*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75304
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< ธันวาคม 2015 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม 2558
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 1231 , 21:14:42 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนนี้เราก็มาอยู่ในยุคบริหารจัดการกันแถวๆ ปี ค.ศ. 1990 หรือ พ.ศ. 2533 แล้ว เทคนิคการบริหารจัดการโดยนักคิดกำลังมุ่งเข้าสู่การมุ่งเน้นบุคลากร และความหมายของคุณภาพคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของยุคสารสนเทศ  การจะทำความเข้าใจกับระบบการบริหารจัดการได้นั้น อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า ระบบเหล่านี้มันมีพัฒนาการอย่างไร

 

แดเนียล โกลแมน (Daniel Goleman) กับ EQ อันโด่งดัง

        แดเนียล โกลแมน เกิดปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) เป็นชาวอเมริกัน ท่านจบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ด จุดเน้นของท่านคือ จิตวิทยา EI และ EQ

             หนังสือเล่มแรกออกในปี ค.ศ. 1985 ชื่อว่า Vital Lies, Simple Truths : The Psychology of Self Deception

      เล่มที่ 2 ออกเมื่อปี ค.ศ. 1988 ชื่อ The Meditative Mind

      เล่มที่ 3 เริ่มดังขึ้นชื่อ  Emotional Intelligence : Why It Can Matter More Than IQ ได้ออกมาในนามของ EI เอามาฟาดฟันกับคำพื้นฐานที่เรารู้จักกันดีคือ IQ เล่มนี้ออกเมื่อปี ค.ศ. 1995 เป็น Best Sellers อยู่ปีครึ่ง EI หรือ EQ นี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะมีผู้บัญญัติมานานแล้ว        

        เล่มที่ 4 ออกเมื่อปี ค.ศ. 1997 ชื่อว่า Healing Emotions : Conversations with the Dalai Lama on Mindfulness, Emotions and Health

        เล่มที่ 5 ออกเมื่อปี ค.ศ. 1998 ชื่อว่า Working with Emotional Intelligence เล่มนี้เป็นทางภาคปฏิบัติเสียส่วนใหญ่

        เล่มที่ 6 แต่งร่วมกันหลายคน ออกเมื่อปี ค.ศ. 1998 ชื่อว่า Harvard Business Review on What Makes a Leader?

        เล่มที่ 7 ปี ค.ศ. 2001 ชื่อ The Emotionally Intelligent Workplace

        เล่มที่ 8  แต่งร่วมกันหลายคน ออกในปี ค.ศ. 2001 ชื่อ Primal Leadership : The Hidden Driver of Great Performance

        เล่มที่ 9 ออกเมื่อปี ค.ศ. 2003 ชื่อ Destructive Emotions : A Scientific Dialogue with the Dalai Lama

        เล่มที่ 10 ออกเมื่อปี ค.ศ. 2006 ชื่อว่า Social Intelligence : The New Science of Social Relationships       

        และเล่มสุดท้ายออกเมื่อปี ค.ศ. 2008 ชื่อ Hot to Help : When can empathy move us to action?

        ตอนนี้มาถึงเรื่องของ Emotional Quotient กันสักหน่อย

        แต่เดิมนั้นเรารู้จักคำว่า Intelligence Quotient กันมานานแล้ว Intelligence แปลว่า เชาว์ ปัญญา ความเฉลียวฉลาด ส่วน Quotient (อ่านว่า โควชึน) แปลว่า อัตราสัดส่วนหรือผลลัพท์ที่ได้  คำแปลเป็นภาษาไทยมีหลายคำ เช่น ระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญา เป็นต้น โดยบางท่านแปลไม่ได้นำคำว่า Quotient มาเลย อย่างไรก็ตาม คำว่า Intelligence Quotient ถ้าจะว่ากันให้ครบก็คือ ผลลัพท์ที่ได้จากการวัดระดับสติปัญญาของคนนั่นเอง ที่ยอมรับนับถือกันมานานแล้วว่าเป็นตัววัดศักยภาพของมนุษย์ที่ดีที่สุด

        ต่อมาภายหลังมีผู้แย้งว่าไม่น่าจะใช่ ตัวที่สามารถจะบอกได้ถึงความสำเร็จที่แท้จริงของคนต้องเป็น Emotional Intelligence Quotient หรือที่ย่อว่า EQ ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าเป็นคำเดิม แต่นำ Emotion หรืออารมณ์มาเติมข้างหน้า ซึ่งจะมีความหมายเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดระดับสติปัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของคน คือ ถ้าดูสติปัญญาแล้วต้องนำอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจึงจะได้ผลลัพธ์ที่แท้จริง

        ความจริงเรื่องของ Emotional Intelligence ที่คำไทยเราใช้ว่าความฉลาดทางอารมณ์ เป็นเรื่องที่มีการศึกษากันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยของ Charles Darwin และเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1920 นักจิตวิทยาชื่อ E.L.Thorndike ใช้คำว่า Social Intelligence ในการอธิบายทักษะของคนเราที่จะเข้าใจผู้อื่นและบริหารจัดการให้เหมาะสม

        เมื่อตอนต้นช่วงปี ค.ศ. 1990-2000 Dr. John Mayer และ Dr. Peter Salovey นำเสนอคำว่า "Emotional Intelligence" ผ่านทางนิตยสาร Journal of Personality Assessment ท่านใช้คำนี้บรรยายความสามารถของบุคคลในการที่จะทำความเข้าใจสภาพอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น

        ต่อมาก็ Goleman ที่ออกหนังสือชื่อ Emotional Intelligence : Why It Can Matter More Than IQ ทำให้คำนี้มีความเข้มข้นขึ้น และได้ออกแบบทดสอบจำนวนหนึ่งมาใช้ในการวัด ท่านได้ให้ความหมายไว้ว่า Emotional Intelligence หรือ EI คือ ความสามารถในการเข้าใจ เข้าถึงและจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น ส่วน Emotional Quotient หรือ EQ คือวิธีที่จะวัด Emotional Intelligence นั่นเอง ที่ท่านมาให้ความสำคัญก็เพราะอารมณ์ของคนจะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวและทางธุรกิจระหว่างคนด้วยกันตลอดเวลา

        รูปแบบ EI ของ Goleman เน้นไปที่ตัว Competency หรือสมรรถนะและทักษะที่จะไปผลักดันความเป็นภาวะผู้นำ ซึ่งมี 4 โครงสร้างด้วยกันคือ

        1. ความรู้สึกตนเอง (Self-Awareness) หมายถึง ความสามารถในการอ่านอารมณ์ของผู้อื่นออกและรับรู้ในผลกระทบ ในขณะที่ใช้ความรู้สึกที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจของตนเองช่วยในการตัดสินใจ

        2. การจัดการตนเอง (Self-Management) หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการกระตุ้นที่อยู่ภายในจิตใจของตนเอง นำมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้

        3. การรับรู้สังคม (Social Awareness) หมายถึง ความสามารถที่จะรู้สึก เข้าใจ และมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่ออารมณ์ของผู้อื่นเมื่ออยู่ในสังคม

        4. การบริหารความสัมพันธ์ (Relationship Management) หมายถึง ความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ ครอบงำ และพัฒนาผู้อื่นในขณะที่กำลังจัดการกับความขัดแย้ง

 

จอห์น พี คอทเตอร์ (John P. Kotter) กับแนวทางการเปลี่ยนแปลงองค์กรรับมือวิกฤติ

        จอห์น พี คอทเตอร์ เกิดปี ค.ศ. 1947 (พ.ศ. 2490) เป็นชาวอเมริกัน จบปริญญาตรีจาก MIT และฮาร์วาร์ด ท่านเน้นเรื่องภาวะผู้นำและการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางด้านการตลาดเป็นส่วนใหญ่

        หลังจากจบการศึกษาได้เข้าสอนที่ HarvardBusinessSchool และในปี ค.ศ. 1980 ได้เลื่อนชั้นเป็นศาสตราจารย์ด้วยอายุเพียง 33 ปี คอทเตอร์ได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดนักคิดด้านภาวะผู้นำ และการบริหารการเปลี่ยนแปลงของโลกเลยทีเดียว

        คอทเตอร์แต่งหนังสือไว้ทั้งหมด 16 เล่ม หนังสือหลายเล่มติดอันดับขายดีที่สุด เช่น The Heart of Change และ John P. Kotter on What Leader Really Do ติดอันดับขายดีของ Amazon.com และถูกแปลออกไปมากกว่า 70 ภาษา นอกจากนั้นยังได้รางวัลเกียรติยศมากมาย เวลาที่ได้รับเชิญไปพูดหรือบรรยายที่ไหนจะยึดแนวทาง “ด้วยวิธีการเพียงหนึ่งเดียว คือต้องจูงใจให้เกิดการปฏิบัติเพื่อผลที่ดีขึ้น”

        ในหนังสือ The Heart of Change มีหลักการ 8 ประการ ดังนี้

        1. สร้างจิตสำนึกของความเร่งด่วน โดยการวิเคราะห์การแข่งขัน และชี้บ่งแนวโน้มของวิกฤติการณ์

        2. จัดตั้งทีมงานเพื่อมุ่งสู่ความเปลี่ยนแปลง

        3. กำหนดวิสัยทัศน์

        4. สื่อวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และพฤติกรรมองค์กรที่คาดหวัง

        5. กำจัดอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง และกระตุ้นให้เกิดความกล้าที่จะเสี่ยง

        6. ยอมรับนับถือ และให้รางวัลกับความสำเร็จในระยะสั้น

        7. ระบุตัวบุคลากรที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาปฏิบัติ

        8. ทำให้มั่นใจได้ว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นสิ่งที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมองค์กร เพื่อแปลงสภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน

        หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ขายดีที่สุดคือ Leading Change ได้มาจากการทำการวิจัยมากกว่า 100 บริษัทที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมในการแข่งขัน ในหนังสือกล่าวถึงความผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการเปลี่ยนแปลง และได้วางกระบวนการ 8 ขั้นตอนที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าการบริหารการเปลี่ยนแปลงขององค์กรไม่ล้มเหลว คนกลายเป็นคัมภีร์ของผู้บริหารทั่วโลกไปแล้ว

        1. เสริมสร้างจิตสำนึกของความเร่งด่วนให้มากขึ้น

        2. สร้างพันธมิตรให้ช่วยชี้นำ

        3. กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์

        4. สื่อวิสัยทัศน์ไปให้ทุกคนได้รับรู้

        5. ต้องมอบอำนาจ

        6. สร้างชัยชนะในระยะสั้น

        7. สร้างรายได้ให้แข็งแกร่งและสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น

        8. กำหนดแนวทางใหม่ ๆ สำหรับอนาคต

        ในปี ค.ศ. 2001 นิตยสาร Business Week จัดอันดับคอทเตอร์เป็นที่ 1 ด้าน Leadership Guru ในอเมริกา และที่มาของการจัดอันดับก็ได้มาจากการสำรวจบริษัทต่าง ๆ ทั่วอเมริกา 504 บริษัท

        ผลงานเมื่อเร็ว ๆ นี้คือ Our Iceberg is Melting (น้ำแข็งที่กำลังละลาย-ที่คงไม่เกี่ยวกับโลกร้อน) ออกเมื่อเดือนกันยายนปี ค.ศ. 2006 มีอีก 8 ขั้นตอนเช่นกัน

              ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงต้องมี จึงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงมีประสิทธิผล

        หนังสือการบริหารการเปลี่ยนแปลงในไทยเราหลายเล่มแปลและเรียบเรียงมาจากแนวคิดของคอทเตอร์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสำคัญเพราะโลกกำลังผ่านจากยุคอุตสาหกรรมมาสู่ยุคสารสนเทศ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ คนต้องเปลี่ยน องค์กรต้องเปลี่ยน ระบบการบริหารจัดการก็ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนก็เหมือนเดินถอยหลัง เพราะคนอื่นเขาเดินไปข้างหน้ากันหมด

        ส่วนหนึ่งของหนังสือที่คอทเตอร์เขียนไว้ เช่น

        Our Iceberg is Melting

        Leading Change

        The Heart of Change

        John P. Kotter on What Leaders Really Do

        Matsushita Leadership

        Corporate Culture and Performance

        A Force for Change

        The Leadership Factor

        Power and Influence

        The General Managers

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน