*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75302
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 3948 , 22:05:33 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ต้นปี ค.ศ. 1940 หรือ พ.ศ. 2483 แล้ว ใกล้ยุคการบริหารที่มุ่งเน้นบุคลากร  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

         

เรนสิส ลิคเอิร์ท (Rensis Likert) ผู้นำด้านทฤษฎีองค์กรอีกท่านหนึ่ง

เรนสิส ลิคเอิร์ทเกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446) เป็นชาวอเมริกัน ท่านจบศึกษาปริญญาตรีสังคมวิทยาจาก University of Michigan ในปี ค.ศ. 1926 ปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1932 ด้านจิตวิทยาจาก Columbia University ใน New York City เห็นแบบนี้ก็เดาล่วงหน้าได้เลยว่าผลงานต้องออกมาในเชิงจิตวิทยาบริหารคน หรือบริหารองค์กรอะไรทำนองนั้น  

        จุดเด่นของท่านคือเรื่องทฤษฎีการบริหารจัดการ (Management Theory) พฤติกรรมของคนในองค์กร และการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management)

        ในด้านผลงานและการทำงาน ลิคเอิร์ทจัดเป็นนักจิตวิทยาองค์กรที่เยี่ยมยอดคนหนึ่ง ผลงานของท่านเกิดมาจากการเข้าทำงานในบริษัท Union Pacific Railroad (บริษัทเกี่ยวกับการรถไฟ) แล้วมองเห็นว่าระบบการสื่อสารภายในองค์กรไม่ดี และก่อให้เกิดปัญหาอย่างมาก คนงานเกิดการ Strike บ่อย ๆ เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ท่านเลยทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ถือโอกาสศึกษาปัญหาที่เป็นของจริงที่นี่จนออกมาเป็นทฤษฎีพฤติกรรมองค์กรให้ใช้กันภายหลัง

        หากมีใครเคยใช้ Likert Scales ที่มีค่าจาก 1-5 และ Linking Pin Model วิเคราะห์ทัศนคติของบุคลากร ก็ให้รู้ไว้ว่าคนที่คิดค้นขึ้นมาคือท่านนี้เอง ลิคเอิร์ทยังเป็นผู้สถาปนาสถาบันการศึกษาสังคม หรือที่มีชื่อเรียกว่า Institute of Social Research ที่อยู่ใน University of Michigan และในช่วงเวลานั้นท่านได้ทำงานวิจัยไว้มากมาย ในปี ค.ศ 1970 ได้ออกหนังสือ Management Theory ที่เป็นที่นิยมกันมากในญี่ปุ่น

        ในส่วนของผู้บริหาร ลิคเอิร์ทได้สรุปรูปแบบของผู้บริหารไว้ในหนังสือ The Human Organization เป็น 4 จำพวกที่มีคนเอาไปเขียนหนังสือต่อยอดออกไป คือ

        1. ผู้บริหารแบบใช้อำนาจ (Explosive Authoritative System)

        ผู้บริหารแบบเผด็จการสูง  มักไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจผู้ใต้บังคับบัญชา ถนัดข่มขู่มากกว่าชมเชย การติดต่อสื่อสารเป็นแบบทางเดียวจากบนลงล่าง  การตัดสินใจขึ้นกับข้างบนเท่านั้น

        2. ผู้บริหารแบบเมตตา (Benevolent Authoritative System)

        ผู้บริหารแบบนี้ปกครองแบบพ่อปกครองลูก  ได้รับความไว้วางใจจากลูกน้องมากเป็นพิเศษเพราะมีอะไรคุยกันได้ สร้างแรงจูงใจโดยการให้รางวัล  การติดต่อสื่อสารสองทางจากทั้งล่างสู่บนและบนลงล่าง  รับฟังความคิดเห็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง  และมีการมอบอำนาจยอมให้การตัดสินใจอยู่กับลูกน้อง แต่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด

        3. ผู้บริหารแบบปรึกษาหารือ (Consultative System)

        ผู้บริหารแบบนี้ก่อนตัดสินใจมักขอคำปรึกษาลูกน้องก่อน และมักจะใช้ความคิดและความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาประกอบการตัดสินใจเสมอ  ให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจ  มีลงโทษบ้างและชอบการบริหารแบบมีส่วนร่วม  มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทางจากระดับล่างขึ้นบนและจากระดับบนลงล่าง นโยบายและการตัดสินใจมาจากระดับบน แต่เมื่อปรึกษากับลูกน้องตัวเองยังให้คำปรึกษาแก่ลูกน้องอีกด้วย

        4. ผู้บริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative – Group System)

        ผู้บริหารแบบนี้ลูกน้องมักให้ความไว้วางใจ และเชื่อฟัง โดยจะรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ  มีการให้รางวัลตอบแทนแต่มักมาในรูปของกลุ่ม  นิยมการบริหารแบบมีส่วนร่วม  ตั้งเป้าหมายร่วมกัน  มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทางทั้งจากระดับบนลงล่างและระดับล่างขึ้นบน

        ทั้ง 4 แบบนี้ท่านสนับสนุนแบบที่สี่มากที่สุด เพราะเอาไปใช้ได้เป็นอย่างดีกับองค์กรประเภทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกำไร ถ้าผู้อ่านสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าแนวความคิดของท่านตรงนี้อยู่ในช่วงเวลาประมาณปี ค.ศ. 1967 (พ.ศ. 2510) เข้าไปแล้ว ในช่วงนี้จะคาบเกี่ยวเข้าใกล้ยุคสารสนเทศมากเข้าไปเต็มที แนวทางการคิดของปรมาจารย์เหล่านี้ ค่อย ๆโยงเข้าหาให้ความสำคัญกับคนเข้ามาทุกทีแล้ว

        ท่านบอกอีกว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในองค์กรอาจจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นหากผู้บริหารจะนำองค์กรไปสู่อนาคต แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้บริหารเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลาง แทบวางตัวไม่ถูกทีเดียวที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองจากผู้คอยชี้นิ้วสั่งการแบบมีอำนาจ รู้งานบ้างไม่รู้บ้างก็ทำได้ แต่หากจะต้องเปลี่ยนไปเป็นโค้ชที่ต้องรู้งานเป็นอย่างดี จึงไม่รู้ว่าจะไปสอนเขาอย่างไร แล้วอำนาจสั่งการก็ยังหดหายไปอีก ก็คงทำใจยากเหมือนกัน

        นอกจากนี้ท่านยังได้ระบุปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ

        1. การจูงใจในงานต้องผ่านทางการใช้หลักและเทคนิคสมัยใหม่ ไม่ใช่ใช้หลักการบริหารแบบเดิม ๆ ที่ใช้รางวัลมาชักจูง หรือข่มขู่

        2. ผู้บริหารต้องมองคนของตนในแบบที่รู้ว่าทุกคนต่างก็มีความต้องการและความจำเป็น และมีความต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่าของตัวเอง ผู้บริหารต้องคงรักษาความมีคุณค่าในตัวเองของคนของตน และสนับสนุนให้มีการเสริมสร้างให้มากขึ้น

        3. ผู้บริหารต้องสร้างองค์กรที่มีความยึดเหนี่ยวเกาะกุมกันอย่างแน่นแฟ้น ต้องสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

        4. ทีมงานที่สร้างขึ้นมาต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน ที่ไม่ใช่แต่จะสนับสนุนกันอย่างแท้จริงเท่านั้น ยังต้องการความเคารพซึ่งกันและกันด้วย

        ลิคเอิร์ทเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1981 ส่วนหนึ่งของหนังสือของลิคเอิร์ทที่เขียนไว้

Some Applications of Behavioural Research

Public Opinion and the Individual

New Ways of Managing Conflict

A technique for the measurement of attitudes (Archives of psychology)

New patterns of management

Likert's system 4

Developing patterns of management

The Human Organization

Motivational dimensions of administration

Trends toward a world-wide theory of management

Behavioural research: A guide for effective action

Past and future perspectives on system 4

The dual function of statistics

              ท่านต่อไปก็สุดยอดในยุทธจักรอีกท่านหนึ่งเทียบชั้นเท่ากับดร.เด็มมิ่ง

 

โจเซฟ เอ็ม จูแรน (Joseph M. Juran) บิดาแห่งการควบคุมคุณภาพ (QC)

 โจเซฟ เอ็ม จูแรน เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) ในตระกูลชาวยิวที่ค่อนข้างยากจน ประเทศโรมาเนีย พ่อของท่าน Jakob Juran เป็นช่างทำรองเท้าอยู่ในหมู่บ้าน ท่านยังพูดติดตลกในเรื่องนี้ว่า “ในตอนที่ท่านเด็ก ๆ หมู่บ้านของท่านที่ผลิตรองเท้าไม่เคยมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ ไฟฟ้าก็ไม่เคยดับ เรื่องรถเสียก็ไม่เคยมี เพราะทั้งหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมทั้งรถยนต์ก็ไม่มีวิ่งด้วย” 

       เพื่อโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าในปี ค.ศ. 1909 พ่อของท่านก็ไปอเมริกา หลังจากที่ไม่ได้เจอพ่อเป็นเวลา 3 ปี ในที่สุดเมื่อท่านอายุได้ 8 ขวบในปี ค.ศ. 1912 พ่อของท่านก็ได้พาท่านและครอบครัวย้ายถิ่นฐานจากโรมาเนียไปอยู่ในอเมริกา จนกลายเป็นคนอเมริกันไป จุดเด่นของท่านคือ การบริหารจัดการระบบคุณภาพ (Quality System Management) และการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management)

        ชีวิตในอเมริกาตอนย้ายไปใหม่ ๆ ไม่ได้สวยงามนัก ครอบครัวต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านแคบ ๆ สกปรก ๆ และเพื่อให้รายได้เพียงพอกับรายจ่าย เด็กๆ ต้องออกไปทำงานกัน ท่านต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงิน แล้วในเวลาเดียวกันก็ต้องเรียนหนังสือไปด้วย จูแรนที่อายุน้อยที่สุด และตัวเล็กที่สุดในห้องส่อแววปราดเปรื่องมาตั้งแต่เด็ก ในตอนเรียนหนังสือท่านจะทำคะแนนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้อยู่ในเกณฑ์ Top มาตลอด

        ท่านเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1920 และที่นี่เองท่านได้เป็นแชมป์ในการแข่งขันหมากรุกตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่  แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

        ต่อมาท่านก็จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ในปี ค.ศ 1924 จากมหาวิทยาลัย Minnesota แล้วต่อทางกฎหมายอีกหนึ่งปริญญา

        เมื่อพูดถึงจูแรนก็มักจะเกี่ยวโยงกับ เด็มมิ่งเพราะท่านทั้งสองเคยไปสอนญี่ปุ่นสมัยหลังสงครามโลกในเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพ และสร้างความประทับใจไว้กับญี่ปุ่นมากเหมือนกัน ในช่วงนั้นต่างคนก็ต่างทำไม่เกี่ยวข้องกันโดยจูแรนเกิดหลังเด็มมิ่งแค่ 4 ปี

        หลังจากจบการศึกษาท่านก็ได้เข้าทำงานกับบริษัท Western Electric Company ในตำแหน่งผู้ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ท่านเริ่มทำงานเมื่อปี ค.ศ. 1925 ในตำแหน่งงานที่พวกเราเรียกกันว่า QC โดยนำเอาหลักการที่มีใช้กันอยู่ใน Bell Telephone Company เรื่อง Sampling หรือการชักตัวอย่างมาใช้มาก ประกอบกับการใช้ Control Chart ตามแนวคิดของชูฮาร์ท และหลักการต่าง ๆ ที่ เทย์เลอร์ทำเอาไว้ (สังเกตได้ว่าความสนใจของจูแรนและเด็มมิ่งจะไปในแนวทางเดียวกัน แต่ไม่มีเอกสารที่ไหนบอกไว้ว่าทั้งสองท่านมีความเกี่ยวโยงกัน ความแตกต่างคือจูแรนจะเน้นความสนใจที่คน)

        ด้วยความที่สมองเปรื่องปราชญ์และความสามารถสูง หลังจากทำงานได้เพียง 4 ปีก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารแล้วก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตการทำงานของท่านก็ผันแปรไปเรื่อยๆ ค่อยๆถลำลึกเข้าไปในแวดวงของระบบการบริหารจัดการคุณภาพ  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผู้ยิ่งใหญ่ที่โด่งดังจากบริษัท Bell Laboratories มาเยี่ยมโรงงานของท่านที่ Hawthorne Factory นี้ประกอบด้วย Don Quarles, Walter Shewhart และ George Edwards โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำเอาหลักการต่าง ๆ ที่คิดค้นกันใน Bell Laboratories มาใช้ที่โรงงานนี้ จึงได้มีการจัดตั้งทีมงานมารองรับ จูแรนก็ได้เป็นหนึ่งในทีมงานนี้ด้วย และวิชาที่ถ่ายทอดมาก็มีเรื่อง Statistical Process Control เป็นตัวหลัก

        ในปี ค.ศ. 1928 เป็นยุคที่เศรษฐกิจค่อนข้างตกต่ำ Horthorne factory ต้องลดคนงานอย่างมากมายจาก 40,000 คนลงมาเหลือ 7,000 คน เพื่อเอาตัวรอดท่านได้ลดเงินเดือนและเวลาทำงานของตัวเองลงจึงรอดตัวทำงานต่อไปได้ เวลาว่างเมื่อมีมากก็ป็นธรรมดาของคนไม่ชอบอยู่ว่างท่านจึงไปเรียนกฎหมายและได้มาอีกหนึ่งปริญญา ที่โรงงานแม้จะพอรอดมาได้แต่ก็ง่อนแง่นเต็มที จนไม่มีตำแหน่งใดเลยที่มั่นคงในบริษัทนี้ จึงทำให้ท่านคิดแยกตัวออกมาเป็นอิสระ โดยไปทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่าง ๆ ในอเมริกา และตรงนี้เองที่ท่านได้เข้าไปคลุกคลีกับบริษัท General Motors ใน Detroit แล้วไปรับหลักการของ Pareto Principle มา

        ท้ายที่สุดก็ลาออกจาก Western Electric ในปี ค.ศ. 1945 หลังจากอยู่ที่นั่นมา 20 กว่าปี มาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตนเองโดยมุ่งไปทางด้าน Quality Management System ท่านออกบทความมากเหมือนกัน และในปี ค.ศ. 1951 ได้ผลิตผลงานที่สำคัญทำให้โด่งดังขึ้นมาอีกคือ การออกหนังสือ Quality Control Handbook ที่เป็นเสาหลักในด้านคุณภาพที่ใช้อ้างอิงกันไปทั่วโลก และเป็นตำราที่ คลาสสิคจริง ๆ

        ในปี ค.ศ. 1954 ท่านได้รับเชิญจากญี่ปุ่นโดยสถาบัน JUSE ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรมของตัวเอง ตามหลัง เด็มมิ่งไปไม่กี่ปีเอง และหลังจากนั้นไม่นานญี่ปุ่นก็แปลงสภาพตัวเองจากประเทศที่ผลิตของที่ไม่มีคุณภาพ กลายเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เสริมสร้างให้ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกภายในเวลาไม่กี่สิบปี

        จูแรนก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำประโยชน์ให้กับญี่ปุ่นไว้มากแต่ไม่ขอรับผลตอบแทนใด ๆ จักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตจึงได้มอบเครื่องราชอิสริยาภารณ์ขั้นสูงสุดสำหรับชาวต่างชาติ ที่ชื่อว่า Order of the Sacred Treasure ให้แก่ท่านเพื่อเป็นการขอบคุณ

        คนที่คุ้นเคยกับ QC Story ของญี่ปุ่นหรือพวก Seven QC Tools จะเห็นว่ามีเครื่องมืออยู่ตัวหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือ Pareto Diagram แผนภูมินี้คิดค้นขึ้นโดยพาเรโต ที่ผมเคยกล่าวไว้แล้ว โดยจูแรนเอามาต่อยอดผสมผสานกับระบบ Quality ตามหลักการของ 80-20 หรือที่เรียกกันว่า Vital few and Trivial Many

        ผลงานที่โด่งดังอันหนึ่งของจูแรนก็คือการเอาแนวความคิดเรื่อง Quality Control Circle หรือ QCC ของญี่ปุ่นไปต่อยอดในอเมริกาในปี ค.ศ. 1966 จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก จูแรนได้รับการยกย่องเป็น “Father of Quality”

        ในปี ค.ศ. 1973 ท่านออกมาโต้แย้งว่า หลักการ Scirntific Management ของเทย์เลอร์นั้นตอนนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุโบราณไปแล้ว และต้องหาอะไรมาแทนที่ ท่านได้วางหลักการของคุณภาพในระบบใหม่ว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องนำการบริการเข้ามาเสริมกับระบบการผลิตด้วยเพื่อให้สมดุลกัน

        ในปี ค.ศ 1979 เมื่ออายุ 75 ปี ท่านได้ก่อตั้ง Juran Institute ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และต่อยอดแนวความคิดทางด้านบริหารจัดการของท่านเอง

        ผลงานที่ลือลั่นอีกชิ้นหนึ่งของจูแรน คือ “Juran Trilogy” ออกมาในปี ค.ศ. 1986 ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาเพิ่มเติมจาก QCC ที่ทำกันเป็นกลุ่ม ๆ และเน้นพนักงานระดับล่าง เอามาปรับเปลี่ยนเป็น Cross-Functional Management (ระบบ QCC เน้นการแก้ปัญหา และพัฒนาองค์กรของบุคลากรระดับรากหญ้า และปัญหาจะอยู่ในระดับหน่วยงานย่อยที่ทีมงานสังกัดอยู่งานใครงานมัน ส่วน Cross Function Management เน้นปัญหาระดับข้ามสายงาน สามารถแก้ปัญหาในระดับองค์กรได้) แล้วท่านก็วางหลักกระบวนการไว้ 3 ขั้นตอนคือ

        - การวางแผน (Planning)

        - การควบคุม (Control)

        - การปรับปรุง (Improvement)

        ขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ระบบคุณภาพเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญขององค์กรในลักษณะของ Company-Wide จะต้องประกอบด้วย

        1. การชี้บ่งลูกค้า (Identify Customer) และความต้องการของลูกค้า ท่านเน้นทั้งลูกค้าภายนอกและภายใน และจะต้องดำเนินการให้บรรลุความต้องการนั้น

        2. กำหนดมาตรการ และเป้าหมายด้านคุณภาพ ขึ้น และดำเนินการให้บรรลุ

        3. สร้างกระบวนการทำงานที่ทำงานได้จริงให้สามารถรองรับเป้าหมายด้านคุณภาพ

        ในปีเดียวกันท่านก็ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งรางวัลระดับสุดยอดของอเมริกา ทำนองเดียวกับ Deming Prize ของญี่ปุ่นคือ Malcolm Baldrige National Quality Award หรือ MBNQA

        ด้วยแนวคิดนี้ทำให้มีการต่อยอดออกไปเป็นระบบต่าง ๆ อีกมากมายรวมทั้ง TQM ที่มีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน จูแรนมีความเห็นว่า “ไม่มีเส้นทางลัดใด ๆ ที่จะเข้าสู่ระบบคุณภาพได้ ท่านเชื่อว่าคุณภาพต้องเริ่มที่ยอดสุด กระตุ้นผู้บริหารระดับกลาง แล้วก็ฝึกอบรมพนักงานระดับล่าง”

        ปรมาจารย์ที่มีความคิดไปในแนวเดียวกันนี้นอกจากจูแรนแล้วก็มีเด็มมิ่ง ครอสบี และปีเตอร์  ผมว่าเป็นแนวเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน

        จูแรนเป็นปรมาจารย์ที่อายุยืนมาก ท่านเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ 2008 นี่เอง อายุรวมได้ 103 ปี ก็ ท่านเขียนหนังสือไว้มากมาย ส่วนหนึ่งของหนังสือที่เขียนไว้ ก็เช่น

Juran's Quality Handbook

Architect of Quality

Good Day for a Hanging

Quality Planning and Analysis: From Product Development Through Use

A History of Managing for Quality

Managerial Breakthrough : A New Concept of the Manager's Job

Juran on Quality by Design: The New Steps for Planning Quality into Goods and Services

Juran on Leadership for Quality

        ก่อนจะจบเรื่องราวของท่าน เนื่องจากท่านเป็นสุดยอดปรมาจารย์คนหนึ่ง และมีส่วนช่วยก่อตั้งรางวัล MBNQA ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงรางวัลนี้

Malcolm Baldrige National Quality Award (MBAQA) สุดยอดรางวัลหนึ่งของโลก

        รางวัล Malcolm Baldrige National Quality Award เป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทอเมริกันที่มีระบบการบริหารจัดการด้านคุณภาพดีเด่น รางวัลนี้จัดขึ้นทุกปี และจะมอบให้ไม่เกิน 5 บริษัทต่อปี รางวัลนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ตอนนั้นอยู่ในช่วงของประธานาธิบดี Ronald Reagan ที่ได้ตราออกมาเป็นกฎหมายเลยทีเดีย เรียกว่า Public Law 100-107

        ต่อมากฎหมายนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Malcolm Baldrige National Quality Improvement Act แปลกันตรง ๆ ก็เป็นพระราชบัญญัตินั่นเอง โดยมี American Society of Quality Control และ The National Institute of Standards and Technology เป็นเจ้าภาพ Jack Grayson เป็นหัวเรือใหญ่โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นรางวัลระดับชาติในการ

        1. รับรองบริษัท หรืออุตสาหกรรมที่มีระบบการบริหารจัดการแบบ TQM ของอเมริกา

        2. สนับสนุนและส่งเสริมจิตสำนึกด้านคุณภาพ

        3. ประกาศให้โลกรู้ถึงความสำเร็จในการมีกลยุทธ์ด้านคุณภาพ

        เกณฑ์ตัดสินของการให้รางวัลหลัก ๆ คือ บริษัทจะต้องประสบผลสำเร็จในการ

        1. ส่งมอบคุณค่าที่มีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอให้กับลูกค้า และอุทิศตนให้กับความสำเร็จทางด้านการตลาด

        2. พัฒนาและปรับปรุงประสิทธิผล และความสามารถขององค์กรโดยรวมอย่างต่อเนื่อง

        3. อยู่ในสถานะที่เป็นองค์กร และบุคลากรเรียนรู้

        จากเกณฑ์ตัดสินในภาพรวม ได้แบ่งเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินออกเป็น 7 ประเภท (อ้างอิงเกณฑ์ 2557-2558) คือ

        บทนำ: โครงร่างองค์กร

        หมวด 1. การนำองค์กร

        หมวด 2. การวางแผนกลยุทธ์

        หมวด 3. การมุ่งเน้นด้านลูกค้า

        หมวด 4. การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้

        หมวด 5. การมุ่งเน้นบุคลากร

        หมวด 6. การมุ่งเน้นการปฏิบัติการ

        หมวด 7 ผลลัพธ์

        เกณฑ์หมวด 1 การนำองค์กรจะดูว่าผู้บริหารระดับสูงแสดงออกซึ่งคุณค่า (Value) ทิศทาง และความคาดหวังทางด้านสมรรถนะ การมุ่งเน้นลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร การมอบอำนาจ นวัตกรรม และการเรียนรู้ ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมไว้อย่างไร

        เกณฑ์หมวด 2 จะดูว่าองค์กรมีการกำหนดเป้าหมายทางกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการไว้อย่างไร ดูว่านำไปใช้อย่างไร พร้อมกับตรวจวัดอย่างไร

        เกณฑ์หมวด 3 จะดูว่าองค์กรกำหนดคุณลักษณะที่ต้องการ ความคาดหวัง และทางเลือกที่สำคัญในด้านลูกค้าและการตลาดไว้อย่างไร มีการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้อย่างไร ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การได้ลูกค้ามา ความพึงพอใจ การคงรักษาลูกค้าไว้ และการขยายตัวของธุรกิจ

        เกณฑ์หมวด 4 จะดูว่าองค์กรคัดเลือก รวบรวม วิเคราะห์ บริหารจัดการ และปรับปรุงข้อมูล ข่าวสาร และทรัพย์สินทางความรู้อย่างไร

        เกณฑ์หมวด 5 จะดูว่าระบบการทำงาน การเรียนรู้ของบุคลากร และการจูงใจขององค์กรว่าสามารถทำให้บุคลากรพัฒนาและใช้ศักยภาพของตัวเองในการที่จะปรับให้เข้ากับเป้าหมายและแผนปฏิบัติการขององค์กรได้มากน้อยเท่าไร นอกจากนั้นยังดูความใส่ใจขององค์กรต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน และบรรยากาศที่เกื้อหนุนบุคลากรให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความเติบโตของบุคลากรและองค์กร

        เกณฑ์หมวด 6 จะดูปัจจัยหลักในด้านการบริหารจัดการกระบวนการขององค์กร ดูผลิตภัณฑ์ การบริการ และกระบวนการทางธุรกิจหลัก รวมทั้งคุณค่าต่าง ๆ และกระบวนการสนับสนุน เกณฑ์ข้อนี้จะครอบคลุมกระบวนการทำงานทั้งหมดในองค์กร

        เกณฑ์หมวด 7 จะดูสมรรถนะและการพัฒนาในปัจจัยหลัก ๆ ทางด้านธุรกิจ เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า สมรรถนะของผลิตภัณฑ์และการบริการ สมรรถนะทางด้านการเงินและการตลาด ผลของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ สมรรถนะการปฏิบัติงาน ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนั้นยังดูระดับที่สัมพันธ์กับคู่แข่งในตลาดเดียวกันอีกด้วย

        การจัดแบ่งองค์กรที่เข้าประกวด แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ การผลิต การบริการ และกิจการขนาดเล็ก โครงสร้างของ MBNQA จะแตกต่างจาก Deming Prize อยู่บ้าง คือ หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรไม่อยู่ในขอบข่ายที่จะเข้าประกวดได้

        เมื่อมองดูหลักการคร่าว ๆ แล้วพอสรุปได้ว่า

        1. ให้รางวัลปีละไม่เกิน 5 บริษัท

        2. ให้ความสำคัญกับการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์มากที่สุด

        3. การปฏิบัติงานด้านคุณภาพไม่ใช่แต่การตรวจสอบเพื่อแยกแยะของเสียเท่านั้น แต่มุ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าด้วย

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน