*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 1959 , 22:32:10 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ปี ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523 แล้ว เทคนิคการบริหารจัดการโดยนักคิดกำลังมุ่งเข้าสู่การมุ่งเน้นบุคลากร และความหมายของคุณภาพคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของยุคสารสนเทศ  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

โรเบิร์ต เอส แคพแปลน (Robert S.Kaplan) ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง Balanced Scorecard

        โรเบิร์ต เอส แคพแปลน เกิดปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) เป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท วิศวกรรมไฟฟ้าจาก MIT และปริญญาเอก Operation Research จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ จุดเน้น Balanced Scorecard-BSC

        ความสนใจของท่านในช่วงแรก ๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการจะเน้นไปในเรื่องของต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย (Costing) และระบบการวัดสมรรถนะในการปฏิบัติงานเสียมากกว่า ต่อมาจึงขยายแนวคิดไปเป็น Balanced Scorecard ท่านและนอร์ตันเขียนเอกสารออกมามากมาย และหนังสือประมาณ 13 เล่ม  ซึ่งแปลออกไปกว่า 20 ภาษา  สังเกตได้ว่าจบไฟฟ้ามาแท้ๆ แต่มาเก่งบัญชีด้วย

        แคพแปลนเป็นศาสตราจารย์สอนหนังสืออยู่ที่ Harvard Business School ในช่วงแรก หลังจากนั้นได้ร่วมกับนอร์ตันสร้างผลงานคู่กันดังเป็นพลุแตกเมื่อออกหลักการของ Balanced Scorecard ในปี ค.ศ. 1992 จริง ๆ แล้ว Balanced Scorecard ก็ไม่มีอะไรใหม่มากนัก แต่เป็นการผนึกแนวความคิดต่าง ๆ ที่ปรมาจารย์ทั้งหลายก่อนหน้านั้นพัฒนากันต่อ ๆ มา ที่โด่งดังเพราะธุรกิจในช่วงเวลานั้นเขาไม่คิดอะไรกันมากนอกจากเงินอย่างเดียว เป้าหมายของธุรกิจคือเงินไม่สนใจอย่างอื่น กิจการจึงไม่พัฒนา สู้ญี่ปุ่นไม่ได้

        แคพแปลนและนอร์ตันมองเห็นว่าการพัฒนาแบบที่เป็นอยู่นี้ขาดความสมดุล (Balance) จึงได้สร้างหลักการที่คิดว่าน่าจะสมดุลมากกว่าขึ้นมาว่าต้องพัฒนาทั้ง 4 ด้านไปพร้อม ๆ กัน คือ

        - ลูกค้า (Customer)

        - การเงิน (Finance)

        - กระบวนการภายใน (Internal Process)

        - การเรียนรู้และการเติบโต (Learning and Growth)

        พร้อมกันนั้นต้องตั้งเป้าหมายที่เรียกว่า Objectives ตามมาด้วยตัวชี้วัด (Performance Indicator) เอากลยุทธ์ หรือ Strategy มาผสมกันจนเป็นสูตรสำเร็จใหม่

        หากกล่าวถึงรางวัลหรือเกียรติคุณที่ท่านได้รับมีมากมาย ทั้งปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และรางวัลยอดเยี่ยมทางด้านบัญชีถึงกับเข้าไปอยู่ใน Accounting Hall of Fame  ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังมีชื่ออยู่ใน 1 ของ 50 สุดยอดนักคิดในปี ค.ศ. 2003 อีกด้วย

        เมื่อ Balanced Scorecard ออกมามีผู้นำไปทดลองใช้จนประสบผลสำเร็จ เช่น

        - Mobil Oil นำไปใช้ในปี ค.ศ. 1993 พอ ค.ศ. 1995 ผลกำไรขยับจากที่โหล่มาเป็นที่หนึ่ง

        - CIGNA Insurance นำไปใช้ในปี ค.ศ. 1993 ผลกำไรจากลำดับท้าย ๆ ขึ้นมาเป็น 1 ใน 4 ภายใน 5 ปี

        - Chemical Retail Bank ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Chase Manhattan ภายใน 3 ปี พลิกฟื้นสร้างผลกำไรมากมาย

        - Hilton Hotels ภายใน 2 ปีก็มีกำไรสูงขึ้นมาก

        ส่วนหนึ่งของหนังสือที่แคพแปลนเขียนไว้

        Implementing Activity-Based Cost Management

        Advanced Management Accounting

        Management Accounting

        Design of Cost Management Systems

        Time-Driven Activity-Based Costing : A Simpler and More Powerful Path to Higher Profits

        The Balanced Scorecard

        Putting the Balanced Scorecard to Work

        Cost and Effect : Using Integrated Cost Systems to Drive Profitability and Performance

        The Strategy-Focused Organization : How Balanced Scorecard Companies Thrive in the New

         Business Environment

        Alignment : Using the Balanced Scorecard to Create Corporate Synergies

        Strategy Maps : Converting Intangible Assets into Tangible Outcomes

        Measuring the Strategic Readiness of Intangible Assets

        Management Accounting

        Time-Driven Activity-Based Costing

        The Office of Strategy Management

        How to Implement a New Strategy Without Disrupting Your Organization

 

เดวิด พี นอร์ตัน (David P. Norton) ผู้สร้างผลงานอันลือลั่นคู่กับ Kaplan

        เดวิด พี นอร์ตัน เกิดปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) เป็นชาวอเมริกัน ท่านจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าจาก วอร์เชสเตอร์ เทคนิค อินสติติว มหาวิทยาลัยวอร์เชสเตอร์  ปริญญาโทภาควิชาวิจัยการปฏิบัติงาน จากฟลอริดา อินสติติว เทคโนโลยี และ MBA จากฟลอริดา สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จุดเน้นก็เป็น Balanced Scorecard เหมือนแคพแปลน

         ประวัติของนอร์ตันไม่ค่อยปรากฏตามที่ต่าง ๆ ส่วนผลงานเดี่ยวก็มีไม่มาก เช่น Psychophysical Measurement of Visual Function ส่วนใหญ่จะร่วมไปกับ Kaplan

        นอกจากจะมีผลงานคล้ายคลึงกับแคพแปลน แล้วนอร์ตันยังเป็นผู้ก่อตั้ง และประธานกรรมการบริษัท Collaborative, Inc. ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1998 และยังก่อตั้งบริษัทของตนเองชื่อ Nolan, Norton & Co. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในปี ค.ศ. 1980 ต่อมาขายให้กับ KPMG ในปี ค.ศ. 1992 นอกจากนั้นยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Renaissance Solutions, Inc ในปี ค.ศ. 1993

 

ซี เค พราแลด (C.K. Prahalad) – ปรมาจารย์จากเอเชีย ผู้บัญญัติ Core Competency

        ซี เค พราแลด ชื่อเต็มว่า Coimbatore Krishnarao Prahalad (คอมบาทอร์ กฤษณะราว พราแลด) เกิดปี ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) ที่เมืองทามิล นาดู ประเทศอินเดีย เป็นชาวอินเดีย ชื่อของท่านความจริงอ่านเป็นไทยค่อนข้างยาก และมีความเกี่ยวข้องกับพระวิษณุในศาสนาฮินดู C.K. น่าจะเป็นนามสกุล ส่วนชื่อคือ พราแลด พ่อของท่านเป็นผู้พิพากษา และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤต มีลูก 9 คน ท่านจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์เมื่ออายุ 19 ปี แล้วเข้าไปทำงานที่บริษัท ยูเนี่ยน คาร์ไบด์ เป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่

         จากนั้นได้ย้ายไปทำงานที่ Indian Institute of Management, Ahmedabad หรือ IIM-A จุดเน้นของท่านมีหลายอย่างและเน้นทางด้านการตลาด

        ท่านย้ายไปสหรัฐอเมริกาเข้าศึกษาต่อที่ Harvard Business School และจบปริญญาเอกด้านการบริหารจัดการ หลังจากนั้นกลับมาที่อินเดียมาสอนอยู่ที่ IIM-A แต่แนวความคิดทางด้านธุรกิจระดับโลกของท่านถูกต่อต้านหนักจากกลุ่มรัฐนิยม หรือ Nationalist ในอินเดีย ท่านจึงต้องกลับไปอเมริกาแล้วไปสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน

        เมื่อไปอยู่ที่อเมริกาก็เขียนบทความมากมาย เช่น Harvard Business Review ในปี ค.ศ. 1990 ชื่อ The Core Competence of the Corporation ให้ได้รู้จักแนวความคิดด้าน Core Competency แล้วมีผู้นำไปใช้มากมาย

        นอกจากบทความแล้วยังเขียนหนังสือร่วมกับ Gary Hamel ในปี ค.ศ. 1994 ชื่อว่า Competing the Future แล้วใส่หลักการของ Core Competency เข้าไป กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดไประยะหนึ่งเลยทีเดียว

        ในปี ค.ศ. 2004 ได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ The Future of Competition ร่วมกับ Venkat Ramaswamy (เวนกัต รามาสวามี) ที่ให้แนวความคิดในด้านการตลาด ท่านกล่าวเตือนว่า ธุรกิจปัจจุบันจะต้องมองให้ออกว่าไม่ใช่แต่สภาพแวดล้อมอย่างกลไกตลาดที่สร้างกฎเกณฑ์ทางการค้าให้เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ระบบของผู้เล่นที่อยู่ในสนามการค้า ซึ่งเป็นผู้สร้างปัจจัยทั้งหลายก็ยังแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย ลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้มองอะไรอยู่แค่ใกล้ ๆ พวกเขามองไปข้างหน้า (ท่านใช้คำว่า Pro-Active) ลูกค้าไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมที่จะต้องทำให้เกิดความพึงพอใจอีกต่อไป ความหมายว่าในช่วงที่ผ่านมา แม้จะยึดถือว่าจะต้องให้ความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า แต่ก็ทำกันอย่างเป็นนามธรรม ทำนองไม่เป็นแก่นสารสักเท่าไร ซึ่งต่อไปนี้จะต้องทำกันให้เป็นรูปธรรมจริง ๆ แล้ว

        ท่านกล่าวว่าสื่อที่สำคัญคืออินเทอร์เน็ต ได้ทำให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนั้นหลักการทางด้านคุณค่า หรือ Value ก็ยังเปลี่ยนแปลงไป เพราะคุณค่านี้ไม่ได้ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์หรือการบริการ และผู้ผลิตหรือผู้ให้การบริการก็ไม่สามารถที่จะทำให้คุณค่าค่อย ๆ ซึมซาบเข้าไปที่ไหนได้ ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือต้องเข้าไปสร้างร่วมกันกับลูกค้า ซึ่งสามารถทำได้โดยการให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นองค์กรจะประสบผลสำเร็จในการแข่งขันได้ก็ต้องมาจากการสร้างกลยุทธ์ใหม่เท่านั้น

        และในปีเดียวกันก็เขียนหนังสือ The Fortune at the Bottom of the Pyramid : Eradicating Poverty through Profits จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wharton School Publishing ท่านนำเสนอหลักการด้านการตลาดกับคนยากจนทำให้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก คนยากจนมีอยู่มากมายในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย ท่านเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า Bottom of the Pyramid ก็คือฐานของพีระมิดนั่นเอง ท่านมองว่าคนเหล่านี้เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการยังไม่ได้เข้าไปสัมผัส

        มูลค่าของตลาดคนจนเหล่านี้ ท่านประมาณไว้ถึง 13 Trillion ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (Trillion ก็คือ 10 ยกกำลัง 12 เท่ากับ 1,000,000,000,000 แล้วคูณอีก 33 ออกมาเป็นเงินบาท) ท่านกล่าวว่าตลาดที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่คนรวยเพียงหยิบมือเดียวในประเทศกำลังพัฒนา หรือพวกคนชั้นกลาง แต่อยู่ที่คนจนเป็น Billions (Billion ก็คือ 1,000,000,000) ที่เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตลาด ตลาดเหล่านี้สามารถสร้างขึ้นได้จากการร่วมมือกันระหว่างอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ องค์กรประเภท NGO และที่สำคัญที่สุดก็คือคนจนเหล่านี้นั่นเอง ท่านต้องการให้คนเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดบ้าง และด้วยแนวคิดนี้ทำให้ท่านยังได้รับเชิญมาบรรยายที่เมืองไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548

        จริง ๆ แล้วผมคิดว่าเป็นแนวคิดแบบ Lateral Thinking เหมือนที่ท่านโบโนกล่าวไว้ก็ได้ แต่ผมว่าธุรกิจนี่เชื่อใจยาก ผมมีความรู้สึกว่าเมื่อไรที่เป็นธุรกิจ ก็จะเกิดการเอารัดเอาเปรียบตามมา แค่มีกำลังฟาดฟันกันในธุรกิจรุ่นเดียวกันยังไม่ค่อยอยู่ หากเอาคนจนเข้ามาซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ก็เสียเปรียบโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จะไปมีแรงสู้กับพวกหน้าเลือดไหวหรือ ใครจะเข้ามาช่วยคุ้มครองคนจนได้บ้าง

        หนังสือเล่มใหม่ที่ออกมา เช่น The New Age of Innovation เขียนร่วมกับ M.S. Krisnan จากแนวความคิดที่เข้าตาสังคมโลกธุรกิจ ทำให้ท่านได้รับการจัดอันดับติด 1 ใน 10 ปรมาจารย์นักคิดของโลกมากว่า 10 ปี

Core Competency

        เมื่อกล่าวถึง Competency ก็มีเรื่องให้พูดได้มากมาย เพราะคำว่า Competency เป็นคำที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาใช้กันช่วงหลังนี้ ความหมายดั้งเดิมแปลตามตัว คือ สมรรถนะ แต่มาในระยะหลัง ๆ มีปรมาจารย์บางท่านที่พยายามแปลความหมายเพื่อเอามาใช้ประโยชน์กับการบริหารจัดการมากขึ้น โดยในช่วงแรก ๆ คำว่า Competency จะใช้มากกับตัวบุคคล

        มาถึงยุคของพราแลดกับแฮมเมล ที่เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด ก็ได้บัญญัติคำว่า Core Competency ขึ้น โดยของท่านนั้นเน้นไปที่องค์กร ดังนั้น ตามความหมายของท่านจึงเป็นความสามารถที่องค์กรจะทำได้ดีเพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ลูกค้า ยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้ และก็สามารถยกระดับได้อย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปใช้กับผลผลิตที่หลากหลายของบริษัท มีได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เทคนิค กระบวนการ การออกแบบและการพัฒนา วัฒนธรรม การตลาด ทรัพยากรบุคคล กระบวนการผลิต ระบบสารสนเทศ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับลูกค้า จึงเห็นได้ว่าสิ่งที่จะออกมาเป็น Core Competency นั้น มีหลากหลายมาก แล้วแต่องค์กรไหนจะเก่งด้านใด

        Core Competency ของท่านสามารถนำมาใช้เพื่อให้บริษัทเกิดความได้เปรียบในการทำธุรกิจในตลาดได้ และยังสามารถพัฒนาขึ้นภายในองค์กรได้เอง ผ่านทางการเรียนรู้และการปฏิบัติ

        ถ้า Core Competency มีมากมายแบบนี้ สิ่งที่เป็นตัววัดค่าได้ คือความสามารถใด ๆ ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันแบบยั่งยืน ถือว่าเป็น Core Competency หากเมื่อใดกิจการได้ระบุ Core Competency ไว้แล้ว แต่เมื่อผ่านไปแล้วไม่สามารถทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันได้ ความสามารถนั้นจะก็ไม่ใช่ Core Competency อีกต่อไป

        ตัวอย่างกรณีของฮอนด้า เครื่องยนต์ของฮอนด้าจะสามารถเอาไปใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น ตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า ไปจนรถบรรทุก และรถยนต์ หรือวอลโว่บ้าง จะเห็นเขาโฆษณามาตลอดในด้านความปลอดภัย และเครื่องบิน Concorde นั่นก็เป็น Core Competency เครื่องบินโดยสารเหนือเสียง หรือมาดูของไทยเราบ้าง สมัยก่อนมีภัตตาคารที่ลูกค้าเยอะ เด็กเสิร์ฟบริการกันแทบไม่ทัน แล้วร้านก็กว้าง เขาจึงให้เด็กเสิร์ฟใส่รองเท้าสเกตเสียเลย ปรากฏว่าบริการได้รวดเร็วทันใจ  หรือไม่ก็บริการส่งพิซซ่าให้ลูกค้า เกิน 20 นาทีไม่ต้องเสียเงิน ตรงนี้ก็เป็น Core Competency ของเขาที่บริการลูกค้าเพื่อประโยชน์ของธุรกิจ

 

ทอม ปีเตอร์ (Tom Peters) สุดยอดของการไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุด In Search of Excellence

         ทอม ปีเตอร์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 (พ.ศ. 2485) ที่เมือง Baltimore รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา เป็นชาวอเมริกัน ท่านจบการศึกษาวิศวกรรมโยธาในปี ค.ศ. 1965 จบปริญญาโทปี ค.ศ. 1966 แล้วไปต่อที่ Stanford Business School ทางด้านธุรกิจ ปริญญาโทอีก 1 ใบ พร้อมด้วยปริญญาเอก นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2004 ยังได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก State University of Management ที่มอสโก ประเทศรัสเซีย จุดเน้นของท่านอยู่ที่การบริหารจัดการองค์กร

         เมื่อเอ่ยถึง ทอม ปีเตอร์ก็มักจะพ่วงด้วย โรเบิร์ต เอช วอเทอร์แมน จูเนียร์ เพราะทั้งคู่โด่งดังมาด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนังสือ In Search of Excellence

        ในช่วงปี ค.ศ. 1966-1970 ท่านรับราชการทหารในกองทัพเรือ และร่วมรบในสงครามเวียดนาม แล้วกลับมาทำงานที่กระทรวงกลาโหม หลังจากนั้นก็เข้าทำงานที่ทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี Richard Nixon ในปี ค.ศ. 1974 แล้วออกมาทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท McKinsey & Company จนถึงปี ค.ศ. 1981 แล้วก็ได้ออกมาเป็นที่ปรึกษาอิสระ

        ในปี ค.ศ. 1982 ทอม ปีเตอร์ โด่งดังสุดจากหนังสือ In Search of Excellence ซึ่งเป็นช่วงที่อเมริกากำลังอยู่ในช่วงล้มลุกคลุกคลาน การแข่งขันก็สู้ใครไม่ได้ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ อัตราว่างงานมีถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ขับเคี่ยวกับอเมริกาอยู่ แต่คนอเมริกากลับไม่ค่อยเดือดร้อนใส่ใจกับเรื่องนี้มากมายเท่าไร หลังจากหนังสือของเขาออกมาจึงเริ่มรู้สึก และวางแนวทางที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

        ในปี ค.ศ. 1999 หนังสือได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 3 สุดยอดหนังสือบริหารจัดการของโลก และในปี ค.ศ. 2002 Britain’s Bloomsbury Publishing ของอังกฤษได้ทำโพลล์ ผลออกมาว่าเป็นหนังสือด้านบริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

        In Search of Excellence ติดอันดับอยู่ในนิตยสาร New York Times มากกว่า 3 ปี ขายได้มากกว่า 3 ล้านเล่ม ในหนังสือมีส่วนที่สำคัญอยู่ที่ 8 บทหลัง ซึ่งจะกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เป็นองค์กรที่เป็นเลิศ (Excellence) แต่ 4 บทแรกก็สำคัญและน่าสนใจเพราะเป็นการสร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นถึงการทำงานของคนในองค์กร

        บทแรกกล่าวถึงการวิจัยซึ่งเป็นที่มาของหนังสือโดยมีจุดเน้นไปที่ McKinsey 7-S โครงข่ายของงาน และเกณฑ์ในการวิเคราะห์องค์กรขนาดใหญ่

        บทที่ 2 เป็นเรื่องของการใช้สติปัญญาจัดการกับรูปแบบการบริหารจัดการในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งต้องใช้หลักของความเป็นจริง (Fact) และตัวเลข (Number) เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ แนวทางการใช้เหตุผลและตัวเลขสู่การบริหารจัดการนี้ ได้ถูกเอาไปบรรจุอยู่ในตำราทางด้านธุรกิจมากมาย หลักการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีสามารถที่จะบริหารอะไรก็ได้ สอนให้เราสามารถแยกแยะ และวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้ถูกต้องก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะการขาดการวิเคราะห์จะนำไปสู่ความผิดพลาดที่มีโทษมหันต์

        บทที่ 3 “บุคลากรต่างก็รอรับการจูงใจอยู่” ทฤษฎีการจูงใจที่เป็นหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ถูกนำมาบรรจุไว้ในบทนี้โดยเน้นที่บุคลากร ผู้เขียนมีความสามารถที่นำเอาส่วนดีของหลักการต่าง ๆ หรือบทวิจัยที่ทำกันไว้ในอดีต โดยปรมาจารย์รุ่นก่อน ๆ ทั้งจากด้านธุรกิจ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และแม้กระทั่งฟิสิกส์เข้ามาผสมผสาน แต่ก็ไม่ลืมที่จะหยิบยกเอาเรื่องวัฒนธรรมองค์กร องค์กรเรียนรู้ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงเข้ามาประยุกต์ใช้ บทนี้ย้ำเตือนผู้บริหารว่า งานที่แท้จริงของการบริหารจัดการคือทำให้ความคลุมเครือที่ไม่ชัดเจนให้ชัดเจนขึ้นและต้องขจัดความขัดแย้งในองค์กรให้หมดไป

        8 บทหลังปูพื้นฐานสู่ความเป็นเลิศประกอบด้วย

 1. เน้นการปฏิบัติ 

2. ใกล้ชิดลูกค้า 

3. มีอิสระในการทำงานและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ 

4. สร้างผลผลิตโดยอาศัยบุคลากร

5. มีความเชื่อมั่นในคุณค่าหรือค่านิยมที่เน้นการใช้กลยุทธ์เป็นตัวผลักดัน และให้สัมผัสกับงานที่ทำอยู่อย่างใกล้ชิด

6. ทำธุรกิจที่ตนเองเชี่ยวชาญ 

7. สร้างรูปแบบที่เรียบง่าย โดยไม่ต้องวางระบบพนักงานอำนวยการหรืองานฝ่าย staff ให้มากนัก คือให้ไปเน้นที่พวก Line แทน (Line คือกองหน้า ชนกับงานหลักโดยตรง พวก staff เป็นฝ่ายกองหนุน)

8. เข้มงวดและผ่อนปรนตามสถานการณ์ให้เหมาะสม

        หลังจาก In Search of Excellence ก็มีหนังสืออีกหลายเล่ม ในจำนวนนั้นมี A Passion for Excellence (ปี ค.ศ. 1985 ร่วมกับ Nancy Austin); Thriving on Chaos (ปี ค.ศ. 1987); Liberation Management (ปี ค.ศ. 1992 ที่ได้รับยกย่องเป็น "หนังสือบริหารจัดการของศตวรรษ" ในช่วงศตวรรษที่ 19) และในปี ค.ศ. 2003  Re-imagine! Business Excellence in a Disruptive Age   ส่วนหนึ่งของหนังสือที่ทอม ปีเตอร์ เขียนไว้ และร่วมกับผู้อื่น เช่น

        Leadership (Tom Peters Essentials)

        The Brand You 50

        Design (Tom Peters Essentials)

        Talent (Tom Peters Essentials)

        Tom Peters Live - Re-imagine! Business Excellence in a Disruptive Age

        In Search of Excellence

        The Pyrsuit of WoW!

        Trends (Tom Peters Essentials)

        Thriving on Chaos : Handbook for a Management Revolution 

        The Project 50 (Reinventing Work)

        The Circle of Innovation

Seven-S Framework of McKinsey

        รูปแบบนี้มีที่มาจากการที่ปรมาจารย์นักคิด 2 ท่านคือทอม ปีเตอร์ กับ โรเบิร์ต วอเทอร์แมน คิดขึ้นตอนที่ไปให้คำปรึกษากับบริษัท McKinsey & Co แล้ว ต่อมาตีพิมพ์เป็นบทความชื่อว่า “Structure is not Organization” ในปี ค.ศ. 1980 และตามด้วยหนังสือ “In Search of Excellence” ที่โด่งดัง

        หลักการมีอยู่ว่า องค์กรไม่ได้มีแต่เพียงโครงสร้างองค์กรเท่านั้น แต่องค์กรประกอบด้วย 7 ส่วนย่อยคือ

        - กลยุทธ์ (Strategy)

        - โครงสร้าง (Structure)

        - ระบบ (System)

        - รูปแบบ (Style)

        - การจัดบุคลากรเข้าทำงาน (Staff)

        - ทักษะ (Skill)

        -ค่านิยมร่วม (Share Value)

        โดยแบ่งออกเป็นอีก 2 ระดับคือ Hard S’s กับ Soft S’s

        Hard S’s คือ 3 ตัวแรก ที่มีอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นแผนงาน กลยุทธ์ หรือเอกสารอื่น ๆ ขององค์กร ส่วน Soft S’s คือ 4 ตัวหลัง บ่งบอกเป็นรูปธรรมยาก เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีการพัฒนาในตัวอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การวางแผนก็ทำได้ยาก แต่มีผลกระทบต่อ Hard S’s ตลอดเวลา ความสัมพันธ์เป็นไปตามรูป

 

1. กลยุทธ์ (Strategy) เป็นสิ่งที่องค์กรต้องกำหนด และเป็นส่วนที่บอกว่าองค์กรจะทำอะไร กลยุทธ์จะต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก
2. โครงสร้าง (Structure) เป็นตัวบอกความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในองค์กร ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกลยุทธ์ที่กำหนด ขนาดขององค์กร และรูปแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในองค์กร
3. ระบบ (System) คือขั้นตอนการทำงานทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการที่สนับสนุนกลยุทธ์และโครงสร้าง
4. รูปแบบ (Style) ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วัฒนธรรมองค์กรกับรูปแบบการบริหารจัดการ
5. การจัดบุคลากรเข้าทำงาน (Staff) ส่วนนี้จะครอบคลุมกิจกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
6. ทักษะ (Skill) จะรวมถึงความชำนาญในงานที่ทำ และสมรรถนะของบุคลากร
7. ค่านิยมร่วม Shared Values ตามปกติจะเป็นปัจจัยที่ตกทอดมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กร และมีผลต่อความเป็นไปขององค์กรเป็นอย่างมาก บุคคลภายนอกอาจมองไม่เห็นและไม่เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กรที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วม

        จากภาพจะเห็นได้ว่าปัจจัย 7 ตัวนี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ปัจจัยใดเปลี่ยนแปลงก็ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่น เช่น หากมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ก็จะกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรส่งผลไปกระทบปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

        แม้กลุ่มของ Soft S’s จะยากแต่องค์กรก็ต้องให้ความสนใจ เพราะหากผันแปรไปในทางที่ไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อองค์กร เช่น หากวัฒนธรรมองค์กรไม่ส่งเสริมให้คนทุ่มเทกับงาน องค์กรนั้นจะหยุดชะงักในที่สุด

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน