*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 2752 , 18:44:21 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรมาจารย์ – ตอนที่ 12

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ต้นปี ค.ศ. 1960 หรือ พ.ศ. 2503 แล้ว ใกล้ยุคการบริหารที่มุ่งเน้นบุคลากร  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

อีเลียต จ๊าคส์ (Elliott Jaques) นักพัฒนาองค์กรด้านจิตวิทยา

 อีเลียต จ๊าคส์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) ชาวแคนาดา จบปริญญาตรีเกียรตินิยมวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Toronto จบแพทย์จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins แล้วยังได้ปริญญาเอกในสาขา Social Relations จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีกด้วย จุดเด่นของท่านอยู่ที่การพัฒนาองค์กร (Organization Development) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

        ในด้านการทำงานท่านเป็นทหารในหน้าที่หมอทหารให้กับกองทัพแคนาดาด้วยยศพันตรี เป็นนายทหารผู้ประสานงานกับกองทัพอังกฤษ และหลังจากที่สงครามโลกสงบลงท่านก็ยังคงอยู่ในอังกฤษ

        พื้นฐานของจ๊าคส์เป็นนักวิเคราะห์ด้านจิตวิทยา ท่านพัฒนารูปแบบขององค์กรขึ้นมาแล้วเรียกว่า “Requisite Organization” (Requisite แปลว่า สิ่งที่จำเป็นหรือสิ่งที่ขาดไม่ได้) เป็นรูปแบบซึ่งเป็นเอกภาพขององค์กรที่เน้นภาวะผู้นำในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ถึงจะขัดกับแนวทางในสมัยนั้นอยู่บ้างแต่ก็เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังเขียนหนังสือกว่า 20 เล่ม และเขียนเอกสารที่คล้ายวิทยานิพนธ์ที่เป็นผลมาจากงานวิจัยของท่านอีกกว่า 60 เล่ม

        ในช่วงปี ค.ศ. 1965 จ๊าคส์ได้นำเสนอหลักการที่เรียกว่า Mid-life Crisis ที่ภรรยาของท่านคือ Kathryn Cason กล่าวว่า จ๊าคส์ต้องใช้เวลาถึง 25 ปีกว่าที่โลกจะยอมรับหลักการนี้ ซึ่งคงเป็นเพราะท่านทำอะไรที่เกินยุค ที่ตอนนั้นอยู่ในช่วงของยุคอุตสาหกรรมที่ความเชื่อเรื่องคนยังฝังรากเป็นแบบเดิม ๆ อยู่ เช่นแบบของเทย์เลอร์ เป็นต้น นับเป็นความตั้งใจของท่านที่พยายามจะนำเสนอหลักการเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตการทำงานของคนเพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุด

        กว่าจะได้หลักการที่ว่าออกมาท่านต้องใช้ความพยายามและความสามารถเป็นอย่างมาก การทดลองของท่านทำกับองค์กรหลายรูปแบบที่มีวัฒนธรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ในกองทัพ หรือบริษัทเอกชน ท่านเฝ้าสังเกตพฤติกรรมคน และใช้หลักวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จนสามารถเขียนรายงานผลการวิจัยซึ่งให้ข้อสรุปที่หน่วยงานในกองทัพ และบริษัทเอกชนเอาไปใช้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน

        คำว่า Mid-Life Crisis เป็นคำที่ใช้ในซีกโลกตะวันตก หมายถึง ความกังวลสงสัยในตนเองเมื่อมีชีวิตมาถึงวัยกลางคนแล้ว เพราะจุดนี้ได้ผ่านชีวิตของความเป็นเด็กมาแล้ว และกำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต ผลของมันก็อาจก่อให้เกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิตไม่ว่าจะเป็นงานอาชีพ หรือชีวิตการแต่งงาน เป็นต้น ดังนั้นผลงานวิจัยในด้านนี้ย่อมมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ลักษณะของคนได้อย่างดีเยี่ยม

        หนังสือที่เด่นดังก็เช่น The Life and Behavior of Living Organisms (2002), Social Power and the CEO (2002), Requisite Organization (1996), Human Capability (1994) และ General Theory of Bureaucracy (1976) หนังสือเหล่านี้ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เพราะเป็นหลักการที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาความเข้าใจในด้านความหมายของการทำงาน และบุคลากรที่เกี่ยวของกับงานเหล่านั้น รวมทั้งวิธีการวัดความสลับซับซ้อนของบทบาทในการทำงานของคน และจากความที่เป็นนักจิตวิทยาท่านจึงได้ทุ่มเทที่จะศึกษาค้นคว้าแนวทางด้านวิทยาศาสตร์ทางสังคม (Social Science) โดยมีจุดหมายที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติของศักยภาพของมนุษย์ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตั้งแต่เยาว์วัย

        จ๊าคส์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546) หนังสือที่เขียนไว้เองและร่วมกับคนอื่นมีดังนี้

The Changing Culture of a Factory (1951)

Measurement of Responsibility (1956)

Equitable Payment (1961)

Product Analysis Pricing (1964)

Time-Span Handbook (1964)

Glacier Project Papers (1965)

Creativity and Work ( 1970)

Fair Pay and Work (1971)

A General Theory of Bureaucracy (1976)

Levels of Abstraction (1978)

The Form of Time (1982)

Free Enterprise, Fair Employment (1982)

Requisite Organization (1989)

Executive Leadership (1991)

Human Capability (1994)

Social Power and the CEO (2002)

The Life and Behavior of Living Organisms (2002)

        ท่านต่อไปก็สุดยอดอีกท่านหนึ่ง แนวทางของท่านมีใช้อยู่ในวงการบริการจัดการทั่วไปอย่างกว้างขวาง

 

แฮรี่ อิกอร์ แอนซอฟฟ์ (Harry Igor Ansoff) บิดาแห่งการบริหารเชิงกลยุทธ์

        แฮรี่ อิกอร์ แอนซอฟฟ์ เกิดปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) เป็นชาวรัสเซียโดยกำเนิด จุดเน้นของท่านอยู่ที่วิชาการบริหารเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Management

แอนซอฟฟ์เกิดที่เมืองวลาดิวอสต๊อกของรัสเซีย ต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในอเมริกาแล้วสำเร็จปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1937 ทางวิทยาศาสตร์ สาขา Dynamics of Rigid Bodies และต่อปริญญาเอกที่ BrownUniversity ในสาขา Applied Mathematics หลังจากนั้นได้มาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย เป็นศาสตราจารย์สอนหนังสืออยู่ 17 ปี ท่านได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์คนแรกในเรื่องของการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่คิดค้นหลักการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากทางธุรกิจในช่วงเวลาเวลานั้น

        ผลงานเด่นชัดของแอนซอฟฟ์ในด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์สร้างชื่อเสียงให้จนได้ชื่อว่าเป็น “The Father of Strategic Management” กว่าจะเผยแพร่หลักการของตัวเองออกไปได้ ท่านได้ทำการค้นคว้าและวิจัยมากมาย โดยเน้น 3 ด้านด้วยกันคือ ความสลับซับซ้อนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รูปแบบที่ผันแปรของความสำเร็จของกลยุทธ์ และการบริหารเชิงกลยุทธ์ในชีวิตจริง หนังสือของแอนซอฟฟ์จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน การใช้กลยุทธ์ และแนวความคิดในการบริหารจัดการที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจนได้รับความสนใจจากผู้อ่านและได้รับการแปลออกไปมากกว่า 8 ภาษา

        ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านได้เข้าไปร่วมในกองทัพสหรัฐฯ เป็นผู้ฝึกสอนในวิชาฟิสิกส์ จากการที่เป็นนักคณิตศาสตร์ท่านได้เปลี่ยนสาขาไปสนใจในด้านธุรกิจแทนในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) เมื่อได้เข้าไปร่วมงานกับบริษัท Lockheed Aircraft Corporation ได้สร้างสมประสบการณ์ทางด้านวิเคราะห์สภาพทางธุรกิจของบริษัทไว้เป็นอย่างมาก

        ใครที่ทำงานหรือเรียนหนังสือในสาขาการตลาดอาจเคยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Product-Market Growth Matrix ที่ใช้ในการวิเคราะห์กลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจเทียบกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ นี่เป็นผลงานจากการคิดของท่านนั่นเอง นอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่งในอเมริกา เช่น Westinghouse, General Electric ที่รู้จักกันในนามของ GE, บริษัท IBM หรือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Gulf Oil เป็นต้น หลายประเทศอย่าง เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่นได้ให้เกียรติท่านโดยการตั้งรางวัลในประเทศที่เกี่ยวกับการวิจัย และการบริหารจัดการทางด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์นี้ และท่านก่อตั้ง Ansoff Associates International ที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกในการสร้างผลกำไร เดิมที่อยู่แต่เพียงในอเมริกา ต่อมาขยายออกไปยังยุโรป และเอเชีย

        แอนซอฟฟ์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 ด้วยโรคนิวมอเนียร์ หนังสือที่มีชื่อเสียงของท่าน เช่น Corporate Strategy (1965-2508), From Strategic Planning to Strategic Management, Strategic Management และ Implementing Strategic Management โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่หนังสือ Corporate Strategy จะออกมานั้น องค์กรทั้งหลายยังอยู่ในความมืดด้วยซ้ำว่าจะวางแผนกันอย่างไร และจะตัดสินใจกันอย่างไร ที่ทำกันอยู่ในตอนนั้นก็ทำกันง่าย ๆ คือ เอางบประมาณของปีที่แล้วมาบวกเพิ่มเข้าไปตามที่ต้องการ เหมือนกับระบบงานราชการไทยในช่วงที่ยังไม่รู้จักการวางแผนกลยุทธ์

        ต้องขอเสริมสักนิดว่า กลยุทธ์ในระดับของแอนซอฟฟ์นั้น เป็นหลักการค่อนข้างสูง การทำความเข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หลักการพวกนี้ไม่เหมือนกับหลักการพื้นฐานในด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น กลยุทธ์ในระดับนี้เหมาะกับการเอาไปวิเคราะห์ทางด้านการตลาด

        ผู้ที่อ่านหนังสือของแอนซอฟฟ์แล้วเอาไปใช้ปฏิบัติก็มีทั้งประสบผลสำเร็จ และไม่ประสบผลสำเร็จ ผมว่าการจะนำแนวความคิดของใครไปใช้งานมันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมขององค์กรนั้น ๆ ด้วย ประการสำคัญมีความรู้ลึกซึ้งแค่ไหนที่จะเอาไปปฏิบัติจริง และอีกอย่างหนึ่งก็คืออาจจะรู้แต่ไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ ดังนั้นจะว่าทฤษฎีของเขาไม่ดีจริงจึงไม่น่าจะพูดได้

        หนังสือเล่มอื่น ๆ ของท่านที่เขียนไว้ เช่น

        Business Strategy

        From Strategic Planning to Strategic Management

        Implementing Strategic management

        Dispersal Positioning in Strategic Portfolio Analysis

        New Corporate Strategy

        Strategic Issue management

        Strategic Management: Classic Edition

        The Secrets of Strategic Management: The Ansoffian Approach

        Business Strategy (Modern Management Readings)

        Managing Strategic Surprise by Response to Weak Signals

        Understanding and Managing Strategic Change           

       

อัลเฟรด ดี แชนเลอร์ (Alfred D. Chandler) –กลยุทธ์องค์กรระดับข้ามชาติ

อัลเฟรด ดี แชนเลอร์ (Alfred D. Chandler) มีชื่อเต็มว่า Alfred DuPont Chandler เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) เป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard College) ในปี ค.ศ. 1940 ได้เป็นทหารเรืออยู่ 5 ปีในช่วงสงคราม แล้วกลับมาศึกษาต่อจนได้ปริญาเอกที่ฮาร์วาร์ดในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ในการทำปริญญาเอกแชนเลอร์ อาศัยเอกสารที่เป็นงานของ Henry Varnum Poor ผู้ก่อตั้ง Standard & Poor เป็นพื้นฐาน (ซึ่ง Standard & Poor ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัทนี้เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่ทำมาหากินในทางประเมินเครดิตของประเทศต่าง ๆ ให้นักลงทุนพิจารณา จึงทรงอิทธิพลมาก ซึ่งเราได้ประสบเมื่อช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540) จุดเน้นของท่านไปอยู่ที่ Business Organization โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรระดับใหญ่ ๆ ประเภทข้ามชาติ

        หลังจากจบปริญญาเอก แชนเลอร์สอนอยู่ที่ MIT ในปี ค.ศ. 1950-1951 ได้เป็นศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1960  ในปี ค.ศ. 1963-1971 ไปเป็นศาสตรจารย์ที่ Johns Hopkins University และหลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1970 ได้เป็นศาสตราจารย์สอนทางด้านประวัติศาสตร์ธุรกิจที่ Harvard Business School แม้จะจบปริญญาเอกในด้านประวัติศาสตร์ แต่ในด้านการบริหารธุรกิจก็ให้ความสนใจในเรื่องบทบาทของผู้บริหารของบริษัทใหญ่ ๆ หนังสือเล่มหนึ่งของท่านชื่อ The Visible Hand : The Managerial Revolution In American Business ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1977 ให้แนวคิดในการปฏิวัติระบบการบริหารจัดการกันเลยทีเดียว แนวความคิดนี้มีลักษณะท้าทายต่อแนวทางของ Adam Smith ที่โด่งดังและเป็นที่ยึดถือกันอยู่ในสมัยนั้นที่เกี่ยวกับ Invisible Hand หรือมือที่มองไม่เห็นนั่นเอง

        แชนเลอร์มองว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจในองค์กรใหญ่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการประสานความร่วมมือทางด้านการบริหารจัดการที่ดีมากกว่าที่จะมาจากอิทธิพลของตลาดตามแนวทางของ Adam Smith สังเกตได้ว่าของแชนเลอร์นั้นเป็น Visible Hand แต่ของ Adam Smith จะเป็น Invisible Hand หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล Pulitzer ในที่สุด

        ช่วงชีวิตของแชนเลอร์นั้น จัดว่าโลกกำลังอยู่ในระบบทุนนิยมอย่างแท้จริง ความสนใจของท่านจึงมุ่งไปที่เศรษฐกิจในระบบทุนนิยมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมี 3 รูปแบบด้วยกันในขณะนั้นคือ

        1. ลัทธิทุนนิยมส่วนบุคคล หรือ Personal Capitalism อย่างในประเทศอังกฤษ

        2. ลัทธิทุนนิยมในการแข่งขัน หรือ Competitive Capitalism อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา

        3. ลัทธิทุนนิยมแบบสหกรณ์ หรือ Cooperative อย่างในประเทศเยอรมนี

        แชนเลอร์เสียชีวิตเมื่อ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 จริง ๆ แล้วผลงานของท่านหลายส่วนถูกเอาไปต่อยอดพัฒนา          ส่วนหนึ่งของหนังสือของแชนเลอร์ คือ

        Scale and Scope : The Dynamics of Industrial Capitalism

        Inventing the Electronic Century : The Epic Story of the Consumer Electronics and Computer Science Industries

        The Dynamic Firm : The Role of Technology, Strategy, Organization and Regions

        The Visible Hand : The Managerial Revolution in American Business

        Strategy and Structure : Chapters in the History of the American Industrial Enterprise

        Alfred D. Chandler, Jr. business history as a management tool.

        Essential Alfred Chandler

        Chandler : Strategy Structure (Cloth)

        Management Hierarchies

        Leviathans : Multinational Corporations and the New Global History

        Inventing the Electronic Century

        Management : Past and Present : A Casebook on the History of American Business

        Strategy and Structure : Chapters in the History of the Industrial Enterprise       

        หนังสือของแชนเลอร์เน้นไปทางด้านโครงสร้างขององค์กรเสียเยอะ จะมีบางส่วนที่เป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์

 

อาร์มานด์ วี ไฟเก้นเบาว์ (Armand V. Feigenbaum) ผู้ให้กำเนิด Total Quality Control

        อาร์มานด์ วี ไฟเก้นเบาว์ (Armand V. Feigenbaum) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) เป็นชาวอเมริกัน การศึกษาจบปริญญาตรีจาก UnionCollege ปริญญาโทและเอกจาก MIT อยู่ในขั้นพระกาฬเหมือนกัน จุดเน้นที่สร้างผลงานไว้เป็นทางด้านการควบคุมคุณภาพหรือ Quality Control

         ตามประวัติ ท่านเคยทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการผลิต (Manufacturing Operation Director) อยู่ที่บริษัท General Electric หรือ GE อยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 1958-1968 ในช่วงเดียวกันนี้ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธาน American Society for Quality (ASQ) ในระหว่างปี ค.ศ. 1961-1963 อีกด้วย ปัจจุบันเปิดบริษัททางด้านวิศวกรรมชื่อ General Systems อยู่ที่แมสซาชูเซตส์  รับออกแบบและติดตั้งระบบการปฏิบัติงานทั้งในอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง (ประเทศแถบเอเชีย) และละตินอเมริกา

        ใครที่อยู่ในแวดวงระบบการบริหารจัดการด้านคุณภาพ หรือ Quality Management System คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า Total Quality Control หรือ TQC ว่าเป็นคำที่ญี่ปุ่นใช้เรียกระบบที่เป็นการควบคุมคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ที่เกิดมาภายหลังจากที่ QCC ถือกำเนิดในญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความช่วยเหลือจาก Dr. Deming และ Dr. Juran แต่ทว่าในความเป็นจริง คำคำนี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วที่อเมริกาโดยไฟเก้นเบาว์

        ผมจะไขให้ฟังว่ามันมาได้อย่างไร และมันไปเกี่ยวพันหรือไม่เกี่ยวกันอย่างไร  ในความหมายของไฟเก้นเบาว์นั้น ท่านให้หมายถึง หลายระบบที่เข้ามารวมอยู่ด้วยกันคือ การบำรุงรักษาด้านคุณภาพ หรือ Quality Maintenance การปรับปรุงคุณภาพ หรือ Quality Improvement ของทุก ๆ แผนกงานในโรงงาน ตามด้วยความพึงพอใจของลูกค้า หรือ Customer Satisfaction ซึ่งครอบคลุมทุกระดับการบริหารจัดการด้วย ตามหลักการที่วางไว้ว่าคุณภาพนั้นไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนในองค์กรที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

        จึงเห็นได้ว่าในทางแนวนอนคือ ระดับแผนกต่าง ๆ ในองค์กรจะถูกจับมาโยงถึงกันให้อยู่ในระบบเดียวกันแล้ววางระบบให้เกิดมีการควบคุมคุณภาพในทุกงานที่ชัดเจน แต่ทว่าทางแนวตั้งหรือสายงานบังคับบัญชานั้น ตามหลักการของท่านยังไม่ชัดเจนนัก แต่ถือได้ว่าท่านผู้นี้แหละคือผู้ให้กำเนิดคำคำนี้อย่างแท้จริง

        ที่ผมบอกว่าผิดกับของญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นนั้นชัดเจนและทั่วทั้งองค์กรจริง ๆ แต่เป็นเหตุบังเอิญที่ญี่ปุ่นนั้นเขาพัฒนา QCC ขึ้นมาก่อน พอต้องการจะให้ทั่วองค์กรเขาก็จะต้องเอาคำเดิมมาต่อยอด ต่อไปต่อมาก็กลายเป็น TQC ที่เอามาต่อกรกับ TQM ของอเมริกา ซึ่ง TQC ของญี่ปุ่นก็ไม่เหมือน TQM ของอเมริกาทั้ง ๆ ที่เป็น Total เหมือนกัน ญี่ปุ่นใช้ TQC มานาน จนในที่สุดก็สู้กระแสโลกไม่ได้ คำเรียก TQC จึงค่อย ๆ หายไป เปลี่ยนไปเรียก TQM แทน ทั้ง ๆ ที่ TQM ของญี่ปุ่นก็ไม่เหมือน TQM ของอเมริกา

        นอกจากชื่อเสียงด้านนี้แล้ว ท่านยังมีชื่อเสียงในทางด้าน Quality Cost หรือต้นทุนด้านคุณภาพอีกด้วย ชื่อของไฟเก้นเบาว์เริ่มปรากฏสู่สายตาประชาชนจากหนังสือเล่มแรกในปี ค.ศ. 1951 ชื่อ Quality Control : Principles, Practice and Administration ในหัวเรื่องว่า Total Quality Control (เห็นได้ชัดว่าเป็นคำที่ใช้มาก่อนที่ JUSE จะเริ่มกระบวนการนี้ด้วยซ้ำ) หนังสือเล่มนี้ถูกแปลออกไปหลายสิบภาษารวมทั้งภาษาญี่ปุ่นด้วย

        โดยหลักการของไฟเก้นเบาว์นั้น ย้ำคำว่า “คุณภาพ” ไม่ได้หมายความว่าดีที่สุด แต่จะดีที่สุดในแง่ของการใช้งานของลูกค้าและราคา คำว่า Control หรือควบคุมมีความหมาย 4 ระดับคือ

        1. ต้องมีมาตรฐาน หากไม่มีมาตรฐานก็ไม่รู้จะไปวัดเทียบกับอะไร

        2. ต้องมีการประเมินเทียบกับมาตรฐาน

        3. ต้องปรับปรุงแก้ไขเมื่อไม่ได้ตามมาตรฐาน

        4. ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1990 หนังสือ Total Quality Control ของได้ขยายขอบเขตของคุณภาพออกไปเป็น 10 ประการคือ

        1. คุณภาพเป็นกิจกรรมของทั้งองค์กร

        2. คุณภาพเป็นสิ่งที่ลูกค้าเป็นคนบอก ไม่ใช่เรา

        3. คุณภาพและค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นร่วมกัน แยกจากกันไม่ออก

        4. คุณภาพจะต้องเกิดจากทั้งบุคลากรแต่ละคน และทีมงาน

        5. คุณภาพถือเป็นวิธีการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง

        6. คุณภาพและนวัตกรรมแม้จะแยกจากกัน แต่ก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน

        7. คุณภาพคือจริยธรรม

        8. คุณภาพต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

        9. คุณภาพมีประสิทธิภาพสูงสุดในด้านต้นทุน และเป็นเส้นทางที่ประหยัดที่สุดในการเพิ่มผลผลิต

        10. คุณภาพต้องทำเป็นระบบทั่วทั้งองค์กร โดยเชื่อมโยงกับลูกค้าและผู้ส่งมอบ

        ท่านผู้นี้เป็นท่านแรกในลำดับอาวุโสของผมที่ยังมีชีวิตอยู่ อายุท่านตอนนี้ก็ 86 ปี ส่วนหนึ่งของหนังสือของไฟเก้นเบาว์ที่เขียนไว้

Quality Control : Principles, Practice and Administration, McGraw-Hill

The Power of Management Capital, McGraw-Hill

Total Quality Control, McGraw-Hill Professional

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน