*/
  • เมียงซอคีรีมัญจา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kla_rb@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-12
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 16583
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม 2551
Posted by เมียงซอคีรีมัญจา , ผู้อ่าน : 1197 , 00:29:22 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

              พ่อเฒ่าเปลื้อง และแม่เฒ่าแช่ม ขุนศักดิ์ คู่ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านฝนร่วมกันมากว่า 60 ฤดูกาล ในวัย 78 ปี กำลังย้อนรำลึกความหลังเมื่อครั้งสมัยแรกครองเรือน จากพื้นเพพ่อเฒ่าเป็นคนห้วยยอดจังหวัดตรัง เข้ามาเป็นเขยที่บ้านคลองลำปะ ตำบลควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

                        พ่อเฒ่าเล่าว่า แต่ก่อนเมื่อครั้งแรกบุกเบิกพื้นที่ทำกิน แถบหมู่บ้านและใกล้เคียงยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มากทั้งไม้ใหญ่และสัตว์ป่า เริ่มจากทำไร่บุกเบิกโดยใช้แรงคนกับขวาน จอบ มีดคู่ใจ ล้มไม้ใหญ่ น้อย  ถางเผาพอให้เริ่มมีพื้นที่ว่างก็ปลูกพืชผัก ข้าวไร่ หรือข้าวนา แต่เป็นข้าวเบา เพื่อนำร่อง  เท่าที่จำได้มีข้าวเบาแดง ข้าวท้ายงอน โดนฝนครั้งเดียวเป็นได้เก็บได้เกี่ยว ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากทำคันนาเก็บกักน้ำในปีแรก ทำเท่าที่ได้พอจะใช้กินกันในครัวเรือน  ทนทำไร่ต่อซัก 2-3 ปี ต่อเมื่อเห็นว่าตอไม้เริ่มผุ มีพื้นที่ลุ่มน้ำท่าดี มีทำเลเหมาะจึงจะเริ่มลงมือทำนากันอย่างจริงจัง   และเมื่อนั้นก็ถึงเวลาของเหล่าข้าวพื้นบ้าน ทั้งข้าวนัง ข้าวเข็มเงิน ข้าวเมืองลุง ข้าวเล็บนก ดอกพะยอม หรือข้าวเหนียวทั้งเหนียวดำ เหนียวกล้วย เหนียวน้ำผึ้ง จะได้ลงจับจองแปลงนาเป็นข้าวเจ้าที่กันในท้องทุ่ง

ข้าวที่เลือกลงปลูกในแปลงนานั้น  เชื่อกันว่านอกจากคุณสมบัติการปรับตัวเข้ากับสภาพนาในท้องถิ่นได้อย่างเยี่ยมยอด  ขอเพียงน้ำจากฝนเป็นหลัก  หรือข้าวบางชนิดแค่ได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำค้างยังงอกออกรวงให้ได้เก็บเกี่ยว ทนต่อบรรดาศัตรูทั้งหลายหายห่วงแล้ว  อีกประการสำคัญต้องมีรสชาติที่ถูกลิ้นของชาวบ้านในถิ่นนั้นๆด้วย   และแถมเมื่อกินแล้วมีแรงกำลังทนทานต่อการทำงานหนักกลางนากลางสวนทั้งวัน

ในอดีตบางช่วง ชาวนาที่นี่อาจจะเลือกกินข้าวเหนียวคล้ายถิ่นที่ราบสูง  ด้วยว่ากินแล้วทนไม่ต้องกังวลสำรองอาหารระหว่างมื้อของวันงานหนักจูงควายแบกไถ  แค่นึ่งข้าวเหนียวแล้วเอามาคนกับมะพร้าวทำง่ายๆแต่รสอร่อยเอาอยู่   เป็นได้ทั้งอาหารมื้อหลักหรือจะกินเล่นถือเป็นของว่างแทนขนมหวานได้ดีนักแล ทุกบ้านจึงปลูกข้าวเหนียวกันคนละบิ้งสอง บิ้งไว้กินเองไม่ให้ขาดนา  มาเดี๋ยวนี้ข้าวเหนียวพันธุ์ปักษ์ใต้ดั้งเดิมไม่ว่าดำหรือขาวแทบหาไม่มีแล้ว ด้วยว่าคนรุ่นใหม่ไม่นิยมกินกัน  ยามอยากก็หาซื้อได้ง่ายตามตลาดพลางอ้างถึงความนุ่มเหนียวของข้าวพื้นบ้านว่าสู้ข้าวจากอีสานไม่ได้  แต่ข้าวเจ้าเหลืองพะยอม เล็บนก สังข์หยด ยังไม่ทิ้งให้หายจากท้องทุ่ง พอพบเห็นได้ในแปลงนาปีทั่วไป

                        ข้าวเมื่ออดีตสมัยทำนาไถกับวัวกับควาย ได้ปุ๋ยจากธรรมชาติ  มีรสชาติเข้มข้นดีกว่าข้าวที่ทำกันในปัจจุบันเป็นไหนๆ  แค่น้ำข้าวที่ได้จากการหุงเช็ดใส่เกลือตั้งไว้ให้พอเย็นแล้วลอกออกเป็นแผ่น  ก็เป็นอาหารว่างเลิศรสไม่ต้องซื้อขนมให้สิ้นเปลือง  หากแต่ข้าวทุกวันนี้ใส่ปุ๋ยเคมีแล้วทำให้จืดลงกว่าเดิมกินแทบไม่รู้รสของข้าว  เป็นคำยืนยันอันหนักแน่นของพ่อเฒ่าแม่เฒ่า

                       

                 

                     การออกปากคนขอแรงไปช่วยกันลงแขกที่มีมาในอดีต  เป็นอีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลง  จากขอแรงช่วยกันเจ้าภาพเลี้ยงฆ่าเป็ดไก่ทำอาหารการกินเลี้ยงดูให้อิ่มหนำ  กลายมาเป็นลงแขกเจ้าภาพหาข้าวให้กินพร้อมต้องจ่ายเงิน  และเปลี่ยนมาเป็นแรงงานรับจ้างรายวันในปัจจุบัน   การออกปากขอแรงแบบฉบับเดิมจึงสูญหาย

มื้อเที่ยง  เหล่าบรรดาพี่น้องผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง กลุ่มเกษตรกรอนุรักษ์ลุ่มน้ำปากพนังตอนบน ล้อมวงกันใกล้ๆกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนลุ่มน้ำปากพนังตอนบน  ที่บ้านทุ่งไม้ไผ่  ตำบลเขาพระทอง อำเภอชะอวด   จังหวัดนครศรีธรรมราช  เราเลยพลอยได้โอกาสสวมรอยอาศัยแดงข้าวแกงร้อนจนอิ่มหนำ และเมื่อซักถามที่มาที่ไปพอต่อความติด  การพูดคุยสนทนาอย่างเข้มข้นก็เริ่มขึ้น

เปลวร้อนและแรงแดดของอากาศยามบ่าย   ทำให้หนังตาเริ่มทำงานหนักขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อหนังท้องตึงหลังอาหารมื้อใหญ่  เราจึงย้ายมุมเข้าใต้ซุ้มร่มไม้ใหญ่ข้างบ้าน เป็นที่หลบร้อนตั้งวงสนทนา

ย้อนเหตุการณ์ก่อนก่อเกิดกลุ่ม  ราวปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นระยะแรกของการตั้งหมู่บ้านทุ่งไม้ไผ่อย่างเป็นทางการ  พื้นที่แถวละแวกนี้ยังถือเป็นพื้นที่สีแดง เป็นเขตที่มีการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน  หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  ด้วยว่าเป็นพื้นที่สามารถเชื่อมต่อและใกล้กับเทือกเขาบรรทัดอันเลื่องชื่อของเหล่าทหารประชาชนได้   ชาวบ้านในพื้นที่ผู้อยู่ตรงกลางระหว่างศึกจึงต้องรวมกลุ่มกันสร้างพลังแบบอัตโนมัติโดยธรรมชาติ   อยู่คนเดียวอยู่ไม่ได้   ถึงคราไปไหนมาไหนบางครั้งต้องไปกับพี่กับน้อง  จะทำอะไรก็ต้องร่วมกัน  ถ้าทำไร่ก็ต้องรวมกัน 3 คนพ่อลูกเป็นอย่างน้อยให้อุ่นใจ  จะได้ช่วยดูแลปกป้องซึ่งกันและกัน   ครั้นจะหวังสวัสดิการการช่วยเหลือดูแลจากภาครัฐคงยากเต็มที เพราะรัฐเองก็เข็ดขยาดกลัวการต่อกรกับทหารป่าที่มีสารพัดยุทธวิธี  ถึงขนาดบางครั้งโรงเรียนในหมู่บ้านยังขาดครู จนชาวบ้านต้องเรียกร้องขู่กลับว่า หากยังไม่มีครูจากภาครัฐจัดมาให้ก็ไม่เป็นไร จะใช้บริการครูสหายให้มาสอนแทน เมื่อนั้นแล้วรัฐจึงได้ขยับตัวสนับสนุนแก้ไขตามคำขอ  ชวนให้เห็นภาพละม้ายคล้ายกับเหตุการณ์สามจังหวัดใต้สุดในปัจจุบัน

จากกลุ่มเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยชาวบ้าน รวมกันหลวมๆตามธรรมชาติ  เริ่มมีการดำเนินกิจกรรมพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามจังหวะความจำเป็นในการดำรงชีวิต  จนล่วงมาประมาณปี พ.ศ. 2532-2535 หน่วยงานราชการจึงได้เข้ามาและเริ่มส่งเสริมกิจกรรมกับบางกลุ่ม มีการปรับเปลี่ยนกันไปเป็นเรื่อง ๆ ตามแต่แนวทางนโยบายของภาครัฐ  ในระหว่างนั้น มีอยู่ 2 ครั้ง 2 ครา ที่กลุ่มต้องล้มเลิกหยุดกิจการ เนื่องแต่เกิดปัญหากันเองในหมู่สมาชิก กรอปกับสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มเย็นลง จึงห่างหายกันไปช่วงระยะหนึ่ง

จนเมื่อปี 2539 กลุ่มก็กลับมารวมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง  แต่คราวนี้มีทั้งหน่วยงานราชการและโครงการขององค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGOs เข้ามา  โดยเฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชน  ได้ให้แนวคิดความรู้ ขบวนการในการพัฒนาที่หลากหลายรอบด้าน  ให้เดินไปด้วยกันอย่างมีสมดุลและสัมพันธ์สิ่งที่เกี่ยวข้อง  ไม่ทุ่มและทิ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้โดดเดี่ยวหรือโดดเด่นจนสร้างปัญหาอื่นตามมา  

ถอดบทเรียนจากอดีตให้เป็นครู                  เช่น จากเดิมการออมทรัพย์คือการเอาเงินมากองมารวมกันแล้วให้มากู้ไป   พัฒนาเฉพาะออมทรัพย์ด้านเดียว จนชาวบ้านคุ้นเคยกับการออมทรัพย์ตามแบบธุรกิจธนาคาร  คิดหวังผลกำไรจากดอกเบี้ยหรือไม่ก็หวังกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ เอาตัวเงินเป็นที่ตั้ง   เป้าหมายอย่างอื่นไม่สนใจ

แต่ครั้งนี้ เปลี่ยนการพัฒนามาให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติที่เคยมี แต่นับวันจะหดหายเป็นหลัก หาความรู้แล้วนำไปสู่การพัฒนา  เริ่มความรู้ความเข้าใจที่หลากหลาย ทั้งด้านเกษตร ทรัพยากร การประกอบอาชีพ หรือเรื่องอื่นที่ต้องรู้ และให้กิจกรรมออมทรัพย์เป็นเพียงการป้องกัน ประกันความมั่นคงของครอบครัว คิดอ่านจะทำอะไรก็ทำแผนให้เข้าสู่ระบบ คิดเอง คิดให้รอบครอบและต้องเป็นเรื่องซึ่งปัญหาจริง ๆของตนเอง โดยไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง

จากการรวมกลุ่มเป็นเขตอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำปากพนังตอนบน แรกเริ่มมีร่วมกันประมาณ 20 คน “...ตั้งใจจะไม่ทำเรื่องเงินแต่จะทำเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ให้ความรู้ กระบวนการแก่ชุมชน ต้องการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้...” หนึ่งในแกนนำเล่าถึงเจตนารมณ์ร่วมที่แน่วแน่ของกลุ่ม

องค์กรพัฒนาเอกชน ดูจะมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงที่สำคัญ ในการเข้ามาเสริมเติมเต็มในบางส่วนบางตอนที่ชุมชนเคยขาดหาย จนร่วมกันกลั่นมาเป็นผลึกความคิดที่มิได้มองเป้าหมายของภารกิจเป็นการกอบกู้เพียงเพื่อชุมชนเล็กๆ ของตนเท่านั้น  หากแต่กว้างไกลกว่าการออมทรัพย์เมื่อแรกเริ่มจนแทบมองไม่เห็นเค้าราง

“...เพราะเราคิดว่าถ้าเรามีเงินแต่ไม่มีทรัพยากรเราก็อยู่กันไม่ได้ เดี๋ยวนี้ทรัพยากรเป็นพิษหมดแล้ว ทรัพยากรถือเป็นสิ่งสำคัญ...พวกเราคิดว่าแม้ว่าเราทำอะไรเป็นรูปธรรมไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง  แต่พวกเราจะต้องมีจิตวิญญาณ มีความคิดให้คนอื่น ให้รับรู้ด้วยกันว่าเรื่องทรัพยากรเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ คนเรามีเงินเท่าไหร่ไม่มีอาหารกินก็ตาย...” พี่ชายคนเดิมเน้นย้ำให้เห็นถึงความตระหนัก

ทรัพยากรธรรมชาติที่ว่าในความหมายเบื้องต้นของกลุ่ม เริ่มจากสร้างปัจจัย 4 ที่จำเป็นต้องใช้กันในชีวิตประจำวัน ทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค จะต้องเริ่มจากปลูกเองให้ได้ครบในแปลงสวนแปลงนาของตนตามแต่พื้นที่จะอำนวยให้ทำได้ เริ่มจากต้องไม่ทำลายทรัพยากรและถ้าเมื่อนั้นทรัพยากรก็จะกลับคืนมาเอง

ในความคิดอันก้าวไกลของกลุ่ม   ยังมีข้อจำกัดต่อความก้าวหน้าในการขยายผลสู่พี่น้องวงกว้างอยู่บ้าง    เป็นต้นว่า ยังมีชาวสวนหรือชาวนาส่วนใหญ่ ยังเห็นดีเห็นงามกับการทำเกษตรพาณิช  ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเน้นผลตอบแทนทางทุน  หรือบางที่ทุ่งนาถูกบีบล้อมด้วยสวนยางพาราและสวนปาล์มแทบทุกด้าน สุดท้ายชาวนาก็จำต้องเปลี่ยนทิ้งนามาเป็นสวนตามกระแสและข้อจำกัดในสภาพแวดล้อม  ถึงกระนั้นก็ตามข้อติดขัดเหล่านี้ไม่ได้ทำเหล่าแกนนำผู้มีจิตวิญญาณย่อท้อแต่อย่างได   ยังคงมีใจแน่วแน่เดินหน้าอนุรักษ์ทรัพยากรต่อไป

ผลงานที่เห็นเด่นชัดในวันนี้คือ ทุกคนล้วนมีแปลงเกษตรปัจจัยสี่ในที่ของตน 3 หรือ 4ไร่ไม่จำกัด ตามแต่พื้นที่ใครจะอำนวยได้เท่าใด แล้วลงปลูกลงฝังปัจจัยสี่  หรือถ้าไม่มีครบอย่างน้อยก็ให้ได้ปัจจัยสาม เป็นต้นว่า สมุนไพรใกล้ตัว ถ้าปวดหัวปวดท้องหรือมีอาการผิดปกติไม่รุนแรงฉับพลันเกินประมาณ เป็นได้พึ่งพากหากินทันใจทันเวลา  พืชผักธัญญาหารที่ลงดินไว้ ยามได้ดอกออกผลเก็บกินเคี้ยวคาต้นได้เลย ไม่ต้องกังวลสารเคมีหรือหาน้ำล้างให้ขัดจังหวะหิว  ต่างกับทำเกษตรกระแสหลักปลูกผักปลูกหญ้าเพียงเพื่อไว้ขาย ต้องกำหนดแบ่งกั้น  ปันแปลงนี้ให้ลูกหลานกินแต่แปลงนั้นจะเก็บขาย  เพราะเผื่อหลงเก็บผิดที่ยามจะกินเอง แม้ล้างแล้วล้างอีกก็ยังกังวลถึงพิษภัย  หากรุนแรงอาจยุ่งยากถึงหมอถึงพยาบาล  ไหนต้องห่วงกับสารก่อโรคร้ายจากการบริโภคเคมีที่สะสมสารพัด

หลายข้อคิดเห็นในวงสนทนา เกิดขึ้นจากการรู้ลึกเห็นชัดในสิ่งที่กำลังลงมือของผู้เล่าเอง  อย่างเรื่องเกษตรปลอดสารพิษที่มิใช่แค่ปลอดสารเคมี  แต่หมายถึงเกษตรจิตวิญญาณ  ให้นึกคิดเข้าใจในแก่นแท้ของทรัพยากร เข้าถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  และความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน มียามต้องพึ่งพาจึงต้องแบ่งปันความรู้ต่อผู้อื่นด้วย  ไม่ใช่แค่การทำเกษตรปลอดสารเคมีแล้วถือเป็นปลอดสารพิษ  ที่นี่ยืนยันว่าไม่ใช่เพียงเท่านั้น

กลุ่มได้บทสรุปร่วมกันว่า หากจะการทำเกษตรกรรมแล้ว  มีอยู่  4 ระดับด้วยกัน แรกสุดเสมือนเป็นระดับอนุบาลคือเกษตรปลอดสารเคมี  เอาปูนขาวไปใส่แปลงเกษตร แต่พันธุกรรมยังพึ่งพาจากที่อื่น  ในระดับต่อมาเป็นเกษตรพันธุกรรมท้องถิ่น  จากบทเรียนพบว่าหากยังใช้พันธุกรรมที่ส่งเสริมจากแหล่งอื่น ที่ไม่ทนทานกับพื้นที่ แล้วเมื่อนั้นก็ยังต้องพึ่งพาสารเคมีอยู่ดี   ฉะนั้นทางออกคือการกลับมาใช้พันธุกรรมท้องถิ่นหรือที่เรียกว่าเกษตรทางเลือก   ชั้นสูงขึ้นมาเปรียบเป็นระดับมัธยมคือเกษตรยั่งยืน  ใช้พันธุกรรมดั้งเดิม   เติมเต็มด้วยความรู้ภูมิปัญญาในท้องถิ่น  และระดับสูงสุดขั้นอุดมศึกษาคือเกษตรจิตวิญญาณ  การเกษตรที่มิใช่ทำเพื่อได้ฝ่ายเดียว ทำและคำนึงถึงคนอื่น   ทำแล้วต้องแบ่งปันกันด้วย อาจจะเริ่มเล็กๆกับครอบครัวรั้วติดกัน หรือจะแบ่งปันกันทั้งคุ้มก็สุดแล้วแต่สภาพเศรษฐกิจบีบบังคับ   แล้วค่อยขยับขยายยามมีโอกาสในภายภาคหน้า

ทรัพยากรธรรมชาติคือหลักยึดของการรวมกลุ่ม   ฉะนั้นเหล่าสมาชิกหลักผู้สนใจที่จะเข้าร่วมอุดมการณ์   จึงมีหลากหลายไม่จำกัดในพื้นที่ตามเขตการปรกครอง อาชีพเพศและวัย   ทั้งชาวสวนยาง ชาวนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าปะคลอง  ควนนางหงส์  เขาวัง ของอำเภอชะอวด   และอีกตำบลควนนุช   เขตอำเภอจุฬาภรณ์  ในอาณาบริเวณที่ใช้และร่วมเป็นเจ้าของทรัพยากร   ดั่งสายน้ำที่หลากไหลจากเทือกเขาบรรทัดลงสู่ปากพนัง  ทุกสรรพชีวิตได้ร่วมใช้และเป็นเจ้าของ

ทุกๆเดือนกลุ่มมีการพบปะแลกเปลี่ยนหนึ่งครั้ง  มีการออมเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นก็เป็นการหนุนเสริมปัจจัยการผลิตให้กับสมาชิกตามที่ได้วางแผนมา  ส่วนการติดตามดูแลสมาชิกเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกลุ่มตามปัญหาที่เกิดและได้รับการร้องขอ  ซึ่งก็พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือ โดยส่วนใหญ่จะตั้งขึ้นมาเป็นเฉพาะกิจเฉพาะเรื่องตามความถนัดความชำนาญ

ป้าฉิ่ง หญิงชาวนาผู้ร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการกลุ่ม  ได้เล่าถึงพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่ยังสืบต่อมาจากครั้งพ่อแม่เคยทำ และยังคงรักษาต่อโดยไม่คิดจะเปลี่ยน   ครั้งหนึ่งป้าเคยคัดเลือกพันธุ์เองเพื่อเอาข้าวปนออก แต่ทำแบบบ้านๆง่ายๆ ด้วยความไม่ชำนาญจึงล้มลุกคลุกคลานอยู่ช่วงหนึ่ง   จนพันธุ์ข้าวดั้งเดิมเกือบสูญหายหมด  ต่อเมื่อกลุ่มได้เข้ามาสนับสนุน ป้าฉิ่งจึงลงมือทำวิจัยพันธุ์ข้าวเสียเลยให้หายสงสัย

ปัจจุบันข้าวพื้นบ้านที่ปลูกยังคงเหลืออยู่ 3 พันธุ์ คือ ข้าวสังข์หยด  จำปาเหลือง และเล็บนก ทำนาโดยมิได้ใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีใด  “...ในช่วงแรกตอนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยข้าว  ทางโครงการก็สนับสนุนพวกปุ๋ยหมักซึ่งก็ทำอยู่ 3 ปี  หลังจากนั้นก็ใช้มูลสัตว์  เหมือนปีที่ผ่านมาก็ใส่ขี้หมู  มองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเลย  กับลูกปลูกพันธุ์พื้นบ้านแต่ใช้ปุ๋ยเคมี  เมื่อเปรียบเทียบกับของป้าแล้วแตกต่างกัน ข้าวของป้าฉิ่งจะมีน้ำหนักมากกว่าและได้ผลผลิตมากกว่า  ต้นทุนการผลิตต่ำมีค่าใช้จ่ายก็แค่ค่าไถและค่าแรง ตอนนี้ลูกก็เลยจะเปลี่ยนมาใช้ขี้หมูแบบป้า ข้าวที่ทำเอามากินเองถ้าเหลือก็ขาย ส่วนตัวป้าชอบกินข้าวเล็บนกเพราะกินแล้วมีแรงดี  จะว่าเป็นข้าวแข็งมันก็ไม่แข็งมาก  ข้าวที่ปลูกกินได้หมดปลอดภัย  เราถือหลักว่าปลูกสิ่งที่เรากินและกินสิ่งที่เราปลูก...”  

หนึ่งในผลงานของนักวิจัยท้องถิ่นที่เห็นผลเชิงประจักษ์และไม่ลืมที่จะให้หลักคิด  เราจะปลูกในสิ่งที่เรากินและเราจะกินในสิ่งที่เราปลูก  ทำเกษตรเพื่อเอาไว้เพื่อบริโภคแต่หากได้ผลผลิตมากเหลือก็ขายแต่ไม่ได้เป็นธุรกิจ หรือเพื่อการตลาด   สำคัญคือให้เกษตรกรได้ลดต้นทุนการผลิตลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสุขได้ง่ายๆตามเทือกสวนไร่นาไม่ต้องไปซื้อหาจากเมือง

วิถีเกษตรเพื่อสร้างสุขให้หาได้จากข้างบ้าน ที่กลุ่มกำลังทำนั้น  ถือเป็นภูมิปัญญาขนานแท้และดั้งเดิมของชนชาวใต้ ไม่ว่าจะเป็นสวนพ่อเฒ่าอันหมายถึงสวนที่ได้มาจากบรรพบุรุษ  พ่อเฒ่าแม่เฒ่าได้เก็บรักษาไว้ให้ลูกหลาน แต่ละสวนอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี  หรือว่าสวนที่ทำเพิ่มเติมต่อมาเป็นเกษตรผสมผสาน หรือทำเป็นสวนข้างบ้านข้างเรือน  ปลูกพืชผักสวนครัวเครื่องเทศหลักในการปรุงอาหารเมนูปักษ์ใต้  ทั้งพริก หอม กระเทียม กระชาย ข่า ขิง ขมิ้น  และเมื่อทำนาก็เป็นนาอินทรีย์   ย้อนกลับหวนทวนกระแสทุนมาหาวิถีชีวิตที่ง่ายงามตามธรรมชาติในครั้งโบราณ

เมื่อได้ผลผลิตก็กระจายแบ่งปัน  โรงสีข้าวขนาดเล็กจึงเป็นหนึ่งกิจกรรมที่กลุ่มทำเพื่อเผื่อแผ่สิ่งดีๆถึงกันและกัน  ทำนาพอได้ข้าวก็สีเป็นข้าวสารหรือข้าวกล้อง  สมาชิกก็ฝึกกินข้าวกล้อง ได้ทั้งคุณค่าทางโภชนาการและไม่มีสารพิษเจือปน แถมให้บริการกับประชาชนทั่วไป รับซื้อข้าวเปลือกจากพื้นที่ต้องการขาย ไม่เน้นการเอากำไร ไม่ให้เป็นธุรกิจ ทำไว้กินข้าวเหลือก็เอามาขาย

“...ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้เป็นของผิดกฎหมาย ถ้ารัฐมองให้ดีจะเห็นว่าภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนแต่ละที่มีดีไม่เหมือนกัน ฉะนั้นจึงควรจะเปิดเสรี มิเช่นนั้นสิ่งดีๆเหล่าก็จะเลือนหายไป   แต่สิ่งใหม่ๆทั้งที่ดีไม่ดีเราไม่มีสิทธิ์เลือกก็จะเข้ามาแทนที่...” หนึ่งความห่วงใยของกลุ่มต่อประเทศนี้

ขณะที่คนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง   กำลังร่วมใจร่วมแรงแข็งขันในภารกิจอันแสนยิ่งใหญ่   แสดงความรับผิดชอบต่อผลจากการกระทำของน้ำมือคน   จนธรรมชาติเริ่มแสดงความพิโรธจนโลกสั่นสะเทือนไปครึ่งค่อนหลายครั้งหลายครา   แต่ผู้คนส่วนใหญ่ทำเหมือนแค่มองผ่าน แม้คนกลุ่มนี้จะพยายามแสดงผลเพื่อพิสูจน์ให้เห็นจริงว่า สิ่งที่เกิดจากการลงแรงทำตามแนวทางโอบเอื้อกับธรรมชาติคือทางออก และประโยชน์มหาศาลก็จะหวนคืนสู่โลกอีกครั้ง แต่ผู้คนยังดูดาย   แถมถูกตั้งข้อสังเกตเป็นคำถามเชิงเหน็บแนม ทั้งจากเพื่อนบ้าน  ราชการหรือผู้ไม่เห็นด้วยอื่นๆ ว่าเป็นพวก NGOs บ้าง   หรือให้หนักขึ้นตามภาษาบ้านๆก็เรียกเป็นพวกคอม (มิวนิสต์) ความคิดเอียงซ้ายเสียเลย การรอคอยใครให้ช่วยสนับสนุนกลุ่มเป็นไปแบบหวังไม่ใคร่ได้   การพึ่งพาและแบ่งปันกันเองจึงเป็นทางเลือกหลักของกลุ่ม

ถึงวันนี้  แม้การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเพียงลำพัง ยังไม่สามารถส่งผลสั่นสะเทือนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับกว้างได้เท่าใดนัก   เพียงแต่มีเพื่อนบ้านเรือนเคียงทีละหนึ่งคนเห็นแล้วนำเอาแนวทางไปทำเองในแปลงสวนที่นาของตนโดยไม่ได้ต้องเข้าเป็นสมาชิก   นั่นก็ถือว่าเป็นกำลังใจสำคัญและความสำเร็จหนึ่งในการก้าวเดินไปสู่เกษตรจิตวิญญาณการ   เกษตรแห่งแบ่งปันสู่มวลมนุษย์แล้ว   

แล้วซักวันแนวทางแห่งเกษตรจิตวิญาณ   อาจจะเป็นผู้แบ่งปันช่วยสรรค์สร้างทางออกให้โลกได้ถ่างอ้ามากขึ้น ในภาวะอันมืดดำด้วยมลพิษและสารเคมี   ท่ามกลางกระแสการแข่งขันกันผลิตเพื่อสนองทุน ในยามนี้ ใครจะไปรู้

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สายลมลอย วันที่ : 09/09/2008 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suankikran

อืมห์, งาม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
coolwater วันที่ : 09/09/2008 เวลา : 16.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

นี่คือจิตวิญญาณ คือพื้นฐานของคนไทย
ขนาดมือใหม่นะคะเนี่ย เขียนได้ดีจริง ๆ ค่ะ
ขอโหวตให้ +1 เลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เมียงซอตีรีมัญจา วันที่ : 29/08/2008 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/manjakeeree
เมียงซอคีรีมัญจา

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมมายาม
มือใหม่หัดเขียนบล็อกครับ
หวังว่าจะได้รับการชี้แนะจากทุกท่าน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
wullopp วันที่ : 28/08/2008 เวลา : 17.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

โหวตให้อีก 1 คะแนนครับ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 28/08/2008 เวลา : 17.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!



ชอบครับเรื่องเกษตรจิตวิญญาณ

ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม

ปลูกในสิ่งที่กิน กินที่เราปลูก

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 28/08/2008 เวลา : 15.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมชอบเรื่องนี้จริง ๆ ครับ

ถ่ายทอดจิตวิญญาณเกษตรออกมาได้อย่างเยี่ยมยอดครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สเนล วันที่ : 28/08/2008 เวลา : 00.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SNAIL
ใครรีบ  ไปก่อน 

มาเยี่ยมมายาม มาอ่าน
และโหวตให้
พร้อมกับadd เป็นเพื่อนบ้านกันแล้วนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน