกเราจริงๆ  แต่เราคิดว่ามันคงทำไปตามอารมณ์แค้นชั่วขณะหนึ่ง  ไม่ใช่กล้าหาญถึงกับจะให้ตายไปจริงๆ  ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องคิดแล้วคิดเล่า  และใช้เวลาคิดนานที่สุดเท่าที่จะนานได้  เพราะมนุษย์ต่างก็มีความหวัง  มุ่งอยู่ในจุดที่หมายอันหนึ่งหรือหลายอัน  ที่เชื่อว่าจะได้หรืออาจจะได้ในวันหนึ่งข้างหน้า  แต่ความหวังนั้นๆย่อมมีความหวังเข้ามา   อยู่ด้วยเป็นยาดำเสมอ  เราจึงหวังความสำเร็จในทุกเรื่องทุกรายให้เป็นอย่างใจไม่ได้  และด้วยความหวังที่ไม่อาจคำนวณผลเสมอไปนี่เองคนที่น่าจะตายให้พ้นทุกข์พ้นร้อนไปเสียที  ก็ยังคงครองชีวิตไว้  เพื่อรอคอยความหวังที่ไม่ค่อยจะมีหวังนั้นๆ  

                     หลวงเจริญหันมาสั่งตำรวจให้ตรวจค้น  ว่าจะมีอาวุธหรือะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง  ส่วนตัวหลวงเจริญเองค้นดูเอกสาร  ได้สมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือตัวถั่วงอก ๑๐ กว่าเล่ม  ในจำนวนนี้มีสมุดพกรวมอยู่ด้วย  (ภายหลังเราได้พบว่า  สมุดเล่มนี้เป็นบันทึกของดลเซ็กงี่   ได้บันทึกเหตุการณ์บางเรื่องที่เกี่ยวข้อง  หมองยุ่งกับพระพิธิธุระการและหลวงเจริญ  เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความสนใจแก่ท่านผู้สำเร็จราชการ  และเจ้าเมืองยะลาอยู่มาก)  

                     ในการตรวจค้นที่ร้านโลเซ๊กงี่  นอกจากได้สมุดเอกสารแล้วก็ไม่มีอะไรอื่น  หลวงเจริญสั่งให้ยุติการตรวจค้นแล้วออกมาหน้าร้าน  สั่งตำรวจช่วยกันบอกกล่าวเจ้าของบ้านร้านค้าทั่วๆไป  ให้เปิดร้านไว้จนถึงเวลา  ๒๔.๐๐น. จึงให้ปิดร้านได้  และเมื่อปิดร้านแล้วต้องตามไฟตะเกียง  (ยังไม่มีไฟฟ้า)  ไว้ที่หน้าต่างห้องชั้นบนด้วย  การที่ตำรวจสั่งการไปเช่นนั้น  สำหรับในเวลาปกติอาจเป็นการเข้มงวดเกินไป  แต่ในภาวการณ์เช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้  พวกเราเห็นเป็นการสมควรทีเดียว  เพราะว่าเหตุว่าในขณะที่เกิดเหตุ  ถ้าไม่มีการจำกัดสิทธิ์ให้อยู่ในขอบเขตอันควรเสียเลยแล้ว  เราก็ไม่เข้าใจว่าใครจะสามารถควบคุมสถานการณ์อันเลวร้ายไว้ได้  (ต่อมาภายหลัง  เราถูกเพื่อนตำรวจต่างถิ่น  พูดกระทบกระแทกเย้ยหยัน  ว่าเราขี้ขลาด  บังคับกดขี่ราษฎรให้เปิดร้านค้าถ่างตาอยู่จนสว่าง)  

                      ระหว่างที่พากันเดินกลับสถานี  มีพวกเราเดินสวนทางมาและบอกว่า  มีโทรเลขจากสงขลา  ว่าได้ส่งกำลังตำรวจมาช่วยแล้ว  สาธุ  พวกเราโล่งใจไปตามกัน...(โปรดติดตาม ตอนต่อไป)

ภาพสถานีตำรวจเบตงในอดีต

 

 

 

 

                        

 

                                          

 

 

        หมายเหตุ บันทึก โจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง โดย นายสงวน จีรจินดา ที่ผู้เขียนนำมามาเผยแพร่นี้ มิได้มีเพื่อความบันเทิงแต่ประการใด เป็นเพียง บันทึกประวัติืศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาให้แก่เยาวชนคนรุ่นหลัง บางคำบางตอนเนื้อหาภาษาอาจจะไม่ทันสมัย หรือไม่ถูกหลักภาษา ทั้งนี้เพื่อเป็นการักษาความเป็นต้นฉบับ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้บันทึกความ รวมไปถึงภาพประกอบที่นำมาจากการรวบรวมของเทศบาลเมืองเบตง และภาคประชาชน หากผู้ใดค้นพบ หรือมีรูปภาพของตัวบุคคล เช่น ขุนวิจิตรภาษี นายด่านศุลกากรเบตง หรือสถานที่ เพื่อนำมาเพิ่มและแก้ไขจักขอบคุณยิ่ง ทั้งนี้ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านจะใช้บันทึกนี้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป                


 

 

เอ็นทรี่แนะนำ

 

บันทึกโจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง โดย สงวน จิรจินดา (คำนำ)

http://www.oknation.net/blog/localbetong/2013/03/24/entry-1

 

บันทึก โจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง บทที่ ๑ ต้นเหตุ

 http://www.oknation.net/blog/localbetong/2013/03/25/entry-2

 

บันทึกโจรจีนปล้นสถานีตำรวจเบตง บmที่ ๒ ถูกจู่โจม

 http://www.oknation.net/blog/localbetong/2013/03/28/entry-1

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ศณีรา วันที่ : 21/05/2013 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน