*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 19 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 2884 , 18:28:36 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ตำนาน Bureaucracy อันลือลั่น

        แม็กซ์ เวเบอร์เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1864 (พ.ศ. 2407) เป็นชาวเยอรมัน จบการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมาย และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน บทความนี้วางจุดเด่นของท่านไว้ที่เรื่องโครงสร้างองค์กรและผู้บริหาร ต้นตำรับ Bureaucracy หรือระบบราชการ หรือระบบเจ้าขุนมูลนาย

        ที่กล่าวว่าเป็นตำนานเพราะหลังจากที่ใช้มานานเกือบ 100 ปี ระบบนี้ก็กำลังจะหายไปจากโลกนี้ในไม่ช้า เพราะปรับตัวเข้ากับยุคสารสนเทศไม่ได้   

        เวเบอร์จัดเป็นปรมาจารย์รุ่นเก๋าอีกท่านหนึ่งที่เกิดหลังเฮนรี่ เฟโยล 23 ปี ท่านเป็นนักสังคมวิทยาที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นปรมาจารย์ด้านบริหารจัดการ แต่ค่อนข้างจะเป็นภาพรวมใหญ่ คือลักษณะการบริหารงานขององค์กร  หลังจากจบการศึกษามาก็เข้าทำงานกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเยอรมนี ตั้งแต่ University of Berlin ไปจนถึง University of Munich

        เวเบอร์ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งสังคมวิทยายุคใหม่ (The Father of Modern Sociology)  ซึ่งแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 100 ปีแต่ผลงานของท่านก็ยังคงมีใช้อยู่ในปัจจุบัน

        ความจริงแล้วเข็มของท่านมุ่งเน้นไปทางด้านสังคมวิทยาตีคู่กับคาร์ล มาร์กซ์ (ปี ค.ศ. 1818-1883) ที่เป็นคนเยอรมันเหมือนกัน สำหรับคาร์ล มากส์ไปไกลถึงขนาดทฤษฎีของท่านกล่าวขานกันในชื่อของมาริกซ์ (Marxist) อย่างที่ว่าความสนใจของเวเบอร์มีหลายแขนงทั้งสังคม ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ผลงานทางด้านการบริหารจัดการจึงไม่เด่นชัดมากนัก            

        เวเบอร์มีความเชื่อในระบบ Bureaucracy ที่มีโครงสร้างการทำงานหลายชั้นเหมือนในระบบราชการดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นระบบบริหารจัดการของโลกที่มีมาเป็นร้อยปีแล้วตั้งแต่เริ่มยุคอุตสาหกรรมใหม่ ๆ  ยิ่งองค์กรใหญ่ระดับชั้นการบังคับบัญชายิ่งต้องซับซ้อน ท่านจึงเชื่อว่าเป็นระบบบริหารจัดการที่ได้ผล

        หนังสือของท่านเล่มแรกชื่อ The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism ออกมาในปี ค.ศ. 1905 ไม่เน้นการบริหารจัดการมากนัก มุ่งไปทางด้านจริยธรรมของชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ เทียบกับคาทอลิก และโยงมาเรื่องการทำงาน

        ในปีต่อมาท่านออกบทความ The Methodology of the Social Sciences ที่เกี่ยวกับสังคมวิทยา ในปี ค.ศ. 1909 ออกบทความ Economy and Society ที่มีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

        หนังสือเล่มที่สองออกมาชื่อ The Theory of Social and Economic Organization ออกมาในปี ค.ศ. 1924 กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารตามหลัก Bureaucracy 3 แบบคือ

1. พวกใช้เหตุผล (Rational authority) คือพวกที่ใช้อำนาจตามกฎ ระเบียบ ขั้นตอนการทำงานที่เคร่งครัด

2. พวกสืบทอดตำแหน่ง (Positional authority) กลุ่มผู้บริหารพวกนี้จะสืบทอดกันมา การบริหารจัดการก็จะเน้นแนวเดิม ๆ ที่เคยทำกันมาแล้ว เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น

3. พวกที่ใช้เสน่ห์หรืออิทธิพลทางจิตใจ (Charismatic authority) หรือถ้าจะว่ากันไปคือจะใช้คุณสมบัติส่วนตัวที่มีอยู่ หรืออาจจะเรียกว่าบารมีก็ได้

        อย่างที่ว่าท่านเชื่อมั่นใน Bureaucracy มากว่าเป็นรูปแบบที่ให้ประสิทธิภาพในการบริหารงานที่สุด (รูปแบบนี้ค่อนข้างขัดกับแนวทางการบริหารยุคปัจจุบัน จะได้เห็นผู้บริหารดังๆที่ประสบความสำเร็จในการบริหารอย่างเช่น Jack Welch ผู้บริหารที่ฝ่าฟัน GE ให้พลิกผันมามีกำไรมหาศาล ที่เกลียดระบบ Bureaucracy เข้ากระดูกดำ) ความจริงแล้วที่ท่านวางแบบนี้เอาไว้ก็มีเจตนาที่จะบรรเทาการคอรับชั่น  การบริหารที่ไม่เป็นธรรม และเอาระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติ หรือประเภทเล่นพรรคเล่นพวกเข้ามาทำงาน ดังนั้นองค์กรในฝันของท่านก็คือแบบ Rational Authority ที่ท่านบอกว่าเหนือกว่าอีก 2 ประเภท และแจกแจงว่า ประสิทธิภาพของระบบแบบนี้จะมีได้ต้อง

        1. กำหนดตำแหน่งหน้าที่การงาน บ่งบอกสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจน และทำตามกฎอย่างเคร่งครัด

        2. ผู้บริหารใช้อำนาจตามกฎระเบียบ

        3. แบ่งโครงสร้างองค์กรตามลำดับชั้น

        4. เขียนกฎ ระเบียบ และขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน

        5. ผู้บริหารผ่านการอบรมฝึกฝนด้านเทคนิคการทำงาน

        6. แต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ตามความสามารถ

        7. เลื่อนขั้นหรือตำแหน่งโดยดูจากสมรรถนะ

        8. บ่งบอกเส้นทางของตำแหน่งหน้าที่อย่างชัดเจน

        เวเบอร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) และตั้งแต่ยุคของท่านก็เริ่มมีนักคิดนำเสนอผลงานของตัวเองออกมาเป็นหนังสือบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งของหนังสือของที่ท่านเขียนไว้

The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism

Economy and Society: An Outline of Interpretive Sociology

The Theory of Social And Economic Organization

The Sociology of Religion

Weber: Political Writings

Max Weber: Selections in Translation

        ปรมาจารย์ท่านถัดไปก็เกิดเวลาไม่ไกลกันนักและกลับมาที่ทวีปอเมริกา

 

แฟรงค์ บังเคอร์ จิลเบรธ (Frank Bunker Gilbreth) คู่ปรับตลอดกาลของ Taylor

 แฟรงค์ บังเคอร์ จิลเบรธ เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ที่ Fairfield เมือง Maine รัฐนิวเจอร์ซีย์ (New Jersey) ก็เป็นคนอเมริกัน ในด้านการศึกษา  ท่านน่าจะเป็นปรมาจารย์ท่านเดียวในที่นี้ที่เรียนมาแค่ High School หรือที่เราเรียกว่า มัธยมปลาย เท่านั้น

        จุดเด่นของท่านในบทความนี้คือ การศึกษาการเคลื่อนไหว (Motion Study) ซึ่งจัดว่าเป็น การบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) อย่างหนึ่ง โดยผลงานของท่านคือส่วนของ Motion หรือความเคลื่อนไหวที่ไปปนอยู่กับ Time and Motion  และถูกไปเหมารวมว่าเป็นของเทย์เลอร์ทั้งหมดนั่นเอง ความจริงแล้วของ เทย์เลอร์จะมีแค่ตัว Time อย่างเดียว

จิลเบรธตามประวัติบอกว่าจบแค่มัธยมปลาย เริ่มทำงานเป็นคนงานก่ออิฐ พัฒนาตัวเองจนเป็นเถ้าแก่ แล้วกลายมาเป็นนักคิดด้านการบริหารจัดการ ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะความมีสติปัญญาเฝ้าคิดเฝ้าสังเกตในระหว่างการทำงาน จนสุดท้ายเมื่อมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแล้วก็มาตั้งบริษัทที่ปรึกษาและยังเคยเข้าไปสอนใน Purdue University อีกด้วย

        แม้ไม่ได้จบปริญญาเอกเหมือนคนอื่น  แต่ท่านเป็นคนฉลาด โดยในการเรียงอิฐท่านจะเฝ้าสังเกตว่าทำอย่างไรจึงจะเรียงได้เร็วโดยท่าทางไม่ติดขัด และมีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคืองานนี้มีคนช่วยคิด คือ Lillian Moller Gilbreths ภรรยาของท่านนั่นเอง

        ในการเฝ้าดูของท่านเริ่มมาทำตอนเป็นเถ้าแก่ เพราะได้เฝ้าดูและสังเกตพฤติกรรมแบบนี้จากหลาย ๆ แห่ง ในการเฝ้าสังเกตก็มีการใช้เครื่องมือ เช่น กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวมาประกอบด้วยเพื่อไม่ให้ผู้ถูกเฝ้าดูเกิดอาการไม่เป็นธรรมชาติ จุดมุ่งหมายหลักในการเฝ้าสังเกตนี้ในตอนแรกคือต้องการให้ได้งานที่คนงานทำออกมาในปริมาณมาก และเพื่อหาวิธีให้การทำงานให้สะดวกขึ้น

        เมื่อดูตามประวัติท่านได้ลดท่าทางต่าง ๆ ในการทำงานเรียงอิฐเหลือแค่ 17 ท่า หรือที่เรียกว่า Therbligs วิธีการของจิลเบรธกล่าวกันว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่สอนว่าเราต้องคอยสังเกตสิ่งที่เราทำทุกอย่างในสถานที่ทำงาน ต้องมีคำถามอยู่ในใจตลอด และปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

        แนวทางที่เรียกว่า Therbligs นี่เองที่ออกมาเป็นหลักการของการบริหารจัดการด้านคุณภาพซึ่งสำคัญมากเรื่องหนึ่งคือ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ที่มีอยู่แทบทุกระบบงานที่ทันสมัยในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น TQM, QCC, Six Sigma หรือ ISO 9000

        เห็นได้ชัดเจนว่างานของจิลเบรธไปในทางเดียวกับของเทย์เลอร์ แต่มีความแตกต่างกันที่เทย์เลอร์มุ่งไปที่เวลา และสัญลักษณ์ของ Taylorism หรือ Taylor System ที่มีปรากฎอยู่ทั่วไปก็เป็นนาฬิกาจับเวลา แต่จิลเบรธจะเน้นการลดขั้นตอนของความเคลื่อนไหวของคน

        เมื่อมองในแง่ของคนงาน งานของจิลเบรธ ทำให้คนงานทำงานสบายกว่าเพราะไปตัดลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก แต่ของเทย์เลอร์ที่เป็นการบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) นั้นได้ไปเน้นการเปลี่ยนแนวทางการจ่ายค่าแรงของคนงาน ทำให้กิจการได้เงินมากขึ้น แต่สร้างปัญหากับคนงาน

        สองปัจจัยนี้ต่อมาได้นำมารวมกันเป็น Time and Motion Study ซึ่งทำให้เกิดปัญหากันในยุคนั้นว่าผลงานนี้ควรจะเป็นของใคร หลังจากเทย์เลอร์เสียชีวิตไปแล้วซึ่งในช่วงนั้นจิลเบรธยังมีชีวิตอยู่ ลูกศิษย์ของทั้งสองฝ่ายต่างก็ทะเลาะกัน แต่หลังจากจิลเบรธเสียชีวิตไปลิลเลียน (Lillian) ก็เข้ามาช่วยสงบศึก แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าน่าจะเป็นลิขสิทธิ์ของใครกันแน่

        ต่อไปเราลองมาดูหลักการของจิลเบรธกันดีกว่า คำว่า Therbligs ไม่มีคำแปลในภาษาอังกฤษ  เป็นชื่อที่ท่านตั้งขึ้นมาเอง โดยมีความหมายในการที่จะเป็นกุญแจในการไขปริศนาวิธีการทำงานของเราให้รวดเร็วขึ้น โดยการกำจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นที่ทำให้เสียทั้งแรงงานและเวลาออกไป ทั้งสองสามีภรรยาจึงได้ช่วยกันพัฒนาระบบนี้ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1908-1924 และเนื่องจากยังไม่เคยมีใครคิดสิ่งนี้ในสมัยนั้น Therbligs (ตามรูป) จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากในสมัยนั้น

Therbligs Chart

        เจ้าของระบบบอกว่าต้องเข้าใจว่า Therbligs ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับ Time Study ของเทย์เลอร์ ท่านกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะว่าเทย์เลอร์ไม่เคยทำอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า Motion study เลย ท่านกล่าวว่าหลักการตัวนี้สามารถเอาไปใช้ได้แม้กระทั่งความเคลื่อนไหวขนาดเล็ก ๆ

Therbligs Chart

 

        เริ่มจาก Search คือค้นหาแสดงด้วยรูปตา กระบวนการเริ่มจากการที่ตามองหาสิ่งของก่อน จนพบเห็นสิ่งของนั้น ท่านเพิ่มเติมเอาไว้ว่าต้องใส่ใจในเรื่องของเวลาด้วย สภาพของสิ่งที่จะหาก็สำคัญ อาจมีหลายมิติทำให้ความตั้งใจและเวลาที่จะใช้แตกต่างกันไป เช่นหาแผ่นกระดาษบนโต๊ะถือเป็น 1 มิติ การค้นหาสวิตช์ไฟบนผนังห้องถือเป็น 2 มิติ การค้นหาสวิตช์พัดลมติดผนังที่เป็นโซ่หรือเชือก ใช้วิธีดึงถือเป็น 3 มิติ เรื่องของสีก็สำคัญ ท่านบอกว่าการที่จะลดเวลาในการค้นหาลงได้จะต้องจัดวางเครื่องมือให้เป็นระบบโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า Packet Principle

        ตัวที่สองคือFind แปลว่า พบ รูปตาเหมือนกันแต่ลูกตาอยู่ตรงกลาง ผู้ที่นำไปวิเคราะห์กล่าวว่า ระบบของ Gilgreths เมื่อพบแล้วไม่เห็นจะต้องลดเวลาลงได้เลย แต่อย่างไรเชื่อว่าท่านใส่กระบวนการตรงนี้เพื่อให้เกิดความครบถ้วน และคงคิดว่าอาจมีกระบวนการทำงานอย่างอื่นต้องใช้

        ต่อไปเป็น Select แปลว่า เลือก รูปจะเป็นลูกศรเล็งไปที่สิ่งที่ต้องการ ในแง่ของ Gilbreths ท่านใส่เอาไว้ในกรณีที่ตรงนั้นมีวัตถุที่เหมือนกันหลายอัน เช่น การเลือกดินสอสีที่ต้องการในกล่องสีเป็นต้น หากการเลือกใช้เวลามากก็คงต้องมาทำเครื่องหมายสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจน จะได้เลือกได้เร็วขึ้น เช่น หาแถบติดที่ดินสอ       

        ตัวต่อไปเป็น Grasp แปลว่า จับ เป็นรูปมือ กระบวนการจับจะเสร็จสิ้นลงตรงที่คนเอื้อมมือไปสัมผัสวัตถุ ท่านบอกไว้ว่าเวลาที่ใช้จะแปรตามความยากง่ายของการจับ ทั้งรูปทรงของสิ่งของนั้นเองหรือที่ที่มันวางอยู่ ของร้อนกับของเย็นก็เช่นกัน หากจะจับให้ได้เร็วก็ต้องใช้ถุงมือ หรือเครื่องมือช่วยจับ ตรงนี้จะรวมถึงการจับแบบเหมาะมือหรือไม่ด้วย

        ตัวต่อไปเป็นHold แปลว่า ยึด หรือ ถือ ก็ได้ สัญลักษณ์เป็นรูปแม่เหล็ก ท่านว่าเป็นอาการที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ท่านบอกว่าเราสามารถที่จะถือสิ่งของไว้ด้วยมือหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ใช้อีกมือหนึ่งทำอย่างอื่นจะได้เร็ว ความจริงต้นฉบับของ Gilbreths มองว่าตรงนี้เป็น Grasp ทั้ง Alan Mogensen และ Ralph Barnes ผู้ที่เอาหลักนี้มาขยายความเป็นงานเขียน ท่านเป็นผู้แยกเอา Hold ออกมา

        ต่อไปก็ Transport Loaded แปลว่า ลงมือเคลื่อนไหว ขั้นตอนคือเมื่อถือไว้มั่นแล้วก็ลงมือทำงาน จะเกิดมีน้ำหนักอยู่ที่มือ โดยจะไปจบลงที่ก่อนมือปล่อยน้ำหนักทิ้ง หรือหยุดทำงาน หรือหยุดประกอบชิ้นส่วน ความมุ่งหมายในขั้นตอนนี้ต้องการลดระยะทาง และเวลา หากต้องการพัฒนาในงานของจิลเบรธ ท่านก็มีการคำนวณน้ำหนักต่าง ๆ ที่มือทำงานไว้อีกด้วย เพื่อแก้ปัญหา หรือลดความเครียดที่มือจะได้รับ  การแก้ไขบางอย่างท่านว่าอาจต้องทำเป็นพื้นเอียงลาดเพื่อลดน้ำหนักจากแรงโน้มถ่วงของโลก

        ต่อไป Transport Empty แปลว่า ปล่อยมือ รูปจะเป็นมือที่ว่างเปล่า ซึ่งเท่ากับเป็นการเคลื่อนมือออกจากวัตถุที่ถือ ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็น Non-Productive คือไม่ทำให้เกิดผลผลิต ดังนั้นลดได้ก็ลดเสีย ทางแก้ไขก็ต้องลดระยะทางลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

        ขั้นต่อไปก็ Position แปลว่า วางตำแหน่ง เช่น วางตำแหน่งของสกรูให้อยู่ในแนวตั้ง พร้อมที่จะขันเข้าในเนื้อไม้ หากวางตำแหน่งไม่ดีก็เสียเวลา จะปรับปรุงตรงนี้ก็ต้องคล้ายกับ Hold เช่น หากเสียบปากกาใว้ในกระเป๋า เวลาหยิบก็จะใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้หนีบจับขึ้นมาที่ส่วนบน หากปากกาวางไว้บนโต๊ะ การหยิบก็แตกต่างกันไปที่มักหยิบตรงกลางด้าม

        ต่อไปเป็น Assemble แปลว่า ประกอบ กระบวนการของ Therbligs เริ่มจากการนำเอาชิ้นส่วนตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปประกอบเข้าด้วยกัน และจบลงที่ Transport Loaded หรือมือไปหยิบอีกชิ้นส่วนหนึ่ง ตรงนี้ในระบบทั่วไปเป็นขั้นตอนซับซ้อนที่สามารถพัฒนาปรับลดเวลาได้ เช่น ในการขันสกรูหรือน็อต หากตัวมันเล็กไป เราก็ต้องปรับเพิ่มขนาดให้เหมาะมันถึงจะขันได้เร็ว ตรงนี้ในทางวิศวกรรมอุตสาหการ เขาจะเอาไปพัฒนาสายการผลิตเพื่อให้ผลิตได้เร็วขึ้น

        ต่อไปเป็น Use แปลตรงตัวว่า ใช้ ท่านบอกว่าตรงนี้อย่าเอาไปสับสนกับ Assembly อธิบายด้วยตัวอย่างดีกว่า เช่น เรากำลังเอาดอกสว่านใส่เข้ากับตัวสว่าน ตรงนี้เป็น Assembly  ส่วน Use นั้นก็เมื่อเราเอาสว่านไปใช้งานเจาะนั่นแหละ ท่านบอกละเลยขั้นนี้ไม่ได้

        ต่อไปก็ Disassemble ถอดออก กระบวนการนี้ตรงข้ามกับ Assemble ก็แล้วแต่กระบวนการมันจะทำอะไร จะประกอบหรือจะถอดออก จากตัวอย่างที่แล้วเมื่อเราเจาะเสร็จก็ต้องถอดดอกสว่านออก ที่กระบวนการอาจต้องการใช้ดอกสว่าน 2 ขนาด ก็หาทางปรับปรุงงานที่เหมาะสมเอา จิลเบรธ ยังบอกอีกว่าขั้นตอนนี้ออกแบบดี ๆ ก็อาจจะตัดทิ้งได้

        ต่อไปก็คือ Inspect แปลว่าตรวจสอบ เป็นการตรวจดูเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ ที่ต้องใช้ความสามารถพอสมควร และขึ้นกับสิ่งที่จะตรวจด้วย กระบวนการเริ่มจากหยิบวัตถุขึ้นมา หรือมองดู แล้วจบลงที่ปล่อยวัตถุลง กระบวนการเหล่านี้ก็ปรับปรุงพัฒนาได้มากเช่นกัน จิลเบรธเล่าว่ามีอยู่ตอนหนึ่งที่ท่านสังเกตดูคนงานตรวจสอบหลอดไฟว่าไส้หลอดขาดหรือไม่โดยการยกขึ้นส่องดูกับแสงสว่างบนเพดาน ท่านปรับปรุงกระบวนการโดยให้วางหลอดไว้บนโต๊ะที่ติดกระจกแล้วมีแสงไฟอยู่ด้านใต้ นี่ก็เป็นการลดเวลาได้มาก

        ต่อไปท่านเรียกว่า Pre-position ขั้นตอนนี้เป็นการเคลื่อนไหวของการหยิบสิ่งหนึ่งไปแทนที่อีกสิ่งหนึ่งเพื่อเตรียมไว้ทำงานต่อไป ตัวอย่างที่ท่านนำเสนอไว้ เช่น หากเราต้องทำงานอะไรอย่างหนึ่งกับปากกาที่อยู่ในระหว่างการผลิต การนำปากกาด้ามใหม่มาเสียบลงกับที่ยึด เพื่อเตรียมพร้อมจะทำงานต่อไปก็คือขั้นตอนนี้ ที่อาจลดขั้นตอนได้หรือปรับปรุงให้ดีขึ้น

        ขั้นต่อไปเรียกว่า Release Load การเคลื่อนไหวตรงนี้หมายถึงการปล่อยวัตถุเมื่อถึงปลายทางแล้ว ซึ่งเวลาที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสิ่งที่กำลังทำ เช่น อาจจะสะดวกในการที่จะทิ้งวัตถุลงในถังเมื่อจบการทำงานแล้ว แต่ต้องคำนึงถึงขั้นตอนต่อไปด้วยว่าผู้ที่จะเอาไปทำต่อเขาจะเสียเวลาอะไรหรือไม่ และจะสะดวกแก่เขาหรือเปล่า เขาจะเสียเวลาในการ Pre Position ในกระบวนการต่อไปหรือไม่ ตรงนี้ก็ต้องดูด้วย

        ขั้นต่อไปที่ต้องคำนึงถึงคือ Unavoidable Delay ที่หมายความว่าเป็นการเสียเวลาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ Therbligs กำหนดขึ้นตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่มือไม่ได้ทำอะไร จนมือเริ่มที่จะทำใหม่ การเสียเวลาตรงนี้ จิลเบรธบอกว่าทำอะไรไม่ได้ ซึ่งในกระบวนการทำงานจริงๆอาจจะเกิดจากวัตถุดิบขาดตอน หรือ ต้องซ่อมเครื่องมือ ซึ่งเป็นปัญหาของระบบโรงงาน ไม่ใช่ปัญหาของคนงานแต่ละคน ท่านบอกว่าเมื่อคนงานทำอะไรไม่ได้ก็ต้องกลายไปเป็นเวลาพักผ่อนไป

        ต่อไปท่านเรียกว่าเป็น Avoidable Delay ก็คือการเสียเวลาที่หลีกเลี่ยงได้ ท่านยกตัวอย่างไว้ว่าในการเลือกสิ่งของที่อยู่ในภาชนะเพื่อมาประกอบ พนักงานจะต้องเลือกโดยใช้สองมือ หากใช้มือเดียว ปัญหาก็จะอยู่ที่ตัวคนงานเอง ที่นอกจากทำให้งานล่าช้าแล้วยังทำให้เกิดอาการเมื่อยล้ามือข้างที่ทำงาน

        Therbligs ตัวต่อไปคือ Plan หรือแปลว่า วางแผน ท่านบอกว่าอาจเกิดขึ้นก่อนที่จะประกอบอะไรสักอย่าง หรือก่อนที่จะตรวจสอบช่วงหยุดคิดว่าจะทำอย่างไรต่อดี เวลาตรงนี้แตกต่างกันตามสภาพของงาน ในงานประจำท่านบอกว่าเวลาตรงนี้ต้องให้น้อยที่สุด เพราะคงไม่มีอะไรที่จะต้องมาตัดสินใจมาก

        ตัวสุดท้ายเป็น Rest for Overcoming Fatigue เป็นการพักเพื่อลดความเมื่อยล้าเพราะเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อทำงานแล้วก็ต้องพักคลายความเมื่อยล้าที่ท่านบอกว่าเกิดขึ้นทั้งที่ระบบงานให้หยุด หรือคนงานหยุดเอง ตรงนี้ผู้บริหารก็ต้องกำหนดเวลาให้เหมาะสมและสมดุลกับสภาพของคนงานด้วยครับ

        ระบบหรือวิธีการเหล่านี้ความจริงในปัจจุบันก็ยังสามารถนำมาใช้ได้อยู่แม้อุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปมากแต่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานคนยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศยากจน หรือกึ่งยากจน แม้ในประเทศร่ำรวยอย่างอเมริกาก็ตามเถอะ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคนก็ยังมีอยู่มาก เพียงแต่คนอเมริกันไม่ได้ทำเอง

        ขอให้สังเกตไว้ว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้ในงานทุกงานไม่จำเป็นต้องเรียงตามนี้ อาจสลับกันได้ และอาจไม่ครบทุกขั้นตอนก็ได้ ขึ้นกับสิ่งที่เราจะทำว่าคืออะไร  ผู้วิจัยจึงต้องเข้าใจระบบงานให้ดี

        จิลเบรธเสียชีวิตจากหัวใจวาย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.1924 (พ.ศ. 2467) อายุได้ 55 ปี ส่วนผลงานของท่านในรูปหนังสือที่เขียนไว้เองไม่มี

        ท่านต่อไปที่จะนำเสนอก็อยู่ประเทศเดียวกัน เกิดปีเดียวกัน แล้วก็เป็นผู้หญิงท่านแรกของหนังสือเล่มนี้

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน