*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 3741 , 12:28:52 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

บทที่ 1: ความเป็นมาในอดีตเกี่ยวโยงถึงโลกอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

      จริง ๆ แล้วเรื่องราวของการบริหารคุณภาพ (Quality Management System) เพิ่งมีให้เห็นเป็นรูปธรรม หรือคนเริ่มมารู้จักกันจริง ๆ ก็เมื่อร้อยกว่าปีมานี่เอง สาเหตุมาจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงนั้น จึงมีผู้รู้หลายท่านได้แบ่งยุคการบริหารจัดการออกมาเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองมาดูกันว่าเขาจัดแบ่งกันอย่างไร

      เมื่อมาดูวิวัฒนาการของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ก็มีทฤษฎีหลายอย่าง ที่ผมว่าเป็นทฤษฎีก็เพราะมาจากการประมวลสรุปปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยข้อมูลที่พอจะเก็บหรือขุดค้นได้ ซึ่งก็มีหลายทฤษฎีที่ยังไม่สามารถหาทางพิสูจน์ได้ หรือไม่มีทางพิสูจน์ได้เลย

      ตัวอย่างเช่น ทฤษฎี Big Bang ที่กล่าวถึงการกำเนิดขึ้นของจักรวาล (Universe) ว่าเกิดจากการระเบิดใหญ่ที่มีผลออกมาเป็นกาแล็กซี่ หรือดวงดาวมากมาย ก็หาทางพิสูจน์ได้ยาก แต่บางทฤษฎีก็พิสูจน์ได้เช่น ที่กาลิเลโอบอกว่าโลกกลม ตอนแรกก็ตั้งเป็นทฤษฎีมาก่อนเหมือนกัน เพราะมาจากการเฝ้าสังเกต แล้วก็ถูกบีบคั้นจนต้องเลิกคิดค้นต่อเพราะไปขัดกับหลักศาสนาที่ผู้มีอำนาจเขาเชื่อกัน แต่ตอนหลังวิทยาศาสตร์ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกกลมจริง ๆ

      ที่ผมกล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ยังพิสูจน์กันให้เห็นชัด ๆ ไม่ได้เหมือนกัน แต่มีความเป็นไปได้สูง เพราะข้อมูลหรือหลักฐานที่เก็บมาได้ค่อนข้างจะทำให้ผู้อื่นเชื่อได้ เช่น โครงกระดูกโบราณของบรรพบุรุษของมนุษย์ที่ค่อย ๆ แปลงมาจากพวกลิง  ผมเคยได้ยินคนแย้งว่าถ้ามนุษย์เราวิวัฒนาการมาจากลิงจริง ก็น่าจะมีพวกกึ่งลิงกึ่งคนให้เห็นกันอยู่บ้าง มันก็น่าคิดก็ลองเดาๆเอาดูว่ามันมีแบบนี้บ้างใหม ทีนี้มาดูกันเป็นยุค ๆ

       ยุคที่หนึ่ง: มนุษย์ถ้ำ (Cave-Man Age or Prehistoric Age)

      มนุษย์ยุคแรก ๆ จะอาศัยกันอยู่ในถ้ำ คงมีสภาพไม่ต่างไปจากสัตว์ทั่ว ๆ ไป เมื่อหิวก็ออกไปหากิน อิ่มก็กลับมานอน ช่วงนี้ถือว่าเป็นยุคที่หนึ่งคือ ยุคมนุษย์ถ้ำ ไม่มีอะไรน่าสนใจในด้านการบริหารจัดการ ในยุคนี้ปรมาจารย์หลายท่านเรียกว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์

       ยุคที่สอง: ยุคเกษตรกรรม (Agriculture Age)

      เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป สมองของมนุษย์ก็เริ่มมีพัฒนาการ และด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ก็เริ่มเก็บสะสมอาหารเอาไว้กินยามขาดแคลน เริ่มเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์  ในเวลาเดียวกันก็เริ่มมีแนวคิดแบ่งงานกันทำตามความถนัด ใครเก่งไปล่าสัตว์หรือเป็นพวกนักรบก็ออกไป ใครไม่เก่งก็เป็นกองหลังอยู่ที่บ้าน ต่อมาก็เริ่มรู้จักการค้า โดยการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันและกัน

      ยุคนี้อยู่กันอย่างมีความสุข เราเรียกยุคนี้ว่ายุคเกษตรกรรม การบริหารจัดการไม่มีอะไรมากนัก การผลิตขึ้นกับการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ และต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก จะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตอนธรรมชาติแปรปรวน แต่ก็ไม่กระทบมากนัก เพราะธรรมชาติยังมีความสมดุลดีอยู่

       ยุคที่สาม: ยุคอุตสาหกรรม (Industrial Age)

         ในปลายยุคเกษตรกรรมนี่เองถือว่ามนุษย์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรมในราวปลายศตวรรษที่ 18 – 19 (ช่วงศตวรรษที่ 18 คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1701-1800 และศตวรรษที่ 19 คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1801-1900 เพราะฉะนั้นปลายศตวรรษที่ 18 ก็อาจเป็นปี ค.ศ. 1770 หรือ ค.ศ. 1780 หรือ ค.ศ. 1790)) โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) เริ่มจากการเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม และปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงแบบถล่มทลายเลยทีเดียวเพื่อปรับให้เข้ากับระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม โดยประเทศอังกฤษเป็นผู้เริ่มต้นก่อน จากนั้นก็แพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ ที่เป็นที่ตั้งของประเทศสำคัญ 2 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา และแคนนาดา ต่อจากนั้นก็เข้าไปสู่เอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา      

      หากจะดูว่ากลุ่มไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบก็ต้องเป็นภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม (Industrial Manufacturing) ภาคเกษตรกรรม (Agriculture) และก็ภาคขนส่ง (Transportation)  ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือคนที่ทำมาหากินในภาคต่าง ๆ เหล่านี้ที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมีการใช้เครื่องจักรเข้ามาแทนแรงงานคน คนที่เคยใช้แรงงานในภาคการเกษตรก็ต้องมาเรียนรู้การใช้เครื่องจักรแทน

      ความจริงแล้วหนังสือเล่มนี้จะแบ่งเป็นเรื่องประวัติระบบการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ แต่ก็จำเป็นต้องกล่างถึงเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะเกี่ยวโยงกับระบบการบริหารจัดการพอสมควร ดังนั้นจะขอต้องพอหอมปากหอมคอเอาแต่ที่สำคัญๆ จริงเท่านั้น

      ในปี ค.ศ. 1712 (พ.ศ. 2255) โทมัส นิวโคเมน (Thomas Newcomen) คนอังกฤษ เป็นผู้คิดเครื่องจักรไอน้ำ (Steam Engine) ออกมาใช้เชิงพาณิชย์ได้เครื่องแรก ซึ่งถือเป็นการได้แหล่งพลังงานเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากพลังงานลม และพลังงานน้ำ เครื่องจักรตัวนี้นำไปใช้ในเหมืองแร่ถ่านหิน โดยเข้าไปแทนที่การใช้พลังงานน้ำ ที่เดิมต้องใช้น้ำฉีด

 

                                            รูปที่ 1 เครื่องจักรไอน้ำของโทมัส นิวโคเมน

 

      อีก 12 ปีต่อมาคือในปี ค.ศ. 1733 (พ.ศ. 2276) จอห์น เคย์ (John Kay) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษคิดค้นกระสวยบิน (Flying Shuttle) ที่เปลี่ยนแปลงวงการอุตสาหกรรมทอผ้าเลยทีเดียวเพราะที่ทำอยู่เดิมทำงานได้ช้า ทอได้ไม่กี่แบบ และหน้ากว้างของผ้าก็จำกัด หน้าตาเจ้ากระสวยก็มีลักษณะตามรูปด้านล่าง

 

 รูปที่ 2  Flying Shuttle ของจอห์น เคย์

       พอนำกระสวยบินมาใช้กับเครื่องจักรก็ทำให้ด้ายขาดตลาดทันที เพราะผลิตด้ายไม่ทันตามความต้องการ ทำให้มีการคิดค้นเครื่องปั่นด้ายตามมา

       ในปี ค.ศ. 1765 (พ.ศ. 2308) เจมส์ ฮากรีฟวิส (James Hargreaves) ชาวอังกฤษก็ประดิษฐ์เครื่องทอผ้าออกมาเรียกชื่อว่า The Spinning Jenny ที่ทอผ้าได้เร็วยิ่งขี้น

รูปที่ 3 Spinning Jenny ของฮากรีฟวิส

 

      ในปี ค.ศ. 1775 (พ.ศ. 2318) เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสกอตแลนด์คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ (Steam Engine) ขึ้นที่ทำงานได้ดีกว่าของโทมัส นิวโคดมน 

 

รูปที่ 4 เครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์

       ในปี ค.ศ. 1801 (พ.ศ. 2344) ริชชาร์ด ทรีวิททิค (Richard Trevithick) คนอังกฤษ ประดิษฐ์หัวรถจักรไอน้ำ (Steam Locomotive) ขึ้นมาที่ให้พลังงานสูงมาก                           

 

รูปที่ 5 หัวรถจักรไอน้ำ ของริชชาร์ด ทรีวิททิค

       ในปี ค.ศ. 1821 (พ.ศ. 2364) ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) เป็นทั้งนักเคมีและฟิสิกส์ชาวอังกฤษคิดค้น Electro-Magnetic Rotation ที่เป็นตัวหลักของการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากสนามแม่เหล็ก

      ในปี ค.ศ. 1837 (พ.ศ. 2380)  แซมมัวล์ มอร์ส (Samuel Morse) คนอเมริกัน ประดิษฐ์เครื่องรับส่งโทรเลข (Telegraph) ขึ้นมา เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับการสื่อสารโทรคมนาคมอย่างมหาศาล ซึ่งในประเทศไทยก็เพิ่งยกเลิกการใช้งานไปเมื่อปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 เพราะไม่มีคนไปใช้บริการ

  

รูปที่ 6 เครื่องรับส่งโทรเลขของแซมมัวล์ มอร์ส                         

      ในปี ค.ศ. 1843 (พ.ศ. 2386)  ประเทศอังกฤษผลิตเรือที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ (Steamship) ทำด้วยเหล็กยึดติดด้วยน็อต และสกรู ลำใหญ่โตมโหฬารลำแรกออกมาวิ่งบนน้ำได้สำเร็จสำหรับเรือ Titanic ที่ชนภูเขาน้ำแข็งเมื่อวันที่ 15 เมษายน  ค.ศ.1912 ก็เป็น Steamship เหมือนกัน แต่ห่างกัน 69 ปี

                                                                       

รูปที่ 7 ลำทางขวาคือ Titanic 

      ในปี ค.ศ. 1849 (พ.ศ. 2392) โจเซฟ โมเนียร์ (Joseph Monier) ชาวฝรั่งเศส ประดิษฐ์คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) ขึ้นมา ซึ่งยังใช้กันมาจนปัจจุบัน

      ในปี ค.ศ. 1850 (พ.ศ. 2393) เริ่มมีการนำเอาน้ำมันก๊าซโซฮอล์ ที่ได้จากการกลั่นมาใช้เป็นครั้งแรก

      ในปี ค.ศ. 1858 (พ.ศ. 2391) เดินสายเคเบิ้ลใต้น้ำมหาสมุทรแอตแลนติก (มหาสมุทรแอตแลนติกมี 2 ส่วน ส่วนบนเรียก North Atlantic คั่นระหว่างอเมริกา ด้านนิวยอร์คกับยุโรป ส่วนล่างเรียก South Atlantic คั่นระหว่างอเมริกาใต้กับแอฟริกา เป็นมหาสมุทรที่คั่นระหว่างทวีปอเมริกากับยุโรป ใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากมหาสมุทรแปซิฟิก ที่คั่นระหว่างอเมริกา ด้านลอสแองเจลลิสกับเอเชีย) สำเร็จ ทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมพัฒนาไปก้าวกระโดดเลยทีเดียว

       ในปี ค.ศ. 1859 (พ.ศ. 2402) ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) เจ้าพ่อแห่งพันธุกรรมชาวอังกฤษที่โด่งดังนำเสนอผลงานการค้นคว้าออกสู่สายตาคนทั่วโลก แล้วพัฒนาก้าวไปไกลมากในปัจจุบัน  จนเทคโนโลยีทำท่าจะกลายเป็นฝืนความสมดุลของธรรมชาติไปแล้ว

      ในปี ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) เจ้าของรางวัลโนเบลชาวสวีเดน ได้ผลิตดินระเบิด (Dynamite)ได้สำเร็จ ส่วนดีของดินระเบิดมีมากมาย แต่ส่วนเสียก็ทำลายล้างชีวิตมนุษย์ไปมาหเช่นกัน

      ในปี ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) คริสโตเฟอร์ โชเลส (Christopher Sholes) เป็นคนอเมริกันได้คิดค้นเครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อเรมิงตันออกมาขาย แต่ปัจจุบันจะเลิกใช้แล้วเพราะมีคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่และในปีเดียวกันนี้  เจมส์ คล๊าค แมคซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell) ชาวสก็อตก็ประกาศกฎของการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (Electro-Magnetic Radiation) ซึ่งทำให้วิวัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมก้าวไกล

      ในปี ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419) อเล็กซานเดอร์ เกรเฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) ชาวสกอตแลนด์ได้คิดค้นโทรศัพท์ออกมาจนโด่งดัง

      ในปี 1879 (พ.ศ. 2422) โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ชาวอเมริกันประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าที่เรียกว่า Incandescent Lamp ก็หลอดกลม ๆ ใส ๆ มีไส้หลอดมีแสงสีส้ม

 

รูปที่ 8 หลอดไฟฟ้าของโทมัส อัลวา เอดิสัน 

      อีก 4 ปีต่อมาคือในปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) เกิดตึกระฟ้าแห่งแรกของโลก ที่ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นตึกสูง 10 ชั้น ซึ่งไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

      ในปี ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) เซอร์ ไฮแรม แมกซิม (Sir Hiram Maxim) คนอังกฤษเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาประดิษฐ์ปืนกลที่มีอานุภาพทำลายล้างได้มหาศาล

รูปที่ 9 ปืนกลของ เซอร์ ไฮแรม แมกซิม 

      ในปี ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) ชาวเยอรมัน ประดิษฐ์รถยนต์แบบเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (Internal Combustion Engine) ออกมาวิ่งบนถนนเป็นคนแรก

      ในปี ค.ศ. 1886 (พ.ศ. 2429) กูกลิเอลโม มาโคนี่ (Guglielmo Marconi) นักประดิษฐ์ชาวอิตาลี ประดิษฐ์โทรเลขไร้สาย (Wireless Telegraph) และในปี ค.ศ. 1901 ก็สามารถใช้ส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้

      ในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) ไฮน์ริค เฮิรตซ์ (Heinrich Hertz) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันที่ได้ค้นคว้าและวิจัยด้านแม่เหล็กไฟฟ้าก็คิดค้นคลื่นวิทยุขึ้นมา และนำไปใช้งานได้จริง จนคนรุ่นหลังเอานามสกุลของเขามาใช้เป็นหน่วยของความถี่คลื่นวิทยุ รวมทั้งความถี่อื่น ๆ ด้วย เช่น ความถี่ของกระแสไฟฟ้าบ้านเราเป็น 50 Hz เป็นต้น ซึ่งเป็นหน่วย SI (International System of Units)

      ในปี ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) รถยนต์ดีเซลก็ผลิตตามออกมาโดยรูดอร์ฟ ดีเซล (Rudolf Diesel) ตั้งชื่อตามนามสกุลเลย เป็นเยอรมันที่ไปเกิดในฝรั่งเศส

      ในปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) โจเซฟ ทอมสัน (Joseph Thomson) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมก็คือ  อิเล็กตรอน และโปรตรอน ซึ่งในสมัยนั้นคิดว่าสิ่งที่เล็กที่สุดคืออะตอม ทำให้ความเข้าใจหยุดลงแค่นั้น ด้วยการค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้นำไปสู่การค้นพบสูตรของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เรียกว่า Mass-Energy Equivalence คือ e=mc2 ที่ก่อให้เกิดระเบิดปรมาณู และก็เป็นการพิสูจน์แนวคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา สิ่งทั้งหลายไม่มีตัวมีตนที่แท้จริง เพราะในเวลาต่อมามีคนเอาอนุภาคนิวตรอนไปยิงอะตอมแล้วสลายตัวเป็นพลังงาน ไม่มีสสารให้เห็นอีกต่อไปตามสูตรข้างต้น ไอน์สไตน์จึงยกย่องว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นวิทยาศาสตร์

      ในปี 1899 (พ.ศ. 2442) มีการค้นพบยาปฏิชีวนะที่สำคัญคือ แอสไพริน (Aspirin) ซึ่งความจริงก็เป็นผลพวงจากงานวิจัยของนักเคมีฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส์ เฟรเดอริก เกอร์ฮาร์ด (Charles Frederic Gerhardt)  ซึ่งทำงานวิจัยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1853 (พ.ศ. 2396)

      ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่โด่งดังเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446) จากนักประดิษฐ์พี่น้องสองคนที่ยิ่งใหญ่ของโลกชาวอเมริกันคือ ออร์วิลล์ และวิลเบอร์ ไรท์ (Orville and Wilbur Wright) ที่สร้างเครื่องบินออกมาเป็นผลสำเร็จ ต่อยอดจนในปัจจุบันมีกระสวยอวกาศ (Space Shuttle)

      ในปี ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) วิศวกรอเมริกันผู้ก่อตั้งบริษัทฟอร์ด นำรถยนต์ Model T ออกมาสู่สายตาคนทั่วโลก นำไปสู่ต้นแบบของรถยนต์ทั้งหลายในเวลาต่อมา

      ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นในต้นยุคอุตสาหกรรมมีมากกว่านี้ แต่ขอกล่าวไว้เพียงเท่านี้ และความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เกิดจากการนำเอาแนวความคิดที่มีผู้จุดประกายเอาไว้ก่อนแล้วมาต่อยอดด้วยความเพียรพยายามจนออกมาเป็นรูปธรรม แล้วค่อยๆ เกิดการวางระบบการบริหารจัดการที่เห็นกันในยุคนี้และดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีรูปแบบดังนี้

      1. ระบบการผลิตเปลี่ยนแปลงจากที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติไปเป็นรูปแบบของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เครื่องจักร

      2. ระบบการผลิตเป็นแบบ Mass Production คือผลิตในปริมาณมาก ๆ ในคราวเดียวกัน ทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำ

      3. รูปแบบการทำงานของคนเน้นหน้าที่ของตนเอง หนึ่งคนเก่งแค่เรื่องเดียว เช่น ในการผลิตรถยนต์คนที่ขันน็อตก็ขันน็อตไป ทำเป็นอย่างเดียว เป็นต้น

      4. โครงสร้างองค์กรเป็นเชิงเผด็จการ สายการบังคับบัญชามากชั้น บางที่ตั้งแต่ยอดลงมาถึงล่างสุดเป็นสิบชั้น

      5. โครงสร้างองค์กรแบ่งเป็นแผนกงานต่าง ๆ ชัดเจน ต่างแผนกก็ต่างทำงานกันไป การประสานงานในแนวราบไม่จำเป็นนักเพราะมีผู้บริหารระดับบนคอยสั่งการและประสานงานแล้ว

      6. ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการมองแรงงานเหมือนเครื่องจักร ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สมองคิดอะไร เพราะคนคิดมีอยู่แล้วคือผู้บริหารที่มีหน้าที่สั่งการ

      7. ตลาดอยู่ในมือของผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ ทำอะไรออกมาก็ขายได้เพราะผู้ซื้อต่อรองไม่ได้มากนัก

      8. ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการไม่มีความจำเป็นต้องเอาใจลูกค้า

      9. คุณภาพของสินค้าและบริการอยู่ที่การตรวจสอบตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้การบริการกำหนดขึ้นเอง ยิ่งตรวจเข้มคุณภาพก็ยิ่งดี

      ดังที่เกริ่นเอาไว้ตั้งแต่แรก ผู้รู้ท่านได้จำแนกการเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรมมาอยู่ปลายๆศตวรรษที่ 18 ก็เพราะเป็นการนำเอาผลผลิตที่คิดค้นและวิจัยเอาไว้ตามที่กล่าวออกมาใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์มากขึ้น จนทำให้ระบบการบริหารจัดการต้องเปลี่ยนไป เพื่อให้เข้ากับระบบงานผลิตซึ่งก็มาแสดงผลเต็มที่ปลายศควรรษที่ 18

      เป็นเวลากว่า 80 ปีจากจุดเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรม ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้รู้ทั้งหลายจึงไม่อาจฟันธงได้ว่า เมื่อไรกันแน่ที่เกิดการต่อยอดของยุคอุตสาหกรรมกับยุคสารสนเทศ แต่เพื่อนับน้อนหลังไป เวลาก็น่าจะผ่านไปแล้วกว่า 40 ปี แต่ก็ยังมีการนำรูปแบบเก่า ๆ มาใช้กันอยู่ คงเป็นเพราะผู้บริหารระบบสูง ๆ ขององค์กรเหล่านี้เป็นคนรุ่นเก่าที่ปรับตัวไม่ทัน

       ยุคที่สี่: ยุคสารสนเทศ (Information Technology Age) - ยุคปัจจุบัน

      เมื่อวันเวลาและสภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เมื่อเริ่มมีเทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาแทนที่  จากเครื่องคิดเลขก็ไปเป็นคอมพิวเตอร์จนขยายใหญ่โตเป็นขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Mainframe แล้วยาวไปถึง Supercomputer ที่มีความเร็วในการคำนวณมหาศาล        ต่อมาก็พัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) หรือที่ย่อว่า PC แล้วพัฒนาเป็น PDA เป็นโทรศัพท์มือถือ 2G ไป 3G เป็น 4G (G = Generation) มี tablet นำไปสู่การแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน จนกลายเป็นอินเทอร์เน็ต แล้วขยายเป็นเครือข่ายมากมายเหมือนใยแมงมุมที่เรียกว่า World Wide Web (www)

      เมื่อหันไปทางไหนก็จะมีแต่ข้อมูลข่าวสาร โลกถูกย่อลง สิ่งที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่งเราก็สามารถรู้ได้เพียงไม่เกิน 1 นาที เช่น ตอนที่ตึก World Trade ถูก่อวินาศกรรม ตอนนั้นก็ประมาณ 9 โมงเช้าที่นิวยอร์ค เมืองไทยประมาณ 9 โมงครึ่งกลางคืนก็เห็นภาพแล้ว

      ในเมื่อโลกเป็นเช่นนี้ภาคอุตสาหกรรมก็ได้รับความกระทบกระเทือนเพราะใครทำอะไรไม่ดีไว้ที่ไหน ไม่นานก็รู้กันหมด สินค้าใครแย่ บริการใครไม่ดีก็รู้กันทั่ว จนตลาดที่เคยอยู่ในมือผู้ผลิตก็กลับไปอยู่ในมือของผู้ซื้อ ผู้ผลิตต้องแข่งกันมากขึ้น จึงนิยามคำว่าคุณภาพขึ้นใหม่ว่า “ความพึงพอใจของลูกค้า” (Customer Satisfaction) แล้วการทำให้ลูกค้าพึงพอใจก็ต้องสร้างเทคนิค หรือวิธีการ เพื่อนำไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้า

      ยกตัวอย่างให้ดูว่ามีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป หรือนำเสนอใหม่เข้ามา

      1. โครงสร้างองค์กรแบนราบลง

      2. ทำงานเป็นทีม

      3. มีการมอบอำนาจ

      4. ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำ และเปลี่ยนตนไปเป็นผู้นำเสียเลย

      5. สร้างแรงจูงใจ

      6. มีการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ

      7. มีการวางแผนยุทธศาสตร์

      8. บริหารจัดการแบบเชิงระบบและเชิงกระบวนการ

      9. มีลูกค้าภายนอกแล้วยังเข้าใจหลักการของลูกค้าภายในด้วย

      10. ลดขนาด (Down Size) องค์กร

      11. จ่ายค่าตอบแทนตามความสามารถและผลงาน

      12. ปรับระบบการผลิตแบบ Mass Production มาเป็นรายชิ้น

      13. ปรับการทำงานให้คนหนึ่งทำงานได้หลายหน้าที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

      14. ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร

      ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้

      โครงสร้างองค์กรแบบเก่าที่เป็นแบบหลายชั้น (ตามรูปที่ 10)  การทำงานจะไม่ทันต่อความต้องการที่จะให้การบริการลูกค้า แทนที่งานจะไหลตามแนวราบไปตามธรรมชาติ กลับต้องขึ้น ๆ ลง ๆ เมื่อจะข้ามแผนก งานจึงล่าช้า อีกประการหนึ่งโครงสร้างองค์กรแบบมีหลายชั้น แต่ละชั้นก็มีภาษาของตนเองในการพูดคุยกัน ผู้บริหารระดับสูงก็มองแต่ผลกำไร ผู้บริหารระดับกลางก็คิดแต่จะทำยังไงถึงจะแก้ปัญหาการผลิตหรือการบริการ คนงานระดับล่างก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้เงินมากๆ ต้องทำ OT มาก ๆ เป็นต้น ดังนั้นนักวิชาการจึงบอกว่าให้ลดโครงส้รางจาก 10 ชั้น เหลือ 3 ชั้น เป็นต้น (ตามรูปที่ 11) ซึ่งวงการอุตสาหกรรมก็เอาไปปฏิบัติ และได้ผลเป็นจำนวนมาก

      เมื่อหันมามององค์กรหลังจากทำไปพักใหญ่ ๆ องค์กรแบนลงก็ต้องทำงานเข้าขา กล่าวคือต้องทำงานเป็นทีม ก็เหมือนทีมฟุตบอล ต่างคนก็มีหน้าที่ตามตำแหน่งของตนอยู่แต่ทุกเวลาต้องทำหน้าที่อย่างอื่นได้ หรือการผลิตรถยนต์ 1 คันต้องใช้คนงาน 100 คน แบ่งเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ในแต่ละกลุ่มต้องทำรถได้ทั้งคัน แล้วแข่งกัน เหมือนทีมละ 10 คนที่ต้องทำงานเข้าขากัน เมืองนอกเขาทำกันแบบนี้จริงๆ  ส่วนเมืองไทยก็มีแต่ไม่ใช่เรื่องการผลิตรถยนต์

 

 รูปที่ 10 โครงสร้างองค์กรแบบเดิม

รูปที่ 11 โครงสร้างองค์กรแบบใหม่ 

      แล้วทำไมจะต้องมีการมอบอำนาจ เพราะในการบริหารแบบเดิมผู้มีอำนาจก็คือผู้บริหารสูงสุด ที่บริหารแบบสั่งการ แต่พอเป้าหมายเปลี่ยนเป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และโครงสร้างองค์กรเปลี่ยนแปลงไป การรวมศูนย์อำนาจไม่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะไม่สามารถบริการลูกค้าได้ จะตัดสินใจอะไรสักอย่างต้องไปถามหัวหน้าก่อน บางทีหัวหน้าก็ต้องรอไปถามผู้บริหาร ก็เลยเสียเวลา จึงควรมอบอำนาจไปที่คนทำงานที่ต้องสัมผัสลูกค้าเลย จึงจะทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้น และลุกค้าก็จะได้รับการบริการที่รวดเร็ว

      เรื่องการมอบอำนาจสำคัญมาก ต้องไม่สร้างให้เกิดความเข้าใจผิดเด็ดขาด มีผู้เปรียบเปรยไว้ว่า การมอบอำนาจไม่ใช่การให้เบียร์ 2 ลังกับกุญแจรถบีเอ็มดับเบิ้ลยู กับเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ให้ไปทำอะไรก็ได้ อย่างนี้ก็มีสิทธิ์ขาดทุน การเปรียบเปรยแบบนี้ก็เหมือนกับว่าการมอบอำนาจต้องไม่มอบอำนาจให้คนที่ขาดประสบการณ์ ขาดทักษะในการตัดสินใจ และไม่มีความรู้ในเรื่องงาน โดยไม่สามารถตามไปดูแลได้ แบบนี้ไม่ใช่การมอบอำนาจ ผมเคยเจอผู้บริหารหลายแห่งที่พูดอย่างหน้าชื่นตาบานว่าผมมอบอำนาจไปแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าลูกน้องทำอะไรไปบ้าง เขารายงานเราไหม หรือเรามีวิธีการอะไรให้รู้ล่วงหน้าก่อนไหมว่าปัญหากำลังจะเกิดขึ้นแล้วจากการมอบอำนาจ ผมพบมากในงานราชการที่ผู้บริหารระดับสูงบริหารงานไม่เป็น ขาดความผูกพันที่จะสร้างและพัฒนาองค์กรของตนให้ดีขึ้น ที่นี่พอจะทราบแล้วใช่ไหมว่า ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องมีการมอบอำนาจ

      มีผู้รู้กล่าวไว้ว่าผู้บริหารไม่เหมือนกับผู้นำ ท่านว่าผู้บริหารใคร ๆ ก็เป็นได้เพราะมาจากการแต่งตั้ง แต่สำหรับองค์กรสมัยใหม่ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำด้วย ปัจจัยที่สำคัญของผู้นำ หรือคนที่มีภาวะผู้นำมีมาก จะขอกล่าวเฉพาะคุณลักษณะบางประการที่เห็นได้ชัดเจน ก่อนอื่นต้องมาทราบความหมายผู้นำกันก่อน “ภาวะผู้นำ คือ การใช้ความสามารถส่วนบุคคลในการโน้มน้าวให้ผู้อื่นเกิดความยินดีที่จะปฏิบัติงานให้แก่องค์กรด้วยความเต็มใจตามกำลังความสามารถเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน”

      ขอสรุปง่ายๆ ว่าสิ่งที่สำคัญคือผู้นำต้องใช้หลักจิตวิทยาในการบริหารงาน ทำตัวเองให้เหมือนโค้ชที่คอยฝึกสอนลูกน้อง ปล่อยให้เขาทำ แล้วติดตามดูผล มีปัญหาก็ช่วยเข้าไปแก้ไข จะมาชี้นิ้วสังการไม่ได้อีกแล้ว เพราะจะไม่สอดรับกับสภาพที่พัฒนามา เมื่อพัฒนามาแล้วก็จะเห็นได้ชัดว่าองค์กรสมัยใหม่ในยุคสารสนเทศจะมุ่งให้ความสำคัญที่คน แตกต่างจากองค์กรยุคอุตสาหกรรมที่มองคนเป็นเครื่องจักร ดังนั้นเมื่อให้ความสำคัญที่คนก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้เขาทำงานให้เรา

      การจูงใจคนนั้นทำได้ 2 แบบคือ ให้สินจ้างรางวัลเป็นตัวเงินกับไม่ใช้ตัวเงิน พวกที่ใช้เงินไม่ต้องพูดอะไรมาก ก็ให้เงิน ให้ผลประโยชน์ ให้สวัสดิการ วิธีการแบบนี้เขาวิจัยกันแล้วว่าได้ผลดีกับงานไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่การจูงใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาจะต้องจูงใจโดยไม่ใช้ตัวเงิน ให้พวกเขาเกิดความรักองค์กร สนุกกับงาน สบายใจที่จะอยู่ในองค์กร เมื่อความสำคัญอยู่ที่การทำให้ลูกค้าพึงพอใจ คนที่สำคัญมากคือด่านหน้า (Front Line) ที่ต้องติดต่อลูกค้า หากพวกเขาไม่รักที่จะทำงานให้องค์กรก็คงไม่ดีแน่

      จะเห็นได้ว่าองค์กรยุคใหม่ต้องแข่งขันกันสูง ใครไม่มีสมรรถภาพก็สู้เขาไม่ได้ก็ต้องไปทำอย่างอื่น ธุรกิจจะมองคนอื่นเป็นคู่แข่งไปหมดจึงต้องงัดกลยุทธ์มาต่อสู้กัน นักวิชาการจึงเริ่มเอากลยุทธ์มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เกิดเป็นวิชาการบริหารเชิงกลยุทธ์ขึ้น หัวใจของวิชานี้บอกถึงการวางเป้าหมาย เช่น เราจะเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของประเทศในด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใน 2  ปีข้างหน้า เมื่อได้วางเป้าหมายแบบนี้แล้วก็ต้องมาดูว่าจะต้องทำอะไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

      เป้าหมายแรกที่จะกล่าวเรียกว่าวิสัยทัศน์ (Vision) หลักการของวิสัยทัศน์ที่ดีคือต้องบอกได้ว่าต้องการจะเป็นอะไร เช่น เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของประเทศในด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็ต้องกำหนดด้วยว่าจะสำเร็จเมื่อไร อย่าตั้งไว้นานเดี๋ยวจะลืม หากยากก็ลดเป้าหมายลงสักหน่อย อย่างนี้จะเกิดประโยชน์ ไม่ใช่ตั้งกันลอยๆ จะสำเร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ รูปที่ 12 แสดงให้เห็นว่าการมองแบบมีวิสัยทัศน์ต้องมองแบบนก

 

รูปที่ 12 วิสัยทัศน์ 

      วิสับทัศน์แบบลอยๆ จะเห็นได้มากในภาครัฐ ท่านก็คงมีหลักการของท่านว่าทำไมจึงตั้งไว้แบบนั้น ผมเดาว่า หนึ่งคงตั้งไว้เท่ๆ เห็นคนอื่นเขามีก็มีบ้างแต่เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะคนตั้งก็ไม่รู้เรื่อง หรือสอง บางคนคงรู้ แต่พูดทำนองว่าไม่อยากให้เป็นข้อผูกมัด เพราะต้องทำให้ได้ตามนั้น หรือสาม บางคนก็ว่าเขียนไว้แบบนี้จะได้ไม่ต้องแก้บ่อย ส่วนเป้าหมายที่วัดได้จะไปกำหนดที่ยุทธศาสตร์แทน

      ส่วนพันธกิจ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Mission ก็คือเมื่อตั้งวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายที่มองเห็นด้วยตาเปล่าแล้ว เราก็ต้องบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นใคร มีหน้าที่อะไร เช่น เราเป็นบริษัทที่ผลิตกาแฟ เราจะผลิตเฉพาะกาแฟสำเร็จรูปที่ปรุงรสแล้ว นอกจากผลิตกาแฟแล้วเรายังผลิต Coffee Mate อีกด้วย หากเป็นภาครัฐก็อาจบอกว่าเป็นหน่วยงานชื่ออะไร มีหน้าที่อะไรตามกฎหมาย

      พูดถึงเรื่องกลยุทธ์ที่ตามมาจากวิสัยทัศน์ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีคำว่ายุทธศาสตร์ออกมาใช้กัน แล้วคนถามว่าแล้วกลยุทธ์กับยุทธศาสตร์ต่างกันอย่างไร ผมขอบอกว่าเหมือนกัน เพราะมาจากคำว่า Strategy เหมือนกัน

      เมื่อมีกลยุทธ์กับยุทธศาสตร์แล้วก็ต้องทำเป็นแผนที่ชัดเจนว่า ใคร จะทำอะไร ทำที่ไหน ทำเมื่อไร ส่วนการทำตามแผนที่ว่านี้ทำได้หลายรูปแบบ

      ข้างต้นผมได้กล่าวถึงโครงสร้างองค์กรสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไปเป็นแบบแบนราบ งานต้องไหลไปตามแนวนอนจากหัวไปท้าย ยกตัวอย่างแบบโรงงานนะครับ เช่นว่า เมื่อเซลล์รับ Order เข้ามา ก็ประสานงานกับฝ่ายผลิตให้เรียบร้อยว่าจะส่งของได้เมื่อไร อย่าไปโมเมบอกลูกค้าไปก่อน แล้วฝ่ายผลิตทำไม่ได้จะเสียลูกค้าไปเปล่า ๆ ต่อไปฝ่ายเซลก็จะส่ง Order ให้ฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตก็เอาไปวางแผนการผลิตแล้วก็ส่งแผนให้ฝ่ายจัดซื้อ ตัวเองก็จัดเตรียมเครื่องจักรไป  ฝ่ายจัดซื้อก็ติดต่อ Supplier เมื่อได้ของมาแล้วก็ให้ฝ่าย QC ตรวจสอบ ผ่านแล้วก็เอาไปเก็บในสโตร์วัตถุดิบ แล้วแจ้งฝ่ายผลิต เมื่อถึงกำหนดผลิต ฝ่ายผลิตก็ไปเบิกออกมาทำการผลิต ผลิตเสร็จก็ส่งให้ QC ตรวจสอบ ผ่านแล้วก็บรรจุหีบห่อเลย บ้างก็เอาไปเก็บในสโตร์สำเร็จรูปก่อน เมื่อถึงเวลาส่งของก็เรียกบริษัทขนส่งมารับ แล้วก็ส่งให้ลูกค้า

      นี่เป็นกระบวนการ (Process) ใหญ่สุด ในกระบวนการใหญ่นี้มันก็ประกอบด้วยกระบวนการย่อยๆบรรจุอยู่ในนั้นเช่นว่า กระบวนการรับคำสั่งซื้อ กระบวนการประสานงานกับฝ่ายผลิต กระบวนการออกใบสั่งผลิต กระบวนการวางแผนการผลิต กระบวนการจัดเตรียมเครื่องจักร กระบวนการสั่งซื้อ กระบวนการตรวจรับ กระบวนการจัดเก็บวัตถุดิบ กระบวนการเบิกจ่ายวัตถุดิบ กระบวนการเก็บรักษาวัตถุดิบ กระบวนการเช็คสต็อก กระบวนการผลิต กระบวนการตรวจสอบในระหว่างการผลิต กระบวนการตรวจสอบขั้นสุดท้าย กระบวนการบรรจุหีบห่อ กระบวนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป กระบวนการจัดส่ง  รูปแบบของกระบวนการตามลักษณะที่ว่านี้ เป็นไปตามรูปแบบด้านล่างนี้

รูปที่ 13 กระบวนการ (Process)

       ในเมื่อธรรมชาติของงานเป็นแบบนี้ ปรมาจารย์ท่านก็บอกว่าต้องมองทั้งหมดให้เป็นกระบวนการ คือ ต้องรู้ว่ารับงานมาจากใคร จะส่งงานไปให้ใคร ขั้นตอนการปฏิบัติเป็นอย่างไร และจะวัดและเฝ้าติดตามกระบวนการได้อย่างไร องค์กรสมัยเก่าจะมองไม่ออก พอส่งงานไปก็เริ่มมั่ว ขั้นตอนอื่นๆ ก็จะทำไม่ได้

      จะเห็นได้ว่าในภาพรวมทั้งหมดมีกระบวนการย่อย ๆ ประกอบกันอยู่มาก เมื่อโยงกระบวนการเหล่านี้ถึงกัน เขาจะเรียกว่าระบบ (System) จะมีลักษณะตามรูปที่ 14 ซึ่งการบริหารในยุคสารสนเทศก็ต้องการสิ่งเหล่านี้

รูปที่ 14 ระบบ 

      ใครที่ทำงานในบริษัทหรือโรงงานพอถามว่าลูกค้าอยู่ไหน ทุกคนก็จะชี้ไปที่คนที่มาซื้อสินค้าและบริการของเรา นี่คือคำตอบเมื่อ 100 ปีที่แล้ว แต่ถ้าในปัจจุบันคำตอบนี้ถูกครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือพนักงานของบริษัท  เพราะทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรจะมีลูกค้าภายในที่ต้องใส่ใจ พวกเขาก็คือคนที่เราจะส่งผลงานของเราที่ทำไว้ไปให้พวกเขา

      ผู้บริหารขององค์กรจะต้องทำให้เกิดจิตสำนึกในองค์กร ว่าทุกคนจะต้องทำให้ลูกค้าภายในพึงพอใจด้วยการส่งผลงานที่ดี มีคุณภาพไปให้พวกเขา  ในการบริหารจัดการสมัยใหม่สิ่งที่ส่งผลกระทบก็มีสองด้าน บางอย่างให้ผลดีด้านหนึ่งกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่กลับส่งผลกระทบทางลบให้กับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ในโครงสร้างองค์กรแบนราบลง คนทำงานเก่งขึ้นคือทำงานได้หลายหน้าที่ขึ้น แต่จะมีคนอีกประเภทหนึ่งที่ความสามารถจำกัด คือ ทำไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ  ทั้งด้านความสามารถ และอุปนิสัยใจคอ คือทำงานร่วมมือกับคนอื่นไม่เป็น ส่วนในกลุ่มผู้จัดการและหัวหน้างาน ก็ไม่มีความสามารถในการสอนงาน เพราะไม่คุ้น  เคยแต่ชี้นิ้วสั่ง คนเหล่านี้จะไม่

สามารถอยู่ในองค์กรยุคสมัยใหม่ได้  หรืออยู่ไปก็เป็นตัวถ่วง

      เมื่อเกิดความติดขัดขึ้นเราก็คงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในบริษัท บีพี ของประเทศอังกฤษที่เคยขายน้ำมันอยู่ในบ้านเรา เมื่อหลายสิบปีที่แล้วประเทศอังกฤษเศรษฐกิจย่ำแย่ บริษัทนี้ก็เกือบจะออกจากวงการ โชคดีที่ผู้บริหารเก่งปฏิวัติตนเองได้ทัน เอาหลักการที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด และอื่นๆมาใช้ พลิกฟื้นธุรกิจขึ้นมาใหม่ ทำกำไรมหาศาล แต่ก็มีพนักงานและผู้บริหารต้องตกงาน เพราะปรับตัวไม่ได้ จากการลดขนาดองค์กรลง

      อีกประการหนึ่งจากความต้องการที่จะบริการลูกค้า องค์กรก็จะนำเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ เช่นเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ คุณอาจเคยได้ยินระบบ Re-Engineering ที่แปลเป็นไทยกัว่า ปรับรื้อระบบ และ One-Stop Service คือให้การบริการเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว ซึ่งต้องเอาเทคโนโลยีระบบข้อมูลข่าวสารมาใช้ คนที่เคยทำงานอยู่ 20 คน ลดลงมาเหลือ 3 คน นี่ก็เป็นเรื่องการ Down Size องค์กร     

      เมื่อตอนต้นได้กล่าวถึงเรื่องการทำงานเป็นทีม หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกเมื่อนำมาเทียบกับองค์กรของตัวเอง นั่นเป็นเพราะว่าโครงสร้างองค์กรของคุณยังไม่ได้ปรับเข้ากับระบบแบบนั้น ในปัจจุบันบ้านเราจะมีโครงสร้างองค์กรอยู่ 3 แบบ คือ

      แบบที่ 1 เป็นโครงสร้างแบบโบราณใช้กันเมื่อ 100 ปีที่แล้ว คือเป็นโครงสร้างแบบหลายชั้น

      แบบที่ 2 เป็นโครงสร้างที่ลดลำดับชั้นเหลือ 3-4 ชั้น แต่ลักษณะการทำงานไม่เปลี่ยน โครงสร้างแบนี้จะพบมากในภาครัฐ ที่ส่วนกลางเป็นคนกำหนดโครงสร้างให้หน่วยงานย่อย ที่กระจายกันอยู่ตามต่างจังหวัด หน่วยงานย่อยก็รับไป แต่ที่จริงก็ยังแบ่งกันเองภายในแบบเดิมๆ  ส่วนกลางก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น     

      องค์กรประเภทสุดท้ายแบ่งการทำงานเป็นทีม คือ เคยมีคน 30 คนในแผนก ก็จะแบ่งออกเป็น 5 ทีม แต่ละทีมทำงานเหมือนกันแล้วเอาผลงานมาเทียบกัน วัดทุกด้านตั้งแต่ผลผลิต (Productivity) คุณภาพ (Quality) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย (Cost) และเวลาในการทำงาน (Time) ดังนั้นในทีมต้องช่วยเหลือกัน ทำงานทุกอย่างแทนกันได้

      ทีนี้มาดูกันว่าทำไมต้องปรับระบบการผลิตแบบ Mass Production มาเป็นรายชิ้นตามข้อ 12 สาเหตุมาจากการที่ต้องทำให้ลูกค้าพึงพอใจซึ่งความต้องการของลูกค้าจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าสมัยใหม่ไม่ชอบของโหล ทำให้ในยุคใหม่โรงงานหลายแห่งเมื่อจะผลิตสินค้าจะเชิญลูกค้ามาช่วยออกแบบว่าต้องการสินค้าอย่างไร เมื่อลูกค้าบอกมาแล้วเขาก็จะผลิตออกมา ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมาก

      ทีนี้มาดูข้อ 13 ปรับการทำงานให้คนหนึ่งทำได้หลายหน้าที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็เป็นการรองรับระบบการทำงานเป็นทีมที่เข้าเรียกว่า Self-Directed Team คือ ทีมงานที่บริหารเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง แต่ถ้าจะทำตามโครงสร้างประเภทที่ 2 ได้ก็ดีมากแล้ว อย่างน้อยใครไม่อยู่ ลากิจ ลาป่วย ก็มีคนทำงานแทนได้

      ข้อสุดท้ายที่กล่าวถึงคือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีผู้กล่าวว่าในความสำเร็จขององค์กรปัจจัยที่สำคัญที่สุดอยู่ที่เรื่องนี้ แล้ววัฒนธรรมองค์กรคืออะไร  วัฒนธรรมองค์กร คือ ความเชื่อและค่านิยมร่วมกันของบุคลากรในองค์กร ยกตัวอย่างเช่น องค์กรหนึ่งที่คนในองค์กรมีความเชื่อและค่านิยมเหมือนกันในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การปฏิบัติตนตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงก็เลยกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้คนในองค์กรนั้นไม่ฟุ้งเฟ้อ มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกัน ความเป็นอยู่ก็เรียบง่ายไม่สร้างปัญหาให้กับสมาชิก และผู้นำขององค์กร ตลอดจนเพื่อนบ้านด้วย หากมีผลผลิตที่มากเกินต้องการก็นำไปจำหน่าย สังคมแบบนี้มีแต่ความสุข  เป็นชีวิตที่ทุกคนต้องการอย่างแท้จริง

      เมื่อมองดูด้านองค์กรธุรกิจ พอยุคสมัยเปลี่ยนไปรูปแบบของการทำงานต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่คนในองค์กรยังมีความเชื่อแบบเดิม ๆ  อยู่ ทำให้การบริหารจัดการติดขัด ทำให้หลาย ๆ องค์กรในสมัยนี้หันเข้าสู่ระบบ TQM หรือ Total Quality Management ที่มีเป้าหมายพัฒนางานและ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร โดยหลักที่สำคัญคือต้องให้เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า และมีการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นเรื่องยากมาก ผู้บริหารต้องมีฝีมือ และใจถึงจริงๆ จึงจะทำได้ แล้วก็ต้องอาศัยเวลาด้วย          

      สรุปอีกครั้งว่ายุคสารสนเทศเพิ่งผ่านมาได้ 30 ปี ก็ประมาณ ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เริ่มมีใช้งานกันแพร่หลาย และอินเทอร์เน็ตได้เข้ามาครอบครองโลก

       ต่อไปก็จะมาถึงประวัติของการบริหารจัดการที่มีปรมาจารย์เป็นแกนนำ เหตุผลที่นำเรื่องนี้มานำเสนอเพราะผมมีความเห็นว่า ระบบการบริหารจัดการนั้นมันมีหลากหลายมากมายที่ต่างคนต่างก็คิดค้นกันขึ้นมาในแต่ละยุค  การที่จะทำความเข้าใจมันได้จำเป็นต้องมองภาพรวมให้ออก  สื่อในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือ Website หากอ่านเล่มเดียว หรืออ่านจากแหล่งเดียวก็อาจไม่สงสัยอะไรมากนัก แต่ผู้ที่ชอบศึกษาจะเข้าใจได้ดีว่าการศึกษาจากแหล่งเดียวไม่มีทางได้ข้อมูลที่กว้างขวาง  และเมื่อศึกษาหลายเรื่องเข้าก็อาจเกิดความสับสนในความเหมือนกันและต่างกันของระบบเหล่านั้น  อีกทั้งแม้ระบบเดียวกันก็มีช่วงเวลาการเกิดและการพัฒนาต่างกัน จึงอาจมีคำถามในใจว่าแล้วอะไรมันเกิดก่อนเกิดหลัง มันต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร  ด้วยเหตุนี้ผมจึงนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประวัติศาสตร์ของเรื่องเหล่านี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมได้ดีขึ้น


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 15/12/2017 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

น่าสนใจมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน