• amchinjang
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : amchinjang@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2020-06-22
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 2705
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
ความรัก(Love)ในมุมมองพุทธศาสนา
การนำคำสอนในทางพระพุทธศาสนามาอธิบายเรื่องความรักและชีวิตครอบครัว เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสมัยใหม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/loveinbuddhismamchinjang
วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2563
Posted by amchinjang , ผู้อ่าน : 244 , 19:17:52 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความรัก

ภาคที่ 2 ชีวิตรัก ชีวิตคู่ เรียนรู้จากคำสอนพุทธ

 

 

ตอนที่ 04

 

อยู่ก่อนแต่ง (3):

ชาย/หญิง (มีสามีภรรยาแล้ว) กับ คนโสด ผิดศีลหรือไม่

 

โดย ผศ.ดร.อำนาจ ยอดทอง

อาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนากับการพัฒนา

ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

1. บอกกล่าวเบื้องต้น

 

ก่อนอื่นต้องบอกกล่าวขออภัยเสียก่อน เนื่องจากผู้เขียนเรียงลำดับหัวข้อสับกันนิดหน่อย ในบทความนี้ผู้เขียนเรียงหัวข้อแบบนี้

              1) อยู่ก่อนแต่ง 1: เหตุและผล

              2) อยู่ก่อนแต่ง 2: ถ้าคุณเลือกวิธีนี้

              3) อยู่ก่อนแต่ง 3: ชาย/หญิง (มีสามีภรรยาแล้ว) กับ คนโสด ผิดศีลหรือไม่

              4) อยู่ก่อนแต่ง 4: ชาย/หญิงโสด กับ ชาย/หญิงโสด ผิดศีลหรือไม่

 

แต่ตามความเป็นจริง และถูกต้องตามเนื้อหา ที่เกี่ยวเนื่องกันจะต้องปรับหัวข้อเป็นแบบนี้ คือ

              1) อยู่ก่อนแต่ง 1: เหตุและผล

              2) อยู่ก่อนแต่ง 2: ชาย/หญิง (มีสามีภรรยาแล้ว) กับ คนโสด ผิดศีลหรือไม่

              3) อยู่ก่อนแต่ง 3: ชาย/หญิงโสด กับ ชาย/หญิงโสด ผิดศีลหรือไม่

              4) อยู่ก่อนแต่ง 4: ถ้าคุณเลือกวิธีนี้

 

เหตุผลสำคัญคือ

หัวข้อแรก ต้องการให้รู้และเข้าใจมุมมองเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ว่ามีที่มาอย่างไร และผู้ที่ตัดสินใจเลือกวิธีนี้โดยทั่วไปแล้วมักอ้างเหตุผลอะไรบ้างมาสนับสนุนการกระทำของตนเอง

หัวข้อที่สองและสาม ซึ่งจะต้องเป็นหัวข้อที่จะนำเสนอนี้ คือ นำมุมมองพุทธมาพิจารณาโดยเฉพาะในแง่ “ศีลธรรม” ว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” เนื่องจากศีลเป็น “กฏ” ซึ่งมีสถานะใกล้เคียงกับกฏหมาย ผลของการพิจารณาจึงเป็นไปได้แค่ 2 ประการนี้เท่านั้น (ถึงแม้อรรถกถาพยายามจะจัดระดับเป็น “ศีลขาด” (ผิดศีล) “ศีลด่าง” และ “ศีลพร้อย” ก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่า “ด่างกับพร้อย” ไม่ใช่ศีลขาดหรือผิดศีล)

หัวข้อสุดท้าย เมื่อเรารู้ว่า ในแง่ศีลธรรมในพุทธศาสนาตัดสินการกระทำนี้อย่างไรแล้ว ก็ถึงประเด็นว่า “ถ้าเราเลือกที่จะทำ” พุทธศาสนาจะมองอย่างไร ประเด็นนี้น่าจะตรงกับคำว่า “ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม” (ethical dilemmas)  เช่น ที่ปรากฏในพุทธประวัติว่า พระพุทธเจ้าเลือกพูดแรงๆกับครอบครัวนางมาคันธิยา เพียงเพราะจะทำให้พ่อแม่ของนางบรรลุธรรม แม้จะทราบว่าจะทำให้นางมาคันธิยาโกรธและทำให้เกิดการฆ่านางสามาวดีพร้อมบริวารอีก 500 คน ก็ตาม หรือชาวประมงรู้ว่า อาชีพของตนเองเป็นการฆ่าสัตว์ผิดศีลธรรม แต่ก็ต้องประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีวิต ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นในที่นี้เราจะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ในมุมมองพุทธ โดยเฉพาะในแง่ศีลธรรมว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

 

2. หลักเบญจศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร

          ในกรณีของ “การทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน” นั้น หลักพุทธจริยธรรมที่ใช้ในการตัดสินเบื้องต้นก็คือ หลักศีล ๕ ข้อที่ ๓ คือ กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม กล่าวคือ

 

คำว่า “กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี” แปลว่า “เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม” [1] คำว่า “กาม” (กาเมสุ) ในเบญจศีลนี้ใน อรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร หมายถึง เมถุนสมาจาร[2] การเสพเมถุนธรรม หรือ การมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง

 

ในแง่นี้จึงหมายถึง การมีเจตนางดเว้นจากการเบียดเบียน หรือล่วงละเมิดทางกายในเรื่องเพศต่อบุคคลต้องห้าม ได้แก่ บุคคลที่มีคู่ครองแล้ว หรือบุคคลที่มีคนที่รักและหวงแหน เป็นต้น สมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) มองว่าสาระสำคัญของศีลข้อนี้ได้แก่ การดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนหรือล่วงละเมิดบุคคลอื่นทางด้านคู่ครอง บุคคลที่มีคนรักหวงแหน ไม่ประพฤติผิดประเพณีทางเพศ ไม่นอกใจคู่ครองของตน[3]

เหตุผลหรือจุดประสงค์ที่มีการบัญญัติศีลข้อ ๓ ว่าด้วยข้อกาเมสุมิจฉาจารนี้ พระผู้มีพระ-ภาค ได้ตรัสไว้กับชาวเวฬุทวารคามว่า

 

... อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ข้อที่บุคคลพึงประพฤติล่วงภรรยาของเราข้อนั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา อนึ่ง ข้อที่เราพึงประพฤติล่วงภรรยาของผู้อื่นนั้น ก็ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจแม้ของผู้อื่น

สิ่งใดไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา สิ่งนั้นก็ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจแม้ของผู้อื่น สิ่งใดไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา เราจะนำสิ่งนั้นไปผูกมัดกับผู้อื่นได้อย่างไร

อริยสาวกนั้นพิจารณาอย่างนี้แล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกามด้วย กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามด้วย กายสมาจารนี้ของอริยสาวกนั้นย่อมบริสุทธิ์ทั้ง ๓ ส่วนดังที่กล่าวมานี้[4]

 

              แสดงว่า พระพุทธศาสนาบัญญัติศีลข้อนี้ตามหลักธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีธรรมชาติรักตนเอง รักบุตรธิดาและภรรยาสามีของตนเอง ไม่ต้องการให้ผู้อื่นมาแย่ง หรือครอบครองบุคคลที่ตนรักไปจากตัวเป็นธรรมดา เมื่อเรามีความรู้สึกและความต้องการเช่นนี้ คนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกับเรา ดังนั้นเราจึงไม่ควรไปล่วงละเมิดบุคคลอันเป็นที่รักของคนอื่น ศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารจึงเกิดขึ้น หรือถ้าจะกล่าวตามหลักการสมัยใหม่ถือว่า ศีลข้อนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ (right)[5] ของคนอื่น ในที่นี้ได้แก่ สิทธิบุตรธิดาและภรรยาหรือสามีนั่นเอง

 

            นอกจากนี้ จากการประมวลเหตุผลที่มีการบัญญัติศีลข้อ ๓ ว่าด้วยข้อกาเมสุมิจฉาจารจากนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา พบว่าสามารถสรุปได้เป็น ๓ ประการ คือ

            (๑) เพื่อให้รู้จักยับยั้งควบคุมตนเองในทางกามารมณ์ หรือเรื่องรักใคร่ไม่ให้ผิดศีลธรรม ที่เรียกว่า กามสังวร คือ การสำรวมระมัดระวังในการบริโภคกามไม่ให้เกิดเป็นโทษแก่ตนเอง ผู้อื่น และสังคม ไม่ประพฤติสำส่อนทางเพศ ซึ่งมีอยู่ดากดื่นในหมู่สัตว์เดรัจฉาน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่สูงอยู่แล้ว จึงไม่ควรทำเช่นนั้น

            (๒) เพื่อให้มีความยินดีด้วยคู่ครองของตน หรือยินดีเฉพาะคู่ครองของตน ที่เรียกว่า สทารสันโดษ ถึงแม้ว่าโดยหลักการกว้างๆ จะเปิดให้เกี่ยวกับจำนวนคู่ครอง มิได้กำหนดไว้ตายตัวว่า คนเดียว หรือ กี่คน สุดแต่ตกลงยินยอมกันโดยสอดคล้องกับประเพณีและบัญญัติของสังคม โดยถือสาระว่า ไม่ละเมิดคู่ครอง หรือของหวงห้ามที่เป็นสิทธิของผู้อื่น ไม่ละเมิดฝ่าฝืนความสมัครใจของคู่กรณี และไม่นอกใจคู่ครองของตน[6]

          (๓)  เพื่อป้องกันความแตกร้าวในสังคม ทำให้คนที่อยู่ในสังคมไว้วางใจกันและกันได้ เพราะความประพฤติผิดในทางประเวณีนั้น เป็นชนวนให้เกิดความแตกร้าวในระหว่างสามีภรรยาได้ ทั้งสามีและภรรยาคู่นั้นยังจะผูกใจเป็นศัตรูต่อชายหญิงที่เป็นชู้นั้นอีก ในที่สุดสามีภรรยาคู่นั้นก็จะไม่วางใจซึ่งกันและกัน ความประพฤติผิดในกามนี้ท่านจัดเป็น “บาป” ห้ามทั้งชายและหญิง เพราะต่างก็เป็นวัตถุต้องห้ามของกันและกัน[7]

 

          นี่คือ เหตุผลหรือจุดประสงค์ที่พระพุทธศาสนาได้บัญญัติเบญจศีลข้อว่าด้วยกาเมสุมิจฉาจาร เพื่อเป็นหลักจริยธรรมพื้นฐานสำหรับผู้ครองเรือนในทางโลก

 

 

3. เกณฑ์การตัดสินการประพฤติผิดในกาม

 

          พระพุทธศาสนาถือว่า การที่บุคคลจะชื่อว่า “เป็นผู้ประพฤติผิดประเวณี” หรือ “ผิดจริยธรรมว่าด้วยข้อกาเมสุมิจฉาจาร” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ผิดศีล” หรือ “ละเมิดศีล” นั้น ก็ต่อเมื่อประกอบด้วยองค์ประกอบแห่งการกระทำ ๔ ประการครบสมบูรณ์[8]   กล่าวคือ

 

                (๑) เป็นบุคคลต้องห้าม

                บุคคลต้องห้ามตามศีลข้อนี้ ได้แก่ ชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยา หรือมีคู่หมั้นแล้ว ชาย/หญิงที่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นผู้ปกครองดูแล ชาย/หญิงนักบวช และชาย/หญิงที่กฎหมายห้าม[9]

                บุคคลเหล่านี้ย่อมเป็นบุคคลต้องห้ามสำหรับชาย/หญิงทุกคน แต่การเป็นบุคคลต้องห้ามนี้มีระยะเวลาของมันเอง เช่น ชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยาแล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต หรืออย่าร้างกัน ย่อมถือว่าพ้นจากการเป็นบุคคลต้องห้าม หรือชาย/หญิงโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมถือว่าพ้นจากการเป็นบุคคลต้องห้ามตามข้อนี้

 

                (๒) มีจิตมุ่งมั่นยินดีที่จะมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต้องห้าม

                การมีจิตมุ่งมั่นปรารถนาและยินดีที่จะมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต้องห้ามนั้นเรียกอีกอย่างว่า “มีเจตนา” ที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั่นเอง หากไม่มีเจตนา เช่น ถูกบังคับข่มขืน ย่อมไม่เข้ากับกฎข้อนี้ ในกรณีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างบุคคล 2 คน หรือมากกว่า 2 คนนั้นถือว่า บุคคลใดมีเจตนา บุคคลนั้นย่อมถือว่าเป็นการกระทำ “ผิดศีล” แต่ถ้าบุคคลใดไม่มีเจตนาย่อมถือว่า “ไม่ผิดศีล” เช่นกัน เช่น นาย ก บังคับข่มขืนนาง ข ย่อมถือว่า นาย ก ผิดศีล ส่วนนาง ข ย่อมไม่ผิดศีล เพราะไม่มีเจตนานั่นเอง

 

                (๓) มีความพยายามในการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต้องห้าม

                ความพยายามนี้ หมายถึง การกระทำทุกอย่างของชาย/หญิงตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ เช่น การวางแผน การพูดจา การสัมผัสและอื่นๆ จนกระทั่งในขณะมีเพศสัมพันธ์ทุกอย่าง ย่อมถือเป็นการมีความพยายามทั้งสิ้น

 

                (๔) อวัยวะเพศของทั้งสองฝ่ายได้สัมผัสกัน

                อวัยวะเพศของทั้งสองฝ่ายได้สัมผัสกันหรือได้สัมผัสกับอวัยวะอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ อวัยวะเพศ ทวารหนัก และปาก ไม่ว่าจะในขณะขยับ หรือขณะหยุดอยู่ แม้แต่เพียงการสัมผัสกันเพียงนิดเดียวเท่าเมล็ดงา ก็ถือว่า ได้มีเพศสัมพันธ์กันขึ้นแล้ว

 

 

          เมื่อนำเกณฑ์เหล่านี้มาพิจารณาเกี่ยวกับ “พฤติกรรมการอยู่ก่อนแต่ง พบว่า

            1) ถ้าเป็นชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยาแล้ว ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลอื่นที่มีสามีหรือภรรยาแล้ว ตามศีลข้อนี้ ถือว่า “ทั้ง 2 ฝ่ายต่างผิดศีลข้อนี้” เพราะต่างคนต่างเป็น “บุคคลต้องห้ามของกันและกัน” หากพิจารณาในแง่การละเมิดถือว่า มีความผิด 2 ประการ คือ

                        ประการแรก ผิดต่อสามีหรือภรรยาตนเอง

                        ประการที่สอง ผิดต่อสามีหรือภรรยาคนอื่น

            2) ถ้าชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยาแล้วไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนโสด ตามศีลข้อนี้ ถือว่า “ทั้ง 2 ฝ่ายต่างผิดศีลข้อนี้” เพราะต่างคนต่างเป็น “บุคคลต้องห้ามของกันและกัน” (คนมีสามีหรือภรรยาแล้วเป็นบุคคลต้องห้ามของคนโสด ในขณะที่คนโสดก็เป็นบุคคลต้องห้ามของคนที่มีสามีหรือภรรยาแล้วเช่นเดียวกัน) หากพิจารณาในแง่การละเมิดถือว่า

            คนมีสามีหรือภรรยาแล้วมีความผิด 2 ประการ ถ้าคนโสดคนนั้นเป็นบุคคลต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นผู้ปกครองดูแล เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่กฎหมายห้ามเช่นอายุไม่เกิน 15 ปี เพราะนอกจากจะ “มีความผิดต่อสามีหรือภรรยาตนเอง” แล้ว ยังถือว่าเป็น “ความผิดต่อพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่เป็นผู้ปกครองดูแล” หรือ “ผิดต่อธรรมเนียมประเพณีของนักบวช” หรือ “ผิดต่อกฎหมาย”

            แต่ถ้าคนมีสามีหรือภรรยาแล้วมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะชื่อว่ากระทำผิดศีลข้อนี้ก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของการละเมิดย่อมถือว่ามีความผิดเพียงประการเดียวทั้งสองฝ่ายเท่านั้น คือ คนที่มีสามีหรือภรรยาแล้วย่อมชื่อว่า “มีความผิดต่อสามีหรือภรรยาของตนเองเท่านั้น” ส่วนฝ่ายคนโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมชื่อว่า “มีความผิดต่อสามีหรือภรรยาของคนอื่นเท่านั้น”

           

            3) ส่วนชาย/หญิงโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ถ้าไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชาย/หญิงโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมถือว่า “ทั้ง 2 ฝ่าย” ไม่ใช่บุคคลต้องห้ามของกันและกัน ตามศีลข้อนี้ถือว่า “ไม่ผิดศีล” หรือเมื่อพิจารณาในแง่ของการละเมิดย่อมถือว่า “ไม่มีการละเมิดใคร” ดังที่ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ[10] และสมภาร พรมทา[11] มองว่า “หากทั้งคู่เป็นโสดและบรรลุนิติภาวะแล้ว ถือว่าไม่ผิดศีลข้อที่ 3” แสดงให้เห็นว่า ชายหญิงโสดและบรรลุนิติภาวะแล้ว มีพฤติกรรมทดลองอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา หรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานไม่ผิดเบญจศีลข้อ 3 ข้อกาเมสุมิจฉาจาร

            ประเด็นคือ เมื่อไม่ผิดศีลแล้ว ย่อมถือว่าการกระทำนั้น “ถูกต้อง” ตามหลักพุทธศาสนาใช่หรือไม่ ถ้า “ใช่” ย่อมแสดงว่า การกระทำนั้นสามารถทำได้ และพระพุทธศาสนาเห็นด้วยกับการกระทำนั้นใช่หรือไม่ ในประเด็นนี้เราจะพิจารณาในบทความต่อไป

 

โปรดติดตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความชิ้นนี้เรียบเรียงมาจาก

1) พระอำนาจ เขมปญฺโญ (ยอดทอง). (2551). “พุทธจริยธรรมกับประเด็นปัญหาจริยธรรม: กรณีศึกษาการทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานในสังคมไทยปัจจุบัน”. สารนิพนธ์รายวิชาสัมมนาพระพุทธศาสนากับวิทยาการโลกยุคใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

2) อำนาจ ยอดทอง. (2560). “การทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานของชาย-หญิงโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว: วิเคราะห์มุมมองในพระพุทธศาสนา”. วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน): น. 77-96.

 



[1] ที. ปา. (ไทย) ๑๑ / ๓๑๕ / ๓๐๒ – ๓๐๓, อภิ. วิ. (ไทย) ๓๕ / ๗๐๓ / ๔๔๗.

[2] ม. มู. อ. (ไทย) ๑๗ /๕๔๙ . ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย.

[3] พระธรรมปิฏก (ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับธรรมทาน-ให้เปล่า), พิมพ์ครั้งที่ ๑, หน้า ๗๖๙.

[4] สํ. ม. (ไทย) ๑๙ / ๑๐๐๓ / ๕๐๓.

[5]สิทธิ (right) หมายถึง ข้ออ้างในการครอบครองสิ่งต่างๆ ได้แก่ ตัวเรา และสิ่งที่เราครอบครองเป็นเจ้าของอยู่ [สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้ง และการุณยฆาต, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘), หน้า ๕๙.].

[6] พระธรรมปิฏก (ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับธรรมทาน - ให้เปล่า), พิมพ์ครั้งที่ ๑, หน้า ๗๗๓ – ๗๗๔.

[7] คณาจารย์สำนักพิมพ์พิมพิ์เลี่ยงเซียง, วิชาเบญจศีลเบญจธรรม ธรรมศึกษาชั้นตรีฉบับมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเซียง, ๒๕๔๗), หน้า ๒๒.

[8] ที. ปา. อ. (ไทย) ๑๖ / ๓๙๗ ; ม. มู. อ. (ไทย) ๑๗ /๕๔๙ . ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย.

[9] ที. ปา. อ. (ไทย) ๑๖ / ๓๙๖ – ๓๙๗ ; ม. มู. อ. (ไทย) ๑๗ / ๕๔๘ – ๕๔๙ . ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย.

[10] กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. ปีพัฒนาการศึกษาสงฆ์ 2537-2539 : เบญจศีลและเบญจธรรม (ฉบับให้เปล่า). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2537), หน้า 14.

 

[11] สมภาร พรมทา. พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้ง และการุณยฆาต. พิมพ์ครั้งที่ 3. (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2548), หน้า 59.




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]