*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 3135 , 19:35:21 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ปี ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523 แล้ว เทคนิคการบริหารจัดการโดยนักคิดกำลังมุ่งเข้าสู่การมุ่งเน้นบุคลากร และความหมายของคุณภาพคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของยุคสารสนเทศ  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

เคนนิจิ โอแม (Kenichi Ohmae) ขุนพลเอเชียสุดยอดกลยุทธ์อีกท่านหนึ่งเหมือนกัน

        เคนนิจิ โอแม เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) ที่คิทาคิวชุ (Kithakyushu) ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ท่านจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยวาสิดา (WasedaUniversity) ปริญญาโทจาก Tokyo Institute of Technology และปริญญาเอกจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT)

         ท่านเน้นไปทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) ผู้พัฒนา 3C’s Model

        เกี่ยวกับบทบาทการทำงาน ผู้อ่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ McKinsey & Company, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการข้ามชาติที่โด่งดัง โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารเชิงกลยุทธ์ให้กับหลายองค์กรในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทด้านการเงิน โทรคมนาคม อุปกรณ์สำนักงาน อาหาร ยาง และอื่น ๆ อีกมาก โอแมมีส่วนพัฒนาบริษัทมาตั้งแต่เริ่มแรกและอยู่มานานถึง 23 ปีในฐานะผู้บริหารระดับสูง  เขียนหนังสือไว้เป็นร้อย ๆ เล่ม และบทความอีกมากมายลงใน Wall Street Journal, Harvard Business Review, Foreign Affairs, New York Times เป็นต้น ตัวอย่างบทความเช่น The End of the Nation State และ The Borderless World

        โอแมได้รับฉายาที่รู้จักกันทั่วโลกว่า Mr. Strategy หรือผู้ช่ำชองด้านกลยุทธ์ จนหนังสือพิมพ์ The Financial Times ของอังกฤษขนานนามว่า ปรมาจารย์ด้านบริหารจัดการคนเดียวของญี่ปุ่น

        ในปี ค.ศ. 1994 นิตยสาร The Economist คัดเลือกท่านเป็น 1 ใน 5 ปรมาจารย์ชั้นนำด้านการบริหารจัดการของโลก ในปัจจุบันหลาย ๆ บริษัทในญี่ปุ่นยังให้ท่านเป็นที่ปรึกษาในการปรับรูปร่างของกิจการ อีกทั้งในวงการรัฐบาลทั้งในญี่ปุ่นเองและต่างประเทศก็ยังใช้บริการจากท่าน

        หลักการ 3C’s Model ได้นำเสนอลงในหนังสือ The Mind of the Strategist โดยเสนอกรอบแนวคิด และคำแนะนำในทางปฏิบัติในการผนึกรวมกลยุทธ์ 3C คือ บริษัท (Corporation)  ลูกค้า (Customer) และคู่แข่ง (Competitor) เข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นสามเหลี่ยมกลยุทธ์ (Strategic Triangle) ที่จะทำให้องค์กรอยู่ในสภาพที่แข่งขันได้

        พอสรุปหลักการคร่าว ๆ ได้ดังนี้

1. กลยุทธ์เน้นกิจการ (Corporate-based Strategy) กลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้กิจการมีความเข้มแข็งมากที่สุดเมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขัน

        ในด้านนี้โอแมมองว่า กิจการไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำในทุก ๆ ด้าน หากสามารถทำได้ดีในส่วนที่เป็นปัจจัยหลัก แม้กระทั่งเพียงปัจจัยเดียว ปัจจัยอื่นก็ย่อมดีตามไปด้วย

        ในกรณีที่เกิดปัญหาค่าจ้างแรงงานมีราคาแพง กิจการต้องส่งงานออกไปทำข้างนอก หากคู่แข่งไม่สามารถปรับกลยุทธ์การผลิตของตัวเองได้ทัน กิจการก็จะได้เปรียบในด้านนี้

        การจัดการเกี่ยวกับต้นทุนสามารถทำได้ 3 ทางคือ

        1. พยายามลดต้นทุนขั้นพื้นฐานก่อน

        2. ระมัดระวัง 3 ด้าน คือ คำสั่งซื้อที่ได้ ตัวผลิตภัณฑ์ที่มีการสั่งซื้อ และกระบวนการผลิต

        3. ให้ใช้วิธีแบ่งภาระร่วมกัน ในส่วนของกระบวนการหลักให้กับส่วนอื่นของกิจการ หรือแม้กระทั่งกับกิจการอื่นถ้าทำได้ ประสบการณ์ชี้ให้เห็นว่าการแบ่งสรรทรัพยากรกับผู้อื่นหรือบริษัทอื่นจะทำให้เราได้เปรียบ

2. กลยุทธ์เน้นลูกค้า (Customer-based Strategy)  โอแมจัดให้ลูกค้าเป็นตัวหลักของกลยุทธ์ทั้งหมด เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ลูกค้าเป็นหัวใจของธุรกิจที่ต้องใส่ใจให้มากที่สุด อาจต้องมากกว่าผู้ถือหุ้นเสียอีก กลยุทธ์ด้านนี้แบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ ดังนี้

        2.1 แบ่งส่วนตามวัตถุประสงค์ (Objectives) วิธีการนี้ต้องแยกลูกค้าออกตามจุดมุ่งหมาย ตัวอย่างเช่น เรื่องกาแฟ บางคนดื่มเพื่อให้ไม่ง่วง บางคนดื่มเพื่อผ่อนคลาย และบางคนดื่มเพื่อเข้าสังคม เมื่อแบ่งแบบนี้ได้แล้วต้องใช้กลยุทธ์ที่ต่างกัน

        2.2 แบ่งตามขอบเขตของลูกค้า (Coverage) การแบ่งแบบนี้เกิดจากผลของการศึกษาต้นทุนด้านการตลาดเทียบกันในแต่ละเขต ที่จะต้องมาดูผลตอบแทนที่ได้รับซึ่งสัมพันธ์กับแต่ละเขต และทำให้ต้นทุนด้านการตลาดของเราอยู่ในสภาพได้เปรียบ

        2.3 แบ่งตามการวิเคราะห์ตลาด ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง กิจการกับคู่แข่งมักจะมีวิธีการวิเคราะห์ลูกค้าที่คล้ายคลึงกัน พอสักระยะหนึ่งผลจากการวิเคราะห์มักมีแนวโน้มว่าไม่แม่นยำ กิจการต้องหยิบเอากลุ่มของลูกค้าหลักมาวิเคราะห์ใหม่แล้ววิเคราะห์ซ้ำให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการค้นหา

3. กลยุทธ์เน้นคู่แข่ง (Competitor-Based Strategy) โอแมชี้แนะให้ดูแหล่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางด้านกระบวนการ เช่น การผลิต การออกแบบ งานวิศวกรรม การขาย หรือการบริการ เป็นต้น โดยดูสิ่งเหล่านี้คือ

        3.1 ภาพลักษณ์ (Image) เช่น โซนี่กับฮอนด้า ทำไมขายได้มากกว่าคู่แข่ง เพราะว่าทั้งสองบริษัทลงทุนประชาสัมพันธ์และโฆษณาสูงกว่าคนอื่น และทั้งสองบริษัทจะบริหารจัดการด้านลูกค้าได้ดีกว่า ใครเคยซื้อรถฮอนด้า จะเข้าใจได้ดีในเรื่องนี้ ในขณะที่ยากที่จะแยกแยะความแตกต่างในเรื่องคุณภาพสินค้า ภาพลักษณ์จึงเห็นได้ชัดกว่า

        3.2 โครงสร้างกำไรกับต้นทุน (Profit and Cost Structure) ก่อนอื่นให้สำรวจความแตกต่างในแหล่งที่มาของผลกำไร ว่ามาจากทางไหนบ้าง เช่น จากผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการบริการ และต้องวางกลยุทธ์ควบคุมความแตกต่างระหว่างต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปร ปัจจัยพวกนี้มีผลกระทบต่อการตลาด

        3.3 เทคนิคไก่รองบ่อน กระบวนการสนับสนุนที่ต้นทุนสูง หากบริษัทที่เป็นรองคิดจะแข่งขันในด้านการโฆษณากับสื่อที่ราคาสูง หรือในกิจกรรมการค้นคว้าและวิจัย ก็จะทำให้ต้นทุนคงที่สูงขึ้น แล้วในที่สุดบริษัทยักษ์ใหญ่ก็จะชนะไป ดังนั้นจึงต้องวางกลยุทธ์ในเรื่องนี้ให้เหมาะสมด้วย

        3.4 Hito-Kane-Mono แปลว่า คน เงิน และทรัพย์สิน (ถาวร) สามตัวนี้ต้องสมดุลกัน เช่น เงินมีมาก แต่คนเก่งมีน้อย ต้นทุนค่าจ้างก็สูญเปล่า คนมีมากแต่เงินไม่ค่อยมี อาจอยู่ได้ไม่นาน ฉะนั้นสามตัวนี้จึงต้องสมดุลกัน

        ส่วนหนึ่งของหนังสือที่โอแมเขียนไว้ เช่น

        The Mind Of The Strategist : The Art of Japanese Business

        The Next Global Stage : The Challenges and Opportunities in Our Borderless World

        The Borderless World, rev ed : Power and Strategy in the Interlinked Economy

        The Invisible Continent : Four Strategic Imperatives of the New Economy

        The End of the Nation State : The Rise of Regional Economies

        Traid Power

        Mind of the Strategist

        Ohmae Kenichi's Isshinjyuku : All Clear By Your Action

        Fact and friction : Kenichi Ohmae on U.S.-Japan relations

        The Evolving Global Economy : Making Sense of the New World Order (Harvard Business Review Book)

        End of the Nation State, The Triad Power : The Coming Shape of Global Competion

        Beyond National Borders : Reflections on Japan and the World

        Borderless World Power and Strategy 

        In The Borderless World : Power and Strategy in the Interlinked Economy Pathfinder 2

        Japan : Business Obstacles and Opportunities

        The Borderless world – Power and strategy in the interlinked economy

        The Mind of the Strategist

        The Borderless World : Power and Strategy in the Interlinked Economy

 

แมนเฟรด เคทส์ เดอ วรีส (Manfred Kets De Vries) ผู้จัดการต้องเป็นโค้ชเท่านั้น

        แมนเฟรด เคทส์ เดอ วรีส เกิดปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ การศึกษาจบในระดับปริญญาเอก จุดเน้นอยู่ที่ภาวะผู้นำ (Leadership) และการบริหารจัดการองค์กร

         ในชีวิตการทำงานเดอ วรีสได้รับการยกย่องจากนิตยสาร The Financial Times และ The Economist ว่าเป็นสุดยอดนักคิดด้านการบริหารจัดการของยุโรป ด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เดอ วรีสได้ทุ่มเทศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและบุคคล ภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีม ภาวะความกดดันของผู้บริหารและอื่น ๆ อีกหลายด้าน นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งประธานแผนกภาวะผู้นำในสถาบัน INSEAD 

        เดอ วรีส มีผลงานเขียนของตัวเอง และเขียนร่วมกับคนอื่นไม่ต่ำกว่า 20 เล่ม เอกสารงานวิจัยต่าง ๆ มีมากกว่า 200 เรื่อง เป็นศาสตราจารย์สอนตามสถาบันการบริหารจัดการ เช่น HarvardBusinessSchool ในอเมริกา McGillUniversity และที่ The Ecole des Hautes Etudes Commerciales ที่เมือง Montreal เป็นนักพูดที่เยี่ยมยอดที่สร้างความน่าสนใจในการเรียนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร รวมทั้งการบริหารงานบุคคลทั้งในยุโรป อเมริกา แอฟริกา และเอเชีย

        ใครที่เคยเห็นหนังสือการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เน้นหน้าที่ของผู้จัดการไม่ใช่ชี้นิ้วสั่งการอีกต่อไป แต่ผู้จัดการต้องทำงานเหมือนโค้ช หรือพี่เลี้ยงผสมกับการมอบอำนาจ ซึ่งเป็นหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่รองรับยุคสารสนเทศ ส่วนหนึ่งมาจากแนวทางของ De Vries คือ การจะเอาระบบที่เขาคิดไว้แล้วมาใช้ ต้องเข้าใจด้วยว่าต้องทำแบบบูรณาการหรือครบวงจร นั่นคือต้องมีอีกหลายระบบมาสอดรับกัน เช่น อุตส่าห์ปรับโครงสร้างองค์กร วางรูปแบบการทำงานเป็นทีม นำเรื่องยุทธศาสตร์มาใช้ แต่ยังคงระบบเล่นพรรคเล่นพวก ไม่ประเมินความชอบตามผลงาน เป็นต้น อย่างนี้คงไปไม่รอด

        จริง ๆ แล้วในยุคของเดอ วรีส มีปรมาจารย์หลายท่านได้นำเสนอเรื่องของภาวะผู้นำไว้ระดับหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ภาวะผู้นำของพวกคนเถื่อนจนถึงของพระเจ้าเลยทีเดียว แต่เดอ วรีสวิจารณ์ว่า แม้จะมีคนนำเสนอไว้มาก แต่ไม่ค่อยเวิร์ก

        ท่านกล่าวว่า กระบวนการของผู้นำอย่างน้อยต้องมีการวางแผน การจัดองค์กร การสั่งการ และการควบคุม คุณภาพของผู้นำจะขึ้นอยู่กับการคาดคะเนเหตุการณ์ข้างหน้าได้ ความสามารถในการเพิ่มพูนมิตรภาพกับผู้คน ความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ และมีความฉลาดทางอารมณ์ เดอ วรีส ยกตัวอย่างโดยนำภาวะผู้นำของท่านนั้นไปเปรียบเทียบกับลักษณะของวินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill)

        ในหนังสือ The Leader on the Couch : A Clinical Approach to Changing People & Organizations ท่านให้แนวคิดว่า แม้ว่าความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence จะมีประโยชน์ แต่ไม่ค่อยจะเข้ากับความรู้สึกของคนเราสักเท่าไร คือความมีเหตุมีผลนั้นย่อมเหนือกว่าความรู้สึกของคน แต่หากตัดความรู้สึกออกไปเลย ความกระตือรือร้นก็จะหายไปด้วย แล้วการกระทำก็จะหายตามไป เท่ากับว่าแล้วจะมีประโยชน์อะไร ท่านจึงเน้นให้ผู้นำมองความรู้สึกของคนด้วย

        หนังสือเล่มนี้ตั้งใจจะเปลี่ยนคนและองค์กรให้ดีขึ้น เพราะคนและองค์กรก็เหมือนกัน องค์กรมีคนอยู่ข้างใน ที่ต้องขับเคลื่อนไปตามแรงของคน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงด้านมืดของพฤติกรรมของผู้นำ และผลกระทบต่อสมรรถนะการทำงาน เนื้อหาบางส่วนกล่าวถึงกระบวนการด้านจิตวิทยา และวิธีการสอนคนแบบโค้ชของผู้นำ โดยนำเอาแนวทางแบบ Zen มาใช้

        ส่วนหนึ่งของหนังสือที่เดอ วรีสเขียนไว้ และร่วมกับคนอื่น

        Power and the Corporate Mind (1975, new edition 1985)

        Organizational Paradoxes : Clinical Approaches to Management (1980, new edition 1994)

        The Irrational Executive : Psychoanalytic Explorations in Management (1984, editor)

        The Neurotic Organization : Diagnosing and Changing Counter-Productive Styles of              Management (1984, new edition 1990)

        Unstable at the Top (1988)

        Prisoners of Leadership (1989)

        Handbook of Character Studies (1991)

        Organizations on the Couch (1991)

        Leaders, Fools and Impostors (1993, 2003)

        Life and Death in the Executive Fast Lane : Essays on Irrational Organizations and their Leaders (1995)

        Family Business : Human Dilemmas in the Family Firm (1996)

        The New Global Leaders : Percy Barnevik, Richard Branson, and David Simon (1999)

        Struggling with the Demon : Perspectives on Individual and Organizational Irrationality (2001)

        The Leadership Mystique (2001)

        The Happiness Equation (2002)

        The Global Executive Leadership Inventory (2004).

        The New Russian Business Leaders (2004)

        Are Leaders Born or Are They Made : The Case of Alexander the Great (2004)

        Lessons on Leadership by Terror : Finding Shaka Zulu in the Attic (2004)

 

โรสาเบท มอส แคนเตอร์ (Rosabeth Moss Kanter) ผู้ตอกย้ำว่าต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง

        โรสาเบท มอส แคนเตอร์ เกิดปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) เป็นชาวอเมริกัน การศึกษาท่านจบปริญญาตรีสังคมวิทยา เกียรตินิยม ปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในปี ค.ศ. 1965 และ ค.ศ. 1967 ตามลำดับ จุดเน้นของท่านอยู่ที่การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่สัมพันธ์กับการบริหารเชิงกลยุทธ์ นวัตกรรม และภาวะผู้นำ

          ในชีวิตการทำงานแคนเตอร์ได้รับขนานนามว่าเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการธุรกิจคนหนึ่ง เป็นนักประพันธ์หนังสือการบริหารจัดการที่ได้รับรางวัลดีเด่นมากมาย รวมทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ นวัตกรรม และการบริหารการเปลี่ยนแปลง  แคนเตอร์เป็นศาสตราจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานเอกชนและราชการ รวมทั้งบุคลากรระดับนายกรัฐมนตรี และผู้นำรัฐบาลหลายประเทศ รวมทั้ง CEO แม้กระทั่ง First Lady จนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ถึง 12 แห่งด้วยกัน และยังได้รับรางวัล  The Academy of Management’s Distinguished Career Award ที่นับว่าเป็นรางวัลขั้นสูงสุดของนักการศึกษา หรือนักวิชาการ และยังติดอันดับที่ 11 ในการจัดอันดับสุดยอดแนวความคิดในการบริหารจัดการธุรกิจในปี ค.ศ. 2000 อีกด้วย

        แคนเตอร์ได้ทุ่มเทให้กับงานศึกษาและวิจัยด้านภาวะผู้นำไว้มากแทบทุกด้านในยุคสารสนเทศ ในส่วนของการบริหารจัดการทางธุรกิจแคนเตอร์ศึกษาและวิจัยในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรม การกีฬา โรงเรียน แม้กระทั่งภาพรวมทางเศรษฐกิจและสังคมของระดับประเทศในบางประเทศที่เกิดความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งให้ข้อแนะนำเมื่อองค์กรต้องการความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันยุคทันสมัย แคนเตอร์เป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Goodmeasure Inc.

        แคนเตอร์ออกหนังสือ และเขียนร่วมกับผู้อื่นมากกว่า 17 เล่ม และถูกแปลมากกว่า 17 ภาษา

ส่วนหนึ่งของหนังสือที่แคนเตอร์เขียนไว้

        Lessons Not Learned About Innovation

        Report from Egypt : Studying Global Influences

        American Auto's Troubled Road

        How Leaders Create Winning Streaks

        How Leaders Build Winning Streaks

        Psychology, Pathology and the CEO

        Fixing Corporate Governance : A Roundtable Discussion at HarvardBusinessSchool

        What it Takes to Lead Through Turmoil?

        Do You Have Change Fatigue?

        From Tigers to Kaleidoscopes : Thinking About Future Leadership

        What Makes a Good Leader?

        Evolving for Success [Part One]

        Evolving for Success [Part Two]

        The Ten Deadly Mistakes of Wanna-Dots

        From Spare Change to Real Change : The Social Sector as a Beta Site for Business Innovation

 

วิลเลี่ยม อูชิ (William Ouchi) ผู้อาจหาญตั้ง Theory Z

        วิลเลี่ยม อูชิ เกิดปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) ที่ Honolulu รัฐฮาวาย เป็นชาวอเมริกัน จบปริญญาเอก ด้านบริการธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชิคาโก จุดเน้นของท่านคือ Theory Z

         ประวัติการทำงานเป็นศาสตราจารย์ที่ StanfordBusinessSchool และ Anderson School of Management ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

        บทบาทของอูชิเน้นทางการศึกษาเสียมากกว่า ในส่วนของการบริหารจัดการก็นำเสนอเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการของอเมริกาเทียบกับญี่ปุ่นให้เห็นชัดว่า อเมริกาสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ตรงไหน อะไรคือความแตกต่างในระบบการทำงานของญี่ปุ่นกับอเมริกา

        การนำเสนอของอูชิเหมือนปรมาจารย์ทั่วไปคือไม่ผ่านทางหนังสือก็ต้องเป็นบทความ ท่านเขียนหนังสือเล่มแรกในปี ค.ศ. 1981 ชื่อว่า Theory Z : How American Management Can Meet the Japanese Challenge แปลว่า “ทฤษฎี Z : คนอเมริกันจะบริหารกันอย่างไรที่จะรับมือกับการท้าทายจากญี่ปุ่นได้” (Theory Z ของอูชิกับ Theory XY ของแมคเกรเกอร์ ไม่น่าจะสัมพันธ์กัน เพราะ Theory Z ไม่ใช่ทฤษฎีที่ส่งมาหักล้าง Theory XY แต่มีส่วนคล้ายกันอยู่บ้างตรงที่ Theory Z เป็นการทำงานแบบคนญี่ปุ่นที่ดูแลและเอาใจใส่คนทำงาน ซึ่ง Theory Y กล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน และอูชิก็มาตั้งของตัวเองเป็น Theory Z ที่ไม่ได้โยงกับใครหรือสื่อความหมายอะไร เหมือนกับตั้งล้อ Theory XY)

        หนังสือของอูชิติดอันดับหนังสือขายดีเป็นเวลา 5 เดือน พอเล่มแรกออกมาก็ตามด้วยเล่มที่ 2 ชื่อ The M Form Society : How American Teamwork Can Recapture the Competitive Edge กล่าวถึงเทคนิคต่าง ๆ ที่จะต้องนำไปปฏิบัติ ท่านได้นำเสนอหลักควบคุม 3 ประการในการบริหารจัดการองค์กร คือ

        - ต้องควบคุมตลาด

        - ต้องควบคุมลักษณะเจ้าขุนมูลนาย หรือ ระบบ Bureaucracy ไม่ให้เกิดขึ้น

        - ต้องควบคุมกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในองค์กรที่แบ่งฝักฝ่ายแล้วสร้างปัญหา

        ระยะหลังอูชิหันไปเน้นเรื่องการศึกษาแทน แล้วเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการศึกษา

        ส่วนหนึ่งของหนังสือของที่อูชิเขียนไว้ เช่น

        - Making Schools Work : A Revolutionary Plan to Get Your Children the Education They Need

        - Theory Z : How American Business Can Meet the Japanese Challenge

        - Organizational Economics : Toward a New Paradigm for Understanding and Studying            

        - Organizations

        - The M-Form Society : How American Teamwork Can Recapture the Competitive Edge

ทฤษฎี Theory Z

        เมื่อพูดถึงทฤษฎี Z จะพูดถึงว่า คนญี่ปุ่นทำงานกันอย่างไร อูชิตั้งชื่อทฤษฎีตัวเองว่า Theory Z เพราะชื่อไม่ได้สื่ออะไรแล้วยังทำให้คนคิดไปเองอีกว่ามาจากแมคเกรเกอร์ หลายคนจึงเป็นห่วงว่าจะไปรอดหรือ จะมีคนเอาด้วยหรือ แต่ Theory Z น่าสนใจไม่น้อยและยังสัมพันธ์กับ Theory Y ของแมคเกรเกอร์ตรงที่เป็นแนวเดียวกัน ถ้าไม่มองพื้นฐานของคนญี่ปุ่นแล้วจะเห็นได้ว่าการทำงานแบบญี่ปุ่นต้องใช้จิตวิทยาสูงมาก และคนญี่ปุ่นจะจงรักภักดีกับองค์กรมากด้วย

        จริง ๆ แล้ว Theory Z ต่างจาก Theory XY ระดับหนึ่ง เพราะมุ่งที่ทัศนคติและความรับผิดชอบของบุคลากรเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเป็นฐานขององค์กร ในขณะที่ Theory XY มุ่งจัดการที่ผู้บริหาร คนจึงมองกันว่า Theory Z เหนือกว่า Theory XY และมีหลายอย่างที่ Theory XY ไม่มี และเป็นสิ่งที่ผู้บริหารทั่วโลกยังเข้าไม่ถึง

        เนื้อที่ตรงนี้ไม่สามารถใส่รายละเอียดของ Theory Z ได้ แต่สามารถกล่าวถึงหลักการ Theory Z คร่าว ๆ ได้ดังนี้

        1. การจ้างงานที่ยาวนาน

        2. ความรับผิดชอบที่รวมศูนย์ เช่นเดียวกับการทำงานเป็นทีม

        3. การควบคุมเป็นแบบไม่เป็นทางการ แต่การวัดผลเป็นรูปแบบชัดเจน

        4. การตัดสินใจร่วมกัน

        5. การประเมินและการเลื่อนตำแหน่งไม่เร่งรีบ

        6. ความเชี่ยวชาญในงานอาชีพปานกลาง

        7. ให้ความสนใจในความเป็นไปของบุคคลรวมทั้งครอบครัว

โดยมีหลักการสำคัญคือ

        1. ซื่อสัตย์

        2. เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

        3. สนิทสนมใกล้ชิด

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง  

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน