• ครูแมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : manrit1121@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-29
  • จำนวนเรื่อง : 51
  • จำนวนผู้ชม : 254943
  • ส่ง msg :
  • โหวต 55 คน
งานวิจัยครูแมน
เผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลการวิจัย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/manrit
วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม 2550
Posted by ครูแมน , ผู้อ่าน : 34052 , 00:48:13 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรียนท่านผู้อ่านที่รักครับ

วันนี้มีท่านผู้อ่านสอบถามมาเกี่ยวกับรายละเอียดของความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ ครับ ซึ่งเป็นการแบ่งตามแนวคิดพื้นฐานของการวิจัยครับ  ครูแมนเลยรีบค้นคว้ามานำเสนอเผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านท่านอื่นๆบ้างครับ ลองพิจารณาจากข้อมูลต่อไปนี้ครับ และเมื่อพิจารณาแล้วมีความคิดเห็นประการใดเรียนเชิญชี้แนะเพิ่มเติมเพื่อแบ่งปันกันนะครับ

การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) หรือที่บางท่านเรียกว่า การวิจัยเชิงคุณลักษณะ ครับ ดร.สุภางค์  จันทร์วานิช (๒๕๒๒ : ๑๙-๒๑) ให้ความหมายไว้ ดังนี้ครับ การวิจัยเชิงคุณลักษณะ เป็นวิธีค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ตามความเป็นจริง โดยพยายามวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์กับสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ (Insight) จากภาพรวมของหลายมิติ ความหมายนี้จึงตรงกับความหมายของการวิจัยเชิงธรรมชาติ (Naturalistic Research) ซึ่งปล่อยให้สภาพทุกอย่างอยู่ในธรรมชาติ ไม่มีการจัดกระทำ (Manipulate) สิ่งที่เกี่ยวข้องใดๆเลย

ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ

    .  กำหนดเรื่องการวิจัย

    .  เตรียมการรวบรวมข้อมูล

    .  รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ

    .  บันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ

    .  วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

    .  สรุปผลและเขียนรายงาน

การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นวิธีค้นหาความรู้และความจริง โดยเน้นที่ข้อมูลเชิงตัวเลข การวิจัยเชิงปริมาณจะพยายามออกแบบวิธีการวิจัยให้มีการควบคุมตัวแปรที่ศึกษาต้องจัดเตรียมเครื่องมือรวบรวมข้อมูลให้มีคุณภาพ จัดกระทำสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นมาตรฐาน และใช้วิธีการทางสถิติช่วยวิเคราะห์และประมวลข้อสรุปเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน (Error) น้อยที่สุด (ศาสตราจารย์เกียรติคุณบุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ : ๒๕๔๙)

ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณ

    .  เลือกเรื่องการวิจัย

    .  กำหนดประเด็นปัญหาย่อย

    .  ตั้งสมมุติฐาน

    .  ออกแบบการวิจัย

    .  รวบรวมข้อมูล

    .  วิเคราะห์ข้อมูลและแปรความหมาย

    .  เสนอรายงานผลการวิจัย

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
shukur วันที่ : 18/10/2007 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur

เรียนครูแมนที่เคารพ
ชาวยวิจารณ์แก้ไขหน่อย ครับครูแมน
โครงการวิจัย (Research Proposal)

วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน
โครงการวิจัย (Research Proposal)
วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน
ชื่อ นายอับดุลสุโก ดินอะ

1. ความสำคัญ และที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย

การพัฒนาชุมชน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงชุมชนไปในทิศทางที่ดีขึ้นไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยที่ องค์ประกอบที่สำคัญของชุมชน นั้น สรุปได้ว่ามี 3 มิติ ได้แก่มิติด้านภูมิศาสตร์ (กายภาพ) หมายถึง สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ป่า แม่น้ำ ฯลฯ มิติด้านสังคม (ปฏิสัมพันธ์ของคน) หมายถึง การอยู่ร่วมกัน การติดต่อสื่อสาร การขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต มิติด้านจิตวิทยา (ความรู้สึก) หมายถึง ความเป็นพวกพ้องเดียวกัน ความสามัคคี ความรู้สึกผูกพัน เอื้ออาทรต่อกัน ในองค์ประกอบทั้งสามมิติ มีองค์ประกอบร่วมตัวหนึ่งที่สำคัญก็คือ “ คน ” ดังนั้น ความหมายของ การพัฒนาชุมชน ก็คือ การมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ ทั้ง 3 ด้านให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นทิศทางที่พึงปรารถนา จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งให้เกิดขึ้นนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลง ทางความคิด ความสามารถของคน โดยสรุปสามารถที่จะให้ นัยความหมายที่สำคัญของการพัฒนาชุมชน ได้ว่า ก็คือ “ การพัฒนาคน ”
ในอดีตจะพบว่าการพัฒนาชายแดนใต้ที่มาจากรัฐโดยเฉพาะ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเป็น การเปลี่ยนแปลง(ส่วนใหญ่) ล้วนมาจากข้างนอกทั้งสิ้นคนในรับรู้เพียงน้อยนิด นโยบายจากส่วนกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดชายแดนใต้ดังกล่าวได้ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างคน 2 กลุ่ม 2สังคม คือสังคมใหญ่กับสังคมย่อย สังคมใหญ่เป็นสังคมมหาชนที่มีรัฐเป็นองค์กรใหญ่กับสังคมท้องถิ่นที่เป็นสังคมเล็ก ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การพัฒนาของภาครัฐเพื่อตอบสนองตลาดการพาณิชย์ได้ทำให้ระบบนิเวศน์อ่าวปัตตานีและนิเวศน์ชายฝั่งมีปัญหา เรื่อง ซีฟู๊ดแบงค์ (Sea Food Bank) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐที่อยากเปลี่ยนแปลงอ่าวปัตตานี เป็นความคิดที่อยากให้มีความทันสมัยระดับโลก เหมือนกับเอาวิถีของตะวันตก ปัญหาพรุลานควาย การสัมปทานพื้นที่ป่าให้กับนายทุน ปัญหาจัดการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของคนในชุมชน ปัญหาระบบการเลือกตั้งท้องถิ่นและการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ไม่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและอื่นๆอีกมากมายอันนำไปสู่การเพิ่มความรุนแรงชายแดนใต้
ปัจจุบันได้มีเครือข่ายชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พยายามจัดทำ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ : ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้
ด้วยการนำกระบวนทัศน์อิสลามซึ่งสอดกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อการพัฒนามาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการชุมชนต่างๆแบ่งออกเป็น ๓ ด้านด้วยกัน คือ
1) การบริหารจัดการชุมชนด้วย “สภาซูรอ” 2) การจัดการศึกษาบูรณาการ “ห้องเรียนวิถีอิสลาม”
3)การจัดระบบสวัสดิการตามแนวทางอิสลาม นายวิศิน สาเม๊าะ “ผู้นำเครือข่ายชุมชนมุสลิม และตัวแทนกลุ่มการพัฒนาและการสร้างสรรค์ชุมชน กล่าวว่ารัฐควรเน้นการจัดการศึกษาบูรณาการทางร่างกายและจิตใจ คือทางโลกและทางธรรม เพิ่มวิชาบังคับศาสนาตามที่ยึดถือเน้นความหลากหลายสู่นานาชาติ รัฐควรสร้างศูนย์ร่วมในชุมชนแบบองค์กร จัดตั้งสถาซูรอ หรือสภาชุมชน ที่ประกอบไปด้วยผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้ปกครองท้องถิ่น ผู้รู้ในชุมชน ผู้สูงอายุ เยาวชน แม่บ้าน นักธุรกิจ รัฐควรใช้ศาสนสถานเป็นศูนย์กลางในชุมชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาแบบองค์รวม นำไปสู่ความสามัคคี เกิดความเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรัฐควรส่งเสริมบทบาทสตรีในการพัฒนาครอบครัวอบอุ่น เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงของชาติ และรัฐจะต้องปรับปรุงกลยุทธ์การเข้าถึงบทบาทของสตรี”
ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวว่า “การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ชุมชน ท้องถิ่นควรจะเข้มแข็ง พัฒนา คิดเอง รวมตัวกันคิด กำหนดอนาคตของตัวเอง เพื่อการอยู่ร่วมกัน และสอดคล้องกับธรรมชาติที่ตนอยู่”
ดังนั้นการพัฒนาชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งนำวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นมา
เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาประเทศอย่างยืนท่ามกระแสทุนนิยมข้ามชาติ
จากการทบทวนวรรณกรรมและปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาว่าวิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนให้มีสุขภาวะทั้งกายและใจมีอะไรบ้าง มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต การพัฒนาชุมชนอย่างไร สภาพวิถีวัฒนธรรมเดิมของชุมชนเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อคน ต่อครอบครัว ต่อชุมชนอย่างไร ชุมชนมีวิธีการบริหารการจัดการความรู้อย่างไรทีสามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และควรดำเนินการอย่างไรเพื่อส่งเสริมวิถีวัฒนธรรมชุมชนโดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งผู้วิจัยได้สืบเสาะมาเป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาวิจัยครั้งนี้

2. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย
1. เพื่อเป็นการศึกษา วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนให้มีสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน

2.เพื่อเป็นการศึกษา สภาพวิถีวัฒนธรรมเดิมของชุมชนและ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันส่งผลกระทบต่อคน ครอบครัว ชุมชน ชุมชนมีวิธีการบริหารการจัดการความรู้อย่างไรทีสามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
3.เพื่อเป็นการศึกษาแนวทางของการบูรณาการทางวัฒนธรรม(Cultural integration)ในการนำความรู้ ความเข้าใจ จนสามารถบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยั่งยืน
4. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทางวัฒนธรรม ให้มีความสอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

3. ขอบเขตของโครงการวิจัย
การศึกษาเรื่อง “วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ในครั้งนี้ มีขอบเขตดังนี้คือ
1.ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เน้นพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา โดยจัดสัมมนากลุ่มย่อย ใน
เครื่อข่ายชุมชนมุสลิม 10 ชุมชน (ชุมชนต้นแบบ 3 ชุมชน ชุมชนขยาย 7 ชุมชน) กลุ่มตัวอย่างที่เก็บได้แก่ คณะทำงานเครือข่ายจำนวน 10 คน คณะกรรมการชุมชนชุมชนละ 10 คน โดยการจัดสัมมนากลุ่มย่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการตอบแบบสอบถาม

2.ขอบเขตของเนื้อหา
การศึกษาเรื่อง “วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ในครั้งนี้ มีขอบเขตของเนื้อหา ๓ ด้านด้วยกัน คือ
1) การบริหารจัดการชุมชนด้วย “สภาซูรอ” 2) การจัดการศึกษาบูรณาการ “ห้องเรียนวิถีอิสลาม”
3) การจัดระบบสวัสดิการตามแนวทางอิสลาม

4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และหน่วยงานที่นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
1. เกิดความเข้าใจในลักษณะ และรูปแบบ วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนให้มีสุขภาวะทั้งกายและใจ

2.เกิดความเข้าใจใน วิธีการบริหารการจัดการความรู้ทีสามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน


3. เกิดประโยชน์ต่อการนำนโยบายมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเวลา สถานที่ และ
โอกาส เพื่อประยุกต์ใช้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อ
ชุมชนอย่างแท้จริง

5. การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ (information) ที่เกี่ยวข้อง
1.ปริญญา อุดมทรัพย์และคณะ. พัฒนาการนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส. สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2550 จาก www.geocities.com/policysbp/index.html เป็นรายงานการวิจัย ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณ ของสำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นการรวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้าน เกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาด้านการเมือง สังคมและ เศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. ดรุณี บุญภิบาล. การศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมใน จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส กับจังหวัดสตูล ซึ่งมีผลกระทบต่อการ ปกครอง. สงขลา : สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา, 2530.
การวิจัยเรื่องนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิม ในจังหวัดปัตตานียะลา และนราธิวาส กับจังหวัดสตูล โดยแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างบางส่วนของวัฒนธรรมระหว่างสามจังหวัดกับจังหวัดสตูล ความแตกต่างนี้เกิดจากความคลี่คลาย ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงของตัว วัฒนธรรมเอง นั่นก็คือมีการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมไทยพุทธ ซึ่งเป็นชนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบในการศึกษาครั้งใหม่ได้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมมุสลิมในจังหวัดสงขลาที่มีวัฒนธรรมคล้ายจังหวัดสตูล


3. โครงการวิจัย “ศึกษากระบวนการรวมกลุ่มผู้ผลิตกะปิเยาะห์รายย่อย เพื่อสร้างความเข้มแข็งโดยการมีส่วนร่วมของผู้ผลิตกะปิเยาะห์รายย่อย ในตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณ ของสำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2550 จากhttp://www.geocities.com/kapiyok/research/cp.html

การวิจัย เรื่องนี้ ( ตั้งแต่ มีนาคม 2547- กันยายน 2547) ทำให้ทราบ กระบวนการรวมกลุ่มผู้ผลิตกะปิเยาะห์รายย่อย ซึ่งสามารถสร้างความเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว โดยการมีส่วนร่วมของผู้ผลิตกะปิเยาะห์รายย่อยในตำบล กะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัยในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีการบริการจัดการชุมชนทีสามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
4. มูฮำหมัด อาดำและคณะ. “ เราคือปอเนาะ ” สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2550 จากhttp://www.lek-prapai.org/south/index_south_education1.htm
“ เราคือปอเนาะ ” คือผลของความพยายามของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มีมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยแก่นักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่น ได้ทำการศึกษาและอธิบายตนเองต่อสาธารณชนความหลักวิชาการทางมานุษยวิทยา ที่มีบุคคลที่เป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงและเป็นที่ปรึกษาโดยการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ทางสังคมอย่างหนึ่งของผู้คนในสามจังหวัดภาคใต้ที่แต่เดิม คือ รัฐปัตตานี ก็คือปอเนาะ นับเป็นสถาบันการศึกษาท้องถิ่นที่พบมากและมีบทบาทในสังคมมุสลิมปัตตานี และเป็นสถาบันที่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ ความต่างกันของสังคมพุทธในประเทศไทยที่มีมาแต่เดิม คือ ในสังคมพุทธ สถาบันการศึกษารวมอยู่ในวัดที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่น ส่วนทางมุสลิม มัสยิดที่เปรียบได้กับวัดนั้นหาได้ผนวกบทบาทในการให้การศึกษารวมอยู่ด้วย แต่ผนวกในเรื่องประเพณี พิธีกรรมเป็นสำคัญ จะมีบทบาททางการศึกษาอยู่แต่เฉพาะการจัดการให้มีสถานที่เล่าเรียนสำหรับเด็กเล็ก ที่เรียกว่า “ โรงเรียนตาดีกา ” รวมอยู่ด้วยเท่านั้น แต่เมื่อผ่านวัยเด็กเล็กแล้วต้องไปเรียนต่อที่ปอเนาะซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับคนมุสลิมทุกผู้ทุกวัย ปอเนาะคือโรงเรียนที่สอนทั้งศาสนาและความรู้สามัญเพื่อการดำรงชีวิตที่ไม่มีการจำกัดอายุและเวลาในการศึกษาเล่าเรียน หัวใจของปอเนาะอยู่ที่โต๊ะครูผู้เป็นปราชญ์ที่มีฐานะ ใช้ชีวิตเพื่อการสอนศาสนาและปรัชญาให้แก่คนทั่วไป โดยเอาทรัพย์สมบัติส่วนตัวและที่ดิน มาจัดตั้งเป็นโรงเรียนขึ้นโดยใช้เรือนที่อยู่อาศัยครอบครัวเป็นศูนย์กลางและปล่อยให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นนักเรียนจัดสร้างที่พักอาศัยของตนเองภายในที่ดินของโต๊ะครู ที่พักอาศัยของนักเรียนก็มักเป็นการสร้างง่ายๆ ในลักษณะที่เป็นกระท่อมเสียส่วนมาก ยกเว้นนักเรียนที่มีฐานะก็อาจสร้างที่พักให้ดีกว่ากระท่อมได้ หรือนักเรียนบางคนก็เอาครอบครัวเข้ามาอยู่ในที่พักได้ ซึ่งอาจมีผู้อยู่อาศัยแบบถาวรก็มี เลยทำให้ปอเนาะกลายเป็นหมู่บ้านไปในตัวเอง จนนับเนื่องเป็นชุมชนหนึ่งทางสังคมท้องถิ่นก็ว่าได้ โต๊ะครู คือ ผู้ที่นำทางปัญญาที่มีบารมี เป็นที่เคารพเลื่อมใสของผู้คนในสังคม ที่ประชาชนเชื่อฟังมากกว่าผู้นำทางการเมืองและการปกครอง เพราะเป็นผู้เสียสละที่มีความมั่นคงในการสอนศาสนา ศีลธรรมและทางโลกให้แก่ผู้คน หลายคนเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่มีตัวตนเล่าขานกันสืบมา เลยทำให้ผู้คนข้างนอก โดยเฉพาะสังคมมหาชนในประเทศไทย ถูกทำให้มองไปว่าเป็นที่ปลุกปั่น ยุยงให้เกิดการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนปัตตานีออกจากสยามประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของความขัดแย้งและรุนแรงที่ผ่านมาเกือบสองปีนี้ โต๊ะครูและปอเนาะได้ถูกประณามว่าเป็นแหล่งซ่องสุมผู้คนก่อความไม่สงบ ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริง
ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้สามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในส่วนของการศึกษาห้องเรียนวิถีอิสลาม
5. บันฑิตย์ สะมะอุนและคณะ. 2548. พหุวัฒนธรรมกับการพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีศึกษาปอเนาะ. สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2550 จากhttp://www.southwatch.org/article_detail.php?id=14
การวิจัยครั้งนี้พบว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวมลายูมุสลิมซึ่งถือเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศไทย แต่เป็นคนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเป็นมุสลิมจึงมีความจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เพราะมุสลิมมีหลักคิดว่า อิสลามคือธรรมนูญและรูปแบบการดำเนินชีวิตของมุสลิมทุกคน และไม่สามารถแยกเรื่องของอาณาจักรออกจากเรื่องของศาสนจักรได้ กล่าวคือ มุสลิมต้องรับรู้และรับผิดชอบในเรื่องของศาสนา และเรื่องทางสังคมโดยแยกออกจากกันไม่ได้ และการอ้างอิงเหตุผลใด ๆ จะใช้อัล-กุรอาน และอัล-หะดิษเป็นบทสรุปของปัญหาและเหตุผล และเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย สถาบันการศึกษาที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมมุสลิมที่สำคัญ คือ สถาบันศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ทั่วไป อย่างไรก็ตามรัฐได้ให้ความสำคัญ และช่วยเหลือสถาบันทั้งสองตลอดมา โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ในภาพแห่งความเป็นจริง ได้เกิดปัญหามากมายในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากขาดการติดตามและความต่อเนื่องจากฝ่ายรัฐ และเรื่องงบประมาณที่ไม่พอเพียงในการขับเคลื่อนกลไกลทางการศึกษาให้เดินไปข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังขาดความเข้าใจและประสบการณ์ทางการศึกษารูปแบบใหม่ของฝ่ายผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งถือเป็นสามเหตุหลักที่ต้องผลักดันให้เกิดเป็นผลในทางรูปแบบต่อไป อุปสรรคของการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักจะติดขัดอยู่ตรงแนวคิดและทัศนคติที่มีความแตกต่างกัน และความขัดแย้งในบางครั้งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ที่มีมาช้านาน เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันที่จะลดหรือยุติความรู้สึกความหวาดระแวงและสร้างความมั่นใจทั้งในด้านสังคมและในด้านการศึกษา ซึ่งต้องทำพร้อมกันไป ความสับสนต่างๆที่เกิดขึ้นกับสถาบันศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งเกิดขึ้นจากความเข้าใจแต่ฝ่ายเดียวและการคิดแทนจากฝ่ายรัฐ และความสับสนจากระแสข่าวที่มาจากสื่อที่ขาดจรรยาบรรณบางกลุ่ม ที่มักเสนอข่าวโดยขาดความรับผิดชอบและขาดความรอบคอบ โดยไม่เล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และสังคมโดยรวม ทางออกและแนวทางที่จะพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเริ่มด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะส่วนสำคัญที่มีอำนาจและหน้าที่โดยตรงกับการศึกษา คือ ฝ่ายรัฐที่ต้องมีความเอาจริงเอาจังและมีความจริงใจในการสนับสนุนช่วยเหลือ ฝ่ายผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องมีความเข้าใจการบริหารจัดการการศึกษา และฝ่ายหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาทั้งในระดับพื้นที่หรือระดับส่วนกลาง สามส่วนนี้ต้องทำงานประสานกัน ด้วยการติดตามดูแลปัญหาและความขาดแคลนที่เกิดขึ้นกับสถาบันศึกษาดังกล่าว ให้มีความพร้อมทั้งด้านกายภาพและหลักสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ และให้เกิดความสอดคล้องและเกิดการยอมรับด้วยความสมัครใจในการจัดการการศึกษา โดยรัฐต้องมีเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจนที่จะเข้าไปช่วยเหลือและส่งเสริม มากกว่าการเข้าไปเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้สามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในส่วนของวิถีวัฒนธรรมของชุมชนชายแดนใต้โดยเฉพาะการศึกษาห้องเรียนวิถีอิสลาม

6.เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านประมงอ่าวปัตตานี. สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2550 จากhttp://www.lek-prapai.org/south/index_south_education1.htm
คือ ผลการวิจัยพื้นฐานในเรื่องชีวิตวัฒนธรรม ( basic research ) จาก คนใน และ คนนอก ร่วมกัน ที่เรียกว่าชีวิตวัฒนธรรมก็เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ร่วมกันมาไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วคน ในพื้นที่หนึ่งจนมีความนึกคิด ขนบประเพณี จารีต ความเชื่อและความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดสำนึกร่วมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มีประวัติศาสตร์ร่วมกันและการมีชีวิตรอดร่วมกันชีวิตวัฒนธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่ามานี้ ที่คนกลุ่มนี้สร้างขึ้นเพื่ออยู่ร่วมกันและเปลี่ยนแปลงปรับปรุงร่วมกันมาจนทุกวันนี้ ชีวิตวัฒนธรรมเป็นองค์รวมที่อยู่ในบริบทของกลุ่มคน พื้นที่ และเวลาร่วมกัน แต่ก่อนๆ การศึกษาเรื่องชีวิตวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นองค์รวมและเป็นการวิจัยขั้นพื้นฐานในเมืองไทยโดย คนใน ไม่ใคร่มี เพราะมุ่งแต่เรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนา ( action research ) เป็นสำคัญ ทำให้การศึกษาชีวิตวัฒนธรรมภายในเบื้องต้นเป็นการศึกษาของคนนอก ซึ่งเป็นนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนากว้างๆ ของทางราชการมากกว่า การศึกษาก็ใช้เวลาที่จำกัด เก็บข้อมูลในลักษณะที่กำหนดกรอบและคำถามไปจากข้างนอก แต่ที่สำคัญก็คือ อาศัยคนในเพียงบางคน บางกลุ่มมาเป็นผู้ให้ข้อมูล จึงไม่มีทางที่จะเข้าถึงข้อมูลที่ลุ่มลึกและเชื่อมโยงให้เป็นองค์รวมได้ แต่งานวิจัยเรื่องนี้ คนใน คือ ผู้ศึกษารวบรวมข้อมูลโดยตรง คนนอก คือ อาจารย์และนักศึกษาทางมานุษยวิทยา ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่นักวิจัยท้องถิ่นซึ่งเป็น คนใน โดยช่วยแนะนำวิธีการเก็บข้อมูล การตั้งคำถาม การจัดประชุมและการช่วยในการเขียนรายงานเป็นสำคัญ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้เรื่องราวชีวิตวัฒนธรรมของคนไปในตัว ทำให้การวิจัยดังกล่าวเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในลักษณะที่คนในมีความรู้สึกที่ภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง ทำให้เกิดพลังที่จะจัดการในเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง จากการศึกษาคณะวิจัยได้ทำเป็นแผนภูมิของอ่าวปัตตานีได้อย่างลุ่มลึก ในภาพอ่าวปัตตานีได้ถูกระบายสีให้เป็นสีแดงและสีเขียวคนละซีก ซีกสีเขียวคือแหลมตาชี อันเป็นถิ่นฐานของ คนปัตตานี ที่มีวิถีชีวิตแบบพอเพียงในการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งก็เห็นได้จากการใช้เครื่องมือจับปลาแบบประเพณี ในขณะที่ซีกสีแดงคือแหลมนก ซึ่งปัจจุบันคงไม่มีนก เป็นย่านอุตสาหกรรมนานาชนิดที่มีคนจากนอกพื้นที่ ไปอยู่ทำกินด้วยเครื่องมือหากินที่ทันสมัย และทำลายสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุดโต่ง คนในพื้นที่ได้คาดว่า ในไม่ช้าอ่าวปัตตานีจะเป็นทะเลปิดหรือทะเลสาบอันเนื่องจากการทับถมของโคลนตะกอนและสิ่งปฏิกูลอันมากด้วยมลพิษจากแหล่งอุตสาหกรรมและ ความรุนแรงและความขัดแย้งที่ไม่ยุติในสามจังหวัดภาคใต้นั้น มีมาจากการแย่งทรัพยากรของคนจากภายนอกที่มีต่อคนภายในคือ เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ








7.การมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ แก่นแท้ของหลักการ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา.
ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีแนวโน้มของสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีความพยายามที่จะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องหลักการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นผลพวงจากการที่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีนโยบายสาธารณะเรื่องการมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้หลักการ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ โดยการมีส่วนร่วมจากหลากหลายภาคส่วนของสังคม และหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความรุนแรง และเผยแพร่เป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจ
8.สุจิตต์ วงษ์เทศ.2547. รัฐปัตตานีใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : มติชน
งานค้นคว้าและวิจัยทางวิชาการของ ศรีศักร วัลลิโภดม ประพนธ์ เรืองณรงครัตติยา สาและ ปรามินทร์ เครือทอง และบทนำเกียรติยศของ ธงชัย วินิจจะกูล มุ่งนำเสนอประวัติศาสตร์ ยะลา-ปัตตานี ในแง่มุมประวัติศาสตร์ ที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของคาบสมุทรแหลมทอง ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีอายุหลายพันปีมาแล้ว “ความเก่าแก่ของบริเวณลุ่มน้ำปัตตานี เขตยะลา-ปัตตานี เทียบเท่าความเก่าแก่ของบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน ทางภาคกลาง เขตนครปฐม-สุพรรณบุรี-กาญจนบุรี หลักฐานทางศิลปะสถาปัตยกรรม ซึ่งนักโบราณคดีขุดพบที่ชุมชนโบราณยะรัง (ปัตตานี) ชี้ให้เห็นว่า รับแบบแผนฮินดู-พุทธ จากชมพูทวีป (อินเดีย) อย่างเดียวกัน และร่วมยุคร่วมสมัยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นพยานยืนยันว่า เขตลุ่มน้ำปัตตานีของยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส เป็นบ้านเมืองมาก่อน และเป็น “รัฐ” เอกเทศในเครือข่ายของ “ศรีวิชัย” ที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัย” ส่วนหนึ่งของ ‘คำนำบรรณาธิการ’ ที่ให้ภาพเชิงประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ


9.ความรู้และความไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนใต้. 2549. จัดพิมพ์โดยแผนงานร่วมศึกษา เสริมสร้างสุขภาวะกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ เป็นการสรุปเนื้อหาจากงานเสวนาทางวิชาการ ในโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้านชุด 3 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 5 ครั้ง 5 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.วิกฤตการจัดการทรัพยากร 3 จังหวัดภาคใต้ 2.มหาอำนาจกับโลกมุสลิม การเมืองของการก่อการร้าย 3.ประวัติศาสตร์ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส 4.เศรษฐศาสตร์การเมือง 3 จังหวัดภาคใต้ 5.การศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและชุมชน โดยงานเสวนามีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังจากภาคส่วนต่างๆ เป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ทางผู้จัดจึงได้ทำสรุปเนื้อหาทั้งหมดมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้กว้างขวาง เปิดมุมมองในการทำความเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่3 จังหวัดภาคใต้ให้มากขึ้น
10. สุรชาติ บำรุงสุข.2549 . ปัญหาภาคใต้ ในบริบททางสังคม. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ปัญหาภาคใต้ในบริบททางสังคม นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเน้นไปที่ 4 เรื่องสำคัญ คือ โรงเรียนสอนศาสนากับความรุนแรงในบริบทโลก โดย สุรชาติ บำรุงสุข โรงเรียนปอเนาะ โดย พ.ต.อ.สัญญา ทองบุศย์ เยาวชนกับปัญหาภาคใต้ โดย ปัญญศักย์ โสภณวสุ และวัยรุ่นติดอาวุธในภาคใต้ของไทย โดย สุรชาติ บำรุงสุข เพื่อตอบโจทย์ของปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีองค์ประกอบของปัจจัยทางสังคมที่สำคัญ 2 ประการ คือ เรื่องของโรงเรียนสอนศาสนา หรือ ‘ปอเนาะ’ กับอีกส่วนเป็นบทบาทของกลุ่ม ‘วัยรุ่น’ คำนำในหนังสือเล่มนี้ฉายให้เห็นภาพความเกี่ยวเนื่องของปัญหาและหนทางแก้ไขอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าการศึกษาปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจอย่างมากกับบทบาทและความเป็นไปของโรงเรียนปอเนาะ และทั้งยังจะต้องทำความเข้าใจอย่างสำคัญกับเรื่องของวัยรุ่น เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยต้องคำนึงถึงประเด็นทั้งสองเรื่องคู่ขนานกันอย่างสร้างสรรค์


11.อัมมาร สยามวาลา.2550. ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับสภาพสังคม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ Knowledge Plus
ผลงานนี้มี ดร. อัมมาร สยามวาลาเป็นบรรณาธิการ โดยมอบหมายให้ คณะอนุกรรมการศึกษาวิถีทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ได้ศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ ศึกษาแนวทางการพัฒนาและแนวนโยบายสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต ที่รอบด้าน ครอบคลุมทั้งการศึกษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ โดยถือเอาความมั่นคงในชีวิตของผู้คนและศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นประเด็นใจกลาง
12. นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2550 . มลายูศึกษา : ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประชาชนมลายูมุสลิมในภาคใต้. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อัมรินทร์
ผลงานนี้มี ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นบรรณาธิการ ด้วยผลพวงจากการที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เปิดกระบวนวิชา ‘มลายูศึกษา’ ขึ้นเมื่อต้นปี 2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถาวร คือการสร้างความรู้ให้แก่สังคม โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักวิชาการหลายท่านจากสถาบันต่างๆ เกือบทั่วประเทศ และครั้งที่ได้นำเอาวิชามลายูศึกษาลงไปเปิดสอนที่ปัตตานี ได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จึงเป็นที่มาของการเชื้อเชิญให้นักวิชาการต่างๆ ที่ร่วมสอน ได้เขียนบทความตามบทที่รับผิดชอบขึ้นและนำมารวมเล่มตีพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘สังเขปประวัติศาสตร์มลายูปัตตานี’ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ‘สังคมและวัฒนธรรมมลายู’ โดย ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ ‘ภาษาและวรรณกรรมมลายู’ โดย รัตติยา สาและ ‘ชาวมลายูภายใต้นโยบายพัฒนา’ โดย ปิยะ กิจถาวร ‘ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวมลายูมุสลิม’ โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ‘สู่ความเข้าใจและทางออก’ โดย เกษียร เตชะพีระ
13. อาหวัง ล่านุ้ย (2541) ได้ศึกษาชุมชนมุสลิมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจผลการวิจัยพบว่า ลักษณ์ทางกายภาพของชุมชนเหมาะสมกับการผลิตเพื่อการเลี้ยงตัวเอง แต่เมื่อมีการจัดสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยเฉพาะถนนและไฟฟ้าเข้าสู่ชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ราชการและการได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเองเป็นการผิลตเพื่อจำหน่ายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการบริโภค และการแลกเปลี่ยนของชุมชนด้วย ชาวบ้านในแต่ละชุมชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เนื่องจากมีรายได้จากการผลิตหรือจากการทำงานเพิ่มขึ้นและมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น เพราะมีระบบการซื้อขายสินค้าเงินผ่อน ชาวบ้านจึงสามารถซื้อหาสินค้าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ความสะดวกในการบริโภค โดยใช้เงินเป็นสื่อกลางได้กระตุ้นให้ชาวบ้านหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ต้องลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในสัดส่วนต่ำกว่าผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เมื่อเพิ่มการผลิตมากขึ้น ชาวบ้านก็จะประสบปัญหามากขึ้นด้วยเช่นเดี่ยวกัน โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินและการสูญเสียปัจจัยการผลิต ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมในชุมชนด้วย เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมประกอบกับมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านจึงต้องเสี่ยงชีวิต โดยชาวบ้านส่วนหนึ่งจะยึดหลักการศาสนาอิสลามในการดำเนินชีวิตมากกว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจ กลุ่มนี้จึงมีวิถีชีวิตที่เป็นปกติสุข ปัญหาต่าง ๆ อาจจะมีแต่น้อยและไม่รุนแรงทั้งที่ส่วนใหญ่จะมีฐานะความเป็นอยู่ต่ำ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจมากกว่าหลักการศาสนาอิสลาม กลุ่มนี้จะมีฐานะความเป็นอยู่ดี แต่การดำเนินชีวิตจะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมามากมาย ทั้งปัญหาส่วนบุคคลและปัญหาในระดับชุมชน

6. เอกสารอ้างอิงของโครงการวิจัย

อัลกุรอานและฮาดิษ(วัจนศาสดา)

คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. 2543. วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติ- ศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดปัตตานี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
ครองชัย หัตถา. 2541. ปัตตานี การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต. ปัตตานี: โครงการปัตตานีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ดรุณี บุญภิบาล. 2530. การศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส กับจังหวัดสตูล ซึ่งมีผลกระทบต่อการปกครอง. สงขลา : สถาบันทักษิณคดีศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา
ดลมนรรจ์ บากา. 2523. การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบความเชื่อทางศาสนาและผลกระทบที่มีต่อลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจ และแนวทางการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ และชาวมุสลิมในชนบท:ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
ปริญญา อุดมทรัพย์และคณะ. พัฒนาการนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส. สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2550 จาก www.geocities.com/policysbp/index.html
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2550 . มลายูศึกษา : ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประชาชนมลายูมุสลิมในภาคใต้. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อัมรินทร์

รัตติยา สาและ. 2544. การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกที่ปรากฏในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
สมบูรณ์ พุทธจักร. 2529. “การใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล” วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
สมบัติ แซ่ติ้ว, สุรพล ทองชาติ และอาหะหมัด หะบาแย. 2540. ศิลปวัฒนธรรม จังหวัดชายแดนภาตใต้. ยะลา : กลุ่มวิจัยและพัฒนาสำหรับนักพัฒนาศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เขตการศึกษา 2

สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา. กรุงเทพฯ :
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2544.
และคณะ. 2543. กะเทาะสนิมกริช : แลวิถีชีวิตชาวใต้ตอนล่าง. กรุงเทพฯ :
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
สุรชาติ บำรุงสุข.2549 . ปัญหาภาคใต้ ในบริบททางสังคม. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
หะสัน หมัดหมาน. 2517. อิทธิพล วัฒนธรรม ไทย ต่อ ชาติ มลายู ใน วารสาร รูสมิแล ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓ กรกฎาคม - สิงหาคม
อมรา พงศาพิชญ์. 2533. วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ : วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษย
วิทยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2533.
อมรา พงศาพิชญ์. 2542.ความหลากหลายทางวัฒนธรรม (กระบวนทัศน์และบทบาทในประชาสังคม) กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. 2546. อัตลักษณ์ Identity การทบทวนทฤษฎีและกรอบแนวคิด กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
อาหมัด เบ็ญอาหลี. เมื่อ "ปอเนาะ" ถูกมองในแง่ร้ายผลกระทบและแนวทางพัฒนาเชิงบูรณาการ. นสพ.มติชนรายวัน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9477 หน้า 6
อิบราเฮม ณรงค์รักษาเขต. 2540. ประวัติการศึกษาอิสลาม. ปัตตานี : วิทยาลัยอิสลามศึกษา.
อิสมาแอ อาลี. 2537. กฎหมายอิสลาม . ปัตตานี : วิทยาลัยอิสลามศึกษา.

. 2535. อูศูลลฟิกฮฺ. ปัตตานี : วิทยาลัยอิสลามศึกษา.

อัมมาร สยามวาลา.2550. ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับสภาพสังคม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ Knowledge Plus.2550

7. วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล
การศึกษาเรื่อง “วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัย ภาคสนาม (Field Research) และได้ดำเนินการดังนี้ คือ
1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เน้นพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา โดยจัดสัมมนากลุ่มย่อย ในเครื่อข่ายชุมชนมุสลิม 10 ชุมชน (ชุมชนต้นแบบ 3 ชุมชน ชุมชนขยาย 7 ชุมชน) กลุ่มตัวอย่างที่เก็บได้แก่ คณะทำงานเครือข่ายจำนวน 10 คน คณะกรรมการชุมชนชุมชนละ 10 คน โดยการจัดสัมมนากลุ่มย่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการตอบแบบสอบถาม
2. การวิเคราะห์ข้อมูล : ในการวิเคราะห์ข้อมูล จะแยกแยะศึกษาวิเคราะห์ดังนี้
1.วิเคราะห์คำตอบในแต่ละประเด็นโดยอาศัยความสอดคล้องของความเห็นที่แต่ละคนเขียนคำตอบโดยใช้การนับจำนวนความคิดเห็นทีสอดคล้องกัน
2. ใช้วิธีอุปมานโดยการสัมภาษณ์หรือสนทนากลุ่มแล้วจึงสรุปแต่ละประเด็น
3.วิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับ วิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนใต้กับการพัฒนาชุมชนสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน

8.ระยะเวลาทำการวิจัย และแผนการดำเนินงานตลอดโครงการวิจัย
กิจกรรม/ขั้นตอนการดำเนินงาน
123456789101112
1. ขั้นเตรียมการ/ศึกษาเอกสารx
2. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูลxxxx
3. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลxxx
4. ขั้นตีความxx
5. ขั้นจัดทำรายงานการวิจัยxx
6. ขั้นปรับปรุงรายงานการวิจัยx
7. ขั้นประเมินผลx




ประวัติผู้วิจัย




ชื่อ นายอับดุลสุโก ดินอะ
วัน เดือน ปีเกิด 12 กันยายน 2512
วุฒิการศึกษา
วุฒิชื่อสถาบัน ปีที่สำเร็จการศึกษา
ประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนบ้านนา อ.จะนะ 2525
มัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนจะนะวิทยา อ.จะนะ 2528
ประถมศึกษาปีที่6(ศาสนา : อิบติดาอียะห์) โรงเรียนแสงธรรมวิทยา อ.จะนะ 2527
มัธยมศึกษาปีที่6และระดับซานาวีย์ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ 2531,2533
ศิลปศาสตร์บัณฑิต(รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2533
ศาสนศาสตร์บัณฑิต(อุศูลุดดีน) มหาวิทยาลัยอัลอัซฮาร์ ประเทศอียิปต์ 2540
ศิลปศาสตรมหาบัญฑิต(อิสลามศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2544
ศึกษาปริญญาเอก (ศาสนาเปรียบเทียบ)มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ มาเลเซีย2545-2548
กำลังศึกษาปริญญาเอก (วัฒนธรรมศึกษา)มหาวิทยาลัยทักษิณ
ตำแหน่งและสถานที่ทำงาน อุสตาซ/อาจารย์/ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ
ม.8 ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา
เกียรติประวัติ ครูรางวัลพระราชทาน 2 ปีซ้อน (2544-2545) /คนเด่นท้องถิ่นจากหนังสื่อพิมพ์สมิหลาไทมส์ฉบับ20-24/01/2548
งานเขียน หนังสือเรื่องฝ่าวิกฤตชายแดนใต้ในสายตาอุสตาซจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน
คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ทางนำ มุสลิมนิวส์ มติชน โฟกัสภาคใต้ สมิหลาไทมส์ ประชาไทออนไลน์ ศูนย์ข่าวอิศรา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน(www.midnightuniv.org). www.siamsewana.orgและwww.thaingo.org ที่อยู่ 269/1 ถ.ราษฎร์รักษ์ ม.2 ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา โทร0-74431-354 09-7359279 Fax 074-431354
Email: shukur2003@yahoo.co.uk .shukur2004@chaiyo.com

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
อ.หนุ่ย วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nuiblog

ขอบคุณครับ เมื่อก่อนนึกว่ามีแต่วิจัยเชิงคุณภาพ กับเชิงไม่มีคุณภาพ (อันนี้ขำ ๆ นะครับ)

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ครูเจี๊ยบ วันที่ : 16/10/2007 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baan-koo-kai
หัวใจ...ของฉัน..เป็นนักเดินทาง..อักษรของฉัน...เป็นนักเดินทาง หัวใจของฉัน...ไร้ซึ่งพันธนาการอักษรของฉันถูกพันธนาการด้วยหัวใจฉันเอง

มาเรียนหนังสือกับครูอีกแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 16/10/2007 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

ครูแมน วิหคมาขอบคุณค่ะที่แวะไปเยี่ยม
หลายวันแล้วเพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามา
เข้ามาขอบคุณก่อนนะคะ เวลามีน้อยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ ยังไม่มีเวลาอัพบล็อคเลยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 15/10/2007 เวลา : 23.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting


วันนี้เด็ก ๆจัดสัมมนาวิชาการกันค่ะ
จริง ๆ ก็เพื่อเป็นโอกาสในการนำเสนองานสารนิพนธ์น่ะค่ะ
ก็เจอทั้งการวิจัยแบบเชิงปริมาณและคุณภาพ
เล่นเอามึนไปทั้งเด็ก อาจารย์ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ
กลับถึงบ้านเลยสลบไปพักใหญ่ค่ะ

หัวข้อสัมมนาวันนี้ เด็กใช้ชื่อว่า "สิทธิมนุษยชนกับคนชายขอบ ในมุมมองของนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา" เรียกว่า Theme หลักคือ "คนชายขอบ" สัมพันธ์กับ "สิทธิมนุษยชน" เพราะงานที่เด็กทำวิจัยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับทั้งสองเรื่องที่ว่ามาค่ะ...เช่น ประเด็นเกี่ยวข้องกับ เด็กเร่ร่อน เด็กมีปัญหา เยาวสตรี แรงงานสตรี ผู้ถูกคุมประพฤติ ผู้ติดเชื้อ สื่อทางวัฒนธรรม การจัดการป่า สารเคมี ไสยศาสตร์ (ร่างทรง องค์เทพ) ที่แตกต่างไปบ้าง เช่น การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ...ภาพรวมก็คือเกี่ยวเนื่องกับผู้ด้อยโอกาส/กลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าเป็นคนชายขอบ รวมถึงเรื่องการมีส่วนร่วม เช่น มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่าง ๆ การมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรฯ ซึ่งแน่นอนว่าแฝงประเด็นสิทธิมนุษยชนเอาไว้ทุกเรื่อง

หลังจากนำเสนอ คอมเมนท์กันจนหัวร้างข้างแตกกันไปพอสมควร เรามีวิทยากรมาพูดประเด็นตามชื่อเรื่องของการสัมมนา ช่วยให้ได้ทบทวนกันว่า การศึกษาวิจัย ไม่ว่าในเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับ "คนชายขอบ" นั้นขึ้นอยู่กับนิยาม หรือการสร้างวาทกรรมใหม่อย่างไร (ให้ความหมายใหม่) ต่อคำว่า "คนชายขอบ" ...

ประเด็นสำคัญ เราศึกษาเพื่อจะให้/สร้างสิทธิของคนชายขอบ ผลการศึกษาวิจัยจึงควรวิเคราะห์ต่อว่า ข้อมูล สิ่งที่เป็นอยู่ หรือการปฏิบัติต่อคนชายขอบ รวมทั้งความคิดของคนในสังคมที่มีต่อคนชายขอบเหล่านั้น เป็นการผลิตซ้ำ (ไปตอกย้ำ) ความเป็นคนชายขอบรึเปล่า

น่าเป็นห่วงค่ะ สังคมรอบข้างเรา บางครั้งก็กำลังผลิตซ้ำหรือตอกย้ำความเป็นคนชายขอบ เอาง่าย ๆ ที่มองเห็นเช่น กรณีหญิงรักหญิง ชายรักชาย หากชาย หรือหญิงนั้น เป็นผู้มีสถานภาพทางสังคมดี มีการศึกษา คนก็อาจให้เกียรติ ยกมือไว้เป็นฝักถั่วนั่นแหละ แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง คน ๆ เดียวกันอาจถูกกีดกันให้กลายเป็นคนชายขอบ...แทนที่จะลดปัญหากลับสร้างแรงกดดันให้กับกลุ่มคนที่ถูกนิยามว่าเป็น "คนชายขอบ" จึงมีคำถามเชื่อมโยงไปถึงกฎหมายทั้งในระดับประเทศ และ ระดับสากล ที่สัมพันธ์กับหลักสิทธิมนุษยชน ว่าจะช่วย "คนชายขอบ" ได้จริงล่ะหรือ ???


ถึงช่วงสรุปปิดท้ายงานวันนี้ เด็ก ๆ คงรู้สึกได้ว่า ที่แต่ละคนเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ก็หลายครั้ง และมีบางคนที่โดนแม่สีไฟด่าโหดปนน้ำตาเป็นครั้งแรกเพราะแยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออกนั้น... ไม่เสียเปล่า อย่างน้อยก็รู้คุณค่างานวิจัยมากขึ้น

...
จะว่าไปเรื่องสร้างนักวิจัย ประเทศไทยยังจำเป็นต้อง
เร่งดำเนินการให้รุดหน้าไปมาก ๆ กว่านี้นะคะ
ดูบทเกริ่นของ "ครูแมน" เริ่มต้นเหมือนจะยาก
แหะ แหะ คงต้องฝึกให้ทำได้แบบอัตโนมัติค่ะ
จะได้สนุก

นักวิจัยยังขาดแคลนอยู่นะคะ สำหรับประเทศไทย
ครูแมน มาให้ความรู้เรื่องนี้เป็นประโยชน์มิใช่น้อย
แล้วจะมาติดตามต่อค่ะ

แม่สีไฟ ไม่ได้อัพบล็อกตัวเองแบบใส่สาระ ๆ
เลยถือโอกาสมาอัพในเอนทรี่นี้ของครูด้วยนะคะ

ขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยียน
ขอให้มีความสุขกับการพักผ่อน
และการทำงานในวันพรุ่งค่ะ




ความคิดเห็นที่ 10 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 15/10/2007 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ดีค่ะครู ขอบคุณสำหรับ ความรู้ด้านการวิจัย

ค่อนข้างเป็นยาขมสำหรับตัวเองอยู่พอดีเลยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Bon วันที่ : 15/10/2007 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/impel

กลับมาหาความรู้ต่อครับ(หลังจากหายไปปั่นงานซะนาน) ครูสบายดีไหมครับ ผมจะกลับไปอ่านบทความก่อนๆนะครับครู
ด้วยความเคารพ
...
สวัสดียามเย็นครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สโรต้า วันที่ : 15/10/2007 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/srota
SROTA

สวัสดีครูแมนค่ะ..สโรต้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะค๊าว่าทำมัยร้องกันแบบนั้น..ก็ร้องตามกันมาอ่ะค๊า..
........................
ขอบคุณค่ะครูแมนที่เปรียบเทียบวิจัยคุณภาพกับปริมาณให้เห็นอ่ะค๊า

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
shukur วันที่ : 15/10/2007 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur

ขอบคุณที่ให้ความรู้และไปเยี่ยมบล๊อกผม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Yai_Nid วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 21.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/YaiNid
เที่ยว Melbourne..ที่นี่  Love U..OK?..รักนะ..ได้มั้ยล่ะhttp://www.oknation.net/blog/konlangkow

มาเพิ่มพูนความรู้จากคุณครูแมนค่ะ
ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กันเอง วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 02.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guneng

มาเยี่ยมครับ กำลังปั่นงานอยู่

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เสี่ยวป้อ วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 01.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/seaugpor
  "เสวนา กับ เสี่ยวป้อ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางอันหลังมากกว่า 555"

ขอบคุณครูแมนที่มาเยี่ยมยามดึกนะคับ
ครูแมนคับเรื่องนี้มันยาว
ถ้าครูแมนอยากเข้าใจต้องไปอ่านเอนทรี่
หนึ่งในไม่กี่คนของท่านพี่ปฐมก่อนคับถึงจะรู้เรื่องคับ
ประมาณว่า
เรืองมันยาวนะ คับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
feng_shui วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 01.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ชอบงานวิจัยค่ะ ดูแล้วทำให้ช่วยในการตัดสินใจได้
รบกวนเรียนเชิญตามลิ้งค์นี้ค่ะ
http://www.oknation.net/blog/buzz/2007/10/14/entry-1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ต้นฝ้าย วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 01.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/123shoot
“If we are to teach real peace in this world, and if we are to carry on a real war against war, we shall have to begin with the children.” Mahatma Gandhi

บ้านเราคงชอบทำวิจัยแบบเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ไม่ทราบเพราะ อ. หรือ ศิษย์ กันแน่ แต่ที่แน่ๆ มันแจงผลกาวิจัยได้เห็นเป็นรูปธรรม และอธิบายให้ อ.เข้าใจได้ง่ายกว่า (ส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่สรุป)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Lyrics วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 01.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

ครูแมนอะ

วิชากราอีกละ

นู๋เพลงอะ

งง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]