• มนพล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-10-09
  • จำนวนเรื่อง : 109
  • จำนวนผู้ชม : 112202
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
บ้านกำลังใจ...^__^ Manapol: House of Encouragement, Inspiration and Knowledge
แบ่งปันเรื่องราว บทกวี และข้อคิดดีๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/manapol
วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by มนพล , ผู้อ่าน : 884 , 14:47:07 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จดหมายรักจากพ่อถึงลูกสาว

ฉบับพิเศษ ต้อนรับเทศกาลวันแห่งความรัก

หน้าที่หลักหน้าที่รอง

 ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕

                                           

 

...ลูกสาวอันเป็นที่รักและห่วงใยของพ่อ...

          ในเทศกาล “วันแห่งความรัก” หรือที่ชาวโลกรู้จักกันว่า  “วาเลนไทน์เดย์”(Valentine Day) นี้ (เดือนกุมภาพันธ์)   พ่อมีเรื่องที่อยากจะบอกกล่าวแก่หนู ลูกสาวที่กำลังอยู่ในวัยเบ่งบานดั่งดอกไม้ ซึ่งแน่นอนว่า หนูเป็นเหมือนดอกไม้ที่ถูกหมายตาไว้โดยหมู่ภมรทั้งหลาย ถือเสียว่า พ่อชวนคุยชวนคิดก็แล้วกันนะ และนี่ก็นานแล้วด้วยที่พ่อไม่ได้เขียนจดหมายหาหนู

          พ่อจึงถือโอกาสวันแห่งความรักครั้งนี้ เขียนถึงลูก และหวังว่า ลูกๆของพ่อจะเสียสละเวลามานั่งอ่านสิ่งที่พ่อจะเขียนให้อ่านนี้จนจบ พ่อให้สัญญาว่าจะไม่เขียนยาวมากนัก ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดของหนู เพราะพ่อรู้ว่า หนูต้องใช้เวลาเพื่อการเรียนหนังสือ ใช้เวลาเพื่อเพื่อน และเพื่อคนที่หนูชอบเขาด้วย

          ลูกรัก...ชีวิตของคนเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับ “หน้าที่รับผิดชอบ” มีทั้งหน้าที่โดยธรรมชาติและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งแน่นอนว่า เราจะต้องพยายามทำหน้าที่เหล่านั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ และเท่าที่ความสามารถของคนๆคนหนึ่งจะทำได้ ให้มีความบกพร่องน้อยที่สุด, ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด

          ถ้าถามว่า หน้าที่ของคนเราเหมือนกันไหม? คำตอบก็คือ สุดแท้แต่ว่า ใครอยู่ในวัยไหน ก็จะมีหน้าที่ที่เหมาะสมกับวัยนั้นๆ อย่างขณะนี้ พ่ออยู่ในวัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ หน้าที่ตามธรรมชาติของพ่อก็คือ การเป็นพ่อของหนู ส่วนหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็คือ หน้าที่ในที่ทำงานที่พ่อทำอยู่ เช่น เป็นครูสอนลูกศิษย์ เป็นต้น

          ส่วนหนู ขณะนี้หนูอยู่ในเด็ก วัยศึกษาเล่าเรียน ยังไม่จบการศึกษาตามปรารถนา หน้าที่ตามธรรมชาติของหนูก็คือ “ความเป็นลูก” ของพ่อแม่ เป็นพี่หรือน้องของคนในสายเลือดเดียวกัน ส่วนหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็คือ “หน้าที่ในการศึกษาเล่าเรียน หาความรู้ใส่ตัว”

          คนเราไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้ารู้จักแยกแยะหน้าที่หลักหน้าที่รองหน้าที่เสริมของตนเองให้ชัดเจน ย่อมไม่เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตตามหน้าที่แน่นอน แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่า ส่วนใหญ่ไม่รู้จักแยกแยะหน้าที่ของตนเองให้ชัดเจน บางคนทิ้งหน้าที่หลัก หันไปทำหน้าที่เสริม  ผลสุดท้าย หน้าที่หลักก็บกพร่อง หน้าที่รองก็ไม่สมบูรณ์  พูดอย่างนี้ หนูอาจจะไม่เข้าใจความหมายที่พ่อต้องการสื่อ

          พ่อจะยกตัวอย่างให้ฟัง  อย่างคนที่อยู่ในวัยเท่ากับหนูนี่ หน้าที่หลักคือ การเป็นนักเรียน หรือ ศึกษาเล่าเรียน หน้าที่รองลงมาคือ ช่วยงานพ่อแม่ครูอาจารย์เท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย หน้าที่เสริม คือ อาจจะหาลำไพ่พิเศษด้วยการรับจ้างรายชั่วโมงในวันหยุด  แต่ปรากฏว่า เท่าที่สังเกตเห็น ไม่ค่อยเป็นเช่นนั้น หน้าที่หลักถูกละเลย หลายคนไม่คิดสนใจในการศึกษาหาความรู้ใส่ตัว ที่โบราณบอกว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน” นั้น เป็นเรื่องที่ถูกที่สุด แต่พวกเขาเบื่อการเรียน แล้วจะมีวิชาติดตัวได้อย่างไร เป็นนักเรียนนั้น อาจจะรู้สึกเบื่อครูสอนบ้าง แต่ก็ไม่ควรเบื่อวิชาที่ตนเองกำลังเรียนอยู่ เพราะการเบื่อวิชาไหนก็คือการปิดประตูไม่ต้อนรับวิชานั้น เมื่อปิดประตูใจเสียแล้ว ความรู้จะไหลเข้าสู่สมองได้อย่างไร...

          พอเบื่อวิชาที่เรียน ก็หาหน้าที่ที่ยังไม่ถึงวัยที่จะต้องไปทำ เอามาทำแทรก มาทำคั่น หรือเอามาทำแทน หน้าที่ที่ว่านั้นก็คือ “หน้าที่ในการหาคู่ครอง” หรือ “หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อคู่ครอง”  การหาคู่ครองหรือมองหา “คนที่ใช่”  ไม่ใช่หน้าที่หลักในขณะที่เรายังอยู่ในวัยเรียน มันเป็นหน้าที่ในช่วงวัยหนึ่งอีกต่างหาก แต่ถ้ามันปฏิเสธ “ใจของตนเอง” ไม่ไหว ก็ไม่ควรให้มันกลายเป็นหน้าที่หลักไปเสีย เพราะว่า  เมื่อจิตใจใฝ่หาแต่ “คู่รัก” ก็เท่ากับเรากำลัง “ผลัก” หน้าที่การศึกษาออกไปจากชีวิตของเราเอง  ทั้งๆที่การหาคู่ครองไม่ได้สำคัญมากเท่ากับการศึกษาหาความรู้เลยสักนิด...น่าเสียดายจริงๆ สำหรับเด็กๆที่คิดผิดพลาดไปขนาดนี้

          จากตัวอย่างที่ยกมาเล่าไว้นั้น ลูกคงจะพอมอง “สิ่งที่พ่อต้องการสื่อ” ได้ชัดขึ้นแล้วใช่ไหม? ที่พ่อยกตัวอย่างเช่นนี้ แค่ต้องการให้ลูกสาวของพ่อนั้น เห็นข้อดีข้อเสียของการตั้งใจทำหน้าที่หลักของตนเองให้ดีที่สุด กับการ “เป๋” ออกนอกหน้าที่หลักไปหา “หน้าที่ข้ามวัย” มาทำแทน

          เมื่อชีวิตวัยรุ่นวัยเรียน พุ่งจิตใจให้ความสำคัญกับ “การหาคู่ครอง” ทั้งๆที่ตนเองมี “วุฒิภาวะ” ไม่เพียงพอ ปัญหาต่างๆ จึงตามมาเป็นทิวแถว แล้วก็ไม่สามารถจัดแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยเพื่อน อาศัยพ่อแม่ครูอาจารย์ช่วยจัดการให้...

          จริงอยู่ “ความรัก” มาคู่กับหนุ่ม-สาววัยฝัน แต่สำหรับ “นักศึกษา” คนมีปัญญาแล้ว สมควรที่จะรู้จัก “คิดให้เป็น” ว่า อะไรควรให้ความสำคัญเป็นที่หนึ่ง อะไรควรให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไป เพราะหากเทียบกันแล้ว “คนขาดวิชาติดตัว” กับ “คนขาดคู่ครอง” ใกล้ชิดนั้น อย่างหลังไม่ได้สร้างปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองนักหรอก บ้านเมืองเราที่มีปัญหามากๆในด้านต่างๆ ก็เพราะพลเมืองขาด “ความรู้ความเข้าใจ” หรือ “ขาดการศึกษา” นั่นเอง..

          และคำว่า “ขาดการศึกษา”ของพ่อนั้น หมายถึง “ขาดการฝึกฝนพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ เช่น ด้านร่างกาย ด้านความรู้(ปัญญา) ด้านคุณธรรมจริยธรรม(จิตใจ) และด้านการอยู่ร่วมในสังคม(ศีล)”

          ลูกรัก...

          ถ้าคนที่เป็นลูกและเป็นนักเรียนทุกคนคิดได้คิดเป็นว่า

“ตัวฉันนี้ ยังเยาว์นัก ความรักระหว่างเพศ คือ มูลเหตุให้มัวหลงเพลินกับ “ดอกไม้ริมทาง” และจะเป็นเหตุให้ “การสร้างอนาคต” ของชีวิต ด้วยการศึกษานี้ล้มเหลว ไปไม่ถึงดวงดาว อย่ากระนั้นเลย ฉันจะแค่รับรู้ไว้ก็พอว่า ใจของฉันมีความรู้พิเศษต่อเขาคนนั้น แต่ฉันจะไม่ให้ความสำคัญมากเกินกว่า หน้าที่หลักของฉัน คือ การเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ และที่สำคัญ ขณะนี้ เงินค่าเล่าเรียนและค่าอาหาร พ่อแม่ของฉัน ต้องอดทนลำบาก เหนื่อยยากหนักหนา กว่าจะหามาเก็บสะสมไว้เป็นทุนการศึกษาของฉัน ดังนั้น ฉันต้องทำหน้าที่นักเรียนให้ดีที่สุด เพราะเมื่อฉันทำได้ดีที่สุด ก็เท่ากับว่า ฉันได้ทำหน้าที่ของความเป็นลูกดีที่สุดด้วย”

           

          ถ้าลูกทุกคนคิดได้อย่างนี้ จะไม่มีวัน “เป๋เซ” ออกนอกหน้าที่หลักแน่นอน มีแต่จะช่วยส่งเสริมให้การศึกษาเล่าเรียนก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป และสุดท้ายก็จะประสบความสำเร็จในการศึกษาตามที่คาดหวังเอาไว้ นำความภาคภูมิใจและความชื่นอกชื่นใจมาให้พ่อกับแม่ พี่น้องและญาติมิตร ความเหนื่อยยากทั้งหลายทั้งปวงที่พ่อกับแม่มีอยู่ ก็จะมลายหายไปสิ้น เพราะคำว่า “สำเร็จการศึกษา” ของลูกนี่แหละ

          ดังนั้น ในเทศกาลวันแห่งความรักปีนี้ พ่ออยากให้ลูกสาวของพ่อ “รักการเรียนการศึกษา” ให้มากกว่า “รักแสวงหาคู่ครอง” ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ว่า “พ่อห้าม” หรอกนะ พ่อไม่สามารถห้ามใจของหนูได้หรอกลูก ใจของคนเราของใครของมัน คนอื่นมาห้ามให้ไม่ได้ มีแต่เจ้าของใจเท่านั้น ที่ห้ามได้  พ่อแค่ต้องการให้ลูกเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการศึกษาหาความรู้ให้มากๆ มากกว่า “ความรัก” ที่มีต่อเพศตรงข้ามเท่านั้นเอง

          แต่ถ้าวันใดที่หนูเรียนจบ ประสบความสำเร็จในการศึกษาชั้นสูงอย่างน้อยระดับปริญญาตรีแล้ว หนูจะรักจะชอบใคร หรือเลือกใครมาเป็นคู่ครอง พ่อยินดีที่จะรับทราบและเห็นชอบด้วยกับหนู จะอวยพรให้หนูอย่างแน่นอน ถ้าหากว่า เขาคนนั้นเป็นคนที่ใช่จริงๆ ของหนู และหนูได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า เขาเป็นคนดี มีคุณธรรมน้ำมิตร มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะ “ดูแล” ชีวิตของหนูให้ตลอดรอดฝั่งได้

          เอาล่ะ...พ่อคิดว่าได้รบกวนสายและความคิดของหนูมาพอสมควร  

          สุดท้ายนี้ พ่อขอฝากข้อคิดสั้นๆ ว่า “ความรักเป็นธรรมชาติที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด แต่อย่าปล่อยให้ความรัก บ่อนทำลายอนาคตอันสดใสและงดงามของเรา”

          รักและห่วงใยลูกเสมอ

จาก...พ่อ...

...มนพล ชนสุรินทร์...

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน