• มนพล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-10-09
  • จำนวนเรื่อง : 109
  • จำนวนผู้ชม : 112184
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
บ้านกำลังใจ...^__^ Manapol: House of Encouragement, Inspiration and Knowledge
แบ่งปันเรื่องราว บทกวี และข้อคิดดีๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/manapol
วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม 2554
Posted by มนพล , ผู้อ่าน : 1286 , 10:02:05 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คำว่า "ความจริง" ตรงกับภาษาบาลีว่า "สัจจะ"

ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Truth" หมายถึง ความจริงแท้ หรือสัจธรรม

และมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงคือ Fact, Reality, Actuality

เท่าที่ทราบมานั้น...

fact ใช้พูดถึง ข้อเท็จจริง ของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ

reality ใช้พูดถึงความจริง(ของสิ่งต่างๆ)

และสภาพที่เป็นจริงของสิ่งต่างๆ หรือ ของจริง

ส่วนคำว่า actuality ใช้ในทางปรัชญา หมายถึง ภาวะจริง(ของสิ่งต่างๆ)

มาคู่กับคำว่า "ภาวะแฝง" (Potentiality) ของสิ่งต่างๆ

เช่น ลูกมะม่วงที่ยังไม่ถูกกัดกินเลย เรามองเห็นอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

นั่นคือ ภาวะจริงของลูกมะม่วงขณะนั้น แต่มันมีภาวะแฝงอยู่คือ

ความเน่าเปื่อย, ต้นมะม่วงทั้งต้น, ความสูญสลายไป เป็นต้น

 ..

จากความหมายข้างต้นนั้น เราจะมองเห็นว่า ความจริงมีหลายชั้น หลายระดับ

ซึ่งเราอาจตีความได้ว่า มีความจริงสากล กับ ความจริงเฉพาะ(คนและสิ่งของ)

หรือ Universal Truth and Individual Truth

 ..

หากกล่าวตามทัศนะของพุทธศาสนาแล้ว

ความจริงสากล ท่านเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า "สามัญญลักษณะ"

คือ ลักษณะที่มีอยู่จริงแก่สิ่งทั่วๆไป ไม่จำกัดเฉพาะคนหรือสัตว์หรือสิ่งของ

หมายความ ไม่ว่าสิ่งใดๆในโลกก็มีลักษณะเช่นนั้นทั้งหมด

ลักษณะที่ว่านั้นได้แก่

๑. ความเป็นของไม่แน่นอน (อนิจจตา)

๒. ความเป็นของที่ถูกบีบคั้นให้ต้องแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา (ทุกขตา)

๓. ความเป็นของที่บังคับบัญชาไม่ได้,หาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ (อนัตตตา)

 ..

พระพุทธเจ้าทรงตรัสความจริงในลักษณะนี้ว่า "ธัมมนิยาม"(ความแน่นอนแห่งธรรม)

ความจริงทั้ง ๓ ประการนั้น มีอยู่คู่กับสรรพสิ่ง(ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต)มานานแสนนานแล้ว

พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม สภาพจริงที่ว่านี้ก็มีอยู่แล้ว

แต่พระพุทธเจ้า ทรงเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบความจริงดังกล่าว จึงทรงนำมาเผยแผ่

 

วันนี้ พูดเป็นวิชาการไปหน่อย หวังว่าผู้อ่าน คงไม่ว่ากันเนาะ

 ..

ความตั้งใจเดิม ที่ยกเรื่องนี้มากล่าว ก็เพราะมองเห็น "ความเข้าใจผิด" ของคนเรา

ในบางแง่บางมุม ที่บอกว่า เข้าใจผิดนั้น หมายถึง ความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความจริงที่ว่านั้น

 ..

ถ้าพวกเราเฝ้าสังเกตชีวิตของตัวเราเองและของคนอื่น เราจะพบว่า

มีความจริงในชีวิตอยู่หลายประการที่พวกเรายอมรับไม่ได้

เมื่อยอมรับไม่ได้ เราจิตใขของพวกเราก็เลยเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ

พาลทำให้ไม่สบายกายไปด้วยในที่สุด

การที่เรา "ยอมรับความจริง" ไม่ได้แล้ว ทำให้ตัวเราไม่สบายใจนั้น

ยังพอทำเนา เพราะเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่เฉพาะแค่ตัวเอง

แต่ว่า มีความจริงบางอย่าง  ตัวเราเองไม่ยอมรับความจริงอันนั้นแล้ว

ยังมีผลทำให้คนใกล้ชิด หรือคนที่รักใคร่ปรารถนาดี หวังดีต่อเรา

พลอยไม่สบายใจไปด้วย ซึ่งพฤติกรรมทำนองนี้ ผู้เขียนเห็นว่า ไม่ยุติธรรม

ไม่ยุติธรรมตรงที่ว่า...ที่คนอื่นเขาพลอยทุกข์อกทุกข์ใจไปด้วยนั้น

ก็เพราะ "เราไม่รู้จักยอมรับความจริง" ให้ได้ นั่นเอง

 ..

พูดอย่างนี้ อ่านแล้วอาจจะทำให้หลายท่านงงและมองภาพไม่ออก

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างมาเล่าประกอบก็แล้วกัน

เนื่องจากเดือนสิงหาคมนี้ เป็นเดือนที่บ้านเรายกให้เป็น "เดือนแห่งแม่"

บ้านเราให้ความสำคัญกับ หญิงที่ลูกเรียกว่า "แม่"

พูดถึงแม่ในปัจจุบันนี้ ก็เห็นจะมีอยู่ ๒ กลุ่ม ใหญ่ๆ

แม่กลุ่มที่หนึ่ง คือ แม่ผู้ให้กำเนิด หรือแม่บังเกิดเกล้า

แม่กลุ่มที่สอง คือ  แม่เลี้ยง คือ ไม่ได้ให้กำเนิด แต่ว่า มีเมตตากรุณาเลี้ยงดูลูกจนโต

 ..

เมื่อมีแม่ ๒ กลุ่ม เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่เป็นลูก ก็มี ๒ กลุ่มเช่นกัน

นั่นคือ ลูกแท้ๆ กับ ลูกเลี้ยง หรือ ลูกบุญธรรม

ในทางภาคอีสาน เรามีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่น่ารัก คือ

หญิงคนใดก็ตามที่เรารู้สึกรักเคารพและนับถือเหมือนแม่แท้ๆ

แม้ไม่ได้ให้กำเนิด เราจะเรียกหญิงคนนั้นว่า "แม่ฮัก"

และหญิงคนนั้นก็จะเรียกเราว่า "ลูกฮัก"

ทั้งนี้โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่ประการใด

 ..

ความรักความผูกพันระหว่าง "แม่และลูก" นั้นเป็นสิ่งงดงาม

ไม่ว่าจะเป็นลูกแท้หรือลูกฮักหรือลูกบุญธรรมก็ตาม

ทีนี้ ในบ้านเราเวลานี้ มีลูกหลายคนที่ ชีวิตจริงมีรอยขมขื่น

ประมาณว่า "คิดแล้วเศร้า ทุกคราวที่คิด"

กล่าวคือ ถูกแม่แท้ๆ ทอดทิ้งไป และมีหญิงใจดีมีเมตตานำไปเลี้ยงเป็นลูก

 ..

ในขณะที่เลี้ยงดู โดยเฉพาะถ้าลูกคนนั้น ถูกเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ

แม่ผู้เลี้ยงดู อาจจะไม่ได้เปิดเผยความจริงให้ทราบ

อาจเพราะ บางที บอกไปแล้ว ลูกอาจจะหนีจากอกไป

แต่แม่บางคนก็อยากให้ความจริงเป็นจริงตลอดไป

กล่าวคือ ต้องการให้ลูกได้รับรู้เอาไว้ว่า แม้ลูกจะไม่ใช่สายเลือด แต่แม่ก็รักและหวังดีนะ

 ..

ในกรณีเช่นนี้...เมื่อลูกได้ทราบความจริงแล้ว จะแสดงพฤติกรรมเป็น ๒ ทาง คือ

๑. ทราบความจริงแล้ว ยอมรับความจริงนี้ไม่ได้ หนีออกจากบ้านไปเลยก็มี

๒. ทราบความจริงแล้ว ก็ยินดีรับทราบและรักเคารพแม่ที่อดทนเลี้ยงดูมานั้นอย่างสุดหัวใจ

และปลงตก คิดว่า แม่ที่ให้ชีวิตนั้น จริงอยู่มีบุญคุณ แต่ว่า ถ้าไม่ได้แม่ที่รับเลี้ยงดูมานี้

ชีวิตอาจจะขาดสะบั้นไปแล้วก็ได้ อุปมาเหมือนเทียนที่ถูกจุดทิ้งไว้ พอใกล้จะมอดดับ

ก็มีฝ่ามือกรุณามาช่วยป้องบังลมไว้ ไม่ให้เทียนดับและต่อใส้เทียนให้ส่องสว่างยืดยาวต่อไป

กรณีที่ ๒ นี้คล้ายชีวิตของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ที่ถูกแม่ซึ่งเป็นโสเภณีเอาไปทิ้งข้างกองขยะ

แต่โอรสของกษัตริย์ใจดี นำเอาไปเลี้ยงไว้ในวัง ท่านก็รักพ่อคนนั้นเป็นเหมือนพ่อและแม่แท้ๆจนตลอดชีวิต

 ..

สำหรับลูกที่ยอมรับความจริงนี้ไม่ได้นั้น ผู้เขียนเห็นว่า

การยอมรับความจริงนี้ไม่ได้ แล้วแสดงพฤติกรรมต่อต้าน "ความปรารถนาดี" ของแม่ที่เลี้ยงดูมา

เป็นการ "ทำร้ายจิตใจผู้มีพระคุณ" ทางอ้อม (ความจริงแทบจะทางตรงด้วยซ้ำ)

ลูกกลุ่มนี้ หากจะนั่งสงบๆ ทบทวนความหลังจะทราบชัดในใจเองว่า "อะไรเป็นอะไร"

โอกาสในการรอดชีวิตของคนเรานั้น ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆกับทุกคน

ลูกหลายคนเมื่อแม่แท้ๆ คลอดออกมาก็ทอดทิ้งให้ญาติเลี้ยงเอาไว้

ลูกสาวของพี่ชายเพื่อนผู้เขียนคนหนึ่ง พอแม่คลอดได้ไม่กี่วันก็ทิ้งไว้ให้ย่าเลี้ยงดู

ตัวแม่นั้นหายเข้ากลีบเมฆ ไม่หวนกลับมาดูดำดูดีอีกเลย

ลูกคนนั้นก็นับถือย่านั่นแหละเป็นแม่แท้ๆ ของตัว และก็กตัญญูต่อย่าด้วยดีเสมอมา

ชีวิตก็มีความสุข ย่าก็รักและเอ็นดูเหมือนลูกแท้ๆ

หลานสาวของผู้เขียนเอง แม่มันทิ้งให้ยายเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะเหมือนกัน

เวลาที่ผู้เขียนกลับไปบ้าน ก็ได้ยินหลานเรียกยายว่า "แม่ๆ" อยู่เป็นประจำ

 ..

ดังนั้น ลูกคนใดก็ตามที่แม้ว่า ตนเองจะมีฐานะเป็นแค่ลูกเลี้ยง

แต่ให้ทราบไว้เถิดว่า แม่ที่เลี้ยงดูมานั้น มีพระคุณใหญ่หลวงเหลือเกิน

มีพระคุณยิ่งใหญ่เหนือกว่าแม่ที่ให้ชีวิตเสียด้วยซ้ำ

เพราะถ้าแม่ที่เลี้ยงดูมา ไม่ได้รับมาเลี้ยงเอาไว้ ป่านนี้อาจจะตายไปแล้วก็ได้

แต่ที่มีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ได้พบโลก พบเพื่อน พบคนรัก พบฯลฯ

ก็เพราะน้ำใจแห่งเมตตากรุณาของแม่หรือพ่อที่ "อดทน" เลี้ยงดูมานั่นแหละ

บางทีรู้ทั้งรู้ว่า ลูกที่เลี้ยงดูมานั้นอาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้ต้องคิดว่า

"มันก็เป็นอย่างนี้แหละ...เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม ต้องทำใจเอา"

แต่เขาทั้งสองก็พร้อมที่จะยอมรับความจริงอันนั้น

 ..

ชีวิตคนเรา ควรมองอดีตเป็นเพียงบทเรียน

แต่ควรมองปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้อง "ใส่ใจ" ให้มากๆไว้

และมองอนาคตให้ชัด เราจะทำอย่างไรให้ "คนที่เลี้ยงดูเรามา"

สบายอกสบายใจได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้

 ..

หากจะพูดถึงการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ (ทั้งพ่อแม่แท้ๆและพ่อแม่เลี้ยง)

พระพุทธเจ้าทรงบอกไว้ชัดเจน มี ๕ ประการด้วยกันคือ

 ..

๑. ท่านเลี้ยงเรามา ต้องเลี้ยงท่านตอบแทน

เลี้ยงทั้งกายและใจของท่านให้อิ่มเอิบ คือ ช่วยเลี้ยงกายไม่ได้ก็เลี้ยงใจท่านไว้

มีลูกหลายคน  "มองไม่เห็นใจแม่" จึงไม่สามารถเลี้ยงใจของแม่ได้

แต่ถ้ามองให้เห็นใจของแม่ ก็จะเลี้ยงใจแม่เป็น

๒. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน

ท่านมีงานอะไรที่ต้องทำ ลูกพอจะช่วยเหลือได้ก็ต้องอดทนช่วยเหลือไป

๓. ดำรงวงศ์ตระกูล คือ ไม่แสดงพฤติกรรมทางกาย วาจาใดๆ ที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง

๔. ประพฤติตนให้เป็นสมควรรับทรัพย์มรดก

๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

 ..

 ..

วันนี้เขียนยาวหน่อย ท่านใดที่ผ่านเข้ามาอ่านก็ค่อยๆ อ่าน ค่อยคิดตามก็แล้วกัน

ไม่ต้องรีบร้อนอ่านให้จบ ว่างตอนไหนก็แวะมาอ่าน เพราะตัวหนังสือไม่หนีหายไปไหน

ท่านที่แวะมา ผู้เขียนก็ปลื้มใจ ดีใจ ที่ข้อเขียนของตนเองมีคนให้เกียรติมาอ่าน

หวังเพียงอย่างเดียวว่า อ่านจบแล้ว

ทุกท่านที่มีเรื่องราวชีวิตคล้ายๆ กับที่เล่าไปนั้น

จะสามารถ "ยอมรับความจริง" ได้อย่างหน้าชื่นตาบาน

และปฏิบัติตนเป็นลูกที่ดีของพ่อและแม่ที่เมตตากรุณาเลี้ยงดูมาจนโต

ให้ข้าวน้ำ,ที่พักหลับนอน ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ ให้เงินทองใช้

ส่งให้มีการศึกษา มีปัญญาพูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง

ไม่แสดงพฤติกรรมอะไรให้พ่อกับแม่ที่เลี้ยงดูมานั้น

เกิดความสะเทือนอกสะเทือนใจ หรือทุกข์อกทุกข์ใจ

เพราะท่านทั้งสองไม่ผิด ที่สู้อุตส่าห์เลี้ยงดูมาจนโต

แต่ลูกคนใดก็ตามที่ทอดทิ้งภาระในการตอบแทนบุญคุณท่าน

ซึ่งอย่างน้อยคือ ทำให้ทั้งสองท่านสบายใจ

ลูกคนนั้นนั่นต่างหากที่ผิด

แล้วก็ขออภัยด้วย หากว่า ข้อเขียนนี้ กระทบใจท่านที่มีเรื่องราวคล้ายที่เขียนไปนั้น

ผู้เขียนเพียงแต่เห็นว่า ชีวิตคนเราแสนสั้น

ถ้าปล่อยให้ความจริงในชีวิต มาทำลายความดีงามหรือความกตัญญูในดวงใจเสีย

มันน่าเสียดาย...น่าเสียดายจริงๆนะ

 ..

อันว่า ความจริงนั้น บางครั้งก็มีรสขม แต่ว่า ขมก็เป็นยารักษาโรค

และความจริงในชีวิตก็ไม่ใช่ว่า จะมีรสหอมหวานเสมอไป

มันจึงต้องมีรสขมบ้าง เปรี้ยวบ้าง หวาน มัน เค็มบ้าง เป็นธรรมดา

เพราะมันคือ "ความจริงในชีวิต"

ฝากไว้ด้วยเน้อ....

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง

 

...มนพล...

 

๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน