• amchinjang
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : amchinjang@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2020-06-22
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 2706
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
ความรัก(Love)ในมุมมองพุทธศาสนา
การนำคำสอนในทางพระพุทธศาสนามาอธิบายเรื่องความรักและชีวิตครอบครัว เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสมัยใหม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/loveinbuddhismamchinjang
วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2563
Posted by amchinjang , ผู้อ่าน : 244 , 19:24:19 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความรัก

ภาคที่ 2 ชีวิตรัก ชีวิตคู่ เรียนรู้จากคำสอนพุทธ

 

 

ตอนที่ 05

 

อยู่ก่อนแต่ง (4):

ชาย/หญิงโสด กับ ชาย/หญิงโสด ผิดศีลหรือไม่

 

โดย ผศ.ดร.อำนาจ ยอดทอง

อาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนากับการพัฒนา

ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

1. บอกกล่าวเบื้องต้น

 

ในบทความตอนที่ 04 ที่ผ่านมาเราได้พิจารณาถึงเกณฑ์ตัดสินตามหลักศีลข้อ 3 การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร) โดยมีกฎในการตัดสินว่าผิดศีลหรือไม่อยู่ 4 ประการ คือ

    (1) การเป็นบุคคลต้องห้ามของอีกฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย

    (2) มีเจตนาและยินดีในการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต้องห้าม

    (3) แสดงออกหรือแสดงความพยายามที่จะมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลต้องห้าม

    (4) อวัยวะเพศสัมผัสกับอวัยวะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อวัยวะเพศทวารหนัก และปาก

 

ในการนำกฎเกณฑ์เหล่านี้มาพิจารณาเกี่ยวกับ “พฤติกรรมอยู่ก่อนแต่ง” ระหว่างชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยาแล้ว กับ ชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยาแล้ว หรือ ระหว่างชาย/หญิงที่มีสามีหรือภรรยาแล้ว กับ ชาย/หญิงที่เป็นโสดพบว่า ถือว่าเป็นการกระทำที่ “ผิดศีล” ส่วนความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคนโสดกับคนโสดนั้นเราจะพิจารณาในหัวข้อนี้

 

2. การทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานระหว่าง “คนโสด”กับ “คนโสด” ตามหลักเบญจศีล

  

            ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ประการแรกคือ “ชายโสดและหญิงโสดนั้น จัดเป็นบุคคลต้องห้ามตามสิกขาบทเหล่านี้หรือไม่?”

            ในการพิจารณาประเด็นนี้ เราจะแบ่งการพิจารณาเป็น ๓ กรณี คือ

                กรณีที่ ๑ ชายโสดหรือหญิงโสดมีอายุต่ำกว่า๒๐ ปี คือ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

                กรณีที่ ๒ คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่บรรลุนิติภาวะ

                กรณีที่ ๓ ทั้งสองฝ่ายบรรลุนิติภาวะแล้ว

 

            เมื่อเป็นเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมต้องมีประเด็นเรื่องการบรรลุนิติภาวะเป็นปัจจัยเพิ่มเข้ามา?”

            เหตุผลก็คือ เนื่องจากกฎหมายไทย ถือว่า คนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ สามารถดูแลและรับผิดชอบตัวเองได้ตามกฎหมาย และที่สำคัญสามารถแต่งงานได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา หรือผู้ปกครองของตน เพราะถือว่าพ้นจากภาวะการเป็นผู้เยาว์ที่จะต้องมีผู้ปกครองแล้วซึ่งประเด็นนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องในกรณีของชายหญิงที่มีผู้ปกครองดูแลรักษาตามหลักศีลธรรม ว่าพ้นจากผู้ดูแลรักษาแล้ว สามารถตัดสินใจ แต่งงานได้ตามกฎหมาย[1]  อันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการวินิจฉัย ดังนั้น ทั้ง ๓ กรณีนี้ต่างก็มีผลทางจริยธรรมที่แตกต่างกัน

 

            นอกจากนี้ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในทางกฎหมายถือว่าเป็นผู้เยาว์ และการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก (ผู้เยาว์) อายุไม่เกิน ๑๕ ปี แม้เด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม (แม้บิดามารดายินยอมก็ตาม) ถือว่า เป็นการชำเราเด็ก หรือการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์[2] เพราะถือว่าอายุเพียงเท่านี้ ยังไม่มีความรู้สึกผิดชอบพอที่จะให้ความยินยอมได้[3]

            ส่วนเด็กที่อายุเกิน ๑๕ ปี แต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หากจะหมั้นหรือแต่งงานจะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองก่อน หากมีเพศสัมพันธ์แม้ด้วยความเต็มใจถือว่าเป็นการพรากผู้เยาว์ เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้เป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กนั้น ซึ่งมีสิทธิ์เหนือเด็กตามกฏหมาย[4]

            กฏหมายทั้ง ๒ ประการที่เกี่ยวข้องนี้แสดงให้เห็นว่าในสังคมไทยปัจจุบัน (และสังคมโลก) ต่างให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กและสตรีอย่างมาก และถือว่า ทั้งชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แม้กระทั่งในเรื่องเพศสัมพันธ์

 

 

            ดังนั้น หากพิจารณาประเด็นทางจริยธรรมในด้านของการล่วงละเมิดศีลข้อ ๓ กาเมสุมิจฉาจารนั้น ในสังคมไทยปัจจุบันถือว่า มีการล่วงละเมิด ๕ ประการด้วยกันคือ

            ประการที่ ๑ เป็นการล่วงละเมิดภรรยาหรือสามีของคนอื่น

            ประการที่ ๒ การล่วงละเมิดภรรยาหรือสามีของตนเอง

            ประการที่ ๓ การล่วงละเมิดบิดามารดา หรือผู้ปกครองของคนอื่น หากยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเป็นผู้เยาว์อยู่

            ประการที่ ๔ การล่วงละเมิดบิดามารดา หรือผู้ปกครองของตนเอง ในกรณีที่เป็นผู้เยาว์

            ประการที่ ๕ การล่วงละเมิด (ทางเพศ) ต่อผู้เยาว์ (ทั้งชายและหญิง) ในกรณีที่มีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี

 

            การล่วงละเมิดทั้ง ๕ ประการนี้ การล่วงละเมิดประการที่ ๑ และที่ ๓ เป็นการล่วงละเมิดผู้อื่น ส่วนการล่วงละเมิดประการที่ ๒ และ ๔ เป็นการล่วงละเมิดตนเอง เพียงแต่ในสังคมไทยถือว่าถ้าเป็นเด็กหรือผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตามถือว่าเป็นการล่วงละเมิดผู้อื่น คือ ผู้ปกครอง ที่มีสิทธิ์เหนือชายหญิงนั้นด้วย (ซึ่งต่างจากสังคมอินเดียโบราณซึ่งถือว่ามีเฉพาะหญิงเท่านั้น) และประการสุดท้ายซึ่งสังคมอินเดียโบราณไม่มี คือ การละเมิดตัวผู้กระทำเอง (ทั้งชายและหญิง) ในกรณีที่มีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี แม้จะมีความยินยอมก็ตาม ดังนั้น ผลในทางจริยธรรมจึงมีความผิดแตกต่างกันทั้ง ๓ กรณี คือ

 

            กรณีที่ ๑ ทั้งสองฝ่ายยังไม่บรรลุนิติภาวะ

            ทั้งสองฝ่ายยังไม่บรรลุนิติภาวะ หมายถึง ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นโสด (เป็นโสดโดยยังไม่แต่งงานหรือเป็นโสดโดยยังไม่มีพฤติกรรมทางเพศกับใคร) และยังมีอายุไม่ถึง ๒๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งตามหลักกฏหมายไทยถือว่ายังเป็นเด็ก (ผู้เยาว์) ทั้งคู่ หากมีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกัน แม้โดยความยินยอมพร้อมใจกัน โดยที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่ทราบนั้น ประเด็นการล่วงละเมิดในข้อที่ ๑ และ ๒ ถือว่าตัดไป จึงพิจารณาประเด็นที่เหลือ คือ

            ในกรณีนี้ ฝ่ายหญิง จัดเป็นหญิงต้องห้ามสำหรับชาย ส่วนชายไม่ใช่ชายต้องห้ามสำหรับหญิง (หญิงจึงไม่ผิดในฐานะล่วงละเมิดชาย แต่อาจผิดในฐานะอื่น) จึงถือว่า หญิงผิดสถานเดียว คือ เป็นการล่วงละเมิดบิดามารดา หรือผู้ปกครองของตนเอง (เพราะท่านมีสิทธิ์เหนือผู้เยาว์ แม้ในเรื่องเพศสัมพันธ์การหมั้น และการแต่งงาน) ส่วนชายผิด ๓ สถาน คือ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อหญิง  ล่วงละเมิดสิทธิของบิดามารดาหรือผู้ปกครองของหญิง และล่วงละเมิดบิดามารดาหรือผู้ปกครองของตนเอง

 

            กรณีที่ ๒ คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่บรรลุนิติภาวะ

            ในกรณีนี้ หากฝ่ายชายบรรลุนิติภาวะ หญิงไม่บรรลุนิติภาวะ ถือว่าหญิงผิดสถานเดียว คือ เป็นการล่วงละเมิดบิดามารดา หรือผู้ปกครองของตนเอง ส่วนชายผิด ๒ สถาน คือ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อหญิง  และล่วงละเมิดสิทธิของบิดามารดาหรือผู้ปกครองของหญิง

            แต่ในกรณีที่ฝ่ายชายยังไม่บรรลุนิติภาวะ (ยังเป็นเด็กหรือผู้เยาว์) แต่หญิงบรรลุ         นิติภาวะแล้ว ถือว่า หญิงผิด ๒ สถาน คือ เป็นการล่วงละเมิดชายในฐานะที่เป็นเด็กหรือผู้เยาว์ ซึ่งบิดามารดามีสิทธิ์เหนือกว่า (ตามหลักกฏหมายไทยในปัจจุบันว่าด้วยการกระทำชำเรา และการพรากผู้เยาว์) และล่วงละเมิดบิดามารดา หรือผู้ปกครองของชายที่เป็นเด็กหรือผู้เยาว์ ส่วนชายผิด สถานเดียว คือ เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของบิดามารดาหรือผู้ปกครองของตนเองเท่านั้น

 

            กรณีที่ ๓ ทั้งสองฝ่ายบรรลุนิติภาวะแล้ว

            ทั้งสองฝ่ายบรรลุนิติภาวะแล้ว หมายถึง ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว (รวมถึงผู้ที่อายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ แต่เป็นผู้บรรลุนิติภาวะโดยการแต่งงาน) ในกรณีนี้ ทั้งชายและหญิงเป็นคนโสด และยังไม่แต่งงาน (รวมทั้งที่เป็นโสดโดยการหย่าขาดจากอีกฝ่ายด้วย) แต่ได้เสียกันก่อน หากทั้งคู่บรรลุนิติภาวะแล้ว ถือว่าไม่ผิดศีลข้อที่สาม”[5] เพราะทั้งชายและหญิงไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามของกันและกันตามสิกขาบทข้อกาเมสุมิจฉาจาร จึงถือว่าไม่มีการละเมิดเกิดขึ้น ถึงแม้ว่า ทั้งชายและหญิงจะมีผู้ปกครองที่คอยรัก หรือหวงแหนอยู่ก็ตาม ท่านกล่าวเพียงว่า ผู้ปกครองมีมารดาเป็นต้น สามารถกระทำได้เพียงห้ามกันความประพฤติอันไม่สมควรของชายหญิงเท่านั้น แต่กระนั้น ฝ่ายชายหญิงก็ไม่ควรประพฤตินอกใจท่าน เป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง และได้รับความอับอายขายหน้า ทั้งแก่ตนเองและครอบครัว รวมทั้งญาติมิตรอีกด้วย[6]

 

            ดังนั้น เมื่อพิจารณาเบญจศีลในบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่แล้ว พบว่า ในกรณีที่ชายหญิงโสดคู่นั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ถือว่าทั้งสองฝ่ายผิดหลักเบญจศีล หรือเป็นกาเมสุมิจฉาจาร เพียงแต่รายละเอียดในความผิด หรือการละเมิดของแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน แต่กรณีที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุนิติภาวะแล้ว ถือว่าทั้งสองฝ่ายไม่ผิดศีลในข้อนี้

 

            ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ เมื่อไม่ผิดศีล แสดงว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ซึ่งจะพิจารณาในมุมมองของธรรมหรือตามทำนองคลองธรรมในหัวข้อถัดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความชิ้นนี้คัดและเรียบเรียงมาจาก

1) พระอำนาจ เขมปญฺโญ (ยอดทอง). (2551). “พุทธจริยธรรมกับประเด็นปัญหาจริยธรรม: กรณีศึกษาการทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานในสังคมไทยปัจจุบัน”. สารนิพนธ์รายวิชาสัมมนาพระพุทธศาสนากับวิทยาการโลกยุคใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

2) อำนาจ ยอดทอง. (2560). “การทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานของชาย-หญิงโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว: วิเคราะห์มุมมองในพระพุทธศาสนา”. วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน): น. 77-96.

 

 

 

 

 

 

 



[1] ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙ ได้ระบุไว้ว่า “บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์ และบรรลุนิติภาวะ เมื่อมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์” และ (๒) มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ แต่ได้แต่งงานตามกฏหมายแล้ว ดังความตามนัยแห่งกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐ ได้ระบุไว้ว่า “ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๔๘” [ชยกร (อรรถสิทธิ์) ชื่นสงวน, ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ ฯลฯ ฉบับสมบูรณ์ (แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดเป็นปัจจุบัน), พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อักษราพิพัฒน์, ๒๕๔๙), หน้า ๒๐.],

และบทบัญญัติมาตรา ๑๔๔๘ ได้ระบุว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้” [ชยกร (อรรถสิทธิ์) ชื่นสงวน, ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ ฯลฯ ฉบับสมบูรณ์ (แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดเป็นปัจจุบัน), พิมพ์ครั้งที่ ๖, หน้า ๔๘๖.].

[2]กฏหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท การกระทำชำเรา ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต [กฏหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ มีผลบังคับใช้แต่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๐ เป็นต้นไป ใน jam_noyam, กฎหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับเพศ,วันที่ อังคาร ตุลาคม ๒๕๕๐, <http://www.oknation.net/blog/print.php?id=127318>.]

[3]สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล,รศ.ดร., กฏหมายอาญาที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน,                                         <http://law.tu.ac.th/law_center/law_document/book2/b2-5.html>, Copyright © 2001 by Faculty of Law Thammasat University.

            [4] กฏหมายอาญา มาตรา ๓๑๙  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไป เสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และ ปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท  [สำนักงานกฏหมายพีศิริ ทนายความ, พรากผู้เยาว์อายุกว่า ๑๕ ปี, <http://www.peesirilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538638905&Ntype=30>, Copyright © 2000-2008 All Rights Reserved.].

[5] สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร์ โสเภณี ทำแท้ง และการุณยฆาต, พิมพ์ครั้งที่ ๓, หน้า ๘๒.

[6] ฝ่ายวิชาการ กองศาสนศึกษา กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, ปีพัฒนาการศึกษาสงฆ์ ๒๕๓๗ – ๒๕๓๙ : “เบญจศีลและเบญจธรรม” (ฉบับให้เปล่า), (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๗), หน้า ๑๔.




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]