*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 1569 , 19:39:29 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วิวัฒนาการของการบริหารจัดการ

        ความตั้งใจหลักที่เขียนเรื่องนี้มาจากเหตุผลที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าต้องการรวบรวมประวัติความเป็นมาของระบบการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ (Quality Management System) ตั้งแต่ที่ยังจำความกันได้และพอมีประวัติให้สามารถค้นคว้า ความจริงแล้วการเขียนบทความประเภทนี้สามารถเขียนได้หลายรูปแบบ โดยจะเขียนจเรื่องราวขึ้นก่อนก็ได้ แล้วตามด้วยประวัติคร่าว ๆ ของนักคิดพร้อมทั้งผลงานน หรือจะเขียนชื่อเสียงขึ้นมาก่อน แล้วตามด้วยผลงานก็ได้ แต่ความตั้งใจหลักต้องการให้มองเห็นภาพเป็นลำดับ ๆ ตามยุคสมัย การเขียนในรูปแบบแรกจึงค่อนข้างยากในการเรียงลำดับตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมจึงตัดสินใจเขียนนักคิดหรือปรมาจารย์เป็นหลักก่อน แล้วจึงนำเสนอประวัติ และผลงานของท่านตามมาเท่าที่จะมีความสามารถค้นหาได้ในเวลาจำกัด

        เรื่องราวต่อจากนี้ไปก็เป็นความเป็นมาของระบบการบริหารจัดการที่แนะนำตามลำดับของปรมาจารย์ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ โดยในส่วนนี้จะนำเสนอเพียงสองท่านก่อน

1. อดัม สมิธ (Adam Smith) เจ้าตำรับแห่ง Capitalization (ทุนนิยม)

        ท่านเกิดวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1723 (พ.ศ. 2266) เป็นคนสก็อต จบการศึกษาปริญญาตรีด้านปรัชญาจริยธรรม จุดเด่นของท่านคือลัทธิทุนนิยม (Capitalization)

        ตามตำราบอกว่าวันเกิดที่แน่นอนของท่านไม่เป็นที่แน่ชัด แต่หลายตำราว่าเป็นวันที่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น พ่อของท่านเป็นนักกฎหมายและเสียชีวิตก่อนที่ท่านจะเกิด 5-6 เดือน ประวัติเล่าว่าเมื่อตอนอายุ 4 ขวบท่านถูกพวกยิปซีจับตัวไป แต่ลุงช่วยไว้ได้ในเวลาต่อมา

   

               หลังจากจบการศึกษาที่เมืองเกิด เมื่ออายุได้ 17  ปีท่านไปเรียนต่อที่ออกซ์ฟอร์ด (Oxford) ที่นี่ท่านได้ศึกษาภาษาและเรื่องราวของ Greek ได้อ่านผลงานของ David Hume เรื่อง A Treatise of Human Nature ซึ่งท่านชื่นชอบเป็นอย่างมาก และ Hume ก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดของสมิธมาก ทำให้ท่านมีปัญหากับบุคลากรในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จนต้องเลิกเรียนไปในที่สุด หลายกระแสบอกว่าท่านมองว่าคุณภาพทางการศึกษาของออกซ์ฟอร์ดค่อนข้างต่ำ  แย่กว่ามหาวิทยาลัยที่สกอตแลนด์อีก เมื่อกลับมาที่กรุง Edinburgh ท่านก็ได้ร่วมงานกับ David Hume, JohnHome, Hugh Blair, Lord Hailes และ Robertson

        สมิธเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั้ง Oxford, Cambridge และมหาวิทยาลัยดัง ๆ ใน Scotland หลักการที่สำคัญของสมิธคือเรื่องของทุนนิยม (Capitalization) ซึ่งได้รับยกย่องจากหลายฝ่ายว่าเป็น The Father of Capitalization หรือบิดาแห่งทุนนิยม

 แนวความคิดนี้สมิธเห็นว่า ประเทศจะพัฒนาได้ก็ต้องเน้นตลาดเสรีที่ปลอดจากการแทรกแซงของรัฐบาลของแต่ละประเทศ ซึ่งจะขัดกับแนวความคิดเอียงซ้ายอย่างคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx)

        สำหรับผลงานหนังสือเล่มแรกของท่านออกมาในปี ค.ศ. 1759 (พ.ศ. 2302) ขณะที่ท่านเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ Glasgow ในสกอตแลนด์ ชื่อ The Theory of Moral Sentiments  แปลว่า ทฤษฎีความรู้สึกด้านจริยธรรม ที่เอาไว้ใช้ควบคู่กับหลักการทุนนิยม หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 1 ขายหมดภายในหนึ่งสัปดาห์ และได้พิมพ์ออกมาอีก 5 ครั้ง โดยหนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 ตอน

        ตอนที่ 1 ว่าถึงพฤติกรรมที่เน้นความถูกต้องเหมาะสม

        ตอนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของความมีจริยธรรม และไม่มีจริยธรรมเป็นอย่างไรรวมถึงผลกระทบในทางที่ดี และทางที่ไม่ดีจากพฤติกรรมเหล่านั้น

        ตอนที่ 3 ว่าถึงบรรทัดฐานในการใช้วิจารณญานในการพิจารณาสิ่งต่างๆของคนเราที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ ความรู้สึก การกระทำ และความสำนึกในหน้าที่

        ตอนที่ 4 เป็นผลกระทบที่ได้รับจากอารมณ์ของความรู้สึกพึงพอใจ

        ตอนที่ 5 กล่าวถึงอิทธิพลจารีตประเพณีและสิ่งที่นิยมชั่วครั้งชั่วคราวที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งที่พึงพอใจและไม่พึงพอใจ

        ตอนที่ 6 รูปแบบของคุณธรรม 3 ประการ

        ในหนังสือเล่มนี้ท่านมีการเสนอความคิดที่ว่าคนเราเกิดมาพร้อมด้วยจิตสำนึกที่มีคุณธรรมอยู่แล้ว สัญชาตญาณภายในจะคอยบอกเราอยู่เสมอว่าอะไรถูกอะไรผิด การที่คนเราจะรักษาความรู้สึกเช่นนี้เอาไว้ ก็ต้องมีความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) และเมื่อสามัญสำนึกตามธรรมชาติกับความเห็นอกเห็นใจมาร่วมกันจึงมั่นใจได้ว่ามนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบ และยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน

        เล่มต่อมาออกในปี ค.ศ. 1776 (พ.ศ. 2319) เมื่อท่านย้ายมาที่ลอนดอน แล้วชื่อว่า The Wealth of Nations เล่มนี้ท่านได้นำเสนอแนวคิดแบบตลาดเสรี (Free Market) แล้วก็มีการบัญญัติคำออกมาคำหนึ่งที่โด่งดังมากมาจนถึงวันนี้คือ The Invisible Hand หรือมือที่มองไม่เห็น ที่มันมองไม่เห็นแต่ดูเหมือนจะมีก็เพราะตลาดเสรีเป็นกลไกที่สามารถควบคุมได้ ในขณะที่ฝ่ายซ้ายอย่างคาร์ล มาร์กซ์ เห็นว่าตลาดเสรีเป็นการเอาเปรียบของคนที่มีกำลังมาก คนกำลังน้อยก็เสียเปรียบตลอดไป

        ท่านเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1790 (พ.ศ. 2333)

 

2. อังรี่ เฟโยล (Henry Fayol)  ต้นตำรับการบริหารจัดการองค์กร

        อังรี่ เฟโยลเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1841 (พ.ศ. 2384) เป็นชาวฝรั่งเศส จบการศึกษาปริญญาตรีในสาขาวิชาเหมืองแร่ในปี ค.ศ. 1860 จุดเน้นของท่านคือ การบริหารจัดการองค์กร (Organization Management)             

        ชีวิตการทำงานของท่านหลังจากจบการศึกษาเมื่ออายุ 19 ปี ก็เข้าทำงานในเหมืองแร่จนได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการในอีก 28 ปีต่อมา จากประสบการณ์ในการบริหาร เฟโยลจึงได้คิดค้นหลักการของตนเองขึ้นมา

               เฟโยลนับเป็นปรมาจารย์ในตอนต้นของยุคอุตสาหกรรมที่ได้รับยกย่องเป็น Father of Modern Operation Management ในยุคนั้น ผลงานของท่านมีอิทธิพลมาถึงระบบการบริหารจัดการในยุคปัจจุบัน ท่านเป็นผู้วางหน้าที่ของการบริหารออกเป็นกิจกรรมต่าง ๆ 5 ประการคือ

        1. การวางแผน (Planning)

        2. การจัดองค์กร (Organizing)

        3. การสั่งการ  (Commanding)

        4. การประสานงาน (Co-ordinating)

        5. การควบคุม (Controlling)

        หลักการทั้ง 5 ข้อยังปรากฏอยู่ในหนังสือการบริหารจัดการในปัจจุบัน นักวิชาการบริหารยุคต่อ ๆ มาบางคนก็ดัดแปลงไปบ้าง เช่น เอา Staffing หรือการจัดคนเข้ามา บางที่ก็เหลือแค่ 4 ข้อคือ การวางแผน (Planning), การจัดการองค์กร (Organizing), การนำ (Leading) และการควบคุม (Controlling)          

        ในเรื่องของการควบคุม เฟโยลให้ความหมายว่าผู้บริหารจะควบคุมอะไรได้นั้นต้องได้ข้อมูลป้อนกลับจากกระบวนการมาก่อน เพื่อเอามาใช้ในการควบคุม ส่วนการสั่งการท่านบอกไว้ว่าการสั่งการต้องเป็นหนึ่งเดียว คล้ายกับต้องมีหัวหน้าคนเดียวไม่เช่นนั้นการสั่งการจะสับสน เฟโยลมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เฟดเดอริค วินส์โลว เทเลอร์ (Frederick W. Taylor) ที่จะเน้นการผลิตในรูปของการแข่งขันที่จะต้องควบคุมต้นทุนในการผลิต และมองกระบวนการจากล่างขึ้นบน ส่วนเฟโยลมองจากบนลงล่าง ท่านเองก็ยอมรับว่าแตกต่างจากเทเลอร์ โดยท่านได้พูดเรื่องนี้ไว้ในบทความของท่านที่มีชื่อว่า General and Industrial Management ว่าเป็นเพราะเทเลอร์มีทีมงานที่ทำงานอยู่กับบุคลากรระดับล่าง แต่ก็มีหลาย ๆ เรื่องที่ท่านไม่เห็นด้วยกับเทเลอร์

        ท่านได้บรรยายหลัก 14 ประการในการบริหารจัดการของท่านไว้ในหนังสือ General and Industrial Management ที่ออกในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งถือเป็นรากฐานของทฤษฎีการบริหารจัดการเลยทีเดียว แต่เนื่องจากเป็นบทความที่อ่านยาก ในปี ค.ศ. 1947 Irwin Gray จึงได้เรียบเรียงแล้วตีพิมพ์ขึ้นใหม่ สรุปได้ 14 ประเด็นที่ผู้บริหารต้องชัดเจนและทำให้เกิดขึ้น ดังนี้

        1. แบ่งงานกันทำตามความเชี่ยวชาญในด้านแรงงาน (Stabilization of Labor or Division of Work) เฟโยลเข้าใจว่าการที่คนงานจะมีความสามารถพิเศษเฉพาะทางนั้นจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านของทักษะความชำนาญ ซึ่งหมายถึงว่าจะทำให้เกิดการปรับปรุงวิธีการทำงานอยู่ตลอดเวลา

        2. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority) ผู้บริหารต้องมีสิทธิ์ขาดในการออกคำสั่ง และมีอำนาจในการดำเนินการกับผู้ไม่เชื่อฟัง

        3. ระเบียบวินัย (Discipline) ต้องไม่หย่อนยานหรือแหกกฎ

        4. มีหัวหน้าคนเดียว (Unity of Command) พนักงานแต่ละคนจะมีหัวหน้าเพียงคนเดียวเท่านั้น หากคนสั่งการมีมากกว่า 1 คนจะก่อให้เกิดความสับสน

        5. มุ่งทิศทางเดียว (Unity of Direction) ผู้บริหารวางแผน พนักงานทุกคนปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันนั้น

        6. งานใครงานมัน (Subordinate of Individual Interest) เวลาทำงานก็คิดแต่เรื่องงานเท่านั้นไม่ต้องคิดเรื่องอื่น

        7. ผลตอบแทน (Remuneration) พนักงานได้ค่าแรงที่ยุติธรรม ไม่ใช่ตามใจบริษัท

       8. รวมศูนย์อำนาจ (Centralization) งานทุกอย่างรวมศูนย์การสั่งการอยู่ที่เดียวกัน ไม่มีการกระจายอำนาจ

        9. สายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง (Chain of superior or Line of authority) สั่งการจากข้างบนลงข้างล่าง รูปแบบโครงสร้างเหมือนทหาร

        10. ทำงานตามคำสั่ง (Order) ทำตามที่ผู้บริหารสั่งการ ไม่ต้องคิดอะไรมาก

        11. มีความเสมอภาค (Equity) ทุกคนได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาค แต่ไม่จำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน

        12. อายุการทำงานที่ยาวนาน (Stability of Tenure) การเข้า ๆ ออก ๆ ของบุคลากรต้องมีจำกัด พนักงานที่ดีจะได้ผลตอบแทนที่ดีเพื่อให้มีอายุการทำงานที่ยาวนาน

        13. การเริ่มดำเนินการ (Initiative) ดูแผนงานให้เข้าใจ แล้วทำตามแผนอย่างเคร่งครัด

        14. ความสามัคคีปรองดองของพนักงาน (Harmony and Cohesion Among Personnel) ต้องไม่แบ่งแยกแล้วปกครอง

        นี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ยุคนี้มองว่าคนเหมือนเครื่องจักร เพราะระบบที่เฟโยลวางไว้นี้ไม่ได้ให้คนมีความคิดริสร้างสรรค์

        อย่างไรก็ตามแนวความคิดนี้มีอิทธิพลสูงมากในองค์กรที่ไม่ได้ทำงานเป็นทีมสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์แบบที่มีอยู่มากในปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรภาครัฐยังติดอยู่ในระบบการบริหารจัดการแบบนี้อยู่ ซึ่งในปัจจุบันถือว่าไม่ทันสมัยเพราะไม่สามารถรับมือกับแนวนโยบายการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้  เฟโยลเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468)

        เรื่องลัทธิทุนนิยมกับระบบการบริหารจัดการ ทั้งสองเรื่องนี้เกิดขึ้นมากว่า 150 ปีแล้วแต่ยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน ท่านต่อไปเกิดหลังเฟโยล 7 ปี


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน