*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75300
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 19 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 2382 , 10:14:42 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรมาจารย์ - ตอนที่ 4

          ในส่วนนี้จะนำเสนอ 3 ท่านคือ วิลเฟรโด พาเรโต, เฟเดอร์ริก วินส์โลว เทย์เลอร์ และ เฮนรี่ แกนท์ 

วิลเฟรโด พาเรโต (Vilfredo Pareto) เจ้าความคิด 80-20

วิลเฟรโด พาเรโต มีชื่อเต็ม Vilfredo Federico Damaso Pareto เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1848 (พ.ศ. 2391) พ่อเป็นวิศวกรชาวอิตาเลียน แม่เป็นคนฝรั่งเศส ท่านเกิดที่กรุงปารีส และย้ายไปอิตาลีในปี ค.ศ. 1858

      ตามประวัติเล่าว่าท่านจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1867 และปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัย Polytechnic University of Turin ในปี ค.ศ. 1870 จุดเน้นที่คนในแวดวงการบริหารจัดการด้านคุณภาพรู้จักท่านคือ Pareto Diagram หรือที่เรียกว่า แผนภูมิพาเรโต ที่โด่งดังจัดเป็นหนึ่งในเจ็ดเครื่องมือของระบบ 7 QC Tools 

       ความจริงแล้วพาเรโตเป็นนักสังคมวิทยา นักเศรษฐศาสตร์ และนักปรัชญา ท่านจบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ และจบปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ แต่มีผลงานทางด้านสังคมวิทยา และจิตวิทยา โดยท่านได้สร้างผลงานไว้มากมายเกี่ยวกับเรื่องการกระจายรายได้ และการวิเคราะห์ทางเลือกในการตัดสินใจของคน

      หลังจบการศึกษาท่านได้เข้าทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทรถไฟของอิตาลีที่เป็นของรัฐ  ต่อมาในปี ค.ศ. 1886 ท่านก็ไปสอนหนังสือใน University of Florence ทางด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารจัดการ ท่านเป็นคนที่มีความสนใจด้านการเมืองเป็นอย่างมาก หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตแล้วท่านได้แต่งงานกับ Alessandrina Bakunin แล้วรูปแบบชีวิตของ่ท่านก็เปลี่ยนไป ท่านออกจากงานสอนมาเขียนบทความวิจารณ์การเมืองต่อต้านรัฐบาล ซึ่งสร้างปัญหาให้กับตัวท่านเป็นอย่างมาก ทั้งถูกตำรวจคอยติดตาม และโดนหมายหัวขึ้นบัญชีดำ ตามประวัติศาสตร์บอกว่าที่ท่านทำแบบนี้เพราะรู้สึกว่าการเมืองเต็มไปด้วยระบบขุนนาง  มีแต่ความร่ำรวยของพวกตนเอง และไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

      ในปี ค.ศ. 1893 ท่านถูกลอน วอลรัส  (Lon Walras) ดึงตัวให้ไปสอนเศรษฐศาสตร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อที่จะให้ไปแทนตำแหน่งที่วอลรัส ทำอยู่ ความจริงสองคนนี่ก็ไม่ค่อยถูกกันเพราะคิดกันคนละแบบโดยเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์ที่ความเห็นต่างกันมากในแง่ของตลาดเสรี และการปกครองของรัฐ นอกจากนั้นวอลรัส เป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง แต่พาเรโตมีความเชื่อมั่นในความเป็นนักการศึกษาสูง ซึ่งวอลรัสเห็นว่าพาเรโตมีศักยภาพควรเป็นผู้นำต่อจากท่าน โดยวอลรัสรู้จักพาเรโตจากการแนะนำของคนอื่นที่บอกว่า “พาเรโตเป็นวิศวกรเหมือนคุณ แต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เหมือนคุณ แล้วเขาก็อยากที่จะเป็นอย่างคุณหากคุณให้โอกาสเขา”

      ผมว่าการที่ท่านถูกชักชวนไปสอนหนังสืออยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ท่านเองก็คงอยากจะไป เพราะตอนนั้นก็มีเรื่องกับรัฐบาลอิตาลี ผลงานของท่านเน้นไปทางด้านเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างมาก ผมขอยกตัวอย่างสิ่งที่ท่านเรียกว่า Pareto Law ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายรายได้ โดยมีสูตรว่า

                                                      log N = log A + m log x 

      โดย N ก็คือจำนวนของผู้มีรายได้ที่สูงกว่า x และ A กับ m เป็นค่าคงที่ สูตรนี้ก็มีคนเอาไปใช้มากในยุคนั้น

      ในปี ค.ศ. 1906 ท่านเฝ้าสังเกตถึงการกระจายรายได้ และความร่ำรวยพบว่าประชากรในอิตาลีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินรวมกันเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ท่านเรียกหลักการนี้ว่า Pareto Principle ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1940 จูแรน (หนึ่งในปรมาจารย์ในหนังสือเล่มนี้ อายุห่างจากพาเรโต 56 ปี และอยู่คนละประเทศ) เอามาประยุกต์เป็นกฎ 80-20 ใช้ในระบบการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ

      เราลองมาดูกันว่ากฎ 80-20หมายความว่าอย่างไร ในกฎนี้บอกว่าอะไรก็ตามส่วนน้อยที่เป็น 20 เปอร์เซ็นต์จะเป็นส่วนสำคัญ แต่อีก 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นส่วนไม่ค่อยสำคัญ (20% vital few, 80% trivial many) ซึ่งเราสามารถนำกฎนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ตลอดในชีวิตจริง เช่น 20 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานสร้างปัญหาให้ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนจะนำไปใช้

      พาเรโตเสียชีวิตเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ที่สวิตเซอร์แลนด์ ผลงานของท่านมีทั้งหนังสือและบทความที่เป็นภาษาอิตาเลียน และภาษาอื่น ๆ แต่ไม่มีเป็นภาษาอังกฤษจึงไม่ได้นำมาลงไว้

      ก่อนจะผ่านท่านพาเรโตไป ลองมาดูสิ่งที่เราใช้งานกันในระบบการบริหารจัดการ สมมุติว่ามีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น เราวิเคราะห์หาสาเหตุได้ 10 ประการ คือ 72, 36, 10, 7, 6, 6, 4, 4, 3, 2 ครั้ง จากนั้นนำข้อมูลมาทำเป็นกราฟแท่ง แนวตั้งแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละประเภทโดยแต่ละแท่งของข้อมูลจะลดลงไปเรื่อย ๆ จากซ้ายไปขวา (ดูรูปประกอบ)

      ให้ตั้งแกนเป็น 2 แกน แกนทางซ้ายเป็นค่าจำนวนครั้งที่วัดได้ แกนทางขวาเป็นเปอร์เซ็นต์  เมื่อเอาค่าทั้งหมดมาบวกกันคือ 72 + 36 + 10 + 7 + 6 + 6 + 4 + 4 + 3 + 2 จะได้เท่ากับ 150 แล้วให้ 150 เท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์

      ต่อจากนั้นให้ลากกราฟเส้นตรงที่เป็นเปอร์เซ็นต์สะสมของความถี่ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆเริ่มต้นจากข้อมูลที่มีความถี่สูงสุดสะสมไปจนกระทั่งได้ 100 เปอร์เซ็นต์

      ข้อมูลที่ได้รับความสนใจจะมีเพียง 2 รายการทางด้านซ้ายที่เปอร์เซ็นต์ สะสมของข้อมูลกลุ่มนี้อยู่ประมาณร้อยละ 80 (ตามหลักการ 80-20 ตัว 80 คือเปอร์เซ็นต์ สะสม ตัว 20 คือ สาเหตุทั้งหมดมี 10 สาเหตุ แต่ที่มีปัญหาหนักที่ควรสนใจมีแค่ 2 สาเหตุ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์) ในตัวอย่างของเราคำนวณได้ เท่ากับ 122 หรือ 76.25  เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเวลาเราจะแก้ปัญหา เราจึงมุ่งไปสนใจในกลุ่ม 20 เปอร์เซ็นต์นี้เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะรอไว้แก้ทีหลัง

Pareto Diadram

      ในระบบงาน QCC หรือ Six Sigma (DMAIC model) หรือ TQM เวลาเราจะนำไปใช้จะมีขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้

       1.เลือกปัญหาหรือกระบวนการที่จะศึกษา 

       2. เก็บข้อมูลโดยใช้ Check Sheet  

       3. เขียนชื่อแกนตั้ง (Y) ซึ่งปกติเป็นความถี่ที่เกิดขึ้นโดยแบ่งสเกลออกเป็นส่วนๆเท่าๆกัน ตามความเหมาะสม

      4. เขียนชื่อแกนนอน (X) แล้วแบ่งออกเป็นช่วง ๆ เท่า ๆ กันตามความเหมาะสม ตามปกติกราฟแท่งที่จะวาดลงบนแกนนี้มักจะมีไม่เกิน 10 แท่ง หากเกินข้อมูลที่เกินจะรวมเป็นแท่งเดียว

      5. เขียนกราฟแท่งของข้อมูลแต่ละชุด ซึ่งข้อมูลใหญ่ที่สุดจะอยู่ด้านซ้ายมือ ลดลงมาตามลำดับ    

     6. ตั้งชื่อแผนภูมิ

     7. ใกล้ กับแท่งอื่น ๆ ทางขวา ให้เขียนแกนตั้งอีก 1 แกน มีสเกลจาก 0 ถึง 100 % โดยแบ่งสเกลเป็นช่วงๆเท่าๆกัน เทียบกับค่าทางด้านซ้าย เขียนข้อมูลความถี่รวมด้วยกราฟเส้นตรง โดยวางจุดให้อยู่กึ่งกลางแท่งกราฟจนถึง 100 % ค่า 100% จะเท่ากับผลรวมของค่าที่ได้

 

                          

Pareto Diagram 

      80 เปอร์เซ็นต์หรือเหตุกาณ์สำคัญก็มีอยู่แค่ 2 แท่ง

      ผ่านจากท่านพาเรโตจะมาถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการบริหารจัดการ ชื่อเสียงโด่งดังมาก ท่านเกิดท่านหลังพาเรโต 6 ปี เป็นชาวอเมริกัน

 

เฟเดอร์ริก วินส์โลว เทย์เลอร์ (F.W.Taylor) บิดาแห่งการบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

เฟเดอร์ริก วินส์โลว เทย์เลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) เป็นคนอเมริกัน ท่านจบปริญญาตรีจาก Stevens Institute of Technology ทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล เมื่ออายุ 25 ปี ในขณะที่ทำงานไปด้วย และไม่ใช่เรียนเก่ง ทำงานเก่งอย่างเดียว ท่านยังเป็นแชมป์เทนนิส โดยใช้ไม้ตีที่ตัวเองออกแบบเอง จุดเด่นมีหลายด้านแต่สรุปว่าเป็นเรื่องการบริหารจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) 

       ท่านนับว่าสุดยอดปรมาจารย์อีกท่านหนึ่ง ถึงแม้ว่าผลงานของท่านหลายอย่างที่ทำท่าจะใช้ไม่ได้ในยุคสารสนเทศ  แต่ท่านก็จัดเป็นสุดยอดปรมาจารย์มากว่า 100 ปีในยุคอุตสาหกรรมจนได้ชื่อว่า The Father of Scientific Management ที่สร้างผลงานไว้มากมาย

      เทย์เลอร์เกิดในตระกูลคนมีฐานะที่เมือง Philadelphia รัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่พ่อของท่านเป็นนักกฎหมาย เลยอยากให้ลูกเจริญรอยตาม พ่อและแม่ของท่านเป็น เควคเกอร์ส (Quakers) ซึ่งเป็นศาสนาคริสต์นิกายหนึ่งที่เคร่งครัดมาก เมื่อตอนเด็กเทย์เลอร์รับหลาย ๆ อย่างมาจากนิกายนี้ รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมตนเอง ทำให้ท่านมีความสามารถในการลดความโต้แย้งกับผู้อื่นได้ดีพอสมควร ในช่วงที่ท่านทำงานเนื่องจากสายตาไม่ดีจึงถูกส่งตัวให้ไปเป็นคนวางแบบในโรงงานในระดับ Shop Floor Worker (พนักงานระดับล่างสุด) ท่านจึงมีความรู้และประสบการณ์โรงงานในตอนนั้น และท่านก็เป็นคนชอบคิด ชอบนับ และวัดสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อหาหนทางที่ดีที่สุดในการทำสิ่งต่าง ๆ

      ต่อจากนั้นท่านได้เข้าทำงานในโรงงานเหล็ก Bethlehem Steel (เคยเป็นบริษัทผลิตเหล็กใหญ่เป็นอันดับที่สองของสหรัฐอเมริกาอเมริกา ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001) ซึ่งที่นี่เทย์เลอร์ได้ไปวางหลักเกณฑ์การทำงานเอาไว้โดยการเฝ้าสำรวจการทำงาน และสังเกตดูคนงานใช้พลั่ว ซึ่งท่านวิจารณ์ว่าใช้กันอย่างไม่ถูกต้องและไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

      ท่านเริ่มฉายแววในการวิเคราะห์การทำงาน (Work Analysis) และยังได้ออกแบบเครื่องจักรความเร็วสูงไว้ที่โรงงานแห่งนี้ด้วย แต่ในการทดลองหลาย ๆ เรื่องของท่านเกิดปัญหาและไม่ประสบผลสำเร็จ จึงทำให้ท่านถูกให้ออกจากงาน

      เทย์เลอร์มองว่าการบริหารจัดการในสมัยของท่านยังไม่มีระบบ บุคลากรหรือผู้บริหารจะเน้นตามความสามารถเฉพาะตัว ไม่มีระบบที่ชัดเจน และขาดการฝึกอบรมที่เหมาะสม

      ก่อนหน้านั้นไม่นาน นักคิดท่านหนึ่งชื่อ Louis Brandeis ที่ให้ความสนใจในเรื่องการบริหารจัดการเหมือนกัน และมองเห็นคล้ายคลึงกับเทเลอร์ ได้บัญญัติศัพท์ที่สำคัญออกมาคำหนึ่งว่า Scientific Management หรือการบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ 

      เทย์เลอร์อาศัยสิ่งเหล่านี้เอามาเขียนเป็นบทความที่ชื่อว่า The Principle of Scientific Management โดยเรื่องราวจะเป็นการสัมภาษณ์ ซึ่งท่านบอกว่าสิ่งที่อยู่ในบทความนี้เป็นสิ่งที่ท่านได้ทุ่มเททำการทดลองกับหลายบริษัท

      หลักการของท่านที่วางไว้ต่อมาเรียกกันว่า Taylor’s Principle หรือ Taylorism (ตัวอักษรที่เอามาเติมท้ายคือ –ism แปลว่า ลัทธิ ระบบ ทฤษฎี หรือเลื่อมใส) ในหลักการเกี่ยวกับ Scientific Management ท่านได้วางไว้ว่า

      1. ให้เลิกวิธีการทำงานแบบอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน แล้วใช้วิธีการที่ผ่านการศึกษากระบวนการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์แทน

      2. ให้คัดเลือกคน ฝึกอบรม แล้วพัฒนาเชิงวิทยาศาสตร์แทนการปล่อยให้พวกเขาฝึกฝนตัวเองตามยถากรรม

      3. จัดทำคู่มือการทำงานอย่างละเอียดให้กับพนักงานแต่ละคนที่ทำหน้าที่แต่ละอย่าง

      4. แบ่งสรรงานให้ผู้บริหารและคนงานให้เท่า ๆ กันเพื่อให้ผู้บริหารสามารถวางแผนงานและคนงานสามารถทำงานตามแผนได้

      แนวความคิดแบบนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะมีหลายส่วนคล้ายกับเฟโยลที่เกิดก่อนเทย์เลอร์ 15 ปี ซึ่งหลักการของเทเลอร์จะเน้นการบริหารงานเชิงบังคับ ที่บังคับทั้งคนงานไปจนถึงผู้บริหาร จนในที่สุดมีช่วงหนึ่งไม่รู้ผู้บริหารของ Watertown Arsenal ที่ได้นำเอาหลักการของเทย์เลอร์

ไปใช้บังคับมากเกินไปทำให้คนงานสไตรค์ จนเรื่องถึงรัฐสภาอเมริกันเลยต้องมีการสอบสวน

      หลักการที่สำคัญส่วนหนึ่งของเทย์เลอร์เห็นว่า คุณต้องวิเคราะห์งานก่อนที่จะนำไปใช้ปฏิบัติ แล้วจะเห็นวิธีการที่ดีที่สุด การวิเคราะห์การทำงานที่นิยมใช้มากในขณะนั้นและมาจากแนวคิดของ เทย์เลอร์ก็คือ Time and Motion Study หรือการศึกษาเวลากับความเคลื่อนไหว ที่วิศวกรโรงงาน หรือวิศวกรอุตสาหการจะรู้จักดี โดยท่านแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ แล้วเฝ้าวัดเวลาในการทำงานเป็นหน่วยของนาทีเลยทีเดียว

      ในความเป็นจริง Time and Motion Study เกิดจากการรวมตัวของ Time Study ที่เป็นของท่านเอง กับ Motion Study ของ Frank และ Lillian Gilbret (ปรมาจารย์ที่กล่าวถึงในภายหลังเพราะท่านเกิดหลังเทย์เลอร์) จากการนำเอามารวมกันทำให้เกิดปัญหามีเรื่องมีราวกันกัน เพราะไม่รู้ว่าจริงๆใครไปเอาของใครมา

      เมื่อนำตรงนี้มาวิเคราะห์การทำงานหรือออกแบบวิธีการทำงานก็จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานหลายอย่างลงได้ หากยังนึกไม่ออกว่า เมื่อวิเคราะห์ออกมาเป็นหลักการแล้ว เมื่อลงมือปฏิบัติในโรงงานจะเป็นอย่างไร ก็ลองนึกถึงหุ่นยนต์ในโรงงาน ที่ต้องเคลื่อนไหวเหมือน ๆ กันตลอดเวลา หรือลองจินตนาการในโรงงานเย็บผ้าที่คนงานใช้มือขวาหยิบชิ้นผ้าที่ 1 มือซ้ายหยิบชิ้นที่ 2 วางทาบกันแล้วป้อนเข้าเข็มจักรอุตสากรรมด้วยมือซ้าย เสร็จแล้วส่งชิ้นผ้าที่เย็บแล้วลงตะกร้าด้วยมือซ้าย ก็ทำอยู่แค่นี้ ทำให้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์อยู่มากว่าปฏิบัติต่อคนเหมือนเครื่องจักร

      ผลงานของเทย์เลอร์ส่งผลกระทบไปทั่วโลกทั้งในอเมริกา ยุโรป และไปจนถึงรัสเซีย ผลงานที่เทย์เลอร์ได้สร้างไว้ให้แก่วงการสรุปได้คือ

      1. ใช้หลักการและเหตุผล

      2. ปรับปรุงคุณภาพ

      3. ลดต้นทุน

      4. เพิ่มค่าแรง

      5. เพิ่มผลผลิต

      6. ประสานความร่วมมือกับสหภาพแรงงาน

      7. วิจัยทดลองก่อนลงมือปฏิบัติ

      8. กำหนดภารกิจและเป้าหมายที่ชัดเจน

      9. ศึกษาผลป้อนกลับที่ได้จากการทำงาน (Feedback)

      10. ฝึกอบรมคนงาน

      11. ช่วยเหลือและให้การสนับสนุนร่วมกัน

      12. ลดความเครียดในการทำงาน

      13. คัดเลือกบุคลากรอย่างระมัดระวังและพัฒนาบุคลากร

      เทย์เลอร์จึงเป็นคนแรกที่นำเสนอหลักการที่เป็นระบบในการประสานร่วมระหว่างงาน เครื่องมือ วิธีการ และทักษะของคน ท่านเสียชีวิตเมื่อ 21 มีนาคม ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) สำหรับผลงานของท่านจะไม่ค่อยมีออกมาเป็นหนังสือ เพราะท่านเป็นนักปฏิบัติมากกว่านักทฤษฎี จึงมีแต่คนเขียนถึงท่าน เช่น

F. W. Taylor : Critical Evaluations in Business and Management

      จากท่านเทเลอร์ไปก็ถึงนักคิดผู้ยื่งใหญ่อีกท่านหนึ่ง ท่านเกิดหลังเทย์เลอร์ 5 ปี

 

เฮนรี่ แกนท์ (Henry Gantt) ปรมาจารย์ผู้ทิ้งเทคนิคการวางแผนไว้ให้คนรุ่นหลัง

      เฮนรี่ แกนท์ ชื่อเต็มของท่านคือ Henry Laurence Gantt เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) ใน รัฐแมรี่แลนด์ (Maryland)  ประเทศสหรัฐอเมริกา การศึกษาของท่านเท่าที่รวบรวมมาได้คือ ปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จุดเน้นในบทความนี้เป็นเรื่อง Gantt Chart ที่ใช้มากในงานโปรเจคหรืองานโครงการ การันตีได้ว่านักวางแผนต้องรู้จักดี

      หลังจากจบการศึกษาออกมาก็ไปเป็นครู หลังจากนั้นไปทำงานเป็นวิศวกรเครื่องกล โดยทำงานร่วมกับเทย์เลอร์ ที่โรงงานเหล็กใน Midvale Steel และ Bethlehem Steel จนถึงปี ค.ศ. 1893 ต่อมาก็เปลี่ยนอาชีพไปเป็นที่ปรึกษา 

      ผลงานของแกนท์ที่โดดเด่นคือ Gantt’s Chart ออกมาในปี ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) ช่วงที่ออกมาไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไร แต่หลังจากนั้นไม่นานมีคนนำไปใช้มากขึ้น โครงการใหญ่ ๆ อย่างเขื่อนฮูเวอร์ หรือทางหลวงสำคัญ ๆ ในอเมริกาก็อาศัย Gantt’s Chart ช่วยวางแผน ผู้ที่ใช้งานเปรียบเทียบว่า Gantt Chart เหมือนBird Eye View คือเหมือนตาของนกที่บินอยู่บนอากาศที่มองลงมาเห็นแผนงานในภาพรวมทั้งหมด

       Gantt’s Chart

      Gantt’s Chart นำมาประยุกต์ใช้กันมากในงานโครงการหรืองานวางแผนที่ต้องการให้เห็นอย่างชัดเจนว่างานไหนต้องทำในขั้นตอนไหน และเวลาใด ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าควรจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ใครที่ทำงานโครงการแล้วไม่รู้จัก Gantt’s Chart แสดงว่ายังห่างไกล

      ขนาดที่ว่าไมโครซอฟต์เองยังเอาไปประยุกต์เป็นโปรแกรม Microsoft Project แต่บอกไว้ก่อนว่าโปรแกรมนี้ไม่ง่ายนัก ต้องรู้ระบบการวางแผนดีมากพอสมควรถึงจะนำมาใช้ได้ และถ้าเก่งแล้วจะมีประโยชน์มาก เพราะลดเวลาการวางแผนได้มากจริง ๆ

      รูปแบบที่ง่ายที่สุดเป็นไปตามด้านล่างโดยจะมีลำดับและรายการอยู่ทางซ้าย

      ซึ่งอาจมีผู้รับผิดชอบด้วย ส่วนทางขวาจะเป็นเวลา หน่วยอาจจะเป็นอะไรก็ได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น

      หลัการนำไปใช้งาน

      1. ต้องรู้ว่าโครงการเริ่มเมื่อไร และควรจะจบลงเมื่อไร

      2. คิดขั้นตอนในโครงการทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง

      3. นำขั้นตอนมาใส่ลงใน Gantt’s Chart โดยพยายามเรียงลำดับให้ได้ก่อนหลังจากการสร้างแนวคิดว่างานใดต้องทำก่อนหรือหลังงานใด และมีงานไหนหรือไม่ที่ไม่ต้องตามหลังงานอื่น

      4. ใส่ข้อมูลลงใน Chart ถ้าทำได้ให้โยงถึงกันให้เห็นได้ชัด

      5. ดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ทำเมื่อไร ทำที่ไหน ใครรับผิดชอบ

      ต้องเข้าใจว่าการวางแผนคือการเดาเหตุกาณ์ข้างหน้าโดยอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่ ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าแผนจะต้องตรงกับที่ปฏิบัติได้เสมอไป จึงต้องมีการตรวจสอบความคืบหน้าเทียบกับแผนเป็นระยะ ๆ ถ้าไม่ได้ก็ต้องปรับแผน แต่อย่าปรับแผนบ่อยเพราะจะขาดความศักดิ์สิทธิ์ ให้คิดเสมอว่าเมื่อไม่ได้ตามแผนก็ต้องหาสาเหตุว่าทำไมก่อนที่จะไปแก้แผน การแก้แผนก็ไม่ใช่เรื่องสนุก ใครเคยทำก็จะรู้ ยิ่งเป็นโปรเจกต์ใหญ่ๆ แผนยิ่งแก้ยาก โปรแกรมของไมโครซอฟต์ก็ดีตรงนี้ ส่วนรูปแบบของ Gantt’s Chart ก็มีหลายแบบแล้วแต่จะออกแบบกัน

      แกนท์เสียชีวิตในวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1919 (พ.ศ. 2462) แกนท์น่าจะไม่ได้เขียนหนังสือไว้มาก เพราะเห็นมีแต่หนังสือที่คนอื่นเขียนถึงท่าน รวมทั้งผลงานของท่านที่อาจหาได้จาก

The World's Newest Profession : Management Consulting in the Twentieth Century 

McKenna (Hardcover - Jun 30, 2006)

Management of Professionals, Second Edition (Food Science and Technology) On Time Within

Project Manager's Portable Handbook by David

 

ตัวอย่าง Gantt’s Chart

       ถัดจากเฮนรี่ แกนท์ 3 ปี ก็มาถึงบุคคลสำคัญมากอีกท่านหนึ่งจากยุโรป ที่ปูพื้นฐานการบริหารจัดการที่ยาวนาน

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน