*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 5408 , 15:48:03 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ต้นปี ค.ศ. 1930 หรือ พ.ศ. 2473 แล้ว การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

วอลเทอร์ เอ ชูฮาร์ท (Walter A. Shewhart) ผู้จุดประกาย Statistical Quality Control

วอลเทอร์ เอ ชูฮาร์ท  มีชื่อเต็มว่า Walter Andrew Shewhart เกิดเมื่อวันที่ 18  มีนาคม 1891 (พ.ศ. 2434 ) ที่ New Canton รัฐ Illinois เป็นชาวอเมริกัน จบปริญญาตรีจาก University of Illinois ปริญญาเอกจาก Berkley, University of California ในปี ค.ศ. 1917 จุดเน้นในที่นี้คือ Statistical Quality  Control หรือ การควบคุมคุณภาพโดยใช้สถิติ ระบบที่โด่งดังในแวดวงการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ (Statistical Quality Control) หลายที่เรียกท่านว่าเป็นบิดาแห่งการควบคุมคุณภาพเชิงสถิติ (The Father of Statistical Quality Control) 

        ท่านเริ่มงานที่ Western Electric Company บริษัทนี้จัดเป็นแหล่งรวมนักคิดในบทความชุดนี้นี้จริงๆ บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารให้กับ Bell Telephone ตอนนั้น Bell Telephone ต้องการจะปรับปรุงระบบรับส่งข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ตัวขยายสัญญานกับอุปกรณ์ทั้งหมดฝังอยู่ใต้ดิน การวัดค่าจะต้องทำข้างนอกซึ่งมีความยุ่งยากมากพอสมควร เมื่อวัดค่าแล้วก็อาจต้องมีการปรับแต่งอุปกรณ์ตามไปด้วย  Bell Telephone รู้ดีว่ายิ่งปรับแต่งอุปกรณ์มากเท่าไรผลการทำงานของอุปกรณ์ที่ออกมาก็ยิ่งเพิ่มความผันแปรในความผิดพลาดได้มากเท่านั้น ความผิดพลาดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการรับส่งข้อมูล จึงคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถคาดคะเนเหตุการณ์ได้ว่าอุปกรณ์ใกล้จะเสียหายแล้ว จะได้เตรียมการต่าง ๆ ได้ทันเวลา

        ในยุคนั้นระบบการทำงานในด้านคุณภาพมีวิธีการเดียวคือจะต้องทำการตรวจสอบหรือตรวจวัด กิจกรรมตัวนี้ในโรงงานอุตสาหกรรมเรียกว่า QC (Quality Control) หากค่าที่วัดได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดผลิตภัณฑ์ที่ถูกตรวจสอบถือว่าใช้ไม่ได้ อาจต้องทิ้งหรือซ่อมแซม เช่น มีเครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิ้นส่วน เมื่อผลิตออกมาต้องมีการวัดว่าได้ชิ้นงานตรงตามสเปคหรือไม่ ส่วนใหญ่สเปคที่กำหนดก็จะมีสองค่าคือสูงกับต่ำ ผลการวัดจะต้องอยู่ระหว่างสองค่านี้  

        เป็นธรรมดาของการใช้งานเครื่องจักรในโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้ที่ค่าการวัดทุกชิ้นจะออกมาเท่ากันพอดี ค่าที่วัดได้จะต้องมีความผันแปรขึ้นบ้างลงบ้าง แต่หากยังอยู่ในระหว่างค่าสูงกับต่ำก็ถือว่าใช้ได้ และก็เป็นธรรมดาของเครื่องจักรอีกเช่นกันถ้าเสื่อมสภาพแล้วผลผลิตที่ออกมาก็จะออกนอกสเปคไปเรื่อย ๆ

        ในการทำงานกับ Bell Telephone ครั้งนั้น ชูฮาร์ทเป็นวิศวกรที่อยู่ในโครงการด้วย George D. Edwards หัวหน้าของ Shewhart เล่าให้ฟังว่าเวลาขอดูผลสรุปจากชูฮาร์ท ท่านจะส่งผลมาให้เป็นกระดาษสองแผ่น ที่มีแผนภาพที่ปัจจุบันนี้เราเรียกกันว่า Control Chart หรือ แผนภูมิควบคุม พร้อมกับข้อความอธิบายผลของข้อมูล

        ในการวิเคราะห์ระบบของชูฮาร์ท ท่านมีความเห็นว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุสองประการคือ สาเหตุธรรมดาที่แก้ไขไม่ได้ (Common Causes) เพราะเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น เมื่อเริ่มเปิดไฟใหม่ ๆ ไฟต้องกระชาก จะแก้ให้หายเลยไม่ได้ ทำได้อย่างดีที่สุดคือ คอยเฝ้าระวังไม่ให้เครื่องจักรเสียหาย แต่ทว่าสาเหตุนี้ปกติไม่ส่งผลกระทบรุนแรงมากนักทั้งยังไม่ทำให้เครื่องจักรเสียหาย

        อีกสาเหตุหนึ่ง ท่านเรียกว่า สาเหตุที่สามารถควบคุมได้ (Controllable Cause) ที่อาจมาจากการที่เครื่องจักรเครื่องมือเริ่มสึกหรอ เราก็สามารถซ่อมแซมได้ แต่ในขณะที่ทำการผลิตอยู่บางครั้งเราก็ไม่อาจมองเห็นได้ และสาเหตุประการหลังนี้ถ้าบกพร่องจะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่ เอาแค่ไม่รู้ล่วงหน้าและเตรียมการอะไรไม่ทัน ต้องหยุดเครื่องอย่างเดียวแล้วซ่อมหนักก็จะทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะรู้ล่วงหน้าได้ว่าเจ้าสาเหตุที่สามารถควบคุมได้นี้มันเริ่มออกอาการมาแล้ว

        ตามหลักการของชูฮาร์ท นั้นก็คือจะต้องมีการสุ่มข้อมูลมาวัดเป็นชุดๆตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้ แล้วใช้เทคนิคสถิติที่ไม่ซับซ้อน คำนวณตัวเลขออกมา จากนั้นเอาตัวเลขไปทำ กราฟ ผลออกมาเป็นอย่างไรก็เอาไปเทียบกับสรุปผลที่ได้จากการวิจัยที่ทำเป็นหลักการไว้แล้ว  เมื่อผลบอกว่ากำลังจะมีปัญหา ก็ต้องหยุดเครื่องแล้วซ่อมแซมทันที

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1933 สถาบันการทดสอบวัสดุของอเมริกา (ASTM) ได้ประยุกต์เอาไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่เด็มมิ่งออกผลงานของท่านเช่นกัน และได้นำผลงานของชูฮาร์ทไปใช้ที่ญี่ปุ่น

        ในปี ค.ศ. 1939 ชูฮาร์ทเขียนบทความชื่อ Wrote Statistical Method from the Viewpoint of Quality Control ที่อธิบายประเด็นต่างๆในหลักการของท่าน และได้รับการชื่นชมจากบุคคลในวงการมากมาย นอกจากนั้นยังเขียนบทความมากมาย บางส่วน  ในจำนวนนั้นบริษัท Bell Telephone เอาไปเก็บไว้ไม่ยอมเผยแพร่ให้ใครได้รู้

Control Chart

        เครื่องมือตัวนี้สำคัญมาก ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าาด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ  เช่น โรงงงานปั๊มเหรียญ แต่ก็สามารถใช้ได้กับเครื่องจักรทั่วไป  เวลาทำงานจริงๆ เหรียญจะถูกปั๊มออกมาตลอดเวลา สมมุติให้สเปคของเหรียญมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 2 เซนติเมตร โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ (Tolerance) เท่ากับ ± .05 นั่นหมายความว่า หากวัดได้ 2.05 หรือ 1.95 ก็ถือว่าผ่าน ซึ่งก็จะมีคนตรวจโดยใช้วิธีสุ่มตรวจ  หากค่าที่วัดได้ออกมาเกินเป็น 2.08 บ้าง 2.07 บ้าง 1.93 บ้าง ก็ต้องมาหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร โดยทั่ว ๆ ไปหากปล่อยไว้จนถึงขนาดนี้เครื่องจักรก็ไปไม่ไหวต้องมีการซ่อม ซึ่งเสียเวลามาก เพราะเครื่องจักรอาจจะเสียแล้ว

        แล้วจะมีวิธีการอะไรที่จะรู้ได้ก่อนว่ากำลังจะมีเรื่องเกิดขึ้น ก็ต้องใช้วิธีการของท่านชูฮาร์ท ที่เรียกว่า Control Chart ที่ทำงานโดยการเอาค่าที่วัดได้มาคำนวณต่อ โดยวางแผนให้ดี คือ ตั้งเอาไว้ว่าการวัดนั้นให้ทำประจำอาจจะเป็นวันละครั้งก็ได้ตามความเหมาะสม เก็บสักครั้งละ 100 ค่า เอามาคำนวณต่อตามหลักสถิติ เมื่อได้ผลออกมาก็เอาทำกราฟ รูปออกมาเป็นอย่างไรก็เอาไปเทียบกับ รูปกราฟมาตรฐาน ซึ่งจะมีคำอธิบายที่เป็นมาตรฐานสำหรับรูปกราฟนั้น ๆ อยู่แล้ว

        แล้วถ้าหากผลที่ได้อยู่ระหว่างค่าต่ำสุดกับค่าสูงสุดจะมีปัญหาไหม ตอบได้ว่ามี หากขึ้นลงสม่ำเสมอในอัตราคงที่แสดงว่าจะมีปัญหาในไม่ช้าหากปล่อยเอาไว้ เปรียบเทียบได้กับรถยนต์อาจจะมีเสียงดังจิ๊ก ๆ ก็เอาไปให้ช่างดู ช่างบอกว่าลูกปืนเริ่มสึกให้เปลี่ยน แบบนี้ก็เสียเงินน้อย ซ่อมก็เร็ว หากปล่อยไว้จนดังแครก ๆ เข้าอู่ทีก็อาจเป็นได้ว่าแผ่นโลหะไปสีกับแกนเครื่อง เจอแบบนี้ก็อาการหนัก

        รูปที่ให้ดูด้านล่างนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าจะไม่มีปัญหา แต่ผลของคำทำนายบอกว่าหยุดเถอะ

        UCL (Upper Control Limit) แปลว่า ขีดจำกัดควบคุมบน

        CL (Center Line) แปลว่า เส้นกลาง

        LCL (Lower Control Limit) แปลว่า ขีดจำกัดควบคุมล่าง

        แต่ละจุดได้มาจากค่าที่คำนวณได้

        ขอย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญแต่โรงงานของคนไทยเรามักไม่ค่อยใส่ใจ ผมเคยเป็นที่ปรึกษาบางโรงงาน บอกว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เข้าไปดูระบบใหม่ ๆ ถามวิศวกรว่าใช้ Control Chart ที่ไหน เขายังไม่รู้จักเลย ต้องเคี่ยวเข็ญให้เห็นความสำคัญอยู่นานจึงจะเอาด้วย

  

         ชูฮาร์ทเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1967  ส่วนหนึ่งของหนังสือของชูฮาร์ทที่เขียนไว้คือ

Economic Control of Quality of Manufactured Product

Statistical Method from the Viewpoint of Quality Control

Economic control of quality of manufactured product

Application of statistical methods to manufacturing problems

Importance of some statistical characteristics of a standard of quality

Basis for economic control of quality (I.E.B)

When must a thing be left to chance

        ท่านต่อไปเกิดตามมาท่านชูฮาร์ท 1 ปี

 

ลูเธอร์ กูลิค (Luther Gulick) ทฤษฎีองค์กร อัศวินคู่กับเออร์วิค

ลูเธอร์ กูลิค มีชื่อเต็มว่า Luther Halsey Gulick, III เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) อายุน้อยกว่าเออร์วิค 1 ปี แต่มีผลงานร่วมกัน เป็นคนอเมริกัน แต่ไปเกิดที่เมือง Osaka ประเทศญี่ปุ่น การศึกษาท่านจบปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1914 และปริญญาเอกจาก Columbia University ในปี ค.ศ. 1920 จุดเด่นก็คือ ทฤษฎีองค์กร (Organization Theory) 

        อย่างที่ว่ากูลิคเกิดในญี่ปุ่นเพราะพ่อเป็นมิชชั่นนารี หรือหมอสอนศาสนาอยู่ที่นั่น เกิดแล้วก็อยู่ที่ญี่ปุ่น 12 ปี จึงกลับมาอเมริกา จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดประกายความคิดของกูลิคมีลักษณะเหมือนเทย์เลอร์ตรงที่ไปเห็นสภาพการทำงานของคนงานในโรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพก็เลยเกิดแรงบันดาลใจ

        ท่านเคยทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจของอเมริกา และได้วิพากษ์วิจารณ์ไว้ว่า การทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพไม่ใช่ว่าจะแสดงถึงความขี้เกียจอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงการขี้โกงด้วย เพราะการขี้เกียจก็เท่ากับโกงเวลาของราชการ หรือก็คือการคอรับชั่นเวลานั่นเอง       

        นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของรัฐบริหารงานแย่ รู้ว่าคนงานทำงานไม่เป็นก็ยังไม่มีการฝึกอบรม และบริหารงานกันแบบไม่โปร่งใส  ว่ากันตามอำเภอใจ ขาดการตรวจสอบ และยังขาดความรับผิดชอบ ท่านวิจารณ์ความเหลวแหลกจนหน่วยงานที่ท่านทำอยู่สัญญาจะปรับปรุงให้ดีขึ้น

        ด้วยแนวความคิดและความสนใจในช่วงเวลานั้นไปเหมือนกับเออร์วิคท่านทั้งสองจึงช่วยกันพัฒนา The Theory of Organization ขึ้นมาจนได้รับการยอมรับและถือเป็นแนวทางการบริหารจัดการองค์กรมาจนถึงปัจจุบัน ท่านได้กำหนดแนวทางไว้ 7 ประการ เป็นตัวย่อ POSTCoRB ที่ความหมายดูได้จากเรื่องราวของเออร์วิค

        กูลิคเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) ส่วนหนึ่งของหนังสือที่กูลิคเขียนไว้ โดยที่ไม่รวมกับเออร์วิคก็มี

The Efficient Life

Mind And Work

Medical inspection of schools

The Metropolitan Problem and American Ideas

        ท่านต่อไปผลงานของท่านช่วยเกื้อหนุนประเทศหนึ่งให้กลายมาเป็นมหาอำนาจอย่างรวดเร็ว และยังสร้างหลักการที่โลกต้องระลึกในความสามารถของท่านอีกด้วย

 

เอ็ดเวิร์ด เด็มมิ่ง (Edwards Deming) ผู้มีบทบาทช่วยชีวิตญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

        เอ็ดเวิร์ด เด็มมิ่ง เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) เป็นชาวอเมริกัน ท่านจบปริญญาตริวิศวกรรมไฟฟ้าจาก University of Wyoming ในปี ค.ศ. 1921 ปริญญาโท จาก University of Colorado ในปี ค.ศ. 1925 และปริญญาเอกจาก Yale University ในปี ค.ศ. 1928 รวม 2 วิชาเอกด้วยกันคือ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ จุดเด่นคือ  การควบคุมกระบวนการด้วยวิธีการทางสถิติ (Statistical Process Control) และการเพิ่มผลผลิต (Productivity)

        บทบาทการทำงานจะเห็นได้ว่าท่านจบการศึกษาในขั้นปริญญาโท และปริญญาเอกด้าน คณิตศาตร์ และฟิสิกส์ ทำให้เด็มมิ่งกลายเป็นนักสถิติ ท่านจึงได้นำวิชาสถิติมาประยุกต์กับวิชาการทางด้านการควบคุมคุณภาพ ผลงานของท่านจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Father of Modern Quality Management เลยทีเดียว 

        มีข้อน่าสังเกตที่ขอวิจารณ์ว่า การที่ท่านเรียนในระดับปริญญาตรีน่าจะไม่มีจุดหมายตามที่เรียนมาเท่าไร เห็นได้จากท่านจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้ามา ก็เท่ากับเป็นวิชาชีพแล้ว และหากจะเรียนต่อปริญญาโท ท่านก็ควรจะไปทางเดิม หรือไม่ก็ฉีกแนวไปเรียนบริหาร หรือกฎหมายไป แต่ท่านกลับเรียนต่อทางด้านคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์  

       ในช่วงเวลาที่ทำปริญญาเอก ท่านได้ทำงานกับ Bell Telephone Laboratory และได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จากชูฮาร์ท ซึ่งท่านเองมีความประทับใจในงานของชูฮาร์ทเกี่ยวกับ Statistical Quality Control และ Control Chart มาก

        ในช่วงปี ค.ศ. 1927 ท่านจึงได้พยายามต่อยอดโดยนำเข้าไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตในทางอุตสาหกรรม และการบริหารในโรงงานอย่างจริงจัง เด็มมิ่งมองว่าหลักการนี้ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับอุตสาหกรรมการผลิตแต่อย่างเดียว แต่ยังสามารถนำมาใช้ได้กับทุกกระบวนการที่มีผลผลิตออกมา ซึ่งแนวคิดของท่านส่งผลอย่างมหาศาลต่อแนวทางการบริหารจัดการของโลกหลังปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา

        ผลงานของเด็มมิ่งหลายส่วนดัดแปลงมาจากผลงานของชูฮาร์ท เช่น ท่านได้ออกหนังสือ Statistical Method from the Viewpoint of Quality Control ในปี ค.ศ. 1939 ที่ดัดแปลงมาจากงานสอนของชูฮาร์ททั้งหมด

        หลังจบปริญญาเอกท่านได้ไปทำงานช่วยราชการกับนายพล Douglas MacArther เป็นที่ปรึกษาประสานความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นเพิ่งบอบช้ำจากสงครามโลก โดยถูกระเบิดปรมาณู 2 ลูกที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ในช่วงเวลานั้น เด็มมิ่งได้รับภารกิจต้องไปให้ความรู้แก่ญี่ปุ่นในเรื่องของ Statistical Process Control ที่มีส่วนสำคัญทำให้อุตสาหกรรมญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากลูกผีลูกคนกลับเจริญก้าวหน้าจนถึงทุกวันนี้

        ในปี ค.ศ. 1940 เด็มมิ่งได้พัฒนา Sampling Technique ที่นำไปใช้ในกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมกับสอน Statistical Process Control ให้กับอุตสาหกรรมผลิตอาวุธของกองทัพ

        ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็มมิ่งได้ไปเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1947 เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานทางทหารของพันธมิตรที่ชื่อ Supreme Commander of the Allied Powers – SCAP ในด้านการสำรวจที่อยู่อาศัย การเกษตร และสภาพการว่างงาน ที่ในเวลาเดียวกันนั้น SCAP ก็กำลังสอนการควบคุมคุณภาพโดยใช้สถิติให้กับอุตสาหกรรมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่นอยู่ และวิชาการที่สอนไปก็เป็นทั้งของเด็มมิ่งเองและผู้อื่น แต่ท่านไม่ได้ไปร่วมสอนด้วยในตอนนี้

        จากการที่เด็มมิ่งก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น สถาบัน Japanese Union of Scientist and Engineers เรียกย่อว่า JUSE ซึ่งสถาบันนี้ได้เคยศึกษาหลักการของวูฮาร์ทมาก่อนแล้ว และในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 1950 ได้เชิญเด็มมิ่งไปให้ความรู้และฝึกอบรมด้าน Statistical Process Control ที่ เด็มมิ่งได้ฝึกสอนให้กับบุคลากรที่เป็นนักวิชาการ วิศวกร และผู้จัดการ รวมแล้วเป็นร้อย ๆ คน แนวทางของเด็มมิ่งทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ของตัวเอง พร้อมกับลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลผลิตไปในเวลาเดียวกัน ทำให้ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ตลาดโลกอย่างสง่างาม

        ในการสอนของเด็มมิ่งได้มีการจดบันทึกกันทุกวันในหลักสูตรเกี่ยวกับ Quality Control ที่ห้องบรรยายของ Japan Medical Association ใน Kanda-Surugadai กรุงโตเกียว ผู้บริหารสูงสุดต้องเรียน 1 วันเต็ม ๆ จากนั้นอีก 7 วันก็เป็นของผู้บริหาร ผู้จัดการ วิศวกร และนักวิจัยต่าง ๆ ต่อมาญี่ปุ่นก็ได้แปลสิ่งที่สอนออกมาเป็นหนังสือชื่อ Some Theory of Sampling ออกเผยแพร่ไปทั่วญี่ปุ่น

        เด็มมิ่งปฏิเสธผลตอบแทนที่ญี่ปุ่นหยิบยื่นให้ ดังนั้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เด็มมิ่ง ญี่ปุ่นจึงตั้งรางวัลที่เรียกว่า Deming Prize เพื่อมอบให้กับองค์กรที่ชนะเลิศในการประกวดคุณภาพที่ทำกันทุกปี Deming Prize ญี่ปุ่นจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงให้แก่เด็มมิ่งอีกด้วย

        นอกจากผลงานอันลือลั่นกับญี่ปุ่น เด็มมิ่งยังสร้างผลงานที่ประเทศของตัวเองอีกมาก แนวคิดอันโด่งดังอีกอย่างหนึ่งคือ Deming Circle ที่การบริหารสมัยใหม่ยึดเป็นแนวทางที่สำคัญอยู่ในแทบทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับด้านคุณภาพ  ซึ่งประกอบด้วย Plan-Do-Check-Act (PDCA) ที่เป็นหลักการสำคัญอย่างหนึ่งของ TQM และมาตรฐาน ISO 9000 ซึ่งในฮversion  2000 ก็ได้เปลี่ยนแนวทางอย่างสิ้นเชิงจาก Version 1994 มาเป็นแนวทาง PDCA นี้ (ตัว A ที่ผมเขียนว่า Act หากเห็นที่อื่นียนเป็น Action ก็ไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นคำ ๆ เดียวกัน ในเอกสารภาษาอังกฤษบางที่ก็ใช้ Act บางที่ก็ใช้ Action แต่ผมชอบคำว่า Act มากกว่าเพราะเป็นได้ทั้งคำนามและกริยา เช่นเดียวกับ Plan Do และ Check)

        ในปี ค.ศ. 1982 เด็มมิ่งออกหนังสือชื่อ Out of Crisis และ The New Economic for Industry, Government, Education ที่รวบรวมหลักการต่าง ๆ ตามแนวความคิดของท่าน รวมทั้ง 14 ปัจจัยหลักในการบริหารจัดการเพื่อความมีประสิทธิภาพขององค์กรคือ

        1. ผู้บริหารสูงสุดต้องมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยแผนงานที่สามารถแข่งขันและคงอยู่ในธุรกิจได้ 

        2. แสวงหาปรัชญาใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้และต้องเข้าใจว่าเราอยู่ในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่อาจมีความล่าช้า ผิดพลาด และมีสินค้าหรือบริการที่เต็มไปด้วยความบกพร่อง

        3. ยุติการทำงานที่ต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ  คุณภาพต้องเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวสินค้าหรือบริการ และกระบวนการ (Built in) และต้องป้องกันข้อบกพร่องไม่ใช่ตามไปแก้ไข

        4. ยุติแนวปฏิบัติที่มุ่งแต่ผลกำไรจากการขายอย่างเดียว ต้องวางมาตรการด้านคุณภาพควบคู่กันไปด้วย พร้อมกับยกเลิกผู้ส่งมอบ (Suppliers) ที่ไม่สามารถทำได้ตามระดับคุณภาพที่ตั้งไว้

        5. ผู้บริหารต้องค้นหาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบงานอย่างต่อเนื่องในทุกกระบวนการของระบบ

        6. นำเทคนิคการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานที่ทันสมัยมาใช้

        7. ต้องเปลี่ยนความรับผิดชอบของหัวหน้างานจากเป้าหมายที่เป็นปริมาณมาเป็นคุณภาพ ซึ่งจะเกิดผลลัพท์ในทางที่เพิ่มปริมาณได้เอง ผู้บริหารต้องแก้ไขปัญหาที่ได้รับรายงานเกี่ยวกับของเสีย และเครื่องจักรเครื่องมือที่เสียอย่างเร่งด่วน

        8. ขจัดความหวาดกลัวในการทำงานให้หมดไปเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

        9. กำจัดข้อปัญหาระหว่างหน่วยงาน บุคลากรในแต่ละฝ่ายต้องร่วมกันทำงานเป็นทีม เพื่อค้นหาปัญหาในการผลิตและการบริการที่มาจากวัสดุและสเปคของงานที่ไม่มีคุณภาพ

        10. กำจัดคำขวัญ และคติพจน์ทั้งหลายออกไป สร้างผลผลิตโดยไม่ต้องมีสิ่งเหล่านั้น

        11. กำจัดมาตรฐานของงานที่มุ่งแต่เอาตัวเลข

        12. ขจัดสิ่งกีดขวางที่จะทำให้คนงานเกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่มีคุณภาพ

        13. จัดทำโครงการอย่างเข้มแข็งที่จะเป็นการให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงาน

        14. กำหนดแนวทางให้ผู้บริหารระดับสูงผลักดันแนวปฏิบัติทั้ง 13 ข้อให้เกิดขึ้นเป็นรายวัน

        ในปี ค.ศ. 1993 เด็มมิ่งยังได้ก่อตั้งสถาบัน W. Edwards Deming เพื่อส่งเสริมการสร้างความเข้าใจแนวความคิดของท่านขึ้น

        เนื่องจากบทความข้างต้นเกี่ยวข้องกับเรื่องภายนอกสองเรื่องคือ สถาบัน JUSE และ Deming Prize ผมจึงขอกล่าวถึงสองเรื่องนี้ต่อท้ายท่านเด็มมิ่ง

        เด็มมิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) ด้วยโรคชรา ส่วนหนึ่งของหนังสือของเด็มมิ่งได้รวบรวมไว้ เช่น

Out of the Crisis

The New Economics for Industry, Government, Education

The Deming Dimension

Some Theory of Sampling

The World of W. Edwards Deming

Work and Worship Among the Shakers

Shaker Furniture: The Craftsmanship of an American Communal Sect

Some notes on least squares

Quality Productivity and Competitive Position

JUSE หน่วยงานคุณภาพอันเลื่องชื่อของญี่ปุ่น

        JUSE มีชื่อเต็มว่า The Union of Japanese Scientists and Engineers คนไทยแปลได้หลายอย่าง เช่น

        - สมาคมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรญี่ปุ่น

        - สมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรแห่งญี่ปุ่น

        - สหภาพวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแห่งญี่ปุ่น

        ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสนับสนุนการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และเพื่อการพัฒนาด้านวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กิจกรรมของ JUSE เกี่ยวข้องมากในระบบการบริหารจัดการ และญี่ปุ่นก็เป็นประเทศชั้นแนวหน้าในเรื่องนี้

        ในปัจจุบัน JUSE เป็นที่รู้จักกันทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าเป็น “ศูนย์กลางของระบบการควบคุมคุณภาพของญี่ปุ่น” ความจริงแล้วถ้าจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศมาถึงจุดนี้ ผมว่า JUSE มีบทบาทอย่างมาก เพราะตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กว่า 60 ปีมาแล้ว JUSE เองก็มีบทบาทที่สำคัญในการเชิญสุดยอดของอเมริกา 2 ท่านมาให้ความรู้ในการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น แล้ว JUSE ก็สานต่อโดยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนามาโดยตลอด

        เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับประเทศ JUSE ได้จัดให้มีรางวัลเรียกว่า Deming Prize ให้หน่วยงานที่มีระบบการบริหารจัดการชั้นยอดมาประกวด เพื่อเป็นการจูงใจในการพัฒนาองค์กร ผมว่าญี่ปุ่นเขาใจกว้างมากและให้เกียรติคนมาก หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมญี่ปุ่นจัดรางวัลสำคัญๆระดับนานาชาติจึงไม่ใช้ชื่อญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่ญี่ปุ่นก็ชาตินิยม นั่นเป็นเพราะว่าเขาให้เกียรติท่านปรมาจารย์คนสำคัญคือ Dr. W. Edward Deming ที่มาช่วยสอนวิชาการที่มีส่วนสร้างให้ญี่ปุ่นยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้ รางวัล Deming Prize จะจัดในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

        กิจกรรมหลัก ๆ ที่ JUSE ทำคือ

        1. การบริหารจัดการด้านคุณภาพ Quality Control Circle

        2. Reliability Engineering

        3. Multivariate Analysis และ Design of Experiment หรือที่เราชอบเรียกกันว่า DOE

        4. การวิเคราะห์การตลาด Sensory Evaluation และ Products Liability

        5. ระบบ ISO ทั้งหมดและระบบเกี่ยวกับคุณภาพอื่น ๆ

Deming Prize รางวัลอมตะในระบบการบริหารเชิงคุณภาพแรกของโลก

        Deming Prize เป็นรางวัลระดับชาติของญี่ปุ่นมอบให้ผู้ชนะการประกวดด้านคุณภาพโดยจัดกันทุกปี

        แรกเริ่มเดิมทีมาจากการที่เด็มมิ่งเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นโดยคำเชิญของ Japanese Union of Scientists and Engineers หรือเรียกย่อ ๆ ว่า JUSE ในปี ค.ศ. 1950 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อให้ความรู้ในด้าน Statistical Process Control แก่ผู้บริหาร ผู้จัดการ และวิศวกรของญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพหลังจากญี่ปุ่นย่ำแย่จากสงคราม และคุณภาพของผลผลิตด้านอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำ

        เพราะว่าเด็มมิ่งไม่ได้เรียกร้องอะไร และไม่ยอมรับสิ่งที่ JUSE มอบให้ JUSE จึงได้ตั้งรางวัลให้แก่หน่วยงานที่ส่งเข้าประกวดด้านคุณภาพ และเพื่อเป็นเกียรติแก่เด็มมิ่ง ึงให้ชื่อรางวัลนี้ว่า Deming Prize

        Deming Prize เป็นรางวัลที่มีมาก่อนใครในโลกในรางวัลประเภทเดียวกันนี้ ซึ่งอยู่ในรูปของ TQC ที่เป็นคำที่ญี่ปุ่นใช้กันแพร่หลายในขณะนั้น Deming Prize มีการจัดประกวดกันทุกปี และการให้รางวัลดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมญี่ปุ่นมีมาตรฐานสูงขึ้นตามไปด้วย

        ผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันจะมีความรู้สึกร่วมกันว่าพวกเขาได้เข้ามามีประสบการณ์เกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพในระบบงานของตัวเองได้อย่างแท้จริง และทุก ๆ ปีก็จะมีผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งก็จะได้เรียนรู้จากผู้ที่ทำไว้แล้วทั้งในหลักการ และความเชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการด้านคุณภาพนั้นเป็นปัจจัยหลักในความสำเร็จของธุรกิจอย่างแท้จริง นี่เป็นกลอุบายที่จะนำพาอุตสาหกรรมในชาติให้เจริญไปพร้อม ๆ กัน

        กลไกที่ผลักดันให้แต่ละองค์กรเกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ขึ้นด้วยตัวเองมาจากหลักเกณฑ์การพิจารณาของ Deming Prize ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีผู้วิจารณ์กันมากว่า วิธีการตรวจสอบเพื่อให้รางวัลของ Deming Prize นั้นไม่ค่อยชัดเจน เมื่อมาดูจุดมุ่งหมายของการตรวจสอบผล Deming Prize ก็ไม่ได้ระบุว่ารูปแบบที่องค์กรนำเสนอจะต้องเป็นไปตามรูปแบบที่คณะกรรมการกำหนดไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่องค์กรที่เข้าประกวดจะต้องเข้าใจสถานภาพของตัวเอง กำหนดหัวข้อ หรือเนื้อหาสาระของตนขึ้นมาเอง และพัฒนาให้ออกไปเป็นแบบทั่วทั้งองค์กร (Company Wide) ผลที่ได้จึงวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ และเกิดของแปลกใหม่ขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นี่เป็นกลอุบายที่สำคัญของการประกวด Deming Prize เพราะได้ประโยชน์แก่ทุกฝ่ายรวมทั้งคณะกรรมการเอง เพราะมองเห็นสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอด

        รางวัล Deming Prize แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

        1. The Deming Application Prize มอบให้กับองค์กรที่เป็นทั้งองค์กรหรือบางแผนกงาน ทั้งภายใน และนอกประเทศญี่ปุ่น ที่มีสมรรถนะการดำเนินธุรกิจยอดเยี่ยม และมีพัฒนาการจากการประยุกต์ใช้ TQM ได้อย่างเหมาะสม ในปีนั้น ๆ

        2. Deming Prize for Individuals มอบให้เฉพาะชาวญี่ปุ่นที่อุทิศตนด้วยความเพียรพยายามในการศึกษา TQM หรือ วิธีการทางสถิติที่นำมาใช้ใน TQM เพื่อความก้าวหน้าของวงการ TQM ซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ

        3. The Quality Control Award for Operations Business Units มอบให้เฉพาะหน่วยธุรกิจของบริษัทที่มีสมรรถนะพัฒนาการด้าน Quality Control หรือการบริหารจัดการที่โดดเด่น จากการประยุกต์ใช้ TQM ในปีนั้น ๆ มีคำว่า หน่วยธุรกิจ (Business Units) ออกมาตรงนี้ต้องเข้าใจด้วย

        เนื่องจาก Deming Prize ให้องค์กรต่างประเทศเข้าร่วมประกวดได้ บริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงได้เข้าร่วมประกวดแล้วได้รับรางวัลมาเช่น บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง)  ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างซิเมนต์ไทย บริษัทไทยคาร์บอนแบล็ค จำกัด (มหาชน) และบริษัทเคมีภัณฑ์ซีเมนต์ไทย เป็นต้น

        ทีนี้ลองมาดูว่ามีเกณฑ์อะไรในการตัดสิน

1. นโยบาย (Policy)

    1.1 มีนโยบายที่ผลักดันให้เกิดคุณภาพในการบริหารจัดการและการควบคุมคุณภาพหรือไม่

     1.2 วิธีการกำหนดนโยบายทำอย่างไร

     1.3 ความเหมาะสมและความเข้มข้นของนโยบายมากน้อยแค่ไหน

     1.4 มีการใช้เทคนิคสถิติหรือไม่

     1.5 การส่งผ่านนโยบายไปสู่ที่ต่าง ๆในองค์กรเป็นอย่างไร

     1.6 มีการทบทวนนโยบายหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร

     1.7 นโยบายสัมพันธ์กับแผนงานระยะยาวและระยะสั้นอย่างไร

2. องค์กรและการบริหารจัดการ

     2.1 ขอบข่ายและหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจนหรือไม่

     2.2 การมอบอำนาจเหมาะสมแค่ไหน

     2.3 ความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภายในเป็นอย่างไร

     2.4 มีคณะกรรมการอะไรบ้าง มีกิจกรรมอะไรกันบ้าง

     2.5 บุคลากรสนับสนุน (Staff) ทำอะไรกันบ้าง

     2.6 กิจกรรม QC Circle ทำอะไรกันบ้าง

     2.7 ตรวจสอบอะไรกันบ้างในการควบคุมคุณภาพ

3. การศึกษาและการเผยแพร่ความรู้

     3.1 จัดโปรแกรมการศึกษาอย่างไร และได้ผลเป็นอย่างไร

     3.2 จิตสำนึกด้านการควบคุมคุณภาพของบุคลากรเป็นอย่างไร มีความเข้าใจในเรื่องของการควบคุมคุณภาพแค่ไหน

     3.3 มีการสอนเทคนิคการใช้สถิติหรือไม่ และเอาไปใช้แค่ไหน

     3.4 ดูแลเรื่องประสิทธิผลของการควบคุมคุณภาพแค่ไหน

     3.5 การให้การศึกษาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเราเช่นผู้ส่งมอบ (Supplier) มีให้เขาบ้างหรือไม่ เป็นอย่างไร

4. การเก็บรวบรวม การเผยแพร่และการใช้สารสนเทศ (Information) เกี่ยวกับคุณภาพเป็นอย่างไร

     4.1 การเก็บรวบรวมสารสนเทศจากภายนอกมีหรือไม่ เป็นอย่างไร

     4.2 การส่งผ่านสารสนเทศระหว่างแผนกงานเป็นอย่างไร

     4.3 ความรวดเร็วในการส่งผ่านเป็นอย่างไร เช่น มีการใช้ผ่านทางคอมพิวเตอร์บ้างหรือไม่

     4.4 การประมวลผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และการใช้งานเป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างไร

5. การวิเคราะห์

     5.1 การคัดเลือกปัญหาหลักเป็นอย่างไร

     5.2 แนวทางการวิเคราะห์มีความเหมาะสมแค่ไหน

     5.3 นำหลักการทางสถิติไปใช้มากน้อยเพียงไร

     5.4 หลักการทางสถิติที่ใช้มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่ใช้แค่ไหน

     5.5 มีการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพและกระบวนการมากน้อยแค่ไหน

     5.6 มีการนำผลการวิเคราะห์ไปใช้มากน้อยแค่ไหน

     5.7 มีการนำเอาข้อเสนอแนะการปรับปรุงไปใช้มากน้อยแค่ไหน

6. การมาตรฐาน

     6.1 มาตรฐานที่ใช้มีความเป็นระบบมากน้อยแค่ไหน

     6.2 การกำหนด การทบทวน และการยกเลิกมาตรฐานเป็นอย่างไร

      6.3 ผลของการกำหนด การทบทวน และการยกเลิกมาตรฐานเป็นอย่างไร

      6.4 เนื้อหาสาระของมาตรฐานเป็นอย่างไร

      6.5 การใช้เทคนิคสถิติตามมาตรฐานเป็นอย่างไร

     6.6 เทคโนโลยีที่ใช้เป็นอย่างไร

     6.7 การใช้มาตรฐานเป็นอย่างไร

7. การควบคุม

     7.1 ระบบในการควบคุมคุณภาพ และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร

     7.2 สิ่งที่ควบคุมและจุดที่ควบคุมเป็นอย่างไร

     7.3 มีการนำเอาระบบการควบคุมอะไรมาใช้บ้างเช่น Control Chart

     7.4 อุทิศให้กับสมรรถนะกิจกรรม QC มากน้อยแค่ไหน

     7.5 สภาพที่แท้จริงของกิจกรรมการควบคุมเป็นอย่างไร

     7.6 สิ่งที่อยู่ในการควบคุมมีสภาพอย่างไร

8. การประกันคุณภาพ

     8.1 มีขั้นตอนการปฏิบัติงานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการหรือไม่

     8.2 ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

     8.3 ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นอย่างไร

     8.4 การออกแบบ การวิเคราะห์ การควบคุม และการปรับปรุงกระบวนการเป็นอย่างไร

     8.5 ความสามารถของกระบวนการเป็นอย่างไร

     8.6 การใช้เครื่องมือ การวัด การทดสอบ และการตรวจสอบเป็นอย่างไร

     8.7 การบำรุงรักษาเครื่องมือเป็นอย่างไร การควบคุมการรับจ้างช่วง การจัดซื้อ และการให้การบริการ เป็นอย่างไร

     8.8 ระบบการประกันคุณภาพเป็นอย่างไร มีการตรวจประเมินอย่างไร

     8.9 การใช้เทคนิคสถิติเป็นอย่างไร

     8.10 การประเมิน และการตรวจสอบระบบคุณภาพเป็นอย่างไร

     8.11 สถานะที่แท้จริงของการประกันคุณภาพเป็นอย่างไร

9. ผลที่ได้รับ

     9.1 มีการวัดผลอย่างไร

     9.2 ผลของคุณภาพ การบริการ เวลาในการส่งมอบ ค่าใช้จ่าย ผลกำไร ความปลอดภัย สภาพแวดล้อม เป็นอย่างไร

     9.3 ผลที่ได้รับที่สัมผัสไม่ได้มีหรือไม่

     9.4 การวัดผลของข้อบกพร่องที่แก้ไขแล้วเป็นอย่างไร

10. แผนงานในอนาคต

     10.1 สถานะในปัจจุบันเป็นอย่างไร และแผนมีสาระมากน้อยแค่ไหน

     10.2 การวัดผลของข้อบกพร่องที่แก้ไขแล้วเป็นอย่างไร

     10.3 แผนในอนาคตเป็นอย่างไร

     10.4 มีความเชื่อมโยงกับแผนในระยะยาวแค่ไหน

         

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน