*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75303
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 3611 , 17:30:45 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรมาจารย์ – ตอนที่ 11

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ต้นปี ค.ศ. 1940 หรือ พ.ศ. 2483 แล้ว ใกล้ยุคการบริหารที่มุ่งเน้นบุคลากร  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) สุดยอดคัมภีร์บริหาร

ปีเตอร์ ดรักเกอร์มีชื่อเต็มว่า Peter Ferdinand Drucker เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909 (พ.ศ. 2452) พื้นเพเป็นชาวออสเตรีย ท่านเกิดในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย พ่อเป็นนักกฎหมาย แม่เป็นหมอ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาวิชากฎหมายนานาชาติที่เยอรมัน มีจุดเน้นการบริหารจัดการ (Management)

        ดรักเกอร์จัดเป็นปรมาจารย์ชั้นแนวหน้าในทางการบริหารคนหนึ่ง แนวทางของท่านถูกนำมาใช้เป็นแนวความคิดในการบริหารจัดการสมัยใหม่อย่างแพร่หลาย ดรักเกอร์เขียนตำราไว้มากกว่า 30 เล่ม ล้วนเกี่ยวข้องกับนวัตกรรม การบริหารจัดการ และการบริหารเชิงกลยุทธ์ ดรักเกอร์ให้แนวความคิดไว้ว่าจุดมุ่งหมายของการทำธุรกิจก็เพื่อการรักษาลูกค้า ดังนั้นกิจการมีสิ่งจำเป็นต้องทำ 2 ประการคือ การจัดการด้านการตลาด (Marketing) และการสร้างนวัตกรรม (Innovation)

        สำหรับการศึกษาในระยะต้น ตามที่ว่าท่านเกิดที่ออสเตรียแต่ต้องย้ายไปอยู่เยอรมนี เพราะโอกาสหางานทำในออสเตรียได้ยาก  เรียนต่อในเยอรมันจนได้ปริญญาเอก ในขณะนั้นลัทธินาซีกำลังรุ่งเรือง ข้อเขียนของท่านจึงถูกแบน ท่านจึงต้องกลับไปอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น 4 ปีก็ย้ายไปอเมริกา ไปเป็นอาจารย์สอนแบบอิสระ เมื่อได้ Citizen ที่อเมริกาจึงได้สอนเป็นหลักเป็นแหล่งที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 จนกระทั่งเสียชีวิต ท่านสอนอยู่ที่ Clarke และ Claremont Graduate University

        แนวความคิดที่ต้องการจะเข้ามาเป็นนักคิดในวงการธุรกิจเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1945 เมื่อท่านเข้าไปร่วมงานกับบริษัทรถยนต์ General Motors เพื่อศึกษาระบบการปฏิบัติงาน ดรักเกอร์ให้ความสนในกับการทำงานด้วยสมองมากกว่าด้วยมือ และในไม่กี่ปีต่อมาท่านก็ออกหนังสือ Concept of the Corporation

        ในช่วงแรกๆ บริษัท GM ไม่ได้ใส่ใจในข้อแนะนำที่กล่าวไว้ในหนังสือมากนัก เพราะเป็นเนื้อหาที่ต้องบริหารด้วยการกระจายอำนาจตามแนวคิดสมัยใหม่ ไม่ใช่เอาอำนาจไปกระจุกตัวอยู่แต่ในหน่วยงานกลางเท่านั้นที่หลาย ๆ องค์กรกระทำกัน ที่จีเอ็มตอนนั้นอาจจะยังไม่พร้อมกับแนวความคิดแบบนี้เพราะเต็มไปด้วยระบบ Bureaucracy (ระบบเจ้าขุนมูลนาย) ซึ่งท่านบอกว่าได้ยินมาว่าในช่วงแรก ๆ นั้นผู้จัดการคนไหนมีหนังสือของดรักเกอร์จะโดนไล่ออก แต่ต่อมาแนวความคิดนี้ได้ถูกนำไปใช้ปฏิบัติอย่างกว้างขวางรวมทั้งในจีเอ็ม ด้วย

        ทำไมจีเอ็มจะไม่เดือดร้อน นั่นเป็นเพราะว่าเนื้อหาในหนังสือเกี่ยวข้องกับจีเอ็มโดยตรง เป็นการศึกษาและวิเคราะห์บริษัทว่าเป็นเสมือนหน่วยสังคมขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ผู้จัดการจะถูกเลือกขึ้นมาอย่างไร พวกเขาทำอะไรกันบ้าง แผนกต่าง ๆ ของจีเอ็มมีอะไรบ้างและทำงานกันอย่างไร และยังเอาไปเปรียบเทียบกับระบบการบริหารจัดการอื่น ๆ ด้วย สรุปประเด็นว่า จีเอ็มเป็นบริษัทใหญ่จะบริหารงานให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ

        กว่า เอ็มจะยอมรับแนวความคิดในหนังสือเล่มนี้ก็ใช้เวลาหลายสิบปีทีเดียว แต่ในที่สุดก็เห็นว่ามีประเด็นหลายอย่างที่จีเอ็มต้องแก้ไข

        ในปี ค.ศ. 1954 ดรักเกอร์ได้ออกหนังสือ The Practice of Management ที่ให้แนวความคิดไว้ว่า ผู้ประกอบการต้องมีความชัดเจนใน 3 ประการคือ

        1. ต้องรู้ว่าธุรกิจของเราคืออะไร

        2. ต้องรู้ว่าลูกค้าของเราคือใคร

        3. ต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่ลูกค้ามองเห็นว่ามีคุณค่า

        ดรักเกอร์ได้บัญญัติศัพท์ที่น่าสนใจไว้สองคำคือ “Knowledge Worker” และ “Management by Objectives” คำแรกหมายถึง “พนักงานที่มีความรอบรู้” ซึ่งเป็นบุคลากรที่เป็นที่ต้องการของทุกองค์กร ส่วนคำหลังนับว่าเป็นศัพท์ทางการบริหารจัดการใหม่ในสมัยนั้น ที่วางแนวการบริหารจัดการที่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายในการทำงานไว้ล่วงหน้า ซึ่งกลายมาเป็นทฤษฎีทางการบริหารที่ยังใช้กันอย่างหนาแน่นในทุกวันนี้

        ในปี ค.ศ. 1966 ท่านออกหนังสือชื่อ Effective Executive ซึ่งจัดได้ว่าเป็นหนังสือบริหารที่ คลาสสิคเล่มหนึ่ง หนังสือกล่าวถึงความสำคัญในการที่ผู้บริหารควรจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับภาระงานในหน้าที่ของตนว่ามีอะไรบ้างให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาไป กับเรื่องที่ไม่มีสาระ

        ในการเป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ ท่านวางขั้นตอนไว้ 5 ประการคือ

        1. ต้องค้นหาวิธีการว่าจะบริหารเวลาอย่างไร อะไรที่ควรใช้เวลา อะไรที่ไม่ควรไปเสียเวลา แม้ว่าท่านจะไม่ได้พูดอะไรไว้มาก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าแนวทางของท่านคือการมอบอำนาจ และการให้ผู้บริหารทำตัวเหมือนโค้ช รับฟังความเห็นของลูกน้องโดยควรทำให้เป็นเรื่องเป็นราวหรือมีการกำหนดเวลาที่จะให้มีการแสดงความเห็น

2. ผู้บริหารต้องใช้สำนึกพิจารณาให้ดีว่าตัวเองจะทำอะไรให้กับองค์กร และพนักงานของตัวเองได้บ้าง

3. ผู้บริหารต้องเลือกคนทำงานให้เหมาะสมตามจุดแข็งที่เขามีอยู่ให้เหมาะกับภารกิจที่มอบหมาย

4. ในการเลือกธุรกิจต้องเป็นประเภทที่ยืนยาว ไม่ไปเลือกธุรกิจที่อายุสั้น

5. ผู้บริหารต้องคัดเลือกความเห็นที่ได้รับจากบุคลากรที่เห็นว่ามีความเหมาะสม นำลงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้บุคลากรเกิดกำลังใจในการมีส่วนร่วมพัฒนาองค์กร

        ลองมาฟังคำกล่าวที่สำคัญบางส่วนของดรักเกอร์

“เป้าหมายของการตลาดคือการที่จะต้องรู้และเข้าใจลูกค้าถึงขนาดที่ว่าต้องทำให้ผลิตภัณฑ์หรือการบริการมีความเหมาะสมตามที่ลูกค้าต้องการและให้ผลิตภัณฑ์หรือการบริการนั้นมันขายตัวเอง”

“ผู้จัดการคือคนที่ทำสิ่งต่าง ๆให้ถูกต้อง (Doing Thing Right) แต่ผู้นำคือผู้ที่ทำสิ่งที่ถูกต้อง (Doing the Right Thing)”

 “การตรวจสอบผลของการตัดสินใจเทียบกับสิ่งที่ได้คาดหมายเอาไว้จะแสดงให้เห็นจุดแข็งของผู้บริหาร รู้สิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข และทำให้รู้ว่ามีข้อมูลข่าวสารอะไรอีกบ้างที่เราไม่รู้”

 “สิ่งที่สำคัญที่สุดของการสื่อสารคือการได้รู้สิ่งที่ไม่ได้บอกออกไป”

 “ความพยายามที่จะทำนายอนาคตมันก็เหมือนกับการขับรถไปบนถนนในต่างจังหวัดในเวลากลางคืนที่ไม่มีไฟถนนและคนขับกำลังมองกระจกหลังอยู่”

        ดรักเกอร์เสียชีวิตด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) ในชีวิตของท่านเขียนหนังสือไว้ 31 เล่ม ส่วนหนึ่งมีดังนี้

The Effective Executive

Concept of the Corporation.

The Essential Drucker : The Best of Sixty Years of Peter Drucker's Essential Writings on Management

The Daily Drucker : 366 Days of Insight and Motivation for Getting the Right Things Done

The Practice of Management

Maker of management.

Managing the Nonprofit Organization

Innovation and Entrepreneurship

Management Challenges for the 21st Century

Management

Innovation and Entrepreneurship

People and Performance: The Best of Peter Drucker on Management

Classic Drucker: Wisdom from Peter Drucker from the Pages of Harvard Business Review

The Drucker Foundation Self-Assessment Tool.

The Age of Discontinuity.

The Practice of Management

The Effective Executive

The Nonprofit Leader of the Future: A Drucker Foundation Seminar by Satellite

Managing for Results

The Executive in Action : Managing for Results, Innovation and Entrepreneurship, the Effective    

     Executive

Post-Capitalist Society

Excellence in Nonprofit Leadership

People and Performance.

The New Realities.

Peter Drucker on the Profession of Management

         ท่านต่อไปที่จะนำเสนอไม่ค่อยดังในเมืองไทย แต่เป็นท่านหนึ่งที่ผมชื่นชอบงานของท่านมากที่สุด

 

อี เอฟ ชูเมเกอร์ (E.F. Schumacher) ปรมาจารย์เศรษฐกิจแนวพุทธ

อี เอฟ ชูเมเกอร์ มีชื่อเต็มว่า Ernst Friedrich "Fritz" Schumacher เกิดวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) ที่กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี เป็นชาวเยอรมัน ท่านเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ แล้วไปต่อ Diploma ที่ Columbia University ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา จุดเน้นของท่านอยู่ที่เศรษฐกิจ และ Ecology (แปลว่านิเวศวิทยาที่เป็นการเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลาย) และท่านยังเป็นนักสถิติอีกด้วย

        พูดถึงผลงานของท่านอยากถามผู้อ่านว่าเคยได้ยินคำว่า “Small is beautiful” ไหม ที่แปลว่า เล็ก ๆ นั่นแหละดี ขอให้รู้ด้วยว่ามาจากท่านนี้ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ท่านย้ายจากเยอรมนีไปอยู่อังกฤษเพราะความที่ไม่ชอบนาซี ตอนนั้นอยู่ในช่วงสงครามพอดี ท่านจึงถูกทางอังกฤษส่งตัวเข้าค่ายกักกัน

       ต่อมาได้พบกับ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1883-1946 และเป็นเจ้าของทฤษฎี Keynesian Economics ที่เอามาเป็นพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน คีย์เนสเกิดถูกชะตาและเห็นความสามารถเลยนำท่านออกจากค่ายกักกันเข้ามาช่วยรัฐบาลอังกฤษอีกแรงหนึ่งในด้านเศรษฐกิจ

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1943 ท่านได้ตีพิมพ์เอกสาร Economica ที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับ คีย์เนสพอสมควรเพราะแยกออกมาพิมพ์ต่างหากทั้ง ๆ ที่คีย์เนสก็กำลังจะเสนอของตัวเองเหมือนกันโดยไม่ได้คุยกันก่อน จนรัฐบาลอังกฤษชอบใจเอาไปพิมพ์เป็นสมุดปกขาวในอีก 2-3 อาทิตย์ต่อมา ที่สำคัญก็คือแนวทางของท่านต่างกับของคีย์เนส

        ด้วยความสามารถของท่านเอง ทำให้ท่านได้ดิบได้ดีในรัฐบาลอังกฤษได้เป็นถึง Chief Economic Adviser ให้กับ National Coal Board ซึ่งเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนั้น เพราะมีพนักงานถึง 800,000 คน

        ขณะที่อยู่ในตำแหน่งนี้ท่านเสนอว่าถ่านหิน (Coal) ควรจะเป็นตัวให้พลังงานแก่โลกมากกว่าน้ำมัน ท่านมองว่าน้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเกรงว่าไม่นานก็จะหมด แล้วจะสร้างความปั่นป่วนเรื่องราคา และเตือนโลกว่าน้ำมันจะสร้างปัญหาด้านราคาให้กับโลก (ท่านพูดไว้ในระหว่างปี ค.ศ. 1950-1970 ตอนนี้เดือนปี ค.ศ. 2015 ห่างกันเกือบ 65 ปี ราคาน้ำมันแม้จะถูกลงมาในช่วงหลังนี้แต่ก็ยังนับว่าราคาสูง ดูการมองเห็นการณ์ไกลของท่านก็แล้วกัน ในขณะที่ราคาถ่านหินไม่เคยได้ยินว่ามีปัญหาอะไร

        เป็นเรื่องแทบไม่น่าเชื่อที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Thinking Outside the Box  หรือความคิดนอกกรอบ ในปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ.2498) เมื่ออายุได้ 59 ปี ท่านได้เดินทางไปพม่าเพื่อให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ขณะที่อยู่ที่พม่าท่านศึกษาศาสนาพุทธไปด้วย แล้วท่านก็ได้พัฒนาทฤษฎีขึ้นมาทฤษฎีหนึ่ง เรียกว่า "Buddhist Economics” หรือ “เศรษฐกิจแนวพุทธ” ที่วางอยู่บนพื้นฐานที่ว่าแต่ละคนต้องทำการงานที่ดีเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาชีวิต

        ท่านประกาศว่า “การผลิตโดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อการบริโภคในท้องถิ่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดของสภาพเศรษฐกิจของชีวิตมนุษย์”

        ว่ากันว่าตลอดชีวิตของท่านนั้นพัฒนาการที่ท่านได้สร้างขึ้นมาทำให้ท่านมีแนวคิดที่ต่างจาก คีย์เนสที่ดึงท่านออกมาจากค่ายกักกัน แนวคิดของท่านชูเมเกอร์นั้นผู้รู้ว่ากันว่าจะเป็นรองก็แค่อดัม สมิธเท่านั้น

        จากผลพวงที่ได้จากสิ่งที่ศึกษามาจากพม่าในปี ค.ศ. 1973 ท่านออกบทความเรื่อง “Small is beautiful” ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งไม่ได้บรรจุไว้ด้วยตัวเลขมากมาย เหมือนกับหนังสือแนวนี้ทั่ว ๆ ไป ผมว่าน่าอ่านมากเพราะเข้ากับหลักชาวพุทธ ผลงานของท่านยังมีอีกมากมายในเรื่องเศรษฐกิจตามแนวของท่าน หลายส่วนเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยมากในเวลานี้ ที่มีปัญหากันนักเรื่องโลกร้อน หนังสือเล่มนี้ถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งในหนังสือเเห่งศตวรรษ หรือ Book of The Century โดย The New York Public Library เลยทีเดียว หนังสือเล่มนี้มีคนไทยเอามาแปลกันหลายคนตั้งชื่อว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2524 ต่อมาไม่กี่ปีก็ออกเป็นหนังสือแปลอีกเล่มหนึ่งให้ชื่อว่า “เล็กนั้นงาม”

        หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ

        ตอนที่ 1 The Modern World หรือโลกยุคใหม่ แบ่งออกเป็นบทย่อย 5 บทคือ

        1.1 The Problem of Production (ปัญหาในการผลิต) เน้นเรื่องการที่มนุษย์เอาประโยชน์จากธรรมชาติมาใช้สอย แล้วทำลายธรรมชาติกันแบบขาดสติ

        1.2 Peace and Permanance (สันติและความยั่งยืน) กล่าวถึง ความโลภของมนุษย์ในสังคมโลกที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถูกความมืดมัวบดบังไม่สามารถเห็นความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้

        1.3 The Role of Economics (บทบาทในทางเศรษฐกิจ) กล่าวถึงกลไกของเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่โลก มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสินค้าไปหมด

        1.4 Buddhist Economics (เศรษฐกิจแนวพุทธ) กล่าวถึงการนำแนวทางของพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับสภาพเศรษฐกิจนั้นทำได้อย่างไร

        1.5 A Question of Size (ปัญหาของขนาด) เชื่อมโยงมาจากสภาพอภิมหาเศรษฐกิจที่ทำให้มนุษย์เกิดความหลงผิดว่า ยิ่งใหญ่ยิ่งดี นำไปสู่การก่อให้เกิดความโกลาหล เอารัดเอาเปรียบดังเช่นปัจจุบัน

        ตอนที่ 2 เป็นเรื่องของทรัพยากร แบ่งออกเป็น 5 บทย่อย

        2.1 The Greatest Resource – Education (ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการศึกษา) ท่านพูดถึงการศึกษาที่มีมาตลอดในช่วงหลายศตวรรษ ว่าถูกชี้นำด้วยแนวความคิดที่ผิดๆ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของมนุษย์ได้จริง

        2.2 The Proper Use of Land (การใช้ผืนดินอย่างเหมาะสม) ท่านกล่าวถึงการใช้ผืนดินของมนุษย์ที่นับวันจะถูกทำลายจากมลภาวะ ทำให้ผิวดินหมดความสมบูรณ์ แล้วเราควรจะทำอย่างไร

        2.3 Resources of Industries (แหล่งทรัพยากรที่เอามาใช้ในอุตสาหกรรม) กล่าวถึงมนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติเอามาป้อนเป็นวัตถุดิบในการผลิตทางอุตสาหกรรม

        2.4 Nuclear Energy – Salvation or Damnation พลังงานนิวเคลียร์ช่วยกอบกู้หรือสร้างความหายนะกันแน่

        2.5 Technology with a Human Face (เทคโนโลยีที่มีหน้าตาเป็นมนุษย์)

        ตอนที่ 3 The Third World หรือประเทศในโลกที่สาม แบ่งออกเป็น 4 บทย่อย

        3.1 Development (พัฒนาการ) กล่าวถึงประเทศในโลกที่สาม (ประเทศยากจน)โดยบอกให้เรารู้ว่าคนเหล่านี้อยู่กันอย่างไร ยากจนอดอยากแค่ไหน

        3.2 Social and Economic Problems Calling for the Development of Intermediate Technology (ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม) ที่เรียกร้องให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีระดับกลาง ๆ มาใช้บ้าง ก็หมายถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศในโลกที่สามนั่นเอง

        3.3 Two Million Villages (สองล้านหมู่บ้าน) ชื่อบอกอยู่แล้วว่าชุมชนแออัด

3.4 The Problem of Unemployment in India (ปัญหาการว่างงานในอินเดีย) เขาจะอยู่กันอย่างไร

ตอนที่ 4 Organization and Ownership หรือองค์กรและความเป็นเจ้าของ แบ่งออกเป็น 5 บทย่อย

4.1 A Machine to Foretell the Future (เครื่องทำนายอนาคต ) มองว่าสภาพปัจจุบันย่อมบอกสภาพอนาคตได้

4.2 Towards a Theory of Large-Scale Organisation (การมุ่งเข้าสู่ทฤษฎีองค์กรขนาดใหญ่)

4.3 Socialism (ลัทธิสังคมนิยม)

4.4 Ownership (ความเป็นเจ้าของ) ชี้ให้เห็นสถานะของความเป็นเจ้าของในปัจจุบัน ที่ถือว่าคิดได้ก่อนคนอื่นไม่มีสิทธิใช้ ก็คือลิขสิทธิ์

4.5 New Patterns of Ownership (รูปแบบใหม่ของการเป็นเจ้าของ) ทำนายให้เห็นได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

        อย่างที่กล่าวไว้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ แต่กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เป็น Best Sellers อยู่นานมาก

        ชูเมเกอร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2520) ด้วยหัวใจวายที่สวิตเซอร์แลนด์ส่วนหนึ่งของหนังสือที่ท่านเขียนไว้ก็มี

Commentaries by E. F. Schumacher

This I Believe, and Other Essays

Guide for the Perplexed by E. F. Schumacher

Good Work by Schumach

The Wisdom of Permanence

Schumacher on Energy

Good Work

Small is Beautiful: economics as if people mattered

Equality through Trusteeship: An Alternative for Full Employment along Gandhian Lines

A New Lease on Farmland: Assuring a Future for Farming in the Northeast

Schumacher on Energy

The age of plenty: A Christian view

Findhorn Magazine - Economics As a Way of the Spirit (One Earth)

What will planning mean in terms of money? (The Planning bogies)

Think About Land

The Breakdown of Great Britain

The End of an Era           

 

เคียวรึ อิชิคาวา (Kaoru Ishikawa) ช่วยกอบกู้หายนะหลังสงครามโลก

        เคียวรึ อิชิคาวาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) เป็นชาวญี่ปุ่น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี Apply Chemistry ในปี ค.ศ. 1939 ที่ University of Tokyo จุดเน้นของท่านคือ Cause and Effect Diagram หรือ Fish Bone Diagram แปลเป็นไทยว่า แผนภาพสาเหตุและผล หรือ แผนภาพก้างปลา

        ประวัติโดยย่อท่านเมื่อจบการศึกษาแล้วก็ไปเป็นทหารเรือจนถึงปี ค.ศ. 1941 จากนั้นย้ายไปทำงานกับบริษัทนิสสัน ไม่ใช่ส่วนของรถยนต์แต่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงเหลว เพราะท่านจบเคมี อยู่ที่นั่นจนถึงปี ค.ศ. 1947

        ในปี ค.ศ. 1949 อิชิคาวาได้เข้าร่วมกับสถาบัน JUSE (Union of Japanese Scientist and Engineers สถาบันหลักทางด้าน Quality Management System ของญี่ปุ่น) ท่านเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการรับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากเด็มมิ่ง และจูแรนที่เคยกล่าวไว้แล้วตอนที่ญี่ปุ่นมีปัญหาการผลิตทางอุตสาหกรรมหลังสงครามโลก เท่ากับว่าอิชิคาวาคือ ผู้แปล เรียบเรียง และเผยแพร่เนื้อหาวิชาการออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น ดังนั้นสำหรับความเติบโตของญี่ปุ่นท่านจึงมีบทบาทมาก

        ในปี ค.ศ. 1960 ท่านย้ายไปสอนหนังสือที่ University of Tokyo ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และนำเอาหลักการ Quality Control Circles นำเสนอกับ JUSE ซึ่งได้เชิญบริษัทต่าง ๆ เข้าร่วมโดยเน้นหลักการในการสอนระดับผู้จัดการสูงสุด และระดับกลางก่อน มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก แต่โปรแกรมนำร่องทำได้ครั้งละหนึ่งบริษัท โดย Nippon Telephone & Telegraph เอาไปก่อน ต่อไปก็แพร่หลายเข้าไปในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ และเข้ากันได้ดีกับระบบ TQC (Total Quality Control)

        โดยหลักการแล้ว อิชิคาวาต้องการเปลี่ยนแนวความคิดในการทำงานของคน ท่านเที่ยวกระตุ้นคนให้ทำงานไม่ใช่เพื่อเงินอย่างเดียว แต่ต้องทำงานให้ได้คุณภาพ (ญี่ปุ่นตอนนั้นสินค้าไม่มีคุณภาพเลย เหมือนสินค้าจีนจำนวนมากที่มีอยู่ในตลาดบ้านเราเวลานี้) ท่านที่เกี่ยวข้องอยู่กับระบบการบริหารจัดการเชิงคุณภาพคงเคยได้ยินศัพท์ CWQC หรือ Company-Wide Quality Control ก็ท่านอิชิคาวาเองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และศัพท์คำนี้ก็ใช้สลับไปสลับมาได้กับ TQC ความจริงแล้ว CWQC หรือ TQC ไม่ใช่หมายความเฉพาะแค่กิจกรรมที่มีในองค์กร แต่ครอบคลุมไปถึงกิจกรรมหลังการขายด้วย ด้วยเหตุนี้ จูแรนถึงต้องกลับมาญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อดูว่าที่ตัวเองสอนไว้แตกลูกหลานออกไปเป็น CWQC แล้วก็ TQC อย่างไรเพื่อให้อเมริกาสามารถนำไปประยุกต์เป็น TQM ได้

        อิชิคาวายังเป็นผู้นำเสนอหลักการ Cause and Effect Diagram หรือ Fish Bone Diagram หรือ Ishikawa Diagram แปลว่า แผนภาพสาเหตุและผล หรือแผนภาพก้างปลา หรือแผนภาพอิชิกาวาแล้วแต่จะเรียก ที่นำเสนอออกสู่สายตาสาธารณชนในปี ค.ศ.1960 มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และนำไปเป็นหนึ่งใน Seven QC Tools ด้วย

        ทีนี้ลองมาทำความรู้จักเจ้าแผนภาพก้างปลากันว่าเป็นย่างไร

Cause-and-Effect Diagram – แผนภาพสาเหตุและผล เครื่องมือชั้นยอดหาต้นตอของปัญหา

        แผนภาพเหตุและผล  (Causes-and-Effect Diagram) หรือแผนภาพก้างปลา (Fish-Bone Diagram) เป็นรูปแบบการเขียนกราฟชนิดหนึ่งที่เอามาใช้ชี้บ่งความสัมพันธ์ของสาเหตุและผล โดยผลก็คือตัวปัญหาที่ได้คัดเลือกขึ้นไว้เพื่อมาค้นหาสาเหตุ ซึ่งหมายถึงตัวสถานะปัจจุบัน

       จุดเด่นในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้แผนภาพนี้คือโครงสร้างที่นำเสนอ ซึ่งมีการโยงสาเหตุเข้ากับผลที่ตั้งเอาไว้ ทำให้มองแล้วเข้าใจได้ง่าย

         ปกติแล้วเราจะนำแผนภาพก้างปลามาใช้เมื่อ

         1. เมื่อต้องการความคิดในวงกว้างว่าอะไรเป็นต้นตอของผลที่กำหนด

         2. เมื่อได้ตัวปัญหาหรือตัวสาเหตุที่ตกลงใจจะแก้ไขแล้วแต่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุปลีกย่อยของตัวปัญหาอย่างแท้จริงและควรจะแก้ไขที่ประเด็นใดก่อน

         ทีนี้ลองมาดูขั้นตอนในการนำมาใช้

         1. ให้ชี้บ่งข้อความที่เป็นผลที่จะวิเคราะห์ โดยต้องมั่นใจว่าทุกคนที่มาเข้าร่วมกันนั้นเข้าใจตัวปัญหานี้อย่างชัดเจน 

         2. เขียนโครงร่างของแผนภาพ (ก้างปลา) โดยมีผลอยู่ในกล่องทางด้านขวามือ (หัวปลา) มีก้างหลักลากจากหัวปลาทางซ้าย พร้อมด้วยก้างย่อยที่แตกออกจากก้างหลักไป เผื่อพื้นที่ให้พอเพียงกับตัวประกอบต่าง ๆ ของแผนภาพ การเขียนให้เขียนตัวใหญ่พอที่จะมองเห็นได้

       3. ให้ใช้หัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้เป็นหัวเรื่องของก้างย่อย หรืออาจจะสร้างเพิ่มเติมขึ้นก็ได้โดยวิธีระดมสมอง หัวข้อต่าง ๆ อาจมีดังต่อไปนี้

       1.  คน  (Man)                                      

       2.  เครื่องจักร  (Machine)

       3.  วัสดุ  (Material)

       4.  วิธีการ  (Method)

       โดยปกติตัวประกอบเหล่านี้จะเรียกว่า ทรัพยากร (Resources) ซึ่งประกอบด้วย 4M หากต้องการเพิ่มเติมหัวข้อก็อาจมี

       5.  การวัด  (Measurement)

       6.  สภาพแวดล้อม  เช่น วัฒนธรรม  โครงสร้างองค์กรและเทคโนโลยี)

        หัวข้อที่ว่านี้จะนำมาใช้เป็นหัวข้อ เพื่อเป็นแนวทางในการคิดเข้าสู่สาเหตุของปัญหาเท่านั้นซึ่งไม่ใช่ตัวต้นตอของปัญหา

        4.  ระดมสมองหาสาเหตุโดยทำได้ 2 วิธีคือ

             4.1 ระดมสมองหาสาเหตุออกมาก่อนโดยยังไม่ต้องนำไปใส่ไว้ในก้าง เมื่อเข้าใจดีแล้วจึงนำไปใส่ไว้ในก้าง

             4.2 ระดมสมองหาสาเหตุแล้วใส่ไว้ในก้างเลย

       5. ในแต่ละสาเหตุอาจมีสาเหตุย่อยลงไปอีกได้  คำถามที่จะเอามาใช้ทำให้เกิดความคิดหาสาเหตุย่อยก็คือ “ทำไมจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น” หรือ “ทำไมคนจึงทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น” หรือ “ทำไมเครื่องจักรจึงทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น” หรือ “วัสดุอะไรจึงทำให้เกิดปัญหา...” แต่ละก้างสาเหตุอาจมีก้างย่อยและก้างรองลงไปเท่าไรก็ได้  แผนภาพที่ดีควรจะขุดลึกลงไปด้วยคำถามว่า  “ทำไม” หรือ “อะไร” ให้ได้อย่างน้อย 5 ครั้ง

        6. ชี้บ่งต้นตอหลักของปัญหา โดยอาจวงกลมด้วยหมึกสีแดง เพื่อแบ่งแยกให้ชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่สำคัญจริง ๆ 

       เมื่อมาถึงตรงนี้ต้องระวังว่าเมื่อพบสาเหตุ หรือต้นตอแล้วจะไม่สามารถไปต่อได้อีก เพราะถ้ายังหาต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มมั่ว เช่น พนักงานขี้เกียจ ตรงนี้เป็นตัวต้นตอแล้วไม่ต้องคำถามต่อว่าทำไมถึงขี้เกียจ

     7.  เก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทบทวนสาเหตุของปัญหา เพราะสิ่งที่ออกมาเป็นแผนภาพก้างปลาก็เป็นสิ่งที่ออกมาจากความคิดเห็นที่ระดมสมองกัน โดยที่ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุน เพราะฉะนั้นที่แน่นอนคือควรเก็บข้อมูลในแต่ละหัวข้ออีกครั้ง

     ข้อสังเกต จุดที่ยากที่สุดในการประชุมแผนภาพนี้คือการตัดสินใจว่าจะเขียนตัวปัญหาไว้ก้างไหน  ดังนั้นผู้ประสานงานหรือผู้ฝึกสอนควรจะถามความเห็นของกลุ่มเพื่อจะได้ช่วยให้ทีมงานใช้ความคิดมากขึ้น

     ตัวอย่างผังก้างปลา

 

        อิชิคาวาเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) ส่วนหนึ่งของหนังสือของอิชิคาวาที่เขียนไว้

QC Circle Koryo

How to Operate QC Circle Activities

Ishikawa, Kaoru (1990); Introduction to Quality Control

        ท่านต่อไปจะพาไปที่ทวีปอเมริกา แต่ไม่ใช่อเมริกา

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน