• มนพล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-10-09
  • จำนวนเรื่อง : 109
  • จำนวนผู้ชม : 110887
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
บ้านกำลังใจ...^__^ Manapol: House of Encouragement, Inspiration and Knowledge
แบ่งปันเรื่องราว บทกวี และข้อคิดดีๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/manapol
วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม 2554
Posted by มนพล , ผู้อ่าน : 673 , 20:38:49 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลังอาหารเช้าของวันนี้
ขณะที่ผู้เขียนกำลังดูแลการล้างถาดหลุม(สำหรับใส่อาหาร)
ของเด็กๆ ที่มาเข้าค่ายอยู่อย่างเพลินๆ นั่นเอง (ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอบรม)
เพื่อนที่เป็นดอกเตอร์คนหนึ่งของผู้เขียนก็เดินมาหา
และยกมือไหว้  พอเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้ก็ถามสารทุกข์สุกดิบ
ขณะเดียวกันก็ดูแลสั่งการเด็กๆ และตรวจถาดไปด้วย
เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง
เรื่องแรกเห็นจะเป็นเรื่องการสัมมนาทางวิชาการที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
ที่ผู้เขียนคิดว่า เพื่อนคนนี้ไปร่วมด้วย แต่เขาบอกว่าไม่ได้ไป
"ผมไม่ได้ไปร่วมครับ แต่พี่อ๋าเขาไป"


พี่อ๋าที่พวกเราสนทนาถึง เป็นอาจารย์หญิงคนหนึ่งซึ่งจบดอกเตอร์
ละถูกจ้างสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

"ผมก็คิดว่า คุณจะส่งรายละเอียดมาให้ทางอีเมล ไปเปิดเช็คแล้วเช็คอีกไม่เห็น"
"555 ผมลืม มัวแต่ยุ่งเรื่องการเตรียมสอนนักศึกษาอยู่" เพื่อนตอบมาเช่นนี้

หลังจากนั้นผู้เขียนก็ถามเรื่องการทำงานในมหาวิทยาลัยที่เพื่อนทำงานอยู่
มหาวิทยาลัยที่เพื่อนทำงานอยู่เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศแถวศาลายา
ระบบการทำงานและการสอบบรรจุอาจารย์เข้าไป มีรายละเอียดที่น่าสนใจพอสมควร
ผู้เขียนถามเพื่อนเพราะต้องการรู้เป็นข้อมูลประดับสมองไว้
เพื่อนก็เล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง อย่างจริงใจ เราก็ฟังอย่างตั้งใจเช่นกัน
และผู้เขียนสังเกตเห็นว่า เพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังเหมือนกับได้ที่ระบายที่สบายใจประมาณนั้น
ตอนนี้เพื่อนเล่าว่า

"อาจารย์คนหนึ่งแนะนำผมว่า เป็นอาจารย์ใหม่นี่นะ
ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ พบเจอใครในสำนักงานไหว้ไปเถอะ
ไม่เสียหายอะไรหรอก มีแต่ได้กับได้ ผมก็ทำตาม จนพี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่า
"...ไม่ต้องไหว้พี่ทุกวันก็ได้..." ผมก็ตอบเขาไปว่า "ผมแค่อยากทักทายยามเช้านะครับพี่"

ผู้เขียนได้ฟังก็ให้กำลังใจเพิ่มเติมไปว่า


"อืม ดีแล้ว การไหว้คน ไม่ใช่เรื่องเสียหายจริงๆนั่นแหละ
มีแต่เรื่องดี  การอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นมงคลอย่างหนึ่ง"

จากนั้นเพื่อนก็ยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่า
มีอยู่เรื่องหนึ่งฟังแล้ว ถือว่าเป็นข้อมูลใหม่สำหรับผู้เขียน
กล่าวคือ ผู้เขียนไม่คิดว่า คนในสาขาอาชีพนั้น จะมีอุปนิสัยอย่างนั้น
แต่คิดว่า คงไม่ทุกคนหรอก แต่อาจจะเป็นส่วนใหญ่ก็ได้
เรื่องที่ว่านั้น เป็นเรื่องที่พวกเราต่างก็คุ้นเคยอยู่แล้ว คือ "เรื่องน้ำใจ"
เพื่อนเล่าว่า...

มีหมอคนหนึ่ง หมายถึง หมอที่เรียนจบและทำงานอาชีพแล้ว
หมอคนนี้ เพื่อนดอกเตอร์รุ่นเดียวกันกับเพื่อนที่เล่าเรื่องนี้รู้จักกันดี
หมอคนที่กล่าวถึงนี้ไปร่วมสัมมนาในที่แห่งหนึ่ง
ในการสัมมนาครั้งนั้น เขาจัดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาพักอยู่ในห้องพักของตึกหลังเดียวกัน
มีอยู่วันหนึ่ง หมอคนดังกล่าว ไม่ได้ลงไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน
แต่อ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก ส่วนคนอื่นๆ นั้น ไปทำกิจกรรมร่วมกันหมด
ปรากฏว่า วันนั้นฝนตก และเสื้อผ้าของผู้เข้าร่วมสัมมนาเกือบทั้งหมด ถูกตากไว้กลางแจ้ง
ขณะกำลังอ่านหนังสือ พอรู้ว่าฝนตก หมอคนนี้แกก็รีบวิ่งออกไปเก็บเสื้อผ้าที่ตากเอาไว้กลางแจ้ง
แต่ว่า แกเก็บเอาเฉพาะเสื้อผ้าของแกมาเท่านั้น โดยที่ไม่ได้คิดจะมี"น้ำใจ" เก็บให้คนอื่นเลย
พอเพื่อนผู้ร่วมสัมมนาคนอื่นๆ กลับเข้ามา เห็นเสื้อผ้าที่ตนตากไว้เปียกปอนด้วยน้ำฝนทั้งหมด
ก็ถามหมอคนนั้นว่า "ทำไม ไม่เก็บเสื้อผ้าให้พวกผมด้วย?"
หมอคนนั้นก็ตอบด้วยการย้อนถามว่า "เก็บให้ทำไม ทำไมต้องเก็บ?"
เพื่อนผู้เข้าร่วมสัมมนาคนอื่นๆ ก็ได้แต่ส่ายหน้าที่เห็นเพื่อนร่วมอาชีพของตนมีจิตใจเช่นนี้
เหตุการณ์วันนั้นผ่านไป  อยู่ต่อมา หมอคนดังกล่าวก็ไปทำกิจกรรมข้างนอกตามลำพัง
ส่วนเพื่อนผู้ร่วมสัมมนาคนอื่นๆ อยู่ในหอพัก เสื้อผ้าถูกตากไว้กลางแจ้งเช่นเคย
วันนั้น บังเอิญฝนตกอีกเช่นกัน   พอเห็นว่า ฝนตก ผู้ร่วมสัมมนาที่อยู่ในหอพัก
ต่างก็วิ่งโร่ออกไปเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ของตนเอง
และ "มีน้ำใจ" เก็บให้หมอคนนั้นด้วย
โดยไม่ได้คิดล้างแค้นที่วันก่อนนั้น หมอคนนี้ไม่เก็บให้เสื้อผ้าให้พวกตน
พอหมอคนนั้นกลับมา เห็นว่า เสื้อผ้าของตนเองถูกเก็บเข้าร่มให้เรียบร้อยแล้ว
ก็สงสัยถามผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกันว่า
 
"ทำไมต้องเก็บเสื้อผ้าให้ผมด้วย?"

ทุกคนที่ได้ยินต่างก็งงนิดหนึ่ง
แล้วเพื่อนผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งก็ตอบหมอคนนั้นไปว่า

"เอ๊า...ไม่รู้จักคำว่าน้ำใจหรือครับ พวกเรามาสัมมนาด้วยกัน พักอยู่ในที่เดียวกัน
ก็ต้องมีน้ำใจต่อกันสิครับ"

หมอคนนั้นได้ฟังแล้วก็ทำหน้าแปลกใจ และพูดว่า
"มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือครับ?"
...
...
ผู้เขียนได้ฟังเรื่องนี้แล้วก็อดรู้สึกแปลกใจตามไปด้วยไม่ได้
แปลกใจที่ว่า คนระดับหมอ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีเกียรติมากอาชีพหนึ่ง
และคิดว่า เคยผ่านการเรียนวิชาจิตวิทยามาแล้วพอสมควร
แต่กลับไม่เคยคิด ไม่เคยนึกฝันว่า "วัฒนธรรมน้ำใจ" จะมีอยู่ในสังคมไทย
นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วอดแปลกใจไม่ได้จริงๆ และอดสงสัยไม่ได้ว่า
วันเวลาที่ผ่านของชีวิตหมอคนนั้น นับแต่เรียนชั้นประถม จนกระทั่งจบแพทย์ศาสตร์
ไม่เคยได้รับการปลูกฝังหรือสั่งสอนในเรื่อง "ความมีน้ำใจ" บ้างเลยหรือ ?
เราสองคนถกกันเรื่องนี้แหละหลายนาที
เพื่อนดอกเตอร์คนนี้ก็บอกว่า
"พี่ ผมว่า ระบบมันทำให้คนเราเป็นแบบนี้" เพื่อนคนนี้เรียกผู้เขียนว่าพี่มาตลอด
เพราะความจริงเขาอายุน้อยกว่าผู้เขียน ๑ ปี แต่เรานับถือกันเป็นเพื่อน
ผู้เขียนก็มักจะเรียกเขาด้วยชื่อเล่นเสมอๆ หรือไม่ก็เรียกด้วยสรรพนามว่า "คุณ"
เขากล่าวต่อไปอีกว่า

"คนเหล่านี้ เขาถูกปลูกฝังให้เรียนให้เก่งอย่างเดียว
คิดแต่ว่า ทำยังไง ฉันจะได้เป็น ทื่หนึ่ง (Number One)
และพ่อแม่ก็ปลูกฝังลูกให้เรียนอย่างเดียว
เลิกเรียนแต่ละวันแล้วก็ให้เรียนพิเศษ ปิดเทอมก็ให้เรียนพิเศษ
คนเหล่านี้เติบโตมาอย่างขาดมิติทางด้านมนุษยศาสตร์"

และเพื่อนก็อ้างคำพูดของอาจารย์ที่พวกเรานับถือท่านหนึ่งว่า
"อาจารย์สมภาร ยังว่าเลย อาชีพหมอทุกวันนี้ ขาดการศึกษาวิชามนุษยศาสตร์
เวลามีคนไข้มาหา หมอจะเจาะจงถามอย่างเดียวว่า อาการป่วยเป็นยังไง
มุ่งแต่จะหาสาเหตุของโรคเพื่อรักษา แต่ขาดคำพูดด้านมนุษยศาสตร์กับคนไข้
เช่น การถามว่า ยายชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน ทำอาชีพอะไร เป็นต้น"

ผู้เขียนได้ฟังก็เสนอความเห็นไปว่า
"เอ..น่าแปลกเนาะ เพราะเท่าที่ทราบมานี่ หมอเขาก็ได้วิชาจิตเวชศาสตร์หรือจิตวิทยา
แต่ทำไม พอทำงานในหน้าที่จึงไม่คิดนำวิชาดังกล่าวมาใช้ในการรักษาคนไข้"
"พี่ก็ระบบนั่นแหละ ที่มันทำให้หมอเป็นแบบนั้น" เพื่อนก็อ้างระบบมาอีกรอบหนึ่ง
"พี่คิดดูนะ แม้แต่เพื่อนในห้องเรียนของผม สมัยที่ยังเรียน ป.เอกอยู่
มีเพื่อนที่เป็นหมอคนหนึ่ง แกเรียนเก่งมาก ยอมรับว่าเก่งจริงๆ แต่แกเข้ากับเพื่อนคนอื่นๆไม่ได้
เข้ากันได้กับผมคนเดียว วันหนึ่ง แกเห็นผมไปช่วยเพื่อนคนอื่นๆ ในเรื่องข้อมูลอ้างอิง
และให้รายงานที่ผมทำเสร็จแล้วไปดู เป็นตัวอย่าง แกก็ทักท้วงขึ้นว่า "คุณไปช่วยพวกเขาทำไม?"...

ผู้เขียนฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มๆผงกศีรษะรับทราบไว้

นอกจากนี้เพื่อนได้หยิบยกเอาเหตุการณ์การอบรมพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง
ในเขตอำเภอใกล้ๆ กับที่ผู้เขียนอยู่นี่แหละ มาเล่าให้ฟังว่า
อาจารย์หมอ อาจารย์พยาบาลที่นำนักศึกษาวิชาพยาบาลมาเข้ารับการอบรม
ก็ปรารภถึงปัญหาการขาดน้ำใจของพยาบาลอาชีพหรือนักศึกษาวิชาพยาบาลเช่นเดียวกัน
ผู้เขียนฟังแล้วก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
ที่...อาชีพที่มองจากเปลือกนอก น่าจะเป็นอาชีพที่น้ำใจดีนะ
เพราะเป็นอาชีพที่ต้องช่วยเหลือเยียวยาคนไข้
หรือคนที่ยึดอาชีพนี้ ทำงานเพียงเพราะมันเป็นอาชีพเท่านั้น
แต่ภายในใจอาจจะยังขาด "น้ำใจ" ที่กล่าวถึงนี้อยู่
ผู้เขียนไม่คิดว่า เพื่อนดอกเตอร์คนนี้จะใส่ร้ายอาชีพในโรงพยาบาลหรอก
เพราะเขาเพียงแต่นำเอาเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาจากคนที่ประกอบอาชีพหมอด้วยกัน
มาถ่ายทอดสาส์นต่อเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟังนั้นก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย
และเป็นข้อมูลใหม่สำหรับผู้เขียนจริงๆ ไม่คิดว่าจะได้ฟังเรื่องทำนองนี้
พิจารณาดูแล้วก็มองย้อนมาถึงตนเองว่า
วันเวลาที่ผ่านมา...
นับแต่เรียนชั้นประถมจนกระทั่งจบการศึกษาระดับมหาบัณฑิต
และในช่วงเวลาแห่งการอุทิศตนทำงานรับใช้สังคมจนถึงทุกวันนี้
(ซึ่งเป็นงานที่มีค่าตอบแทนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนทำงานในอาชีพจริงๆ
หรือไม่มีเลยในบางครั้ง  และค่าตอบแทนเพียงน้อยนิดเหล่านั้น
ก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนอะไรให้ แต่พวกเราทำงานอย่างมีความสุข
และมีความทุกข์ปะปนกันไป ซึ่งความจริงอันนี้พวกเรายอมรับกันได้)
เราเป็นคนเห็นแก่ตัวมากน้อยแค่ไหนหนอ
เราเป็นคนที่มีน้ำใจต่อคนรอบข้างมากน้อยแค่ไหนหนอ
สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปให้ตนเองว่า


"อ้อ...การแสดงน้ำใจต่อผู้คนรอบข้างทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักของเรานี้
ยังไม่เพียงพอต่อการทำให้ตัวเรารู้สึกชื่นอกชื่นใจ และนับถือยกย่องตนเองได้เลย
จะต้องเพิ่มปริมาณการแสดงน้ำใจให้มากขึ้นกว่าที่เคยทำมา"


คิดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงคำปราชญ์ที่เคยได้ยินได้ฟังมาว่า

...คนแล้งน้ำใจ มักจะไร้คนแล
บริวารมาเพราะน้ำใจมี
บริวารหนีเพราะน้ำใจลด
บริวารหมดเพราะน้ำใจแห้ง
ถูกบริวารกลั่นแกล้ง ก็เพราะแล้งน้ำใจ...

..
..
..
คุยกันพอสมควรแล้ว ผู้เขียนก็ชวนเพื่อนไปช่วยอ่านบทความ
ที่เด็กๆ เขียน เกี่ยวกับความประทับใจในการอยู่ค่าย
และความประทับใจในพระคุณของพ่อแม่และครูอาจารย์

เสร็จงานแล้วรู้สึกเพลียนิดหน่อยก็เลยเอนศีรษะลงกับหมอน
หลับฝนไปยกหนึ่ง ตื่นขึ้นมาก็คิดถึงเรื่องที่เพื่อนเล่า
จึงนำมาแบ่งปันไว้ในไซเบอร์สเปซแห่งนี้
หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแง่คิดที่ดีบ้างต่อผู้อ่านทุกท่าน
ที่ผ่านมาเยียมเยียนบ้านหลังนี้


ขอบคุณทุกน้ำใจจากทุกชีวิตบนโลกที่ผู้เขียนเคยได้รับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำใจจากพ่อและแม่ และผู้มีพระคุณทั้งหลาย
หากผู้เขียนจะติดหนี้อะไรสักอย่างแล้วชดใช้ไม่หมดในชีวิต
ก็เห็นจะเป็น "หนี้น้ำใจ" นี่แหละ
เพราะในชีวิตของผู้เขียน ได้ตระเวนติดหนี้น้ำใจของคนอื่นๆไปทั่ว
และคิดว่าหนี้น้ำใจเหล่านั้นมากมายเหลือเกิน

มากเกินกว่าที่ผู้เขียนไปสร้างหนี้น้ำใจให้แก่คนอื่นเสียอีก
เฮ้อ...คิดแล้วก็อดตำหนิตนเองไม่ได้

ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง

... มนะพล ชนสุรินทร์....


๒๐  สิงหาคม ๒๕๕๔


ขอบคุณภาพจาก....

http://image.absoluteastronomy.com/images/encyclopediaimages/c/ch/charity_to_street_arab.jpg





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มนพล วันที่ : 20/08/2011 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/manapol
..^^^มีสติ แล้วยิ้มไว้ใจสดชื่น อายุยืนไร้โรคา^^^

ด้วยความยินดีที่สุดเลย ท่านหญิงหลิง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หญิงหลิง วันที่ : 20/08/2011 เวลา : 20.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruanglao

ขอบคุณค่ะ สำหรับน้ำใจในการแบ่งปันและเล่าให้ฟัง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน