• หนองแหวน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : infantry21@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-02-02
  • จำนวนเรื่อง : 14
  • จำนวนผู้ชม : 85476
  • ส่ง msg :
  • โหวต 18 คน
เพื่อท้องถิ่นเราในวันพรุ่งนี้
++หนึ่งคน หนึ่งใจ หนึ่งแรง หนึ่งกำลังนี้มั่นคง จะยืน จะยง จะคง มุ่งทำงาน เพื่อบ้านเมือง เหนื่อยแรง เหนื่อยใจ ไม่กลัว สุดตัวไม่เคยจะท้อ จะอดทน ทุ่มเท ด้วยความตั้งใจ เพื่อเรา ในวันพรุ่งนี้+++
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/localmaesai
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม 2551
Posted by หนองแหวน , ผู้อ่าน : 1780 , 00:15:15 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

+ไพล์เก่าๆ ที่เคยได้รับจากพรรคพวกทางเมล์ นานมากแล้ว แต่ก็มีความหมาย+ ค้นไปค้นมา นั่งอ่านทบทวน ก็สื่อความหมายดีๆ  ก็หวังว่าใครที่เคยอ่าน  หรือเพื่อนที่เคยส่งสิ่งดีๆ มาให้  ยังเก็บไว้ในความทรงจำบนแผ่น ซีดี ของ ป.โย่ง อยู่นะครับ++และคงไม่ผิดกฎหมาย หากจะขอลิขสิทธิ์ เผยแพร่ต่อ.
เรื่องที่ ๑

"บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เรื่องต่อไปนี้ ว่ากันว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ในเมืองซัปโปโร
ประเทศ ญี่ปุ่น ให้ชื่อเรื่องว่า " บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ร้านบะหมี่ "ฮ็อกไก" บนถนนซัปโปโร

การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็น
ประเพณีของชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี
"ร้านฮ็อกไก" นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คนแน่นร้านแทบตลอดทั้งวัน
จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบนถนนสายนี้
คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่
แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน
ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮ็อกไก" เป็นคนซื่อ
และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไป ในขณะเถ้าแก่เนี้ย
กำลัง จะปิดร้าน ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ

ผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบ กับอีกคนหนึ่ง ประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน
เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ท ลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ
"เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกไป
หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า "ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมคะ"
ขณะที่เด็กชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
"ได้ค่ะ..ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"
เถ้าแก่เนี้ยกล่าวตอบ พร้อมกับพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง
แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
บะหมี่หนึ่งชาม มีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดในใจ
แล้วก็ใส่บะหมี่เพิ่มลงไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
ทั้งเถ้าแก่เนี้ย และ สามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง

สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินพลางพูดพลาง
"ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด
"แม่ทานหน่อยสิครับ"ลูกคนน้องพูดไปพลาง ก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยนแล้วทั้งสามคนก็ชมว่า
"บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ) ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) "
พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป
"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ

ทำงานไปวันแล้ว วันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น
และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี วันที่ 31 ธันวาคม ก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง
ในวันส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่ "ฮ็อกไก" ก็ยังคงขายดี และ
ดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย
และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง 22.00น.กว่า
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ย กำลังจะปิดร้านอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ
ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคนพอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า
และเชย ตัวเดิม

เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง
"ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั้ยคะ"
"ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ" แล้วเถ้าแก่เนี้ย
ก็นำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง แล้วตะโกนสั่ง
"บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เถ้าแก่รับคำพลาง จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เถ้าแก่เนี้ย แอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า
"นี่ตาแก่ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือไง"
"ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้น จะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้ รู้มั้ย"
สามีตอบพลาง โยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อ ที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
แล้วเดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม
ภรรยาก็พูดขึ้นว่า"เห็นแก ซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"
ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่ กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้
ภรรยายกไปให้สามแม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลาง คุยไปพลาง
เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย "หอมจังเลย ยอดไปเลยอร่อยจริง ๆ "
"ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮ็อกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"
"ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีสินะ"
กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮ็อกไกไป

"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ไปได้ระยะหนึ่ง
ในวันสิ้นปีของปีที่สามนี้ กิจการของร้านฮ็อกไกดีมาก
สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว
สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น.
พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป พอคนกลับไปหมดแล้ว
เจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้าน
ที่เขียนไว้ว่า"บะหมี่ชามละสองร้อยเยน"
ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า
"บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"
30นาทีก่อน เถ้าแก่เนี้ย ก็เอาป้าย "จองแล้ว" ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง
เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอ "แขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมา" อย่างนั้นแหละ
22.30น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฏตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของ รร.รัฐแห่งหนึ่ง
น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ต ที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อน ดูหลวมและไม่พอดีตัว
เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก
ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชย แถมสีซีดตัวเดิม
"เชิญค่ะ เชิญค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ
มองใบหน้าอันยิ้มแย้ม และท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย
ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่าง งก งก เงิ่น เงิ่นว่า
"รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมคะ"
"ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยัง
"โต๊ะเบอร์สอง" แล้วรีบเอาป้าย "จองแล้ว" ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า "บะหมี่น้ำสองชาม"
"ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ" เถ้าแก่ตอบ
พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำ สามก้อน

ามแม่ลูกกินไป พูดไป ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก
สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกันในใจ
ก็พลอยเบิกบานไปด้วย
"ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"
ผู้เป็นแม่บอกกับลูกชาย
"ขอบคุณ ?" "ทำไม?ครับ" ลูกชายทั้งสองถามมารดา ด้วยความประหลาดใจ
"เรื่องเป็นอย่างนี้ คือคุณพ่อของลูก ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป
ได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ และ ทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น

ทำให้ในช่วงหลายปีมานี่เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือนเพื่อชดใช้หนี้นี้"
"เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ
ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร
"แต่เดิมนั้นเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม
แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ก้อนนี้ไปหมดแล้ว"
"จริง ๆ หรือครับ แม่" ลูกชายคนเล็กถาม
"จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่า พี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์
ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ ซื้อกับข้าว ทำอาหาร ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่
ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่น ๆอีก
จึงทำให้วันนี้ เราสามารถชำระหนี้ในส่วนที่เหลือได้หมด"
"ว้าว!!! แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ ว่าแต่ว่า ต่อไป
ขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ" ลูกชายคนเล็ก บอก

"แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ คือ
ในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้องได้แจ้งให้ผู้ปกครองไป
เยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง และ
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็น
ตัวแทนของฮ็อกไกโดเพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อนๆ
ของน้องนะครับ
ผมถึงทราบ ดังนั้น ในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"

"จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ" ผู้เป็นแม่ถาม
"
หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ "ความปรารถนาของข้าพเจ้า"
น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ
แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย
เรียงความเขียนว่า
หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทางรถยนต์แล้วได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย
เพื่อที่จะชำระหนี้
คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหามรุ่งหามค่ำทุกวัน
แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย
ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม
พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ ที่อร่อยมาก
สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว และคุณตาคุณยาย
เจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก

เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
พยายามปลดเปลื้องหนี้สิน ทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด?"

"ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้อง เป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่ง ของญี่ปุ่นอีกด้วย
และน้องจะคอยให้กำลังใจแก่ ลูกค้าทุกคนให้มีความสุข ขอบคุณครับ
สองตา ยายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป
พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง
พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ
"พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่าวันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่
ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ "

"จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ"
"ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ผมจึงพูดว่า
ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมา
หุงหาอาหารทุกวันดังนั้นในเวลาที่เพื่อนๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็น
ก็มักจะอยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆไม่ได้
เพราะต้องรีบกลับบ้านเมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร

เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชามผมรู้สึกอายมาก
แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังจนจบ
ผมถึงได้รู้ว่า ความรู้สึกอายของผมเมื่อสักครู่นี้
ต่างหากถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ
หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชาม เพื่อกินกันสามคนนั้น
ผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี
และ ผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"

สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุกๆปี
เมื่อบะหมี่หมด ก็ จ่ายเงินไปสามร้อยเยน กล่าวขอบคุณ
เจ้าของร้านพร้อมกับค้อมตัวลงเคารพ
และเดินออกจากร้านไปมองตามหลังสามแม่ลูกไป
เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริงๆ พร้อมกับกล่าวว่า
"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

พอถึงเวลา21.00น.ทางร้านฮ็อกไกก็วางป้าย"โต๊ะจอง"ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย
การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย แต่ในปีนั้น
สามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย
ปีที่สอง ปีที่สาม "โต๊ะเบอร์สอง" ก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม
สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮ็อกไกอีกเลย กิจการของร้านฮ็อกไกดีมาก
เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่
โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่จะมีก็แต่เพียง "โต๊ะเบอร์สอง"
ที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

"นี่มันเรื่องอะไรกัน"
ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา
เถ้าแก่เนี้ย ก็เลยเล่าเรื่อง"บะหมี่หนึ่งชาม"ให้แก่ลูกค้าฟัง
โต๊ะเก่าตัวนั้นถูกวางอยู่กลางร้าน
เหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง
และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก
พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา

"โต๊ะเบอร์สอง" ตัวนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น "โต๊ะแห่งความสุข"
ลูกค้าต่างก็เล่าขานต่อๆ กันไป มีนักเรียนหลายคน อยากเห็นโต๊ะตัวนี้
ถึงขนาดที่ว่า ลงทุนนั่งรถมาจากที่ ไกลแสนไกล เพื่อมากินบะหมี่ และ
เจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี
เจ้าของร้านค้าในละแวกใกล้เคียงร้านฮ็อกไก พอถึงวันสิ้นปี
หลังจากปิดร้านแล้ว ก็มักจะมารวมตัวฉลอง โดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮ็อกไก
กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง
แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว
ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว
เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิ ติดมือมาด้วย
ต่อจากนั้นก็มีคนทยอย มาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา
บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน
ต่างก็คึกคักกันมาก ทุกคนที่มานั้น ต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับ"โต๊ะเบอร์สอง"
ทุกคนพยายามไม่เอ่ยถึงมัน แต่ในใจต่างก็คิดกันว่า
วันนี้"โต๊ะจอง"ตัวนั้นไม่มีคน ที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง มันคงจะว่างเปล่า
เพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่
บ้างก็เข้า ๆ ออก ๆ ตระเตรียมกับข้าว กับแกล้ม ต่าง กินกันไป คุยกันไป
พูดเรื่องการค้าบ้าง คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลงในระยะนี้
บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่องจนเหมือนกับว่า
เป็นครอบครัวเดียวกัน เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น.

ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ
ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน
ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนท่อนแขน
พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใคร ทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง
และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกครื้นตามเดิม
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ย กำลังจะพูดว่า "ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"
เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น ก็มี หญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโน
เดินเข้ามายืนระหว่างกลาง ชายหนุ่มทั้งสองคน
ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า

"เอ้อรบกวนรบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันทีเวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว
ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า
เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่
ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก
"พวกคุณ .. พวกคุณ" เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ
ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของ
เถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับเถ้าแก่เนี้ยว่า "พวกเราสามคนแม่ลูก
ที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มาสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ทานกันสามคนไงครับ
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจาก บะหมี่น้ำชามนั้น
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"
หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโร
แล้ววันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
น้องชายผมที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็น เจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น
ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอความคิดที่เริดเรออย่างหนึ่งก็คือ
ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า
พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮ็อกไกที่ซัปโปโร
และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮ็อกไกด้วย" สองตายายฟังไปพลาง
พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า

เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่
ที่จะกลืนบะหมี่คำ ที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า "อ้าวเถ้าแก่
เป็นอะไรไปล่ะ อุตส่าห์เตรียมการ มาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ "โต๊ะจอง"
ตัวนั้นไงที่ พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสี่ทุ่ม ของคืนวันสิ้นปีไงรีบๆ
ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"
ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า
"ยินดีต้อนรับค่ะเชิญนั่งข้างในค่ะนี่ตาเฒ่าบะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"
เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า"ครับ..ครับ บะหมี่น้ำสามชาม"
หากดูกันตามจริงแล้ว
สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย
มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
กับคำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ
รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง
แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริง อันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์คับขับ
ได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าพยายามมองข้ามตัวเราเอง
ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้
บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ
ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัส อย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้

ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา เพื่อนพ้องทั้งหลาย
อย่ามัวเห็นแก่ตัวกัน หรือเสียดายมันอยู่เลย หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้น
มอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก.
ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น
แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว
มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริง ๆ

"รักเพื่อนร่วมโลก เติมความอบอุ่น ความรักให้กัน เพื่อโลกเราใบนี้น่าอยู่ขึ้น"
(จบเรื่อง)

(แอบไปเห็นที่อื่นมา จึงขอแอบนำมาให้เพื่อนๆทุกคน ได้ลองอ่านดู แล้วความรู้สึกเป็นงัยบ้าง)

เขียนความรู้สึกมาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะ infantry_21_31@hotmail.com/ icq 161274088

เรื่องที่ ๒

เติมเต็มชีวิตด้วยความรักและเข้าใจ.. บทเรียนที่มีค่าแห่งชีวิต

คุณครูทอมป์สันโกหกนักเรียนชั้น ป.5 ของครูทั้งชั้นซะแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสอนเลยด้วยซ้ำ

คุณครูบอกว่า ครูรักเด็กเท่ากันหมดทุกคนเลย แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีเด็กตัวเล็กๆ ท่าทางขี้เกียจคนนึงชื่อ เท็ดดี้ สต๊อดดารด์

ครูทอมป์สันได้จับตาดูเท็ดดี้มาปีนึงและสังเกตว่าเขาไม่ค่อยเล่นดีๆ กับเด็กคนอื่นเท่าไหร่ เสื้อผ้าของเขาสกปรกและเค้าตัวเหม็นหึ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยแหละ และบางทีเท็ดดี้ก็เกเร ถึงขั้นที่ว่าครูทอมป์สันสนุกกับการตรวจงานของเท็ดดี้ด้วยหมึกสีแดง กากบาทไปหนาๆ และใส่ตัว F ตัวใหญ่ๆ ลงไปบนหัวกระดาษ

ที่โรงเรียนที่คุณครูทอมป์สันสอน คุณครูต้องทบทวนประวัติของเด็กแต่ละคนด้วย แต่คุณครูก็ไม่ยอมตรวจประวัติของเท็ดดี้จนกระทั่งเหลือแฟ้มสุดท้าย

แต่ทันใดนั้นเมื่อคุณครูตรวจแฟ้มเข้า ครูทอมป์สันก็แปลกใจใหญ่ เมื่อพบว่าครูชั้น ป.1 ของเท็ดดี้วิจารณ์มาว่า "น้องเท็ดดี้เป็นเด็กที่ฉลาดและร่าเริง ทำงานเรียบร้อย มารยาทดี เป็นเด็กที่น่ารักมากทีเดียว"

ส่วนคุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.2 เขียนว่า"เท็ดดี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เพื่อนๆ ชอบกันทุกคน แต่กำลังมีปัญหาเพราะแม่ของเท็ดกำลังป่วยหนัก และชีวิตทางบ้านต้องลำบากมากแน่ๆ"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.3 เขียนว่า "เขาเสียใจมากที่เสียแม่ไปเขาพยายามเต็มที่แล้วแต่คุณพ่อก็ไม่ค่อยให้ความรักความสนใจเขาเท่าไหร่ และชีวิตที่บ้านเขาต้องส่งพลกระทบต่อเขาแน่ๆ ถ้าไม่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.4 เขียนว่า "เท็ดดี้ไม่ยอมเข้าสังคมและไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าที่ควรไม่ค่อยมีเพื่อนและหลบ หนีจากห้องเรียนประจำ

ตอนนี้ คุณครูทอมป์สันรู้ถึงปัญหาแล้ว และอับอายในการกระทำของตนเองมาก ครูรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีกเมื่อนักเรียนในห้องซื้อของขวัญวันคริสต์มาสมาให้ ห่อในกระดาษสีสดๆ พร้อมผูกโบว์อย่างดี ยกเว้ณแต่ของเท็ดดี้

ของขวัญของเท็ดดี้ถูกห่ออย่างหยาบๆ ในกระดาษลูกฟูกหนาๆ ที่ได้มาจากถุงใส่กับข้าว ครูทอมป์สันกัดฟันเปิดกล่องของเท็ดดี้ดูกลางกองของขวัญอื่น ๆ

เด็กบางคนเริ่มหัวเราะเมื่อเห็นว่าเท็ดดี้ให้กำไลลูกปัดที่ไม่ครบเส้น และขวดน้ำหอมที่เหลือน้ำอยู่ก้นขวดแก่เธอ แต่ครูก็หยุดเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เมื่อครูเอ่ยขึ้นว่ากำไลเส้นนั้นสวยเพียงใด สวมมันไว้ที่ข้อมือ และฉีดน้ำหอมไปบนข้อมือด้วย

เท็ดดี้ สต๊อดดารด์เฝ้ารออยู่จนเย็นให้นานพอที่จะพูดว่า "ครูทอมป์สันครับ วันนี้ครูตัวหอมเหมือนที่แม่ผมเคยหอมเลยครับ"

หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับบ้านครูทอมป์สันก็ร้องไห้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง หลังจากวันนั้นเอง คุณครูเลิกสอนหนังสือ เลิกสอนการเขียนและเลิกสอนเลขคณิต แต่คุณครูเริ่มสอนเด็กๆ แทน คุณครูทอมป์สันเอาใจใส่เท็ดดี้เป็นพิเศษ

เมื่อครูพยายามช่วยเขา จิตใจของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยิ่งครูให้กำลังใจเท็ดดี้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตอบรับเร็วขึ้นเท่านั้น ภายในสิ้นปีนั้นเอง เท็ดดี้ได้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในห้อง และถึงวันนี้แม้ว่าคุณครูจะบอกว่าครูรักเด็กทุกคนเท่ากัน แต่ความจริง เท็ดดี้ก็ได้กลายไปเป็น "ศิษย์โปรด" ของครูไปแล้ว

หนึ่งปีต่อมา คุณครูพบจดหมายอยู่ใต้ประตู จดหมายนั้นมาจากเท็ดดี้ บอกครูว่าคุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยม

หกปีต่อมาครูก็ได้จดหมายจากเท็ดดี้อีก บอกว่าเขาเรียนจบม.ปลายแล้ว ได้ที่สามในทั้งระดับ และคุณครูยังคงเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอมาในชีวิต

สี่ปีหลังจากนั้น คุณครูก็ได้จดหมายอีก บอกว่าแม้ว่าชีวิตเขาจะลำบากบ้างเขาก็ไม่ได้เลิกเรียนหนังสือ และจะจบปริญญาตรีในเร็วๆ นี้ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง) และยังย้ำกับครูทอมป์สันว่าคุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นครูคนโปรดของเขาในชีวิตเขา

จากนั้นสี่ปีผ่านไปแต่จดหมายอีกฉบับหนึ่งก็มา ครั้งนี้เขาอธิบายว่าหลังจากที่เขาได้รับปริญญาตรีแล้ว เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่ออีกนิด จดหมายนั้นอธิบายว่าคุณครูยังเป็นครูคนที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี ครั้งนี้เขาลงชื่อในจม.ของเขายาวขึ้นอีกหน่อย จดหมายนั้นลงชื่อว่า "นพ. ทีโอดอร์ เอฟ. สต๊อดดารด์

เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะ คือว่า ฤดูใบไม้ผลินั้นก็ยังมีจดหมายมาอีก เท็ดดี้บอกว่า เขาได้เจอสาวคนนึงและก็จะแต่งงานกัน เขาบอกมาในจม.ว่าพ่อของเขาได้เสียไปเมื่อสองสามปีก่อนและ เขาสงสัยว่าคุณครูทอมป์สัน จะตกลงมานั่งในที่นั่งสำหรับพ่อเจ้าบ่าวในงานแต่งงานหรือไม่

แน่นอนที่สุด ครูทอมป์สันก็มา และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น

คุณครูใส่กำไลข้อมือเส้นนั้น เส้นที่มีลูกปัดหายไปหลายลูก และต้องฉีดน้ำหอมที่เท็ดดี้จำได้ว่าแม่เขาฉีดตอนที่ฉลองเทศกาลคริสต์มาสครั้งสุดท้ายด้วยกัน

ครูกับศิษย์กอดกันกลมเลย และคุณหมอเท็ดก็กระซิบในหูคุณครูทอมป์สันว่า"ขอบคุณมากนะครับคุณครูที่เชื่อในตัวผม ขอบคุณครูมาก ที่ทำให้ผมรู้สึกสำคัญและแสดงให้ผมเห็นว่าผมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้"

ครูทอมป์สันกระซิบตอบพร้อมน้ำตานองหน้าว่า "หมอเท็ดจ๊ะ เธอเข้าใจผิดแล้วแหละ เธอต่างหากที่สอนครูว่าครูสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ ครูไม่รู้จักการสอนที่แท้จริง จนกระทั่งครูได้พบได้รู้จักเธอนั่นแหละ"

ติมเต็มหัวใจของคนอื่นด้วยความรักเสียแต่วันนี้...........แบ่งปันเรื่องนี้ไปให้คนอื่นได้อ่านต่อๆไปด้วย

โปรดจำว่า ไม่ว่าคุณจะไปไหน หรือทำอะไรคุณจะมีโอกาสที่จะสัมผัสและ/หรือเปลี่ยนอนาคตของคนอื่นเสมอ ขอให้คุณสัมผัสและเปลี่ยนอนาคตของคนอื่นในทางทีดีขึ้นด้วยเสมอ

เรื่องที่ ๓

ชายชาวอินเดียคนหนึ่ง ห้วงสองปีที่ผ่านมา ผู้คนจะพบเห็นจนชินตาว่า บนบ่าของเขามีหม้อดินใบใหญ่วางอยู่ข้างละใบ หม้อดินใบหนึ่งมีรอยร้าว ขณะอีกใบสมบูรณ์สวยงาม ไร้ที่ติ หม้อใบสวยสามารถบรรจุน้ำไว้เต็มเปี่ยมนับจากลำธารจนถึงบ้านเจ้านาย ขณะที่อีกใบหนึ่งนั้น เมื่อมาถึงปลายทางกลับเหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว เท่ากับว่าชายผู้นี้ขนน้ำได้เที่ยวละหม้อครึ่งอยู่ทุกครั้ง แน่ล่ะ...หม้อดินใบสวยย่อมภาคภูมิใจในตนเองที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ส่วนหม้อดินใบร้าว นอกจากอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความไม่สมประกอบของตนเองแล้ว มันยังรู้สึกผิดกับการทำหน้าที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย หลังจากสองปีเต็มที่แบกความทุกข์ระทมขมขื่นนั้นเอาไว้ วันหนึ่ง มันจึงตัดสินใจเอ่ยกับคนหาบน้ำตรงลำธารว่า "ฉันรู้สึกละอายใจเหลือเกิน..ฉันอยากขอโทษท่าน.. ตลอดสองปีมานี้ ฉันทำงานให้ท่านได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากเจ้ารอยร้าวบนตัวฉันมันทำให้น้ำรั่วไหลไปตลอดทาง" เมื่อฟังเช่นนั้นแล้ว คนขนน้ำก็พลอยรู้สึกเสียใจไปด้วย และแล้วเขาก็พูดว่า "เอาล่ะ..ระหว่างทางที่เราจะเดินกลับไปบ้านเจ้านาย ฉันอยากให้เธอสังเกตดอกไม้สวยๆข้างทางเดินสักหน่อย เธอไม่ได้สังเกตหรอกหรือว่า ทำไมดอกไม้ป่าเหล่านั้นถึงได้งอกงามเฉพาะฝั่งที่ฉันแบกเธอเท่านั้น ทำไมมันไม่ขึ้นอีกฟากหนึ่งด้วยล่ะ.. นั่นเป็นเพราะฉันได้ตระหนักในข้อจำกัดของเธอ จึงอาศัยเงื่อนไขนี้เพาะเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ป่าตรงทางเดินฝั่งที่ฉันแบกเธอเสมอมา และทุกๆวันขณะที่เราเดินกลับบ้าน เธอเองก็ได้ช่วยฉันรดน้ำให้มัน..แล้วในสองปีนี้ ฉันก็ได้เด็ดดอกไม้สวยๆนี้ไปปักแจกันให้เจ้านายของเราด้วย นี่ถ้าหากไม่มีเธอแล้วล่ะก็ เจ้านายของเราคงไม่มีโอกาสได้ดอกไม้ป่าอันแสนสวยงาม ที่ผลิสะพรั่งอยู่ระหว่างทางมาประดับบ้านเป็นแน่" ปล.เราเองมีคุณค่าดีพอ ถ้าไม่เปรียบเทียบคนอื่นมากเกินไป ถ้าคิดว่าสิ่งไหนมันไม่ดีก็พยายามแก้ไขทำให้มันดีขึ้น ผลลัพธ์ของการกระทำไม่ใช่คำตอบแห่งชัยชนะของชีวิต จุดมุ่งหมายและความตั้งใจจริงของเราต่างหากคือคำตอบที่แท้จริง "as good as it gets"

 

ความรัก ไม่ต้องการ แค่วันเดียว
ความรัก ไม่ต้องเกี่ยว กับวันไหน
ความรัก ไม่ต้องมี เวลาใด
ความรัก ไม่ต้องใช้ ให้ใครชี้
ความรัก ไม่ต้องมี ข้อวิจารณ์
ความรัก ไม่ต้องการ การกดขี่
ความรัก ไม่ต้องให้ ใครตราตี
ความรัก ไม่ต้องมี เส้นพรมแดน
ความรัก ไม่ต้องรอ ข้อพิสูจน์
ความรัก ไม่ต้องพูด ตามแบบแผน
ความรัก ไม่ต้องการ การตอบแทน
ความรัก ไม่ต้องการแค่ หัวใจคน
ความรัก ไม่ต้องการ การเป็นต่อ
ความรัก ไม่ต้องรอ ขอเหตุผล
ความรัก ไม่ต้องย้ำ ความมีจน
ความรัก ไม่ต้องทน ที่จะรัก
 

และเรื่องที่ ๔

******************** ของฝากจากเพื่อน ******************
ก เก็บคุณไว้ในใจ
> ข เข้าใจคุณ
> ค คอยสนับสนุน
> ง ง้อคุณเมื่อรู้ว่าเขาผิด
> จ จับมือคุณเมื่อคุณต้องการกำลังใจ
> ฉ เฉยกับความใจร้อนของคุณ
> ช ช่วยเหลือคุณ
> ซ ซื่อสัตย์ต่อคุณ
> ญ ญาติดีกับคุณ
> ด เดินเคียงข้างคุณ
> ต ติดตามข่าวคราวความเป็นไปของคุณ
> ถ ไถ่ถามทุกข์สุขของคุณ
> ท ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดี
> ธ ธรรมะธรรมโมกับคุณ
> น นับถือคุณและน่ารักในสายตาคุณ
> บ บอกความจริงแก่คุณ
> ป ปลอบใจเมื่อคุณท้อ
> ผ ผายมือต้อนรับคุณเสมอ
> ฝ ฝากผีฝากไข้กับคุณได้
> พ เพิ่มพลังใจให้คุณ
> ฟ ฟังคุณเมื่อคุณพูดน้ำไหลไฟดับ
> ภ ภูมิใจในตัวคุณ
> ม มอบสิ่งดีให้คุณ
> ย ยกโทษให้กับข้อผิดพลาด
> ร รักคุณที่คุณเป็น
> ล ละเอียดอ่อนกับความรู้สึกคุณ
> ว ไว้ใจซึ่งกันและกัน
> ศ ศึกษานิสัยแท้จริงของคุณ
> ส สังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ
> ห เห็นคุณค่าของคุณ
> อ อธิบายในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ
> ฮ เฮฮากับคุณได้ทุกเวลา
> FRIENDS IS EVERYTHING

************* New Mail To U **********
คุณเคยมีคนแบบนี้ที่ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องหรือยัง?ตอบตัวเองให้ได้ว่าใคร

เคยมั้ยที่จะมี...คนให้อภัยคุณทุกอย่าง - .....
เคยมั้ยที่จะมี...คนอยู่เคียงข้างคุณเวลาที่คุณเสียใจ - ....
เคยมั้ยที่จะมี...คนจดจำความเป็นคุณได้ทุกอย่าง -
เคยมั้ยที่จะมี...คนยอมเสียสิ่งที่รักเพื่อคุณ -
เคยมั้ยที่จะมี...คนเห็นคุณสำคัญกว่าเพื่อน -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณอยู่ด้วยเฉย ๆ แล้วมีความสุข -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่มั่นใจในคำว่ารักของคุณ -
เคยมั้ยที่จะมี...ไม่อายเมื่อเดินข้างคุณ แม้คุณหน้าตาไม่ดีก็ตาม -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่ทนคุณได้ไม่ว่า คุณจะด่า จะว่า เค้ายังไง -
เคยมั้ยที่จะมี...คนรับได้ในสิ่งที่คุณเป็นไม่ว่าจะมีคนมาว่าร้ายคุณยังไง
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่เห็นความผิดของคุณเป็นเรื่องน่ารัก -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณอยากตื่นมาแล้วก็เจอ -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณคิดถึงเค้า แม้ว่าคุณไม่เหงาก็ตาม -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณคิดถึงคนแรก เมื่อคุณทุกข์ใจ -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณรู้ว่า เค้าช่วยให้คุณสบายใจได้ -
เคยมั้ยที่จะมี...คนแคร์คุณมากมาย ไม่ว่าคุณจะทำร้ายเค้ายังไง -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของคุณ -
เคยมั้ยที่จะมี...คนที่ยังรักคุณแม้คุณไม่เห้นความสำคัญของเค้าเลย

ถ้าคุณเคยมีเค้าคนนี้อยู่จริง คุณควรถนอมเค้าไว้ให้ดี
ถ้าคุณสูญเสียเค้าไปคุณเองที่จะเป็นคนเสียใจ ... ความหมายของหัวใจ
เราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า
เพียงแค่มีบางสิ่ง ...............
ชีวิตก็มีความหมายแล้ว..................





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
INDYLOVE วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 02.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปลิวลม วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 00.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pliewlom


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]