*/
  • เอกชัย_บุญยาทิษฐาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachai.bt@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 75521
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
<< มกราคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม 2559
Posted by เอกชัย_บุญยาทิษฐาน , ผู้อ่าน : 862 , 12:32:21 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปรมาจารย์อื่น

79. ดอน แทปสก็อทท์ (Don Tapscott) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1947 (พ.ศ. 2490) ได้รับยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ชื่อดังในทางด้านอินเทอร์เน็ต เป็นชาวแคนาดา มีถิ่นฐานอยู่ที่โทรอนโต เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงองค์กร ท่านเขียนตำราออกมา 11 เล่ม บางส่วนที่สำคัญมีดังนี้

        - Paradigm Shift : The New Promise of Information Technology ออกในปี ค.ศ. 1992 เป็นหนังสือที่บอกถึงความก้าวหน้าและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคที่จะมาถึง

        - Digital Economy : Promise and Peril In The Age of Networked Intelligence ออกในปี ค.ศ. 1995 กล่าวถึงการที่อินเทอร์เน็ตจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร นับเป็นการมองเห็นการไกลในยุคนั้น

        - Growing Up Digital : The Rise of the Next Generation ออกมาในปี ค.ศ. 1997 อธิบายผลกระทบที่มีต่อธุรกิจสังคม ในยุคที่ท่านเรียกว่า Digital Age

        - Digital Capital : Harnessing the Power of Business Webs. ออกในปี ค.ศ. 2000 เล่มนี้มีคนนำหลักการนำมาใช้กันมาก เนื้อหากล่าวถึงการที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ตและโลกธุรกิจจะถูกแทนที่ด้วยการค้าออนไลน์ หนังสือเล่มนี้จึงส่งผลให้เกิดธุรกิจออนไลน์ในช่วงนั้น

        - The Naked Corporation : How the Age of Transparency will Revolutionize Business ออกในปี ค.ศ. 2003

        - Wikinomics : How Mass Collaboration Changes Everything ออกในปี ค.ศ. 2006

80. โดนัลด์ ทรัมพ์ (Donald Trump) เกิดเมื่อ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) เป็นมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในด้านอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา และเป็นเจ้าของสมบัติทั้งที่ดินและอาคารมากมาย ท่านประสบผลสำเร็จในยุคแรกช่วงปี ค.ศ. 1968-1989 ที่รุ่งเรืองสุดขีด ต่อมาชะตาชีวิตผันแปร ค.ศ. 1989-1997 เขาตกต่ำสุด ๆ ถูกศาลตัดสินให้ล้มละลาย น่าแปลกมากที่กลับมาเฟื่องฟูอย่างรวดเร็วภายหลังปี ค.ศ. 1997 จึงเป็นบุคคลที่มีชีวิตน่าศึกษาอีกคนหนึ่ง จนได้รับการยกย่องให้เป็นกูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ (Real Estale)

81. เอ็ดเวอร์ด เทอฟที (Edward Tufte) ถ้าจะพูดถึงปรมาจารย์ที่เก่งกาจในด้านแผนผัง แผนภูมิ หรือแผนภาพ (Chart หรือ Diagram) ก็ต้องยกให้ท่านนี้ เกิดในราวปี ค.ศ.  1942 (พ.ศ. 2485) เป็นนักสถิติ ความเก่งกาจทำให้นิยตสาร The New York Times ยกย่องให้ท่านเป็นดาวินชีของยุค

        จากคำกล่าวที่ว่า การใช้ภาพสามารถสื่อข้อความได้ดีกว่าคำบรรยายถึง 1,000 คำ ผลงานของท่านจึงออกมาในเชิง Visual Display ขนาดที่ว่าเพาเวอร์พอยท์ของไมโครซอฟต์ยังโดนท่านวิจารณ์ไปไม่น้อยเลย

82. ไอจิ โตโยดะ (Eiji Toyoda) ท่านเป็นชาวญี่ปุ่น เดิมครอบครัวทำอุตสาหกรรมสิ่งทอ เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) เป็นนักการอุตสาหกรรมชั้นยอดที่มีส่วนในความสำเร็จของบริษัท Toyota Motor Corporation และนำโตโยต้าออกสู่ตลาดโลกในสมัยที่ท่านเป็น CEO

        ท่านเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะที่เรียนอยู่ก็มีญาติชื่อ Kiichiro Toyoda ไปตั้งโรงงานชื่อ Toyada Automatic Loom Company เมื่อเรียนจบแล้วท่านก็ไปทำงานกับญาติ ซึ่งขณะนั้นได้ลิขสิทธิ์การผลิตรถยนต์มาจากประเทศอังกฤษ แล้วต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น Toyota Motor Company

        ผู้อ่านคงสงสัยว่าทำไมไม่ใช้ชื่อว่า Toyada ทำไมกลายเป็น Toyota มีเรื่องเล่ากันว่าด้วยเหตุผลสองประการคือ การออกเสียง Toyota ง่ายกว่า และอีกอย่างหนึ่งชื่อที่เรียกในภาษาญี่ปุ่น คำว่า Toyota ออกจะเป็นมงคลกว่า 

 

รถ Toyopet รุ่นปี ค.ศ. 1957 ที่ผลิตออกมาจากโรงงานของโตโยต้า ได้มาจากเว็บไซต์ www.toyotaland.com

83. จีออจจ์ อีสท์แมน (George Eastman) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 (พ.ศ. 2397) เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทEastman Kodak Company ที่ประดิษฐ์ฟิล์มกล้องถ่ายรูปให้ แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้วเพราะถูกแทนที่ด้วยกล้องดิจิทัล สำหรับสิ่งที่ท่านคิดนั้นท่านได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กล้องถ่ายรูปที่ใช้ฟิล์มในปี ค.ศ. 1888 และเป็นคนที่เสนอคำพูดที่ว่า "You press the button, we do the rest." หรือ “คุณกดปุ่มที่เหลือเราทำเอง” ท่านเสียชีวิตไปเมื่อ 14 มีนาคม ค.ศ. 1932

84. เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) ท่านเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Ford Motor Company ในเวลานั้นถือเป็นเจ้าพ่อของสายการประกอบ (Assembly Line)

        ก่อนหน้านั้นรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกามีสภาพเหมือน Hand Made คือทำด้วยมือ จนฟอร์ดคิด Assembly Line ที่นำสายพานมาใช้ให้ชิ้นส่วนไหลไปตามทาง ทำให้สามารถผลิตรถได้ในปริมาณมาก (Mass Production) ท่านจึงออกรถ Modet T  และใช้รุ่นนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1908-1927 ท่านประสบผลสำเร็จมากในตอนนั้น แต่หลังจากนั้นท่านก็ถูกสโลนจาก General Motors ออกรถมาหลายรุ่น ทำให้ฟอร์ดเริ่มย่ำแย่ เพราะไม่ยอมเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ ท่านเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1947

Model จาก www.veguslincolm.com รุ่นนี้ปี ค.ศ. 1908

 

85. โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ท่านเป็นปรมาจารย์ด้านจิตวิทยา เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) สอนหนังสืออยู่ที่ Harvard Graduate School of Education ดังนั้นผลงานของท่านที่เด่น ๆ จึงไปทางจิตวิทยาด้านการศึกษา ผลงานที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังคือทฤษฎี Multiple Intelligence ซึ่งเป็นทฤษฎีทางด้านการศึกษา นำเสนอออกมาพร้อมกับหนังสือชื่อ Frames of Mind : The Theory of Multiple Intelligences ออกมาในปี ค.ศ. 1983 (คำว่า Multiple แปลว่า ผสม หลายอย่าง หลายประการ สลับซับซ้อน หลายเชิง ทวีคูณ หรือผลคูณ)

              ท่านกล่าวไว้ว่า ทฤษฎีนี้เป็นการบอกว่ามนุษย์เรานั้น มีเชาวน์ปัญญาหลายระดับในคนคนเดียวกัน แต่มีรูปแบบของการรับรู้ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลเพียงหนึ่งเดียว ท่านตั้งข้อสงสัยว่าการวัดเชาว์ปัญญาที่ทำกันอยู่เป็นวิทยาศาสตร์จริงหรือ

              ท่านยกตัวอย่างเด็กที่สามารถท่องจำสูตรคูณได้เก่งแต่ไม่ได้หมายความว่าจะฉลาดไปกว่าเด็กที่ท่องสูตรคูณไม่เก่ง เพราะเด็กคนหลังอาจเก่งอย่างอื่นมากกว่าก็ได้ เหมือนคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่จบออกมากลับทำงานเก่งกว่าคนเรียนหนังสือเก่งก็ได้ก็ได้

86. เจมส์ แมคเกรเกอร์ เบินส์ (James MacGregor Burns) ท่านเป็นศาสตราจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ที่ WilliamsCollege เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) ท่านเน้นทางด้านภาวะผู้นำ โดยมุ่งที่ผู้นำที่มีตัวตนจริง ๆ ที่มีอยู่หลากหลายในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

        ผลงานของท่านคือ Transformational Leadership Theory โดยมีสมมติฐานว่า สังคมใดที่มีระดับของจริยธรรมสูงจะเป็นสังคมที่มีแรงจูงใจ และส่งผลให้กลุ่มชนในสังคมเดินตามผู้นำซึ่งเป็นผู้ที่ส่งเสริมคุณค่านี้ และการทำงานที่มีการประสานความร่วมมือกันจะดีกว่าต่างคนต่างทำ

        ท่านได้นิยาม Transformational Leadership ว่าคือกระบวนการที่ผู้นำและผู้ตามมีส่วนร่วมกันในการที่จะยกระดับจริยธรรมและแรงจูงใจซึ่งกันและกันไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ท่านแบ่งแยก Transformational Leadership ออกจาก Transactional Leadership ซึ่งแบบหลังนี้มีส่วนประกอบของความเห็นแก่ตัวสูง หนังสือของท่านหลายเล่มแสดงผลงานของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่มีความเป็น Transformational Leadership สูงเพื่อสนับสนุนทฤษฎีของท่าน

87. เจมส์ จี มาร์ช (James G. March) เกิด ค.ศ. 1928 (2471) ท่านเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และจัดเป็นสุดยอดกูรูท่านหนึ่ง งานของท่านเน้นในเรื่องของพฤติกรรมองค์กรเป็นส่วนใหญ่ ชื่อเสียงของท่านโด่งดังในเรื่องการตัดสินใจขององค์กร (Organizational Decision Making) ได้แสดงไว้ในหนังสือที่ออกมาหลายเล่ม

        กล่าวกันว่าพฤติกรรมองค์กรในยุคตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เมื่อดูจากแนวคิดหรือผลงานการค้นคว้าวิจัยจะเป็นไปในแนวทาง Cognitive Approach หรือแนวทางเชิงการรับรู้ (คำว่า Cognitive จะเกี่ยวข้องกับ Perception, Thinking และ Learning ของมนุษย์) ที่มุ่งเน้นทางด้านจิตวิทยา เพื่อวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงความแตกต่างในด้านการตัดสินใจขององค์กรเทียบกับการตัดสินใจของบุคลากรที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในองค์กร งานวิจัยของท่านหลายส่วนได้ทำร่วมกับ Herbert Simon ที่เป็นนักจิตวิทยาด้านการรับรู้ของมนุษย์

        ผลงานอีกชิ้นที่ทำให้รู้จักท่านมากขึ้นคือ Theory of the Firm ที่ทำการวิจัยร่วมกับ Richard Cyert

88. เจฟฟรีย์ เบซอส (Jeffery Bezos) จัดเป็นกูรูที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจาก e-Commerce ชื่อเต็มคือ Jeffrey Preston Bezos เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) ท่านคือเจ้าพ่อ www.amazon.com ตัวจริง จนนิตยสาร Time Magazine ยกให้เป็นบุคคลแห่งปี หรือ Person of the Year ในปี ค.ศ. 1994

        ท่านจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Princeton แล้วเข้าทำงานกับ Wall Street จริง ๆ แล้ว Wall Street เป็นชื่อถนนที่อยู่ในนิวยอร์กตอนล่าง เป็นถนนแหล่งรวมของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา) ที่เบซอสทำอยู่คือสำนักงานของ The Wall Street Journal ในแผนกคอมพิวเตอร์

              www.amazon.com กำเนิดมาในปี ค.ศ. 1994 จากการเขียนแผนงานและโครงร่างในช่วงที่ขับรถจากนิวยอร์กถึงซีแอตเทิล และงานจริง ๆ ก็เริ่มขึ้นภายในออฟฟิศในโรงรถที่บ้านของท่านนั่นเอง

 

ขอขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์. พ.ศ. 2537

 

Series ของบทความเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการใน blog อื่นของผู้เขียน

1. ISO 9001: 2015 กับความเปลี่ยนแปลง 

http://www.oknation.net/blog/ISO9001/2015/10/25/entry-1

2. ระบบการบริหารจัดการในประเทศไทย

http://www.oknation.net/blog/change2558/2015/12/16/entry-1

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน