*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 1691 , 20:42:50 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แมรี่ พากเกอร์ ฟอลเล็ท (Mary Parker Follett) เข้าสู่การเห็นความสำคัญของคนทำงาน

        แมรี่ พากเกอร์ ฟอลเล็ทเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) เป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเมื่อปี ค.ศ. 1898 จาก Radcliffe College (Harvard ของผู้หญิง)

จุดเด่นของท่านเป็นด้านการบริหารจัดการบุคลากรที่เน้นการมอบอำนาจไม่ใช่สั่งการจากเบื้องบน การประสานความร่วมมือในการทำงาน การเจรจาสมานฉันท์ และการมีส่วนร่วมของบุคลากร       

          ท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายเควคเกอร์ส ขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับรัฐบาลแล้วเขียนหนังสือออกมาเล่มแรกในปี ค.ศ. 1909 ที่สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังชื่อThe Speaker of the House of Representative แม้กระทั่ง Theodore Roosevelt ประธานาธิบดี หรือที่เราคุ้นหูว่า ประธานาธิบดีรูสเวลท์ (ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงหลายด้านรวมทั้งเป็นผู้วางนโยบายในการขุดคลองปานามา สำหรับประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ คือ George Washington ท่านเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 ( พ.ศ. 2332) ก็ผ่านมาแล้วกว่า 219 ปี เมื่อเทียบกับรัชกาลที่1 ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2325 ก่อนประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา 7 ปี)  

        งานส่วนใหญ่ของฟอลเล็ทเป็นงานเพื่อสังคม และจากประสบการณ์ในด้านนี้ทำให้มุมมองของท่านเป็นไปในรูปแบบประชาธิปไตย

        ในปี ค.ศ. 1918 ได้ออกหนังสือเล่มที่สองชื่อ The New State ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคน การปกครอง และประชาธิปไตย

        หนังสือเล่มที่สามออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1924 ชื่อ Creative Experience กล่าวถึงปฏิสัมพันธ์ของคนในเชิงสร้างสรรค์ ชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปถึงยุโรป ในช่วงนี้ท่านทำงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการอยู่ แม้กระทั่งปรมาจารย์อย่างปีเตอร์ ดรักเกอร์ที่มาพบงานของท่านเมื่อปี ค.ศ. 1950 ก็ยังยกย่องว่าท่านเป็นปรมาจารย์ (Drucker เกิดหลังฟอลเล็ท 41 ปี)

        ถ้าจะสังเกตช่วงเวลาจะเห็นว่าผลงานด้านบริหารจัดการของท่านออกมาในราวปี ค.ศ. 1920 ที่โลกยังอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่เพิ่งก้าวผ่านจากยุคเกษตรกรรมได้ไม่นาน ยังมีอิทธิพลการบริหารจัดการในรูปแบบ Bureaucracy มีองค์กรหลายชั้น การบริหารยังใช้วิธีชี้นิ้วสั่ง และคนงานยังถูกมองและได้รับการปฏิบัติเหมือนเครื่องจักร แต่ทว่าในช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านกลับไม่ค่อยดังเท่าไรในเรื่องนี้ แต่หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้วกว่าสิบปี ผลงานจึงออกสู่สายตาคนทั่วโลก

        ผลงานของฟอลเล็ทตกทอดมาถึงปัจจุบันที่นักบริหารเรียกว่าล้ำยุค (Cutting Edge) ในเรื่องของทฤษฎีองค์กร และการบริหารงานบุคคล และถูกนำมาต่อยอดเป็นหลักการ ชนะ-ชนะ (win-win) หรือแม้กระทั่งภาวะผู้นำ

        ฟอลเล็ทเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1933 หรือ พ.ศ. 2476 รวมอายุได้ 65 ปี หนังสือของฟอลเล็ทที่เขียนไว้มีไม่มาก ที่มีก็ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นแล้ว

        ในตอนต้น ๆ ได้กล่าวไว้ว่าสถาบันที่ท่านสำเร็จมาเป็นฮาร์วาร์ดของผู้หญิง ความจริงฮาร์วาร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังมากของอเมริกา ซี่งช่วงหลัง ๆ ก็จะกล่าวถึงคนที่จบมาจากมหาวิทยาลัยนี้ก็ขอกล่าวให้รู้จักกันเอาไว้       

Harvard Business School

        Harvard Business School (HBS) ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) ปัจจุบันก็ 100 ปีพอดี ว่ากันว่ามีอายุพอ ๆ กับระบบการบริหารจัดการที่พัฒนากันมาเลยทีเดียว สถาบันนี้ผลิตผู้นำและนักคิดออกมามากมายที่ออกมาเป็นปฏิมากรรมของระบบการบริหารจัดการสมัยใหม่นี้ เรื่องของ HBS มีช่วงเวลาที่สำคัญดังต่อไปนี้

        - ปี ค.ศ.1908 (พ.ศ. 2451) Charles W. Eliot นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของอเมริกา (เกิดปีค.ศ. 1834 เสียชีวิตปี ค.ศ. 1926) ได้รับเลือกเป็นประธาน (President) คนแรก ท่านจัดเป็นประธานมหาวิทยาลัยที่อยู่ในหน้าที่ยาวนานที่สุด ในปีเดียวกัน Edwin F. Gay (นามสกุลแปลกดี) เป็นคณบดีคนแรก และในวันที่ 1 ตุลาคม เปิดสอน 15 แผนกวิชา นักศึกษาธรรมดา 33 คน นักศึกษาพิเศษ 47 คน   

        - ปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) ตั้งหน่วยงานวิจัยชื่อ The Bureau of Business Research เพื่อทำการศึกษาและวิจัยด้านบริหารจัดการ โดยได้เชิญนักธุรกิจและบุคคลต่าง ๆ มาร่วมสัมมนา

        - ปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) เริ่มหลักสูตรปริญญาเอก ซึ่งเป็นปีเดียวกับการเกิดของนิตยสาร Harvard Business Review

        - ปี ค.ศ. 1924 (พ.ศ. 2467) รับเงินบริจาคจาก George Fisher Baker ประธานกรรมการของ First National Bank of New York 5 ล้าน USD เพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ฝั่งบอลตัน ของแม่น้ำชาร์ลส์ (Charles)

        - ปี ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) มีนักศึกษา 750 คน

        - ปี ค.ศ. 1943-1945 (พ.ศ. 2486-2488) หยุดสอน MBA ชั่วคราวเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

        - ปี ค.ศ 1947 (พ.ศ. 2490) เพิ่มหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจขนาดเล็ก (Management of Small Enterprises) เพื่อรองรับความต้องการของนักศึกษาในขณะนั้นที่ต้องการจะมีธุรกิจของตัวเองหลังสงครามโลก

        - ปี ค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502) เริ่มรับนักศึกษาหญิงเข้ามา

        - ปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) มีนักศึกษาหญิงจบ MBA ไปรุ่นแรก

        - ปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) เริ่มติดตั้งคอมพิวเตอร์ในสถาบัน

        - ปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) เริ่มตั้งสถาบันสอนนอกประเทศครั้งแรกที่สวิตเซอร์แลนด์

        - ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) George W. Bush (ลูก) (เรียน MBA รุ่น 1975) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา

        ต่อไปก็มาถึงคนดังมาก ๆ ของโลกอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็ยังอยู่ในอเมริกา

 

อัลเฟรด พี สโลน (Alfred P. Sloan) - ผู้นำ GM ที่ยิ่งใหญ่ห้ำหั่นกับยักษ์ Ford

 อัลเฟรด พี สโลนเกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1875 (พ.ศ. 2418) จบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าจาก MIT ในปี ค.ศ. 1982 สำหรับจุดเน้นของท่านไม่ได้มีทฤษฎีอะไรเหมือนท่านอื่นๆ  มีแต่จุดเน้นลอย ๆ คือ การบริหารจัดการ และความที่เงินทองเหลือใช้ แล้วอยากจะทำประโยชน์ให้โลกได้ชื่นชม ท่านจึงเป็นผู้ก่อตั้ง Sloan School of Business ที่โด่งดังไม่แพ้สถาบันด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ ในโลก 

          ด้านการทำงานท่านจัดเป็นอีกท่านหนึ่งที่เก่งเพราะเกิดในปี ค.ศ. 1875 หรือเมื่อ 133 ปีก่อนขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากยุคเกษตรกรรมเป็นยุคอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ท่านดำรงตำแหน่งประธานกรรมการในบริษัท Hyatt Roller Bearing มาก่อน ซึ่งต่อมารวมเข้ากับ United Motor Corporation แล้วกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ General Motors (GM) ต่อมาก็ได้กลายเป็นประธานกรรมการของจีเอ็ม ในปี ค.ศ. 1937 ตอนนี้นี่เองที่สโลนทำให้จีเอ็มพลิกฟื้นมามีกำไรมหาศาลหลังจากที่ซบเซาอย่างหนักก่อนท่านเข้ามาทำงานจากการที่ท่านไปปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการใหม่

        ก่อนหน้านั้นรถของจีเอ็มมีหลายยี่ห้อ แต่ที่แย่คือบริษัทเดียวกันกลับแข่งขันกันขายแล้วก็ฟาดฟันราคากันเอง ท่านจึงปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาใหม่และปรับระดับรถออกเป็นหลายระดับตามยี่ห้อจากต่ำสุดไปสูงสุด ไล่ตั้งแต่ Chevrolet,  Pontiac, Oldsmobile, Buick และ Cadillac

        ตามนโยบายของนายใหม่ก็มีการเปลี่ยนหลักการมาสร้าง GM Family ชวนเชื่อให้ซื้อจีเอ็มกันทั้งตระกูลจากเล็กไปใหญ่ จากเด็กไปหาคนแก่ ตอนนั้นจีเอ็ม มีคู่แข่งสำคัญคือฟอร์ด (Ford) ซึ่ง ฟอร์ดไม่เคยเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ที่ผลิตรถออกแค่รุ่นเดียวแล้วใช้ได้ตลอดการ ทำให้จีเอ็มแย่งเอาตลาดไปครองหลังจากที่พ่ายแพ้มากว่า 70 ปี ภายใต้การบริหารของสโลนทำให้จีเอ็มในตอนนั้นกลายเป็นบริษัทที่มีผลกำไรมากที่สุดในโลก จึงเป็นสาเหตุทำให้ท่านโด่งดังทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นปรมาจารย์สร้างระบบบริหารจัดการอะไรเลย

        หลังจากนั้นท่านได้จัดตั้งสถานศึกษาสอนการบริหารจัดการขึ้นเป็นครั้งแรก ชื่อ The Sloan Fellows ในปี ค.ศ. 1931 ที่ MIT ทั้งสองสถาบันนี้โด่งดังมาก ซึงมีปรมาจารย์หลายท่านในบทความของผมที่จบมาจากทั้งสองสถาบันนี้ จึงขอนำเสนอประวัติของทั้งสองสถาบันนี้หลังจากจบเรื่องของท่านสโลน

        ในตอนหลังผลงานของท่านถูกวิจารณ์มาก เช่น ระบบบัญชีที่ชาวอเมริกันใช้อยู่ภายใต้หลักการของท่านไปขัดกับระบบ  Lean Manufacturing ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ตามหลังท่านมาไม่นานนัก ทำให้แข่งขันกับโตโยต้าของญี่ปุ่นไม่ได้ (Lean Manufacturing เป็นระบบที่ญี่ปุ่นใช้มากโดยเฉพาะโตโยต้า แทบจะเป็นเจ้าพ่อลีนเลยทีเดียว) ที่แย่หนักก็คือระบบสินค้าคงคลังแบบของ สโลนสู้ระบบ (Just in Time เป็นระบบ ๆ หนึ่งของระบบลีน มีชื่อเรียกย่อ ๆ ว่า JIT  ต้นตำรับมาจากบริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่น เป็นระบบที่ดีมากแต่ผู้ส่งมอบ (Supplier) ต้องเป็นระดับพระกาฬไม่เช่นนั้นอาจพังทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งมอบ ในระบบลีน) ที่ไม่ต้องมีคลังสินค้าของโตโยต้าไม่ได้เลย

        อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกโจมตีคือการมองพนักงานในระดับปฏิบัติ (Shop Floor Worker) เป็นคล้ายวัสดุสิ้นเปลืองไป  และจัดให้เป็นต้นทุนผันแปร (Variable Cost) แทนที่จะเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) การมองแบบนี้แย้งกับโตโยต้าโดยสิ้นเชิงที่มองเห็นพนักงานเป็นสิ่งที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการ

        สโลนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509) ผลงานหนังสือของท่านยังไม่เคยปรากฏ มีแต่หนังสือที่คนอื่นเขียนถึงท่าน เช่น

The Leadership Genius of Alfred P. Sloan : Invaluable Lessons on Business, Management, and

Leadership for Today's Manager

Alfred P. Sloan/TIME Cover

Sloan Rules : Alfred P. Sloan and the Triumph of General Motors

A Practical Introduction to Videohistory

In Search of Mind : Essays in Autobiography (Alfred P. Sloan Foundation Series)

Art Poster Print - Alfred P. Sloan Jr.

        ก่อนที่จะกล่าวถึงท่านต่อไปขอกล่าวถึงงประวัติของสถาบัน MIT และ Sloan School of Business ก่อน

Massachusetts Institute of Technology : MIT

        Massachusetts Institute of Technology (MIT) ถือได้ว่าเป็นสถาบันระดับสุดยอดทางวิศวกรรมสถาบันหนึ่งของโลก ถือกำเนิดมาเมื่อปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ตั้งอยู่ที่เมืองเคมบริด มลรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยแบ่งออกเป็น 5 schools และ 1 colleges มีทั้งหมด 32 คณะ

        ผู้ก่อตั้งชื่อWilliam Barton Rogers โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมากในยุคนั้นเนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มของยุคอุตสาหกรรม ความต้องการวิศวกรจึงมีมาก การเรียนการสอนก็จะยึดหลัก Learning by Doing คือ เรียนด้วยการปฏิบัติ ดังนั้นสถาบันแบบนี้จึงมีห้องปฏิบัติการ และงานวิจัยมาก

        ช่วงก่อตั้งแรก ๆ ก็ยังไม่โด่งดัง แต่มาโด่งดังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกิดปี ค.ศ. 1914-1918 (พ.ศ. 2457-2461) ส่วนใหญ่อยู่ที่ยุโรป สงครามโลกครั้งที่สอง เกิดปี ค.ศ. 1939-1945 (พ.ศ. 2482-2488)) เพราะ MIT วิจัยอาวุธติดคอมพิวเตอร์ เรด้าร์ และพวกขีปนาวุธนำวิถีไปช่วยถล่มเยอรมันกับญี่ปุ่น พอสงครามเลิกเลยดัง

        ความจริงแล้วในช่วงแรก ๆ ที่ก่อตั้งจะมีแต่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่หลังสงครามโลกมีอีกหลายคณะ เช่น เศรษฐศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ และจากการสำรวจมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก 500 อันดับในปี ค.ศ 2005 MIT ติดอันดับที่ 5 ส่วนประเทสไทยไม่มีมหาวิทยาลัยไหนติดลำดับเลย

Sloan School of Management

        เป็นสถาบันที่สอนด้านการบริหารจัดการชั้นนำของโลกอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MIT มหาวิทยาลัยเลื่องชื่อของโลก

        MIT Sloan School of Management ตั้งอยู่ที่เมืองเคมบริด (Cambridge) รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts)  เปิดสอนสาขาต่าง ๆ มากมาย มีนักศึกษากว่า 60 ประเทศในโลกเข้าเรียน นอกจากเปิดการเรียนการสอนแล้วยังทำการวิจัยในเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย สถาบันแห่งนี้ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งคือ Alfred P. Sloan, Jr. ศิษย์เก่าของ MIT ในปี ค.ศ. 1895

        MIT Sloan ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) เริ่มต้นด้วยการบริหารจัดการในส่วนของงานทางด้านวิศวกรรม

        การสอนในระดับปริญญาโทด้านการบริหารจัดการเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1925 ต่อมาในปี ค.ศ. 1926 ก็เพิ่มหลักสูตรปริญญาตรีอีกหลายสาขา คือ การตลาด การเงิน การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ และเริ่มมีหลักสูตรการบริหารจัดการพวก SMEs เข้ามาด้วย

        สถาบันนี้เสริมความเข้มแข็งโดยการเชิญผู้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ และอุตสาหกรรมเข้ามา Lecture ด้วยในวิชาพิเศษที่เตรียมไว้ นอกจากนั้นยังมีหลักสูตรพิเศษ เช่น หลักสูตร 1 ปีสำหรับผู้บริหารระดับผู้จัดการเน้นด้านพื้นฐานการบริหารและการตัดสินใจ เพื่อนำไปใช้ได้จริงในธุรกิจ

        ความจริงชื่อสโลนเพิ่งใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1938 เพราะได้รับความช่วยเหลือจาก Alfred P. Sloan อย่างเต็มที่ แล้วก็เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า MIT Sloan ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        สถาบันเริ่มสอนปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1960 ในสาขา Industrial Management โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมุ่งเน้นด้านเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา คณิตศาสตร์ประยุกต์ และการวิเคราะห์ทางสถิติ กลุ่มที่สองมุ่งเน้นด้านการบริหารจัดการไปทางการผลิต การตลาด การเงิน และองค์กร

        ในปี ค.ศ. 1964 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Alfred P. Sloan School of Management แต่คนก็ยังเรียกกันว่า MIT Sloan อยู่ ในช่วงปี ค.ศ. 1980 - 1990  MIT Sloan วางยุทธศาสตร์สร้างจุดเด่น 3 ประเด็นคือ

        1.ทำให้ผู้บริหารรู้เทคโนโลยีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้

        2.ให้ความสำคัญในเรื่องความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของเศรษฐกิจ

        3.ต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

        ในปี ค.ศ. 1993 ได้ออกแผนปฏิบัติการ 5 ปีเน้น 6 แนวทางใน 3 เส้นทางหลักคือ ความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

        ปัจจุบัน MIT Sloan จัดเป็นสถาบันชั้นนำเป็น 1 ใน 25 ตามการสำรวจของ Forbes


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน