*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 2124 , 16:42:34 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ปี ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523 แล้ว เทคนิคการบริหารจัดการโดยนักคิดกำลังมุ่งเข้าสู่การมุ่งเน้นบุคลากร  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

สตีเฟน โควี (Stephen Covey)  เจ้าของอุปนิสัย 7+1

        สตีเฟน โควี เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ที่เมือง Salt Lake City รัฐยูทาห์ แถบเทือกเขาร็อคกี้ เป็นชาวอเมริกัน จุดเน้นของท่านยกให้กับหนังสือ 2 เล่มที่ขายดี

        ท่านจบการศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ ไปต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ Master of Business Administration หรือ MBA มา แล้วไปต่อปริญญเอกที่ Brigham Young University หลังจากนั้นก็สอนวิชาการบริหารจัดการธุรกิจที่มหาวิทยาลัยที่ท่านจบมา

        แนวความคิดที่ทำให้ท่านเกิดความต้องการที่จะเขียนหนังสือเล่มมาจากขณะใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง Oahu ในฮาวายท่านได้อ่านข้อความในย่อหน้าของหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคน และมีข้อความว่า “มันมีช่องว่างอยู่ระหว่างสิ่งกระตุ้นกับการสนองตอบ และกุญแจสำคัญที่จะไขปัญหาสร้างหนทางที่จะทำให้เราเติบโตและมีความสุขที่แท้จริงได้นั้นก็อยู่ที่ว่าเราจะเข้าไปใช้ช่องว่างนั้นได้อย่างไร” ก็แค่ประโยคธรรมดา แต่จุดประกายให้อยากที่จะเขียนหนังสือออกมา

        หนังสือเล่มที่กล่าวถึงก็คือ The 7 Habits of Highly Effective People หรือที่แปลว่า “7 อุปนิสัย พัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง” ออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) ให้บทเรียนที่สำคัญในการที่บุคคลต้องการจะเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนมีประสิทธิภาพขึ้น หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ทั้งทางธุรกิจและชีวิตส่วนตัวของคน ซึ่งสามารถนำไปใช้กับธุรกิจ หรือใช้กับชีวิตประจำวันก็ได้ หนังสือเล่มนี้ขายได้ 12 ล้านเล่มทั่วโลก

        ท่านได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน Franklin-Covey Organization ที่เป็นแหล่งเผยแพร่เกี่ยวกับภาวะผู้นำ และการบริหารจัดการ ชื่อเสียงที่โด่งดังของท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Time Management หรือการบริหารเวลา ที่องค์กรทั่วโลกได้นำหลักการไปประยุกต์ใช้ นอกจากนั้นบริษัทชั้นนำใน Fortune 500 ของอเมริกาต่างก็อาศัยหลักการด้านภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีม และการบริการที่มุ่งเน้นลูกค้าไปประยุกต์ใช้กันอย่างมากมาย

        มีหนังสือที่น่าสนใจและโด่งดังอีกเล่มหนึ่งของท่านคือ First Thing First ที่ได้แต่งร่วมกันกับ Roger และ Rebecca R. Merrill นอกจากนี้มี The Nature of Leadership, Living the 7 Habits : Stories of Courage and Inspiration และ The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness
        คงต้องมาพูดถึงหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People หรือ 7 อุปนิสัย พัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูงกันสักนิด เมื่อดูตามคำสัมภาษณ์ของท่านแล้ว ท่านบอกไว้ว่ามันไม่ใช่ของใหม่ และท่านก็ไม่ได้อ้างสิทธิว่าท่านเป็นคนค้นพบสิ่งนี้ เพียงแต่เอามาปรับปรุง ต่อเติมให้เข้าที่เข้าทาง และเป็นของธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในคัมภีร์ของศาสนาที่สำคัญ ๆ ของโลก ไม่ใช่ท่านไปสร้างขึ้น ที่กล่าวว่าเป็นของธรรมดา แต่เวลาอาจจะใช้มันไม่ใช่ธรรมดา

        ท่านกล่าวว่า อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่าหลักการที่ท่านกล่าวไว้นั้น ขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ เช่นตัวแรกหรืออุปนิสัยที่ 1 Proactive เป็นคำที่สื่อออกมาเป็นภาษาไทยให้เหมาะๆ และสวยๆได้อยาก  ความหมายของมันก็คือ  creating or controlling a situation by causing something to happen rather than responding to it after it has happened.  แปลเป็นไทยได้ว่า การทำ หรือการควบคุมสถานการณ์ โดยการทำบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา แทนที่จะไปตอบสนองหลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว ผมจะขอแปลว่า “ทำเสียก่อน”  ที่ตรงข้ามกับ Reactive ที่แปลว่า “ตอบสนอง”  ที่คนเรามักจะเป็นกัน คือ เราเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่มีอะไรเกิดขึ้นจึงจะตอบสนอง การที่จะไปคิดทำอะไรก่อนเหมือนเป็นการป้องกันไว้มันไม่ใช่สัญชาติญาณของมนุษย์  แต่ท่านบอกว่าเราเป็นสัตว์ประเสริฐ เราสามารถฝึกฝนนิสัยนี้ขึ้นมาได้

        และคำว่า Proactive นี้ อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า เริ่มต้นทำก่อน ก็ได้  ความจริงคำว่า Proactive นี้ ไม่ได้มีมาจากดั้งเดิม เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1946 โดยนักจิตวิทยา ชื่อ Viktor Emil Frankl เป็นชาวออสเตรีย ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1905-1997 ท่านได้เขียนคำนี้ไว้ในหนังสือชื่อ Men’s Search for Meaning ที่ใช้บรรยายคนที่มองตัวเองแทนที่จะไปโทษว่าคนอื่นผิด มองปัญหาว่าเป็นของคนอื่นแทนที่จะเห็นว่าปัญหามาจากตัวเราเองต่างหาก ที่ความหมายออกจะต่างไปจากที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

        แต่พอนำมาเป็นคำที่ใช้ในหนังสือของโควีเลยมีความหมายไปว่า “ลงมือเสียก่อน ก่อนที่สถานการณ์จะกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาเผชิญหน้า หรือกลายเป็นวิกฤติการณ์ไป”

 7 อุปนิสัย

อุปนิสัยที่ 1- be proactive ต้องเป็นคนที่ทำเสียก่อนที่ปัญหามันจะเกิดขึ้น

        ท่านกล่าวว่า หากทำแบบนี้ได้เราก็จะไปควบคุมสิ่งแวดล้อมได้แทนที่จะให้มาควบคุมเรา เหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่นี้

อุปนิสัยที่ 2- begin with the end in mind ต้องเป็นคนที่ก่อนจะเริ่มทำอะไร ให้มองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นเสียก่อน

        ท่านมองลักษณะเช่นนี้เป็นคุณสมบัติของผู้นำ หากทำเช่นนี้ได้ก็เหมือนคุณมีกรอบที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย

อุปนิสัยที่ 3- put first things first ต้องเป็นคนที่รู้จักว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง หรือรู้จักจัดลำดับความสำคัญ (ที่มักชอบพูดกันด้วยศัพท์ priority)

        ท่านกล่าวว่ามันเป็นเหมือนกับเรารู้จักจัดระบบของสิ่งต่าง ๆ แล้วลงมือปฏิบัติให้สอดคล้องกับระบบที่วางไว้

อุปนิสัยที่ 4 - think win-win ต้องเป็นคนที่คิดแบบชนะ-ชนะ

        ท่านกล่าวว่า นี่เป็นอุปนิสัยของผู้นำเช่นกัน ผู้นำจะมองเห็นว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้อื่น ผู้นำจะไม่คิดที่จะทำอะไรโดยมุ่งจะเอาชนะแต่อย่างเดียว คำว่า ชนะ-ชนะ หมายถึงชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ว่าเราเอาแต่ชนะอย่างเดียว ไม่สนใจคนอื่น ก็คงสอดคล้องกับคำว่าสมานฉันท์

อุปนิสัยที่ 5 - seek first to understand and then to be understood ต้องเข้าใจผู้อื่นก่อน ก่อนที่จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

        ท่านกล่าวว่านี่เป็นอุปนิสัยที่ดีเหมาะแก่การเอามาใช้ในการสื่อสาร คล้ายกับคำกล่าวที่ว่า “ค้นหาโรคเสียก่อน ก่อนที่จะสั่งยา” ด้วยแนวคิดเช่นนี้ จะสามารถคงความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นได้ และสามารถทำให้เกิดการประสานความร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี

อุปนิสัยที่ 6 - synergize ต้องรู้จักการประสานพลัง

        เป็นอุปนิสัยที่เสริมสร้างความร่วมมือ การรวมพลังประสานกันดีกว่าที่จะแยกกันทำ สังเกตไหมว่า เชือกที่มัดกันเป็นกลุ่มแล้วควั่นเกลียวจะทนและรับน้ำหนักได้มากกว่าเชือกเส้นเดี่ยว ๆ และจะทำแบบนี้ได้ก็ต้องมาจากรากฐานที่เข้าใจผู้อื่น

อุปนิสัยที่ 7 - sharpen the saw ต้องลับมีดให้คมอยู่เสมอ

        ท่านกล่าวว่า เป็นอุปนิสัยที่ทำตัวเองให้ใหม่สดอยู่ตลอดเวลา และครอบคลุมอุปนิสัยอื่น ๆ ด้วย ซึ่งหากทำได้เช่นนี้ก็สามารถผลักดันให้อุปนิสัยอื่น ๆ งอกงามตามไปด้วย ในการลับตัวเองให้คมอยู่เสมอนั้น ท่านแนะนำไว้ 4 แนวทางคือ Spiritual (จิตวิญญาณหรือสภาพจิตใจ)  Mental (สติปัญญา)  Physical (ร่างกาย) และ Social/Emotional (สังคมหรืออารมณ์)

        ท่านกล่าวว่า หลักการแบบนี้ธรรมดา ๆ ใครอ่านแล้วก็รู้ว่าธรรมดา แต่เวลานำไปใช้กลับไม่ธรรมดา เพราะมันมักขัดกับธรรมชาติ ความเคยชินบางอย่างของมนุษย์ ซึ่งธรรมชาติตัวนี้สร้างความวุ่นวายให้กับสังคมมนุษย์อย่างสาหัสโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ หากจะทำให้ดีขึ้นคงจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เพราะเราสะสมความเคยชินที่ไม่ดีมาตั้งแต่เกิด แล้วเราก็ถูกสอนมาให้เป็นแบบนี้เสียด้วย จนโตขึ้นมาบางคนก็คิดอยากจะแก้ไข จึงต้องฝึกหัดตัวเอง แก้ไของคาพยพทางจิตใจเสียใหม่ จะใช้แบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ แต่อาจเห็นผลช้าหน่อย หรือแบบ Re-Engineering ได้ผลเร็วดี แต่เจ็บตัวหน่อย

        ช่วงที่ออกหนังสือทั้ง 7 อุปนิสัยมาแล้วในปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) หนังสืออุปนิสัยที่ 8 ก็ตามออกมาชื่อว่า From Effectiveness to Greatness (จากความมีประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่) แต่ตัวที่ชี้นำให้เอาไปใช้คือ "Find your voice and inspire others to find theirs" หรือค้นหาศักยภาพในตัวเองให้พบเสียก่อน แล้วไปปลุกเร้าคนอื่นให้เขาค้นหาในตัวเขาบ้าง หนังสือเล่มนี้เน้นมากในการสร้างความเป็นภาวะผู้นำให้แก่ตัวเอง

        สรุปว่าอ่านแล้ว 7+1 มีประโยชน์ แต่ใครอ่านแล้วจะได้ประโยชน์มากกว่ากันก็อยู่ที่พื้นนิสัย และความมุ่งมั่นในตัวเองอยู่มากเหมือนกัน และจะเอาไปเปรียบเทียบในระดับองค์รวมที่จะปลูกฝังกันในระดับองค์กร หรือประเทศชาติก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

        อีกประเด็นหนึ่งคือความมุ่งมั่นและความจริงใจ โดยเฉพาะผู้นำทุกระดับจนถึงระดับประเทศ หากผู้นำขาดความจริงใจ ไม่ทำตัวเองให้เป็นตัวอย่าง มุ่งเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หรือเพื่อชื่อเสียงและเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล แบบนี้ก็เศร้าใจ

 

เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Edward de Bono) ผู้เชี่ยวชาญด้านคิด คิด แล้วก็คิด

         เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) เป็นชาวมอลต้า (Malta) (มอลตาเป็นประเทศที่เป็นเกาะ มีทั้งสิ้น 7 เกาะ อยู่ในทะเลเมอดิเตอเรเนียน ทางตอนใต้ของยุโรป หรือทางตอนเหนือของแอฟริกา ประเทศอยู่ทางตะวันออกของตูนิเซีย และทางเหนือของลิเบีย เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน)

        ท่านจบการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์ของมอลตา ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษได้รับปริญญาทางจิตวิทยา และสรีระศาสตร์ กลับมาศึกษาต่อและได้ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จุดเน้นของท่านไปทางจิตวิทยา และมีชื่อเสียงมากจากทฤษฎีความคิดทางขวาง (Lateral Thinking) ที่ดิกชันนารีของออกซ์ฟอร์ด ได้นำคำนี้เข้าไปใส่เลยทีเดียว

        หลังจากจบปริญญาเอก โบโนได้เข้าสอนที่ออกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ และฮาร์วาร์ด

        ในปี ค.ศ. 1969 โบโนก่อตั้งสถาบัน Cognitive Research Trust (CoRT) เพื่อนำแนวความคิดลงปฏิบัติ ตลอดช่วงชีวิตมีผลงานเป็นหนังสือออกมากว่า 70 เล่ม ถูกแปลออกไปมากกว่า 30 ภาษา เช่น สเปน แคนนาดา นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โปรตุเกส เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และจีน ต่างนำไปใช้เป็นหนังสือสอนในโรงเรียน ว่ากันว่าหลักการของท่านใช้ได้ตั้งแต่เด็ก 4 ขวบขึ้นไปเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังได้ใช้เวลาในการสอนโดยมีจุดเน้นเกี่ยวกับการคิด และบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย

        เมื่อมองดูแนวทางหรือเทคนิคของท่านแล้ว จะเห็นได้ว่างานของท่านนั้นมุ่งเน้นไปทางด้านการพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ทางความคิดที่พัฒนาไปสู่การสัมผัสรู้ และเป็นการนำโครงร่างไปสู่ความคิดในเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์

        นอกจากงานเหล่านี้แล้วในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) ยังได้สร้างหนังที่เกี่ยวกับวิชาการ ชื่อ 2040 : Possibilities by Edward de Bono ปกติงานเขียนของโบโน มักจะใช้ภาษาง่าย ๆ ธรรมดา ๆ แต่มีความชัดเจน แต่มักถูกวิจารณ์ว่าใช้ภาษาที่แห้งแล้งไปหน่อย และพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ

        หนังสือเล่มหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก รวมทั้งในเมืองไทยคือ Six Thinking Hats ที่เป็นการคิดโดยอาศัยหมวก 6 ใบที่มี 6 สีคือ หมวกสีขาว ที่คิดแบบข้อเท็จจริง เป็นข้อมูลตัวเลข หมวกสีแดง คือคิดตามอารมณ์และความรู้สึก หมวกสีดำ คิดแบบคอยเตือนภัยให้มีการระวังตัว หมวกสีเหลือง คิดแบบคาดการณ์ไปในทางบวก หมวกสีเขียว คิดสิ่งที่เป็นความคิดริเริ่ม และหมวกสีฟ้า ควบคุมกระบวนการคิดอีกครั้งหนึ่ง

        ในปี ค.ศ. 2005 มหาวิทยาลัยในอเมริกาคือ The New Univeristy of Advancing Technology ในเมือง  Phoenix รัฐแอริโซนา ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็น Professor of Thinking หรือศาสตราจารย์ในทางความคิด

              ส่วนองค์กรที่นำแนวคิดของท่านไปบรรจุในหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานก็มี เช่น โนเกียของฟินแลนด์  อีริคสันของสวีเดน 3M ของเยอรมนี โบอิ้งของสหรัฐอเมริกา โรเล็กซ์ของสวิตเซอร์แลนด์ ซีเมนของเยอรมนี บีทีของอังกฤษ เนสท์เล่ของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

        การคิดทางขวาง หรือ Lateral Thinking  ศัพท์คำนี้ท่านบัญญัติขึ้นเองในหนังสือที่ออกมาในปี ค.ศ. 1967 ชื่อ The Use of Lateral Thinking ท่านได้ให้นิยามไว้ว่าเป็นแนวทางการคิดที่เป็นการเปลี่ยนหลักการ (Concepts) และการสัมผัสรู้ (Perception) เป็นการคิดแบบที่เหตุผลยังไม่ปรากฏชัดออกมาในทันทีที่คิด และเป็นการคิดที่ไม่ได้เป็นแบบธรรมดาทั่วไปซึ่งเป็นตรรกะแบบเป็นขั้นเป็นตอน

        เหตุผลที่ว่าบางสิ่งบางอย่างเมื่อเอาความคิดแบบตรรกะธรรมดามาคิดอาจจะคิดไม่ออก หรือมองว่าคำถามบ้า ๆ บอ ๆ เช่น

        - มีไข่อยู่ 6 ใบในตะกร้า มีคน 6 คน เอาไข่ไปคนละ 1 ใบ ทำไมยังมีไข่ 1 ใบอยู่ในตะกร้า

        - พ่อกับลูกชายนั่งรถไปด้วยกัน พ่อเป็นคนขับ รถเกิดอุบัติเหตุพ่อเสียชีวิต ลูกชายบาดเจ็บสาหัส ลูกชายถูกส่งโรงพยาบาล แล้วถูกนำเข้าห้องผ่าตัด หมอผ่าตัดบอกว่าไม่กล้าผ่าลูกชายของตัวเอง ทำไมมันเป็นเช่นนี้ไปได้

        หรืออาจเป็นคำถามง่าย ๆ ว่า คน 2 คน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ขุดหลุมได้ลึก 5 ฟุต คน 10 คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงขุดหลุมได้ลึกกี่ฟุต เป็นต้น

        คำตอบก็คงจะเป็น 25 ฟุต ถ้าใช้หลักตรรกะธรรมดาตอบ แต่ถ้าคิดทางขวาง มันต้องคิดต่อกันมาอีกมากมาย เช่น

        - คน 10 คนลงไปขุดหลุมเดียวกัน จะขุดทีละคนหรือขุดพร้อมกัน หลุมคงต้องกว้างมากกว่า 2 คนขุด จะได้มีที่พอสำหรับเหวี่ยงจอบ

        - คำตอบว่า 25 ฟุตไม่น่าจะทำได้ แล้วจะเอาดินที่ขุดไปไว้ที่ไหน จะโยนขึ้นไปปากบ่อก็สูงเลยหัวไปแล้ว

        - ดินยิ่งขุดลึกก็ยิ่งแข็ง อาจจะไปเจอก้อนหินหรือตาน้ำก็ได้

        - 10 คนอาจใช้เครื่องมือที่ต่างกัน อาจจะมีบางคนนอกเหนือจาก 2 คนนั่นใช้รถขุดมาขุดก็ได้

        - แล้วรูปร่างของหลุมมันเป็นอย่างไร

        ส่วนคำตอบของคำถามข้อแรก ที่มีไข่ในตะกร้าอยู่ 1 ใบ เพราะคนสุดท้ายเขาเอาตะกร้าที่มีไข่ไปด้วย และคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ 2 ก็คือ หมอผ่าตัดเป็นแม่เด็ก โดยทั่วไปท่านสอนว่าวิธีการนำ Lateral Thinking มาใช้นั้น มีเครื่องมืออยู่หลายตัวด้วยกันคือ

1. เลือกแบบสุ่ม (Random Entry)

        สมมติว่าคุณกำลังอยากจะปรับปรุงห้องน้ำ แล้วมองหาอะไรสักอย่างในออฟฟิศ มองไปที่ปากกา เห็นว่าปากกาทำด้วยพลาสติก คนเอาปากกามาเซ็นเช็ค ใส้ปากกาหาซื้อได้ที่เดียวที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อเดือนที่แล้วเจ้าของร้านขายน้ำหอมให้ปากกาเรามา 1 ด้าม เมื่อวานเพื่อนมาหาที่ออฟฟิศแล้วเอาปากกาไปนั่งเขียนการ์ตูน วันนี้หนังสือพิมพ์ลงโฆษณาปากกายี่ห้อหนึ่งสวยน่าใช้

        ความคิดเหล่านี้ จากปากกาสร้างแนวคิดอะไรบ้างที่ให้เราปรับปรุงห้องน้ำได้บ้าง

2. การกระตุ้นปลุกเร้า (Provocation)

        คือคิดอะไรที่นอกกรอบ ไม่เหมือนกับที่คิดอยู่ปกติ หรือไม่เหมือนคนธรรมดาคิดซึ่งคนอื่นอาจเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เช่น รถยนต์บินได้ดำน้ำได้ไปได้ทุกที่ ต้องเอาปีกเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์มาติด ต้องสร้างช่องเก็บปีก ต้องหาวัตถุเบา ๆ มาสร้าง หรือเราอยากเดินทางไปอีกขอบด้านหนึ่งของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่อยู่ห่างไป 100,000 ปีแสง (แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที 100,000 ปีแสงก็เท่ากับ 100,000 x 60 x 60 x 24 x 365 x 300,000 กิโลเมตร) ถ้าจรวดของเรามีความเร็วเท่าแสงก็ต้องใช้เวลา 100,000 ปี ทำยังไงถึงจะไปได้ แล้วคิดเลยไปว่าแล้วมนุษย์ต่างดาวถ้ามีจริงมันจะมาโลกเราได้อย่างไร จานบินต้องบินเร็วเท่าไร

3. ท้าทาย (Challenge)

        เป็นการคิดกับของธรรมดาที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่จะเป็นปัญหา แต่คิดเพื่อให้เกิดแนวคิด เช่น ให้คิดกระทะที่ไม่มีที่จับจะเป็นอย่างไร  

        ส่วนหนึ่งของหนังสือที่โบโนเขียนไว้ เช่น

        Atlas of Management Thinking

        Case of the disappearing elephant

        Children solve Problems

        Conflicts

        The dog exercising machine

        Edward de Bono’s Master thinker’s handbook

        Eureka

        Five day course in thinking

        Future positive

        The greatest thinkers

        Handbook of positive revolution

        The happiness purpose

        I am right, you are wrong

        Lateral thinking

        Lateral thinking for management

        Lateral thinking : A textbook of creativity

        Letters of thinkers

        The mechanism of mind

        Po : beyond yes and no

        Parallel thinking

        Practical thinking

        Serious creativity

        Six action shoes

        Six thinking hats

        Surpetition

        Tactics : The act of science and success

        Teach your child to think

        Teach yourself how to think

        Teaching thinking

        The use of Lateral thinking

        Water Logic

        Word power

 

จอห์น เอแดร์ (John Adair) กับทฤษฎีสามห่วง

        จอห์น เอแดร์ เกิด ปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) เป็นชาวสกอตแลนด์ การศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จุดเน้นของท่านอยู่ที่ภาวะผู้นำ หรือ Leadership

        เอแดร์เริ่มต้นงานอาชีพด้วยการเป็นหัวหน้าหน่วยทหารที่ประจำการอยู่ในประเทศอียิปต์ และประเทศต่าง ๆ แถบนั้นอยู่หลายปี หลังจากการรับใช้ชาติก็ได้ผ่านงานอีกหลายด้านในหลายหน่วยงาน จนมารับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนด้านประวัติศาสตร์การทหาร และเป็นที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำไปด้วยในเวลาเดียวกัน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1979 ได้ก้าวขึ้นเป็นศาสตราจารย์ในด้านภาวะผู้นำ ที่ University of Surreys

        ต่อจากนั้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1981-1986 ท่านได้ร่วมงานกับ Sir John Harvey Jones นำเอาระบบผู้นำเข้าไปพลิกฟื้นบริษัท ICI ของประเทศอังกฤษที่กำลังจะล้มให้กลับมามีกำไรหลายพันล้านปอนด์ นี่แหละคือจุดเริ่มที่ท่านได้นำทฤษฎีลงปฏิบัติให้ผล

        แนวความคิดอย่างหนึ่งที่เอแดร์วางไว้คือ Adair’s Three Circles หรือที่เรียกว่า Action Centered Leadership Model ที่ท่านกล่าวว่า องค์กรต้องให้ความสนใจกับ 3 ประเด็นสำคัญที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กัน คือ

1. ภารกิจ หรือ Task

2. ตัวทีมงาน หรือ Team

3. แต่ละบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็นทีม หรือ Individual

        ในแต่ละช่วงเวลาจุดเน้นของแต่ละประเด็นจะแตกต่างกันไป แต่ทั้งสามประเด็นจะต้องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของภารกิจ จะครอบคลุมการบริหารจัดการทั่ว ๆ ไปที่เกี่ยวกับองค์กร การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ส่วนของทีมจะครอบคลุมภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการประสานงาน และปฏิบัติงานร่วมกันในทีมงาน และกับทีมงานอื่น

        และส่วนของแต่ละบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็นทีม จะมีความผันแปรไประหว่างแต่ละบุคคล ที่ผู้นำจะต้องให้ความสนใจอยู่ตลอด

 

         ทั้งสามประเด็นกลายมาเป็นพื้นฐานในการบริหารจัดการในเรื่องที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำในปัจจุบัน ซึ่งวางหลักการไว้ว่าสิ่งที่ผู้นำพึงต้องปฏิบัติ คือ

        1. การระบุภารกิจ (Define Task) โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยหลักการของการกำหนดวัตถุประสงค์ คือ SMART ที่ประกอบด้วย

     S = Specific (เฉพาะเจาะจง)

     M = Measurable (วัดได้)

     A = Achievable (บรรลุถึงได้)

     R = Realistic (สามารถทำให้เป็นจริงได้)

     T = Time Constrained (มีระยะเวลากำกับ)

2. การวางแผน (Planning) ต้องมีจิตใจเปิดกว้าง มีความคิดเชิงบวก และสร้างสรรค์ แผนจะต้องมีความเป็นไปได้ และมีการทดสอบเสียก่อน

3. การชี้แจง (Briefing) ผู้นำต้องสามารถชี้แจงบทบาทและภาระหน้าที่แก่ทีมงานได้ เพื่อสร้างบรรยากาศของการทำงานร่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่ทีมงานด้วย

4. การควบคุม (Controlling) ผู้นำต้องมีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีทักษะในการมอบหมาย (Delegate) และเฝ้าติดตาม (Monitor) เพื่อให้ได้ผลงานที่มากที่สุดจากทรัพยากรที่น้อยที่สุด

5. การประเมิน (Evaluating) ผู้นำต้องสามารถที่จะเข้าถึงผลลัพธ์ของการปฏิบัติงาน ประเมินสมรรถนะ และให้การแนะนำฝึกอบรมลูกทีมได้

6. การจูงใจ (Motivation) ผู้นำต้องรู้วิธีการจูงใจคนที่เอแดร์ได้ให้หลักการที่ผู้นำต้องปฏิบัติไว้ 8 ด้านด้วยกันคือ

     1. ต้องรู้จักวิธีจูงใจตนเองก่อน

     2. คัดเลือบุคลากรที่สามารถจูงใจได้

     3. แยกแยะปฏิบัติต่อแต่ละบุคคลเป็นการเฉพาะ

     4. วางเป้าหมายที่ท้าทายแต่เป็นเป้าหมายที่เห็นผลสำเร็จได้ ไม่เลื่อนลอย

     5. มีความเข้าใจว่าความก้าวหน้านั้นจะเป็นแรงจูงใจในตัวเอง

     6. ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจ

     7. รู้จักให้รางวัลที่เหมาะสม

     8. ยอมรับและชื่นชมในความสำเร็จของลูกทีม

7. การจัดระบบ (Organizing) ผู้นำต้องสามารถที่จะจัดระบบให้ตนเอง ให้แก่ทีมงาน และองค์กรที่สังกัด

8. สร้างตัวอย่างที่ดี ผู้นำนั้นเป็นตัวอย่างของคนในองค์กรโดยอัตโนมัติ ดังนั้นองค์กรจะได้ดีแค่ไหน ก็อยู่ที่ผู้นำทั้งสิ้น

        จะเห็นได้ว่าเอแดร์อยู่ในยุคของการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เน้นการทำงานเป็นทีม โดยหน้าที่ที่หลัก ๆ ของผู้นำคือ

        1. การวางแผน (Planning) คือการกำหนดแนวทางและเป้าหมายการดำเนินงาน

        2. การควบคุม (Controlling) ที่ต้องทำให้ได้ตามแผน

        3. การให้การสนับสนุน (Supporting) ในทุกเรื่องราวเพื่อให้ทีมงานบรรลุตามเป้าหมาย

        4. การให้ข่าวสารข้อมูล (Informing) เพื่อให้ทีมงานได้รับทราบความเป็นไปของกิจกรรมที่ปฏิบัติ

        5. การประเมินผล (Evaluating) เพื่อความคืบหน้าเป็นไปตามแผนหรือไม่ 

        เอแดร์เป็นอีกคนหนึ่งที่กล่าวว่า ผู้นำแตกต่างจากผู้บริหาร ผู้บริหารใคร ๆ ก็เป็นได้ แต่ผู้นำเป็นไม่ได้ทุกคน ผู้นำจะเป็นผู้ที่มีทักษะการบริหารงานสูง

        เอแดร์เขียนหนังสือไว้กว่า 40 เล่ม ได้ถูกเป็นภาษาต่าง ๆ หลายภาษา อาทิเช่น

        How to Grow Leaders : The Seven Key Principles of Effective Leadership Development  

        Effective Leadership Development

        Effective Leadership - How to develop leadership skills

        Not Bosses but Leaders - How to Lead the Way to Success

        Great Leaders

        Effective Time Management - How to save time and spend it wisely

        Effective Team Building

        Effective Innovation - How to stay ahead of the competition

        Fifty-fifty rule

        Effective Communication

        Effective Teambuilding - How to make a winning team

        The Understanding Motivation

        Effective Motivation - How to get extraordinary results from everyone

        Effective Decision Making - A guide to thinking for management success

        Effective Strategic Leadership

        The Inspirational Leader

        Leadership Skills

 

แจ๊ค เวลช์ (Jack Welch) ผู้พลิกผัน GE

        แจ๊ค เวลช์ ชื่อเต็ม John Francis Welch, Jr. เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) เป็นคนอเมริกัน จบปริญญาตรีวิศวกรรมเคมีในปี ค.ศ. 1957 ต่อปริญญาโท และได้ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ในปี ค.ศ. 1960  

        ในชีวิตการทำงานของท่าน สิ่งที่ทำให้ท่านโด่งดังมาจากความสามารถในการบริหารจัดการที่กลายเป็นตำนาน จุดเน้นหลัก ๆ อยู่ที่กลยุทธ์ในการบริหารจัดการและภาวะผู้นำ

        หลังจากจบการศึกษาเวลช์เข้าทำงานกับ General Electric หรือ GE ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ในตำแหน่งวิศวกรเคมี (Chemical Engineer) ด้วยผลตอบแทน 10,500 ดอลลาร์ต่อปี ไม่นานก็ลาออกเพราะทนไม่ไหวกับสภาพแวดล้อมที่เป็นเจ้าขุนมูลนาย (Bureaucracy) ในบริษัท แต่ถูกหัวหน้าเบรกไว้ โดยได้รับคำรับรองว่าจะจัดการสภาพเจ้าขุนมูลนายให้ ก็เลยต้องทำงานต่อ

        ด้วยความสามารถอย่างแท้จริง ท่านได้เป็น CEO ให้กับ GE ในช่วงปี ค.ศ. 1981-2001 ในช่วงนั้นสามารถทำกำไรให้กับ GE ได้อย่างมหาศาล เวลช์เปลี่ยนยักษ์ใหญ่ที่ตัวโต  เชื่องช้าและพยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดให้เป็นยักษ์เล็กที่กระฉับกระเฉงว่องไว ตลอดการบริหารของท่าน เส้นทางของเวลช์ได้เลื่อนเป็น Vice President ในปี ค.ศ. 1972 เป็น Senior Vice President ในปี ค.ศ. 1977 เป็น Vice Chairman ในปี ค.ศ. 1979 และเป็น Chairman กับ CEO สองตำแหน่งควบกันในปี ค.ศ.  1981 กลายเป็นผู้บริหารคนที่ 8 ของ GE ที่อายุน้อยที่สุด

        ในการบริหารจัดการของท่านใน GE ท่านสามารถวางระบบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ระดับผู้จัดการถูกผลักดันให้ทำงานอย่างมีผลิตผลมากขึ้น ใครทำงานไม่ได้เรื่องก็ให้ออกเสีย โดยเฉพาะผู้จัดการออกปีละ 10%  สามารถจัดการกับระบบสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพให้ดีขึ้น จัดการกับระบบเจ้าขุนมูลนายที่มีอยู่ถึง 9 ชั้นสายการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องลาออกในช่วงแรกได้อย่างเด็ดขาด  ปิดโรงงานที่ขาดทุน  ลดค่าแรง ยกเลิกสายงานผลิตเก่า ๆ ในเรื่องของระบบเจ้าขุนมูลนายนี้ใครไม่เห็นด้วยและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ท่านจะเปลี่ยนตัวหรือไม่ก็ต้องไปทำที่อื่น

        เวลช์ตั้งวิสัยทัศน์ไว้ว่า GE ต้องเป็นที่หนึ่ง หรืออย่างแย่ก็ที่ 2 ของอุตสาหกรรมนี้ หรือไม่ก็ยกเลิกไป ซึ่งต่อมากลยุทธ์ของเวลช์ถูกคัดลอกไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา

        ในช่วงทศวรรษ 1980 เวลช์ถูกตั้งฉายาว่า Neutron Jack ซึ่ง Neutron หมายถึงระเบิดนิวตรอนที่ร้ายแรงกว่าปรมาณู ท่านลดคนงานจาก 411,000 คน ในปี ค.ศ. 1980 เหลือ 299,000 คนในปี ค.ศ.  1985  ห้าปีหายไปแสนกว่าคน แล้วปล่อยโรงงานว่างไว้ ลดค่าใช้จ่ายให้กับ GE อย่างมหาศาล ท่านเคยกล่าวไว้ว่า งานหลักของผมคือการพัฒนาความสามารถของคน ผมเป็นคนสวนที่ต้องคอยรดน้ำและใส่ปุ๋ยให้กับผู้บริหาร 750 คน แน่นอนบางครั้งผมก็ต้องดึงหญ้ากาฝากออกบ้าง

        ในช่วงเวลาดังกล่าวสหรัฐอเมริกาเกิดระบบงานคุณภาพขึ้นมาตัวหนึ่งคือ Six Sigma ที่ถือกำเนิดมาจากโมโตโรลา ท่านเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์จึงได้นำเข้ามาใช้ใน GE ในปี ค.ศ. 1995 สร้างกำไรให้กับบริษัทอย่างมหาศาล ถึง 130,000 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2000

        เป็นธรรมดาของโลก  ซึ่งก็คือโลกธรรม 8 (มีลาภได้ก็เสื่อมลาภได้ มียศได้ก็เสื่อมยศได้ ได้รับสรรเสริญสักวันก็ต้องถูกนินทา มีสุขได้ก็มีทุกข์ได้ เป็นของธรรมดาโลก) มีคนชมก็ต้องมีคนว่า คนว่าท่านก็มีมาก ว่าไม่ควรยกย่องท่านมากเกินไปเพราะความสำเร็จของ GE ไม่ได้ขึ้นกับคนคนเดียว ความจริงก็ถูกแต่ไม่ถูกทั้งหมด ถ้าหัวไม่ส่ายหางจะกระดิกได้หรือ ท่านไม่ได้ทำคนเดียวเพราะทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่เวลช์ถูกจ้างมาให้บริหาร ไม่ได้ถูกจ้างมาให้นั่งกินเงินเดือน ท่านจะไม่บริหารแบบนี้ก็ได้ ทำไปวัน ๆ คอยเวลาเกษียณเหมือนผู้บริหารสูงสุดหลาย ๆ องค์กรทำก็ได้ แล้วก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ องค์กรไม่พัฒนา ท่านได้ทุ่มเทสุดกำลังความสามารถ คนแบบนี้ไม่ยกย่องแล้วจะไปยกย่องใคร

        ผู้วิจารณ์กล่าวว่าผู้บริหารคนอื่นต่างหากที่ช่วยทำเงินให้กับบริษัท การหลุดรอดจากการขาดทุนก็ไม่เกี่ยวกับเวลช์ เพราะบริษัทก็มีอัตราการเติบโตปีละ 16 % อยู่แล้ว และการที่เวลช์กดดันพนักงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการต้อนคนเข้ามุม  ผมเห็นว่าตามปกติแล้วองค์กรจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่คนในองค์กรนั้น คนจะเป็นอย่างไรก็ให้ดูผู้บริหารสูงสุด เพราะฉะนั้นองค์กรจะเป็นอย่างไรก็ให้ดูที่คนมีอำนาจเต็มนั่นแหละ อยู่ที่ตรงนั้น

        หนังสือเล่มแรกที่เขียนขึ้นหลังจากปลดเกษียณแล้วชื่อ Jack, Straight from the Gut

บางประโยคที่น่าสนใจ เช่น

        - องค์กรที่มีความสามารถที่จะเรียนรู้ และแปลงสิ่งที่เรียนรู้นั้นไปสู่การปฏิบัติอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน

        - คุณจะต้องยุติธรรมกับทุก ๆ คน

        - เปลี่ยนแปลงเสียก่อน ก่อนที่คุณจะถูกเปลี่ยน
        - ควบคุมเป้าหมายของคุณ ไม่เช่นนั้นจะมีคนอื่นมาคุมแทน
        - อย่าทำตัวเป็นผู้บริหาร ให้ทำตัวเป็นผู้นำ

        - เผชิญหน้ากับความจริงตามที่เป็นอยู่ขณะนี้ ไม่ใช่ตามที่เคยเป็นหรือที่คุณอยากจะให้เป็น
        - การสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับคนเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำ เพราะว่าหลังจากนั้นเขาจะสามารถไปทำของเขาต่อเองได้

        - ผมเรียนรู้มาว่าความผิดพลาดเป็นครูได้ดีเท่ากับความสำเร็จที่ได้รับ

        - หากคุณไม่มีศักยภาพในการแข่งขันก็อย่าไปแข่งขัน
        - หากคุณเลือกคนถูก แล้วให้โอกาสเขาที่จะสยายปีก พร้อมกับหนุนหลังเขาคุณก็ไม่ต้องบริหารจัดการอะไรมากเลย

        - ผู้จัดการที่เข้มแข็งและตัดสินใจอย่างชาญฉลาดจะสร้างความมั่นคงและเป็นที่ต้องการของโลกในปัจจุบัน ผู้จัดการที่อ่อนแอจะสร้างปัญหา ผู้จัดการที่อ่อนแอเป็นผู้ทำลายงาน ไม่ใช่สร้างงาน
        ส่วนหนึ่งของหนังสือที่เวลช์เขียนไว้

        At Any Cost : Jack Welch, General Electric, and the Pursuit of Profit

        Jack : Straight From The Gut

        The New GE : How Jack Welch Revived an American Institution

        Winning by Jack and Suzy Welch

        Winning : The Answers by Jack and Suzy Welch

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน