*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 4214 , 20:18:20 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ต้นปี ค.ศ. 1960 หรือ พ.ศ. 2503 แล้ว ใกล้ยุคการบริหารที่มุ่งเน้นบุคลากร  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

คริส อากีรีส (Chris Argyris) ปรมาจารย์องค์กรเรียนรู้

        คริส อากีรีส เกิดเมื่อวันที่16 กรกฎาคม ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) เป็นคนอเมริกัน ท่านจบปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ และปริญญาเอกทางด้านพฤติกรรมองค์กร

        ผลงานที่โดดเด่นออกมาในด้านองค์กรเรียนรู้ หรือ Learning Organization จากแนวคิด บทความ และผลการศึกษาและวิจัยที่มุ่งไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติขององค์กรทั้งหลายได้ทำให้ปรมาจารย์อีกท่านหนึ่งคือ Peter M. Senge นำไปเขียนเป็นหนังสือที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังคือ “The Fifth Discipline

        แต่เดิมนั้นอากีรีสเป็นนักพฤติกรรมศาสตร์ผู้มีความสนใจในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่ถูกมองว่าเป็นแค่นักการศึกษาธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น แต่จากการศึกษาค้นคว้า พร้อมสังเกตพฤติกรรมองค์กรในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 ที่มหาวิทยาลัย Yale ท่านก็กลายเป็นคนที่ไม่ธรรมดาในด้านการบริหารจัดการ จนทำให้เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกูรูด้านการบริหารจัดการในยุคนี้

        หลังจากที่ได้เข้าร่วมในสงครามโลก ท่านก็กลับมาใช้ชีวิตธรรมดาซึ่งก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไปที่มุ่งหวังอยากจะทำอะไรให้ปรากฏแก่โลกไว้ โดยได้ไปเลือกเส้นทางการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมองค์กรและคนในองค์กร

        จริง ๆ แล้วอากีรีสก็เป็นคนหนึ่งที่แสดงตนท้าทายต่อแนวคิดของเทย์เลอร์ที่มีใช้กันอยู่ในช่วงเวลานั้นมากที่ถึงกับเรียกว่าเป็น Taylorism เลยทีเดียว (ยุคของท่านถือว่ายังอยู่ในยุคอุตสาหกรรมอยู่ แนวความคิดของคนจึงยังฝังรากอยู่กับเทย์เลอร์) อากีรีสมองว่าคนเรานั้นมีศักยภาพอยู่ในตัวของเราเองที่จะคิดพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ได้ ไม่ใช่อยู่ในสภาพเหมือนเครื่องจักรตามแนวทางของเทย์เลอร์ แนวความคิดของอากีรีสนี้ ได้นำเข้าไปสู่การบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มองเห็นทรัพยากรมนุษย์คือกำลังสำคัญขององค์กร ดังนั้นคนต้องได้รับการพัฒนาและสามารถนำสิ่งที่อยู่ภายในมาใช้ได้ คนไม่ใช่เครื่องจักรที่ต้องรับคำสั่งอย่างเดียว

        ผลงานที่สำคัญอย่างของอากีรีสออกมาในปี ค.ศ. 1976 คือการใช้หลักการพัฒนาทักษะในการทำงานของคน แนวทางนี้จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานด้วยกัน และพยายามหลอมละลายพฤติกรรมที่แข็งกระด้างของคนทำงานบางส่วน ท่านเรียกหลักการนี้ว่า Double Loop Learning ที่พัฒนามาจากแนวความคิดของท่านเองร่วมกับ เดวิน โชน (Dr. David Schon) ในปี ค.ศ. 1974

        ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีแห่งการเรียนรู้ที่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงทัศนะและสมมติฐานที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวของแต่ละคน ที่เมื่อเปลี่ยนแปลงได้ก็จะส่งผลกระทบแก่ระบบความรู้ความเข้าใจ การศึกษา และสภาพของภาวะผู้นำในองค์กรได้เลยทีเดียว ทำให้ประสิทธิภาพในการตัดสินใจของบุคลากรดีมากยิ่งขึ้น มีการยอมรับความผิดพลาดที่ตัวเองมีส่วนในความรับผิดชอบดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมีสำนึก และการยอมรับผิดในตัวของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน แต่เมื่อผ่านการศึกษาและปฏิบัติตามนี้ จะสามารถหลอมพฤติกรรมของคนได้ระดับหนึ่ง

        ทฤษฎีนี้พยายามแยกแยะให้เห็นความชัดเจนในความแตกต่างของสิ่งที่คนกระทำลงไป ซึ่งท่านเรียกมันว่า Theory-In-Use กับสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา หรือ Espoused Theory ที่ท่านเห็นว่าในตัวของคนเรานั้น ทุกคนมันมีช่องว่างระหว่างปัจจัยทั้งสองประการนี้อยู่ บางคนมากบางคนน้อย หลักการนี้เมื่อเอาไปใช้ให้ถูกต้องแล้ว จะทำให้สามารถทำความเข้าใจในพฤติกรรมองค์กร และกระบวนการต่าง ๆ ของมันได้เป็นอย่างดี

        ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนพูดออกมากับพฤติกรรมที่พวกเขากระทำลงไปนั้น มีอยู่จริงและสามารถสังเกตเห็นได้ในทุกสถานการณ์ และไม่ใช่มีแต่ในกระบวนการเรียนรู้เฉพาะของแต่ละคนหรือที่ว่าเรียนกันเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเรียนรู้ทั่วไปที่องค์กรหรือชุมชนได้ออกแบบไว้อย่างชัดเจนแล้วด้วย จึงมีสิ่งที่จะสามารถเห็นได้ หากมีการวิเคราะห์กันจริง ๆ ว่าคนเรามักกระทำอะไรลงไปอย่างมีเงื่อนไข และเงื่อนไขที่ว่านั้นก็คือสมมติฐานที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใจนั่นเอง ซึ่งพวกเขาก็รู้ชัดว่ามันก็มีสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใจนั้นอยู่ด้วยจริง เช่น ในขณะที่แต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กันอยู่ แต่ละคนอาจจะรู้ว่าคนอื่นก็รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความวิตกกังวลร่วมกันอยู่ แต่สิ่งที่เขากระทำลงไปก็เหมือนกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย พวกเขาจะทำสิ่งปกปิดเหล่านี้ด้วยความชำนาญ และพฤติกรรมที่แสดงออกในลักษณะนี้ จะไปปิดบังการเรียนรู้ที่จะทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้   

        ทฤษฎีที่ว่านี้แบ่งขั้นตอนของกระบวนการปฏิบัติออกเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ

        1. พยายามค้นหา Espoused Theory และ Theory-In-Use ออกมา

        2. ทำให้ชัดเจน

        3. ค้นหาแนวทางการปฏิบัติใหม่

        4. สรุปผลการปฏิบัติร่วมกันออกมาให้ชัดเจน

        ในการนี้คงต้องอาศัยความสามารถของผู้ฝึกสอน หรือ Facilitator ที่จะชี้แนะให้ออกมาในลักษณะที่ว่า และในการปฏิบัติจริงนั้นต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ คือ
        1. ในการเรียนที่เป็นกลุ่มจะต้องพูดจากันแบบเปิดอก ด้วยความสัตย์จริงว่ามีอะไรอยู่บ้างในมือ  เป็นหลักการสากลที่ว่าความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ตราบใดเท่าที่มันไม่ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วน หรือเป็นการข่มขู่คุกคาม

        2. ในการเรียนให้มองเลยลักษณะอาการของปัญหาออกไปข้างหน้า ให้มีลักษณะเป็นพลวัต หรือ Dynamic อยู่เสมอ อย่าให้หยุดนิ่ง ด้วยคำถามยอดฮิตที่ต้องตั้งไว้ในใจอยู่เสมอคือ “ทำไม”
        3. แนวทางในการเรียนรู้ต้องสามารถช่วยให้คนเรียนสามารถตรวจสอบรูปแบบจิตใจของตนได้ตลอดเวลา

        4. อย่าทำกันแบบเหลาะแหลาะ ให้เอาจริงเอาจังกับแนวทางในการแก้ปัญหา และต้องพยายามใช้แนวทางการสื่อสารใด ๆ ก็ตามที่สามารถจะไปทำให้บุคคลที่พยายามจะใช้สมมติฐานที่ฝังรากอยู่ในตัวเองในการแสดงออกทางการกระทำ ให้มุ่งที่จะทำให้เกิดความพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

        ในปี ค.ศ. 1990 ท่านได้นำเสนอผลการวิจัยเพิ่มเติมในด้านของการเฝ้าสังเกต การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร การตั้งสมมติฐาน และการกระทำของคนเรา ที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งที่ท่านเรียกว่า "Ladder of Inference" ผมขอแปลว่า “ขั้นบันไดของการสรุปวินิจฉัย”  จากการวิจัยท่านได้ค้นพบว่าทุกคนมีแนวโน้มที่จะปีนขั้นบันไดนี้อย่างรวดเร็วเกินไป เอาเป็นว่าทันทีที่เห็นหรือได้ยินใครพูดหรือทำอะไร คนเราจะประมวลข้อสังเกต และข้อมูลข่าวสารออกมาใหม่ซึ่งขึ้นกับสมมติฐานที่ฝังรากอยู่ในตัวเอง และบ่อยครั้งที่การกระทำตอบกลับไปจะลดทอนสัมพันธภาพอันดีซึ่งกันและกัน  เมื่อเกิดลักษณะเช่นนี้ขึ้นในองค์กรและสังคมความขัดแย้งย่อมง่ายที่จะเกิดขึ้น

        เฉพาะงานวิจัยของท่านได้ลงลึกไปที่ระดับจิตใจของคน ผมว่าหากท่านได้มีโอกาสศึกษาศาสนาพุทธ ในแนวปัญญาที่แท้จริง เอาแค่มองตามแนวขันธ์ 5 ก็พอจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้ดีมากแล้ว อย่างไรก็ตามผมถือว่างานวิจัยของท่านเท่ากับสามารถพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าของเราได้ระดับหนึ่ง เหมือนกับไอน์สไตน์ที่ค้นหาวิธีสลายวัตถุออกไปเป็นพลังงาน ให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริง ตรงกับหลักอนัตตานั่นเอง

        ท่านได้เขียนหนังสือไว้มาก บางส่วนเช่น

        Understanding Organizational Behavior

        On Organization Learning : Theory, Method and Practice

        Reasons and Rationalizations : The Limits to Organizational Knowledge

        Knowledge for Action

        Teaching Smart People How to Learn

        Personality and Organization the Conflict Between System and the Individual

        Reasoning, Learning, and Action : Individual and Organizational  

 

เก็นนิชิ ทากูชิ (Genichi Taguchi) ลงลึกในระบบบริหารจัดการเชิงคุณภาพ

        เก็นนิชิ ทากูชิ เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1924 (พ.ศ. 2467) ชาวญี่ปุ่น ท่านจบปริญญาตรีวิศวกรรมสิ่งทอจาก Kiryu Technical College ปริญญาเอกจาก Kyushu University จุดเน้นของท่านคือเรื่อง Design of Experiment, Loss Function และ Off-line Quality Control  ไม่ค่อยมีคนแปลศัพท์พวกนี้เท่าไร เพราะแปลไปก็คงไม่สื่อความหมาย และก็ใช้กันอยู่กับพวกวิศวกรเป็นส่วนใหญ่

         ทากูชิเป็นทั้งนักสถิติและวิศวกร ที่เรียนทางด้านสิ่งทอมาก็เพื่อจะเอาไปใช้ในธุรกิจของครอบครัวที่ผลิตและขายกิโมโน ท่านเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการเชิงคุณภาพโดยการนำเอาวิชาการทางสถิติมาใช้ในการควบคุมคุณภาพของการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรมของท่านตั้งแต่ในตอนแรกนั่นเอง

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1942-1945 ท่านได้เข้าร่วมกับกองทัพเรือในหน่วยงาน Astronomical Department of the Navigation Institute และที่นี่เองได้อาจารย์ที่สำคัญคนหนึ่งคือ Matosaburo Masuyama ที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทดลองในการออกแบบต่าง ๆ ซึ่งเอามาเป็นพื้นฐานที่สำคัญในทฤษฎีของท่าน ต่อจากนั้นท่านก็เข้าทำงานในกระทรวงสาธารณสุข และที่ Institute of Statistical Mathematics กระทรวงศึกษาธิการ

        หลังจากได้วิทยายุทธ์มาพอสมควรแล้ว ในปี ค.ศ. 1950 ก็ได้ไปทำงานให้กับห้องปฏิบัติการการสื่อสารทางไฟฟ้า บริษัท Nippon Telephone and Telegraph สอนพวกวิศวกรอยู่ถึง 12 ปี และให้คำปรึกษากับบริษัทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นรวมทั้งโตโยต้าที่ได้นำทฤษฎีของท่านไปประยุกต์ใช้ ท่านได้ออกหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับ Orthogonal Array ที่ร่ำเรียนมาจาก Masuyama และหลังจากนั้นก็ไปสอนหนังสือ เป็นศาสตราจารย์ให้กับ Indian Statistical Institute อีก 2 ปี และที่นี่แหละก็ได้พบกับปรมาจารย์ที่สำคัญคนหนึ่งของอเมริกา Walter A. Shewhart ซึ่งในปี ค.ศ. 1958 ท่านก็ได้ออกหนังสือ Design of Experiment หรือ DOE อันลือลั่นมาสู่สายตาประชาชน ให้ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

        ในปี ค.ศ. 1979 ท่านได้สร้างผลงานไว้อีกเรื่องหนึ่งคือ Quality Loss Function หลังจากนั้นก็ได้ไปเยือนอเมริกาถึง 2 ครั้งโดยครั้งแรกไปแสดงผลงานไว้ที่ Princeton University และครั้งที่สองที่ Bell Lab ในการไปเยือนนั้นได้หิ้วทฤษฎีที่คิดค้นไว้ทั้งหมดไปเผยแพร่ที่อเมริกาจนโด่งดังไปทั่วโลก

        โดยหลักการแล้ว Design of Experiment นั้น R.A.Fisher เป็นผู้ประยุกต์นำมาใช้แต่แรกก่อนในทางเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงผลผลิตการเกษตรโดยเฉลี่ยของกระบวนการ  ทากูชิเห็นว่าไม่ใช่แต่การเกษตรอย่างเดียวที่ต้องการให้ได้ตามเป้าหมาย ทางการผลิตก็จำเป็นที่จะต้องให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายเช่นกัน ท่านจึงเอาวิชาการมาพัฒนาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์จนเอาไปใช้ในทางการผลิตได้ เช่นว่า ในการผลิตแบตเตอรี่ก็จำเป็นต้องให้ได้แรงดันไฟฟ้าตามที่กำหนดไว้ การที่มีความคลาดเคลื่อนมากเกิดจากคุณภาพของการผลิตที่รวมปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องค้นหาออกมาให้ชัดเจนก่อนในขั้นออกแบบ ซึ่งจะทำให้เป็นระบบได้ง่ายเข้าก็โดยใช้ DOE นี่แหละ

        เพื่อให้ครบถ้วนทุกกระบวนการ ท่านจึงเห็นว่าในยุคของวิศวกรโรงงานจะต้องเข้าใจเรื่อง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากคุณภาพสินค้าที่ไม่ดี (Cost of Poor Quality) ในทุกปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้นวิศวกรโรงงานรู้จักแค่ว่า Cost of Poor Quality ซึ่งมีค่าเท่ากับจำนวนของที่ไม่ได้ตามสเป็กคูณกับค่าใช้จ่ายในการซ่อม นำกลับไปทำใหม่ และทิ้งเท่านั้น แต่ตามหลักการของทากูชิต้องรวมค่าใช้จ่ายทางด้านสังคมเข้าไปด้วย คิดให้ครบวงจร เพราะเอาแต่คิดในสิ่งที่มองเห็น ส่วนที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริงจะไม่สนใจไม่ได้

        อีกคำหนึ่งที่เอามาใช้คือ Off-line Quality Control ท่านเห็นว่า ทางที่ดีที่สุดในการกำจัดความบกพร่องทั้งหลายที่อาจเกิดในการผลิตคือการให้มาจัดการเสียก่อนให้เรียบร้อยในขั้นตอนการออกแบบที่ประกอบด้วย 3 กระบวนการคือ

        - System Design หรือการออกแบบระบบ

        - Parameter Design หรือการออกแบบปัจจัย ที่ต้องมานั่งคิดกันก่อนว่ามันมีปัจจัยอะไรประกอบกันอยู่บ้าง

        - Tolerance Design หรือการออกแบบค่าคลาดเคลื่อนที่ยอมให้

        ในปัจจุบันวิศวกรในสายการออกแบบ และการผลิตได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็เป็นธรรมดาโลก ผลงานของทากูชิก็ได้รับการวิจารณ์ในทางลบก็มี

         ส่วนหนึ่งของหนังสือของทากูชิที่เขียนไว้ คือ

        Taguchi's Quality Engineering Handbook

        The Mahalanobis-Taguchi System

        Taguchi Methods : Design of Experiments (Taguchi Methods Series)

        Taguchi Methods : Case Studies from the U.S. and Europe

        The Mahalanobis-Taguchi Strategy : A Pattern Technology System

        Taguchi Methods : Research and Development

        Taguchi Methods : Signal-To-Noise Ratio for Quality Evaluation

        Taguchi Methods : On-Line Production

 

จอห์น ฮัมเบล (John Humble) ผู้ต่อยอด MBO เสียโด่งดัง

        จอห์น ฮัมเบล ท่านเกิดปี ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468) เป็นคนอังกฤษ จุดเน้นของท่านอยู่ที่หลักวิชา Management By Objectives (MBO) หรือการบริหารจัดการด้วยวัตถุประสงค์ ในชีวิตการทำงานฮัมเบลเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่าง ๆ มากมายทั้งทางด้านเอกชนและภาครัฐ

        ความจริงการบริหารจัดการด้วยวัตถุประสงค์นี้มีมาแต่ดั้งเดิมแล้ว คือตั้งแต่สมัยปรมาจารย์ Peter Drucker เมื่อปี ค.ศ. 1950 ดรักเกอร์เริ่มต้นไว้แล้วคงไม่ได้สานต่อ  ฮัมเบลจึงมาต่อยอดแล้วนำไปใช้อย่างจริงจังจนโด่งดังไปทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทย ที่จริงผมว่าของเขาก็ดีจริง ๆ เพราะการบริหารจัดการหรือไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีวัตถุประสงค์ทั้งนั้น

        ขอขยายความอีกนิดเกี่ยวกับคำที่ใช้คือ ในภาษาไทยคำว่า วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายก็คล้าย ๆ กันเราก็ใช้คำปนเปกันอยู่ ถึงแม้ว่าคำว่า เป้าหมายจะมีคำภาษาอังกฤษเหมือนกันว่า Target หรืออาจจะเป็น Goal ก็ได้ ต่อไปผมขอใช้คำว่าเป้าหมายก็แล้วกัน เพราะจะสื่อกับคนทั่วไปได้มากกว่า

        โดยหลักการแล้ว MBO ที่ริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่สมัยแรกนี้ จะมีการกำหนดเป้าหมายงานให้กับพนักงานเป็นรายบุคคลเลยทีเดียว แล้วก็ติดตามควบคุมให้ได้ตามเป้าหมายนั้น ด้วยความคิดที่ว่าพนักงานจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อรู้เป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน และจะดียิ่งขึ้นหากพวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายนั้น ๆ ด้วย แต่หากบุคลากรไม่ได้มีส่วนร่วมแล้ว ในบางกรณีไม่เพียงแต่ไม่เสริม กลับยิ่งทำให้เลวร้ายลงเพราะกลับไปต่อต้านเสียอีก

        ดูเหมือนความยากของ MBO จะอยู่ที่วิธีการวัดผล หากการตั้งเป้าหมายเป็นรูปธรรม เช่น จะเพิ่มยอดขายให้เป็น 100 ล้านบาทต่อปี ก็วัดง่าย เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตัวเลข อะไรทำนองนั้น แต่หากเป้าหมายเป็นนามธรรม จะวัดได้ยากสักหน่อย เช่น สวย หอม ความพึงพอใจของลูกค้า หรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี เป็นต้น

        โดยทั่วไประดับความสามารถในการวัดของเป้าหมายแบ่งได้เป็น 5 ระดับด้วยกันคือ

        - ตัวเลข (Hard Number)

        - อัตราส่วน (Ratio)

        - ระดับ (Scale)

        - บรรยาย (Verbal)

        - เงื่อนไข (Condition)

        เป้าหมายที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขนั้นวัดได้ง่ายที่สุด เช่น จะเพิ่มลูกค้า อีก 20 คนภายใน 3 เดือน ในกรณีของบรรยาย เช่น จะเขียนรายงานในระหว่างปีงบประมาณหน้า เป็นการตั้งเป้าหมายแบบบรรยาย  เป้าหมายแบบเงื่อนไขจะยากกว่า เช่น จะปรับปรุงขวัญและกำลังใจ เป็นต้น ดังนั้นถ้าทำได้ควรหาทางกำหนดเป็นตัวเลขจะดีกว่า

        ฮัมเบลเขียนหนังสือไว้ไม่มาก เช่น Management by Objectives

 

ธีโอดอร์ เลอวิทท์ (Theodore Levitt) ต้นตำรับคำฮิตติดตลาด Globalization

        ธีโอดอร์ เลอวิท เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468) ในเยอรมนี แต่ได้ย้ายไปอเมริกาในอีก 10 ปีต่อมา และเป็นคนอเมริกันในที่สุด ด้านการศึกษาท่าน จบปริญญาเอกปี ค.ศ.  1951 ด้านเศรษฐศาสตร์ จุดเน้นของท่านไปทางด้าน Marketing หรือการตลาด

        ในด้านการทำงาน เลอวิทท์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่ Harvard Business School นอกจากนั้นยังเป็นบรรณาธิการให้กับ Harvard Business Review อีกด้วย ท่านผู้นี้เองเป็นต้นตำรับของคำว่า “Globalization” ที่เราเอามาแปลกันว่า “โลกาภิวัตน์” ความหมายของคำว่า Globalization เมื่อดูตาม Wikipedia Encyclopedia แล้วจะเห็นว่าความหมายก็คือ “Globalization is the increasing interconnectedness of people and places as a result of advances in transport, communication and information technologies that causes political, economical and cultural convergence.”

        แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “คือการเชื่อมต่อถึงกันระหว่างบุคคลที่เพิ่มมากขั้น ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของการขนส่ง การคมนาคม และเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารที่ทำให้การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมย่อส่วนเข้าหากัน”

        ท่านเขียนไว้ในนิตยสาร Marketing Myopia ภายใต้หัวเรื่อง Globalization of Markets สาเหตุหนึ่งที่มันฮือฮาขึ้นมาเพราะมันเป็นของใหม่ เนื่องจากการตลาดในสมัยนั้นให้นิยามของ Marketing ไว้แคบเหลือเกิน

        ความเป็นนักคิดที่เยี่ยมยอดของท่าน ประโยคต่าง ๆ ที่กล่าวออกไปกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเอาไปสานต่อ ในปี 1959 ท่านได้เข้าร่วมกับ HarvardBusinessSchool และกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงของโลกด้วยคำกล่าวว่า “What business you in?” ดูก็เป็นประโยคคำถามง่าย ๆ แต่ให้ความหมายลึกซึ้งถึงนัยสำคัญในงานที่คนที่ถูกตั้งคำถามทำอยู่  ในความหมายของท่านนั้น พูดง่าย ๆ ว่าเมื่อใครเขาถามแบบนี้ ก็อย่าตอบให้มันแคบนักให้ตอบกว้าง ๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถามว่าคุณทำกิจการอะไรอยู่? ถ้าคุณทำเกี่ยวกับการเดินรถโดยสารอยู่ ก็อย่าไปตอบเพียงแค่นั้น ให้ตอบว่า ทำเกี่ยวกับการขนส่งอยู่ เพราะถ้าตอบแคบไปลูกค้าก็อาจลดศรัทธาลงไป เพราะคิดว่าคุณไม่กว้างพอ แนวทางการตลาดแบบนี้ช่างไปกันได้กับระบบทุนนิยมจริง ๆ

        ในปี ค.ศ. 1983 ท่านยังได้นำเสนอศัพท์อีกตัวหนึ่งคือ Corporate Purpose โดยคำว่า Purpose หรือจุดมุ่งหมายนั้นก็เพื่อจะรักษาลูกค้าไว้ ที่มีส่วนกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายหลักขององค์กรในการบริหารจัดการยุคหลัง ๆ นี้ เมื่อเสริมเข้ากับแนวความคิดของปรมาจารย์ทางคุณภาพอย่าง Juran จะเห็นได้ว่า คำคำนี้ได้ช่วยเปลี่ยนเป้าหมายเดิมของธุรกิจที่ตอนนั้นมีอยู่อย่างเดียวคือ “Make Money” หรือทำเงิน เมื่อมีการเปลี่ยนจุดมุ่งหมายวิธีการก็พลอยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย Team Work การลดลำดับชั้นของโครงสร้างองค์กร และอื่น ๆ ก็ตามมา

        ผมไม่อาจเล่าเรื่องราวของท่านมากมายได้ เพราะความจริงท่านเป็นปรมาจารย์ที่สำคัญทางด้านการตลาดที่ไม่ได้เป็นจุดเน้นของบทความนี้ แต่เพื่อความสมบูรณ์ของลำดับความสำคัญของปรมาจารย์ของโลกที่เกิดขึ้นมาตามลำดับนั้นก็ต้องมีเรื่องของท่านอยู่ด้วย

        เลอวิทท์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2006 อายุได้ 81 ปี ส่วนหนึ่งของหนังสือที่เขียนไว้ ก็มี

        Marketing Imagination

        Ted Levitt on Marketing

        Marketing for Business Growth

        Innovation in Marketing

        Theodore Levitt : Marketing

        The Globalization of Markets

        Marketing Success Through Differentiation-Of Anything

        Production-Line Approach to Service

        Exploit the Product Life Cycle

        Marketing Intangible Products and Product Intangibles

        The Marketing Mode : Pathways to Corporate Growth

        Industrial purchasing behavior ; A study of communications effects

        Marketing Myopia

        Business Classics Fifteen Key Concepts for Managerial Success

        The new markets-think before you leap

        After the sale is over

        Third Sector : New Tactics for a Responsive Society

        Thinking about Management

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน