*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 4409 , 11:18:51 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ต้นปี ค.ศ. 1960 หรือ พ.ศ. 2503 แล้ว ใกล้ยุคการบริหารที่มุ่งเน้นบุคลากร  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

วอเรน เบนนิส (Warren Bennis) กูรูผู้ถ่ายทอดวิชาการของผู้นำ

        วอเรน เบนนิส (ชื่อเต็มว่า Warren Gameliel Bennis) เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468)  เป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาจาก Antioch College ในปี ค.ศ. 1947 ได้ปริญญาเอกทางด้าน Economic และ Social Science จาก MIT จุดเน้นของท่านคือ Leadership หรือภาวะผู้นำและการพัฒนาองค์กร (Organizational Development)

 

         เบนนิสเติบโตมาจากตระกูลชาวยิวในนิวเจอร์ซีย์เข้ารับราชการเป็นทหารในปี ค.ศ. 1943 ถึงขนาดได้รับรางวัล Purple Heart และ Bronze Star (เหรียญกล้าหาญ)

        เบนนิสถือเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ Douglas McGregor ปรมาจารย์ผู้โด่งดังในทฤษฎี X-Y ท่านเป็นผู้ที่พยายามนำหลักการของทฤษฎีลงปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลอย่างจริงจังและเพื่อเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีไปด้วยในตัว

        ในช่วงแรกนั้น หลังจากจบการศึกษาก็ได้เข้าสอนที่ Sloan School of Management ของ MITเบนนิสเคยกล่าวคำคมที่สะท้อนความเป็นจริงแก่นักสร้างฝันอย่างเดียวแต่ไม่เอาจริงเอาจังไว้ว่า “หากมีวิสัยทัศน์ (Vision) แล้วไม่นำลงสู่การปฏิบัติ ในไม่ช้าวิสัยทัศน์นั้นก็จะเป็นเหมือนขี้เถ้าที่ปลิวหายไปในอากาศ”

        ในปี ค.ศ. 1971 ท่านดำรงตำแหน่ง President ของ University of Cincinnati ที่มหาวิทยาลัยนี้ท่านได้วางเป้าหมายไว้ว่า ต้องการที่จะนำ (Lead) มากกว่าที่จะบริหาร (Manage) ดังนั้นจึงได้วางหลักสร้างแนวทางแห่งการเป็นผู้นำไว้ที่สถาบันแห่งนี้ ท่านกล่าวว่า “ผมรู้สึกตัวว่าผมพยายามที่จะเป็นมันทุกอย่างให้กับองค์กร เป็นทั้งพ่อ ผู้แก้ปัญหา คนตรวจสอบ ตำรวจ อาจารย์สอนศาสนา จิตแพทย์ และนายธนาคาร”

        ผลงานศึกษาค้นคว้าของท่านที่สถาบัน MIT ในปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ทำให้โฉมหน้าระบบการบริหารจัดการของโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก จากโครงสร้างองค์กรแบบดั้งเดิมที่มีมากมายหลายชั้นเหลือเพียงไม่กี่ชั้น แถมยังมีความเป็นประชาธิปไตยในองค์กรมากยิ่งขึ้น ส่วนแนวทางในการปรับองค์กรทำลายล้างระบบ Bureaucracy มาจากท่านนั่นเอง แล้วกลายมาเป็นรูปทรงขององค์กรมาตรฐานในปัจจุบัน

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1979 ท่านไปเป็นศาสตราจารย์ ในมหาวิทยาลัย Southern California และเป็นปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในสาขาวิชาการบริหารธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นประธาน และผู้ก่อตั้ง Leadership Institute ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวอีกด้วย

Leadership (ภาวะผู้นำ)

        เบนนิสบรรยายคุณภาพของผู้นำไว้ 6 ประการ คือ

1. Integrity หรือตรงไปตรงมา

        คำว่า Integrity นั้นแปลได้หลายอย่าง ความดีงามก็ได้ ความสมบูรณ์หรือบูรณภาพก็ได้ ความตรงไปตรงมาก็ได้ แต่ที่ท่านพูดไว้หมายถึง Alignment of words and actions with inners values. อ่านไปอ่านมาไปติดที่ Value (ภาษาบริหาร) แล้ว Value คืออะไร จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี

        ต้องมาดูคำว่า Value มีความหมายได้หลายอย่าง เช่น มูลค่า ประโยชน์ หรือคุณค่า ท่านบอกว่า Values are powerful drivers of how we think and behave. แปลได้ความว่า มันคือตัวขับที่ทรงพลังอำนาจของการที่เราจะคิดและทำ

        ดังนั้นสรุปคำว่า Integrity นั้น คือ ความสอดคล้องต้องกันของคำพูดและการกระทำที่เกิดขึ้นจากแรงขับดันที่อยู่ภายในจิตใจของการที่เราจะคิดและทำนั้นเอง หรือคนที่มี Integrity จะเป็นคนที่คิด พูด และทำตรงกัน คนที่มี Integrity จึงเป็นคนที่เชื่อถือได้ คนแบบนี้จะมีวิถีทางการปฏิบัติตนที่คนอื่นเอาไปเป็นเยี่ยงอย่างได้ และสิ่งนี้นี่เองจะสามารถเสริมสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ และมีวัฒนธรรมอันดีงามได้

2. Dedication หรืออุทิศตน

              คำว่า Dedication หมายความว่า การทุ่มเททั้งเวลาและพลังงานให้กับภารกิจเพื่อให้งานไปข้างหน้า ไม่ใช่การทุ่มเทให้เมื่อไรก็ได้ที่คุณว่าง เพราะฉะนั้นผู้นำจะไม่พูดคำว่า ถ้าผม (หรือดิฉัน) มีเวลา เขาจะทำอะไรลงมือทำทันที ไม่มีการอ้างโน่นอ้างนี่แล้วก็ไม่ทำ

3. Magnanimity หรือใจกว้าง

        ภาวะผู้นำของคนคนนี้จะยกย่อง และให้การยอมรับในความสำเร็จของลูกน้อง และหากผิดพลาดมาเขาก็จะร่วมรับผิดชอบ ขออธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากผู้นำต้องมอบอำนาจให้เพื่อให้ลูกน้องมีสมองที่เอาไปคิด และเอาไปทำได้ เมื่อมอบไปแล้วก็ไม่ใช่ปล่อย ต้องตามดูด้วย หากเกิดข้อผิดพลาด คุณก็ต้องกล้าที่จะรับผิดชอบ

4. Humility หรือความนอบน้อมถ่อมตน

        ความหมายก็คือคุณจะเป็นคนที่ไม่ถือตนเหนือคนอื่น ซึ่งต้องเป็นความรู้สึกที่อยู่ภายในจริง ๆ คือไม่เห็นว่าคนอื่นต่ำต้อยกว่าตน ไม่ใช่เสแสร้งทำ มันอาจไม่มีใครรู้ แต่ตัวเองนั่นแหละรู้ตัวเองดี ผู้นำที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่ในตัวเขาจะเห็นว่าทุกคนต่างมีคุณค่าเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราต่างทำหน้าที่ต่างกันเท่านั้น

5. Openness หรือเปิดกว้าง

        คุณสมบัติข้อนี้เป็นความสามารถที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากตนเอง เวลารับฟังใคร คนพวกนี้จะหยุดการตัดสินในสิ่งนั้น ๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะฟังจบแล้วใช้วิจารณญาณด้วยเหตุและผล ผสมกับคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวเพื่อตัดสิน

        ผู้นำที่มีคุณสมบัติข้อนี้จะฟังจนจบโดยไม่พยายามที่จะขัด หรือตัดตอนความคิดตั้งแต่เนิ่น ๆ  ตรงนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อื่น เพราะอย่างน้อยเขาจะเห็นว่าคุณรับฟัง อีกประการหนึ่งคนพวกนี้จะไม่ดูถูกความคิดของผู้อื่นว่าไม่เข้าท่าหรืองี่เง่า ท่านว่าคนแบบนี้เป็นคนในยุคสารสนเทศ  เพราะข้อมูลข่าวสารและปัจจัยต่าง ๆ มีมากมาย ดูปัจจัยให้ครอบคลุมเสียก่อนแล้วค่อยตัดสิน อย่าเพิ่งด่วนสรุป

6. Creativity หรือสร้างสรรค์

        ความหมายก็คือการคิดที่แตกต่างออกไป สามารถคิดออกไปนอกกรอบได้ หรือที่เรียกว่า Think outside the box เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ สำหรับผู้นำที่สามารถจะมองเห็นอนาคตจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น

        แต่คงมีคนสงสัยบ้างว่า ผู้นำกับผู้บริหารต่างกันอย่างไร ความจริงผมกล่าวไว้ส่วนหนึ่งแล้วในตอนต้น แต่อยากจะชี้ให้เห็นเพิ่มเติมตามแนวความคิดของปรมาจารย์

        ผู้นำนั้นจะให้ความสนใจต่อทิศทาง วิสัยทัศน์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ความมีประสิทธิผล และจุดมุ่งหมายขององค์กร ส่วนผู้บริหารจะให้ความสนใจต่อประสิทธิภาพทั้งระยะสั้นและวันต่อวัน ท่านบอกไว้ว่าผู้บริหารสามารถที่จะแปลงกายเป็นผู้นำได้ หากว่าปรับสายตาของตนเองให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

        ปกติผู้บริหารเขาก็จะบริหารของเขาไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประจำที่แก้ไขปัญหาไปเพียงวัน ๆ ในขณะที่ผู้นำกำลังจะสร้างนวัตกรรม ผู้บริหารมุ่งเน้นระบบและโครงสร้าง ผู้นำเน้นที่คน ผู้บริหารมุ่งอยู่แต่การควบคุม ผู้นำสร้างความเชื่อถือ ในขณะที่ผู้บริหารมองไปไกลแค่พื้นข้างหน้า แต่ผู้นำกลับมองไปสุดขอบฟ้าโน่น ผู้นำที่ดีนั้นท่านจะให้ความใส่ใจทั้งภาพเล็กและภาพใหญ่ ยอมเหนื่อยในรายละเอียด และมีความสามารถในการทำให้ลูกน้องเห็นคุณค่าในตัวพวกเขาเอง ผู้นำจะคอยสร้างแรงบันดาลใจด้วยการปลุกเร้าอยู่เสมอ เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ลูกน้อง กระตุ้นให้พวกเขาเกิดความกล้าที่จะเสี่ยง และเรียนรู้จากความผิดพลาด สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้จากผู้บริหารที่สนใจแต่เรื่องเฉพาะหน้าไปวัน ๆ

        ส่วนหนึ่งของหนังสือของเบนนิสมี

        Learning to Lead : A Workbook on Becoming a Leader (1997)

        The Future of Leadership : Today's Top Leadership Thinkers Speak to Tomorrow's Leaders

        Managing People Is Like Herding Cats : Warren Bennis on Leadership (1997)

        On Becoming a Leader (1994)

        Leaders : Strategies for Taking Charge (Collins Business Essentials)

        Organizing Genius

        The Power of Truth : A Leading with Emotional Intelligence Conversation with Warren Bennis

        The Corporate Culture Survival Guide (1999)

        The Temporary Society (1998)

        Why Leaders Can't Lead

        The Strategic for Taking Charge

        An Invented Life : Reflections on Leadership and Change (1993)

        The Unconscious Conspiracy

        Leading for a Lifetime : How Defining Moments Shape Leaders of Today and Tomorrow

 

เมเรดิท เบลบิน (Meredith Belbin) ทำอย่างไรทีมจึงจะเวิร์ก

        เมเรดิท เบลบิน เกิด ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) เป็นคนอังกฤษ จบปริญญาตรีกับโทที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และได้ปริญญาเอกที่ Cranfield University ท่านเน้น Management Team หรือที่เรียกกันว่า ทำงานเป็นทีม

 

         การทำงานของท่านในช่วงแรก ๆ เป็นนักวิจัยที่ Cranfield University การศึกษา ค้นคว้าและวิจัยมุ่งไปที่การปฏิบัติงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลักโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการทำงานของพนักงาน

        หลังจากอยู่ที่ Cranfield University ได้ระยะหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1960 ท่านก็กลับมาที่เคมบริดจ์ แล้วก็ทำวิจัยต่อในด้านอุตสาหกรรม จนกระทั่งในปี ค.ศ.  1981 ถึงได้ตีพิมพ์ผลงานของตัวเองออกมาในรูปแบบของหนังสือที่ชื่อว่า Management Team แต่ไม่ได้รับความสนใจมากมายเท่าไร เพราะเป็นของใหม่อย่างหนึ่ง และยุคสมัยก็เพิ่งเริ่มเปลี่ยนแปลง หาทฤษฎีสนับสนุนได้ยาก ลำพังมีแต่งานวิจัยอย่างเดียวเรียกร้องความสนใจได้ไม่ง่าย เพราะอย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้นๆ การทำงานเป็นทีมต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนที่สอดรับกันเป็นระบบ

        ในหนังสือ Management Team ของท่านได้ออกแบบโมเดลของการทำงานเป็นทีมไว้มีชื่อว่า Nine Team Roles ที่ระบุว่าสมาชิกของทีมต้องปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ให้ครบทุกข้อ แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่าแต่ละคนจำเป็นจะต้องปฏิบัติได้ครบทุกข้อ เพราะบางข้ออาจจะเหมาะกับบางคน คือหน้าที่ที่ควรจะมีในการทำงานเป็นทีมและทีมจะต้องประกอบด้วยบุคลากรไม่น้อยกว่า 3 คน จะเห็นได้ว่าระบบการทำงานเป็นทีมของเบลบินนี้สามารถใช้ได้กับทีมงานทุกรูปแบบ

TeamWork

        เบลบินให้ชื่อหน้าที่ต่าง ๆ ในทีมงานไว้ดังนี้

        1. Plant - คนที่ทำหน้าที่เป็น Plant นี้ เป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมที่เป็นคนสร้างสรรค์ มีจินตนาการ และไม่ติดอยู่ในกรอบ คนผู้นี้สามารถแก้ปัญหาที่ยากได้  เขาจะไม่ค่อยคลุกคลีอยู่ในทีมงานมากเท่าไร แต่พอมีปัญหาก็จะเข้ามาช่วยแก้ไขได้

        2. Resource Investigator - คนคนนี้จะทำตัวเป็นเหมือนเครือข่ายใยแมงมุม ไม่ว่าทีมงานจะต้องการอะไร ก็สามารถหาคนที่จะมาทำตรงนี้ให้สำเร็จได้ เป็นคนที่ให้ข้อมูลเก่ง และไม่ค่อยนิ่งอยู่กับที่ แต่ด้วยความสามารถในด้านการเชื่อมต่อจึงช่วยทีมได้มาก

        3. Coordinator - มีหน้าที่คอยสร้างความมั่นใจได้ว่าสมาชิกในทีมจะทุ่มเทพลังงานและตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ทำหน้าที่คล้ายกับหัวหน้าทีม ที่พยายามให้เกิดความเสมอภาคขึ้นภายในทีม ใครก็ตามในทีมที่คิดจะรวบรัดตัดความอะไรอย่างรวดเร็ว อาจจะหัวเสียกับคนคนนี้ที่อยากจะให้ฟังเสียงของทีมงานก่อน เพื่อให้การตัดสินใจใด ๆ ของทีมเป็นไปด้วยความถูกต้องมากขึ้น

        4. Shaper -  เป็นสมาชิกของทีมคนหนึ่งที่ชอบท้าทายและสร้างแรงกดดัน เขาจะมีแรงขับ และความกล้าที่จะเอาชนะอุปสรรคได้ดี

        5. Monitor Evaluator - เป็นคนที่มีปัญญาดี วางแผนเก่ง และมองอะไรทะลุปรุโปร่ง มีอะไรมาก็จะลงไปดูทุกอย่าง และตัดสินสิ่งต่าง ๆ อย่างแม่นยำ เขาเป็นผู้วางมาตรการในการวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ และคอยขัดขวางทีมงานจากการถูกชี้นำไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

        6. Team worker - คนนี้มีไว้เพื่อให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในทีมจะแน่นแฟ้นอยู่เสมอ ค่อนข้างจะสนใจในบรรยากาศของการอยู่ร่วมกัน เมื่อสมาชิกของทีมคนใดคนหนึ่งถูกกดดันไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามจะออกหน้าไปแก้ไข ด้วยพฤติกรรมของคนคนนี้จะสร้างความหงุดหงิดใจให้กับพวกที่ต้องการไปเร็วโดยไม่สนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบที่เป็นความสะเทือนใจบ้าง

        7. Implementer - เขาคือนักคิด ชอบคิดและสร้างอะไรที่เป็นกระบวนการและเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายที่ทีมต้องการ เขาจะรับปัญหามาและเอามากำหนดขั้นตอนที่จะแก้ไข เนื่องจากการที่ชอบทำอะไรอย่างเป็นระบบ อาจทำให้สมาชิกของทีมที่สร้างจิตนาการได้ ไม่รู้จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเกิดความหงุดหงิดใจอยู่บ้าง

        8. Completer Finisher - คนนี้จะคอยลงลึกในรายละเอียด อะไรที่เป็นข้อบกพร่องจะผ่านหูผ่านตาได้ยาก พวกที่ชอบทำอะไรก็สักแต่ว่าทำให้เสร็จ ๆ ไป จะหงุดหงิดมากเมื่อเจอเข้ากับคนคนนี้ คุณภาพของงานที่ออกมาดีเรียบร้อยจะต้องอาศัยบุคคลเช่นนี้

        9 Specialist - ความจริงเบลบินเสริมเข้ามาในตอนหลัง แรก ๆ ท่านไม่มี ช่วงหลังท่านเห็นว่าหากขาดผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ทีมคงต้องวุ่นวายและเสียเวลาในการวิเคราะห์ และตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว

        หากจะสร้างทีมงานก็ต้องหาคนที่มีลักษณะดังกล่าวมาร่วมทีมงานให้ครบ ไม่จำเป็นต้องมี 9 คน 1 คนอาจจะรับไปมากกว่า 2 วิญญาณก็ได้ ไม่ขัดข้องอะไร เพราะท่านบอกไปแล้วว่าทีมงานนั้นมี 3 คนก็ได้  น่าสังเกตว่าหนังสือพวกทำงานเป็นทีม มักจะเอาหลักการเหล่านี้ไปต่อยอด

        ในหนังสือ Management Teams ที่ว่าไปแล้วนั้น ได้สรุปของงานที่ค้นคว้าวิจัยออกมาบ่งบอกถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงานเป็นทีม เช่น

        Team Roles at Work

        R Meredith Belbin : team building

        How to Build Successful Teams...The Belbin Way

        Problem in Adult Retraining

        Managing Without Power

        The Coming Shape of Organization

        Management Team : Why They Succeed or Fail

        Changing the Way We Work

        The Job Promoters : A Journey to a New Profession

        The Corning shape of Organization

        Beyond the Team

 

ฟิลลิป ครอสบี (Philip B. Crosby) เจ้าของปรัชญาของเสียต้องเป็นศูนย์

        ฟิลลิป ครอสบี เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ที่เมือง Wheeling รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เป็นชาวอเมริกัน จุดเน้นของท่านมีที่เด่น ๆ หลายอย่างที่ยังเรียกเป็นที่ติดปากของผู้คนชาวบริหารจัดการคือ ของเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Defects  ทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่เริ่มต้น หรือ Right First Time และคุณภาพเป็นของฟรี หรือ Quality Is Free

        ชีวิตการทำงานของท่านเล่าว่า หลังจากจบการศึกษาก็ได้ไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเกาหลี หลังจากนั้นได้เข้าทำงานที่บริษัท Crosly Corp. เป็นช่างอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นสมาชิก the American Society for Quality Control

        คำกล่าวอันเลื่องชื่อ Zero Defects เริ่มต้นตอนที่ท่านทำงานกับบริษัท Martin Company ที่ Orlando รัฐฟลอริดา ในหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพ ท่านได้สร้างผลงานโดยทำให้อัตราของที่ต้องทิ้งลดลงไป 25% ซึ่งประหยัดเงินไปได้ถึง 30%

        ในปี ค.ศ. 1979 ครอสบีได้ตั้งบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Philip Crosby Association, Inc. มุ่งเน้นทางด้านการบริหารจัดการด้านคุณภาพ มีสำนักงานอยู่ในอเมริกา 2 แห่งคือที่ วินเตอร์ พาร์ก และฟลอริดา และในต่างประเทศอีก 8 แห่ง ในปีนี้เองได้ออกหนังสือมา 1 เล่มให้ชื่อว่า Quality Is Free ที่หมายถึงคุณภาพเป็นของฟรี มีอยู่แล้วในธรรมชาติ สามารถหามาใช้ได้เองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หนังสือเล่มนี้ออกมาโดนใจ เพราะในช่วงนั้นอเมริกามีปัญหาด้านคุณภาพ

        ความหมายของ Zero Defects หาใช่ว่าจะต้องทำให้ของเสียเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะธรรมชาติอาจทำไม่ได้ แต่เป็นข้อความหรือปรัชญาที่จะต้องระลึกอยู่ในใจเสมอ คล้ายกับว่า “ให้จำใส่ใจไว้ว่าคุณไม่ได้มีหน้าที่ที่จะทำให้เกิดของเสีย” แต่ในความเป็นจริงก็มีบางอุตสาหกรรมเช่นกันที่จะต้องยึดถือเรื่องนี้ไว้อย่างเอาจริงเอาจัง ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน ลองคิดดูว่าวันหนึ่งมีเครื่องบินขึ้นลงวันละกี่เที่ยว เดือนละกี่เที่ยว ปีละกี่เที่ยว ให้คุณผิดพลาดแค่ .001% อะไรจะเกิดขึ้น คนจะตายกี่คน

        การที่จะทำให้ดีที่สุดตามนั้นได้ ตัวต่อมาที่สำคัญก็คือ Do it right at the first time คือทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อเริ่มถูกโอกาสที่จะเกิดของเสียก็น้อยตามไปด้วย ครอสบีย้ำว่าการบริหารจัดการจะต้องถือเอา “คุณภาพ” เป็นสิ่งแรก

        หลักการที่สำคัญในการบริหารจัดการให้ได้คุณภาพของครอสบีต้องประกอบด้วย

        1. คุณภาพคือความสอดคล้องกับข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์หรือการบริการ

        2. ให้ยึดหลักการป้องกัน หรือ Quality Prevention ไม่ใช่การตามแก้ไข หรือ Correction

        3. ของเสียเป็นศูนย์คือมาตรฐาน

        4. การวัดผลกำไรให้ดูที่คุณภาพไม่ใช่ราคา

        ในการพัฒนาคุณภาพ ครอสบีแนะนำไว้ 14 ขั้นตอนคือ

        1. ผู้บริหารต้องมีความมุ่งมั่นในเรื่องของคุณภาพ และให้บอกกล่าวไปให้ทุกคนเข้าใจอย่างชัดแจ้ง

        2. ตั้งทีมงานปรับปรุงคุณภาพ โดยให้ผู้บริหารของแต่ละแผนกเข้าร่วม

        3. กำหนดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ทำการวัดเพื่อกำหนดประเด็นคุณภาพที่เป็นปัญหาทั้งในปัจจุบัน และที่มีแนวโน้มในอนาคต

        4. คำนวณค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นหากไม่มีคุณภาพ

        5. ปลุกเร้าบุคลากรให้มีจิตสำนึกในด้านคุณภาพ

        6. กำหนดมาตรการ และเริ่มทำการปรับปรุง

        7. เฝ้าติดตามการปรับปรุงคุณภาพ และให้ตั้งคณะกรรมการ Zero Defects

        8. ฝึกอบรมหัวหน้างานเรื่องคุณภาพ

        9. จัดวันของเสียเท่ากับศูนย์

        10. ส่งเสริมบุคลากรให้กำหนดเป้าหมายคุณภาพของตัวเอง

        11. ส่งเสริมให้บุคลากรสื่อสารกับผู้บริหารเกี่ยวกับอุปสรรคในด้านคุณภาพ

        12. รับรู้ในความพยายามของผู้มีส่วนร่วม

        13. ตั้งคณะกรรมการคุณภาพดูแลรับผิดชอบ

        14. เริ่มต้นที่ข้อ 1. ใหม่ คุณภาพต้องหมุนวนกลับไม่มีรู้จบ

        ครอสบีเสียชีวิตในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ส่วนหนึ่งของหนังสือที่เขียนไว้

        Quality Without Tears : The Art of Hassle-Free Management

        Quality and Me : Lessons from an Evolving Life

Philip Crosby's Reflections on Quality : 295 Inspirations from the World's Foremost Quality Guru

        The Absolutes of Leadership (Warren Bennis Executive Briefing)

        Let's Talk Quality : 96 Questions You Always Wanted to Ask Phil Crosby

        Quality Is Still Free : Making Quality Certain In Uncertain Times

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน