• มาตาวายุกานต์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : whiteyok@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-04
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 19512
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
ระเบียงบ้าน
"ระเบียงบ้าน" แห่งนี้ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าเยี่ยมชม เพื่อถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรื่องราวสนุก ๆ ภายในบ้านของเรา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/matawa
วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม 2552
Posted by มาตาวายุกานต์ , ผู้อ่าน : 692 , 13:50:53 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“ผมไม่ใช่นายกฯสีเขียว”

 “ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมสำนึกเสมอว่าผมเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินต้องสนองคุณแผ่นดิน สำนึกตลอดว่า แผ่นดินร่มเย็นตลอดมาเพราะพระบารมี ขอยืนยันตรงนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง.....ขอบคุณเพื่อนสมาชิกในสภาฯ พี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจทำให้ผมมายืนตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ทราบดีถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ หรือเรียกว่าเป็นสถานการณ์วิกฤต แต่เมื่อเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย เมื่ออาสาสมัครมาทำงานแล้วจะไม่หนีปัญหา หรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนผมมาตามวิถีทางประชาธิปไตยและตามกระบวนการรัฐสภา 

หน้าที่เบื้องต้นคือการยุติการเมืองที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุความชัดแย้ง ส่งผลให้การแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสีเกิดขึ้น การขจัดการเมืองที่ล้มเหลวคือการนำความสมัครสมานสามัคคีคืนมา อาศัยความยุติธรรม เป็นรัฐบาลภายใต้การนำนิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายเสมอภาค อย่างไรก็ตาม ยืนยันทำงานให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าเลือกหรือไม่เลือกตน ไม่ว่าสนับสนุนหรือไม่ หากท่านไม่คิดร้ายต่อบ้านเมือง ก็ไม่ถือเป็นศัตรู งานใดเป็นประโยชน์แม้เป็นของรัฐบาลก่อน ก็จะไม่ทิ้ง สานต่อ ไม่ว่าโครงการรักษาฟรี กองทุนในชุมชนต่างๆ ทราบดีว่า ปัญหาเร่งด่วนในใจประชาชนคือปัญหาเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นงานสำคัญ ตั้งใจดูแลเกษตรกรเต็มที่ ไม่ให้รับผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ ส่วนประชาชนนอกภาคเกษตรจะมีงานทำรายได้และโอกาส จะทำทุกวิถีทางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ตามแนวทางวาระประชาชน ทันทีที่แถลงนโยบายต่อสภา จะนำเสนอแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกสาขา....

....ในฐานะนักการเมืองอาชีพ ผมได้รับโอกาสสูงสุด จากประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตยอยู่ในการเมืองมา 16 ปี เป็นผู้แทน 7 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ปัจจุบันตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดจะนำมาใช้บนพื้นฐานความซื่อสัตย์เพื่อส่วนร่วม ยืนยันจะไม่ละทิ้งอุดมการณ์การทำงาน และปล่อยสิ่งเหล่านั้นให้สูญหายกับการใช้อำนาจ หรือปล่อยสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในบ้านเมือง ผมไม่ลืมพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ลืมว่าความใฝ่ฝันของพี่น้อง คือความสันติสุข ความสงบสุขที่รอคอยคือความสุขของท่าน ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือเมื่อครั้งที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหลายครั้งในยามทุกข์ ยามสุข ที่ประสบภัยพิบัติหลายครั้ง และยังจำได้ว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งตามรถแห่หาเสียงตะโกนบอกว่าอยากฝากบ้านเมืองให้ผมดูแล

         
พี่น้องชาวอีสาน ผมได้ทราบทุกข์สุขของท่าน ไม่ลืมวันที่ปั้นข้าวเหนียวที่ไร่มันสำปะหลัง และอดที่จะเอ่ยถึงไม่ได้ คือคุณนายเนียน ที่อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้มอบแหวนวงนี้ (ชูแหวน) ให้ผม และได้หมั้นผมกับคนอีสานไว้แล้ว วันนี้ผมได้ทำงานให้คนอีสานของท่านและจะทำงานร่วมกับท่านด้วยความซื่อสัตย์ ผมว่าคนหนึ่งคนไม่สามารถแก้ไขทำให้คนรักผม เห็นด้วยหรือสนับสนุนผมได้ทุกคน แต่ยืนยันว่าผมจะฟังเสียงทุกคน ทำงานให้ทุกคน ทำงานของผมพิสูจน์ความตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนและพิสูจน์ทุกอย่าง แม้ว่าผมจะใช้ชีวิตในต่างแดนแต่ไม่เคยรู้สึกว่าจะมีที่ไหนน่าอยู่เท่ากับประเทศไทย ผมเชื่อมั่นในประเทศไทย เชื่อว่าไม่ว่าเจออุปสรรคปัญหา เชื่อว่าคนไทย พลังของพวกเราจะทำให้ประเทศเราผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้และฝ่าวิกฤตเพื่ออนาคตของลูกหลานคนไทยทุกคนเราทำได้”

คำกล่าวสุนทรพจน์ของ อาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ซึ่งประกาศในวันที่ 17 ธันวาคม ในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ มีหลายคนเปรียบเทียบว่า “สุนทรพจน์” ของอาจารย์อภิสิทธิ์ คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับสุนทรพจน์ของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นคนที่ไม่ชอบขี้หน้าก็จะว่าเอาตรง ๆ ว่าไป ลอกเลียนแบบเขามา ไม่เพียงเท่านั้นการเข้าสู่เส้นทางอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหารก็ยากเย็นแสนเข็ญไม่แพ้กัน เพียงแต่ต่างกันที่วิธีการได้มาซึ่งอำนาจเท่านั้น แต่ก็ยังอยู่ในวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ อายุมากกว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทยเพียง 3 ปี และอยู่ระหว่างสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายร่วมกัน เพราะสภาวะเศรษฐกิจของโลกกลายเป็นประเด็นสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องหันมาให้ความสนใจ และเตรียมกลไกที่จะแก้ไข ซึ่งสิ่งที่จะผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้หลักคิดสำคัญคือ “การฝ่าฟันวิกฤตชาติร่วมกัน รวมทั้งปัญหาด้านการเมืองที่มีความขัดแย้งยาวนานและกลายเป็นบาดแผลของสังคม การเยียวยาปัญหาดังกล่าวคือการยื่นมือออกไปเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร ซึ่งบทพิสูจน์ก็คือ การเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อคนที่เลือกตั้งตัวเองให้เข้ามามีอำนาจเท่านั้น” ดังนั้นท่วงทำนองที่จะผลักดันประเทศจึงมีความเหมือนบนความแตกต่าง

แตกต่างกันตรงที่ฉันไม่แน่ใจเกี่ยวกับการพูดถึง “ยายเนียม” ของ อาจารย์อภิสิทธิ์ ว่า เป็นความตั้งใจมาแต่ต้นที่จะพูดถึงการหมั้นหมายของคุณยายแทนคนอีสานหรือไม่ หรือว่ามาจุดประกายความคิดที่จะพูดเรื่องนี้หลังจากที่ บารัค โอบามา พูดถึง “คุณยาย” ของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งกินใจ

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภาพที่อาจารย์อภิสิทธิ์ชูแหวน พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังจนเกือบจะสั่นเครือ เพื่อถ่ายทอดความซาบซึ้งที่ได้รับน้ำใจจาก “ยายเนียม” ก็เป็นฉากที่หลายคนถึงกับน้ำตารื้น ที่สำคัญถึงขั้นทำให้ “ยายเนียม” ซึ่งป่วยเป็นนิ่วนอนอยู่โรงพยาบาล ได้ยาดีออกจากโรงพยาบาลได้ทันทีด้วยความชื่นใจที่คู่หมั้น “อภิสิทธ์” ยังไม่ลืมการหมั้นหมายระหว่างกัน และนับจากนั้นมา “ยายเนียม” ก็ไม่ใช่แค่ตาสี ยายสา อีกต่อไป แต่ตกเป็นคนดังที่สังคมพากันตั้งคำถามทันทีว่า “ยายเนียม” คือใคร

สำหรับฉันประเด็นนี้ทำให้รู้สึกเศร้าเล็ก ๆ เพราะความจริง “ยายเนียม” เป็นคนดีอยู่แล้วแต่จะมีใครสนใจยายแก่ ๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบสามัญ มีฐานะค่อนไปทางยากจน ทั้งที่ “ยาย” เป็นคนดี การที่สังคมเชิดชูหรือให้ความสนใจเฉพาะบุคคลที่คนดังหรือคนมีอำนาจพูดถึงเท่านั้นจึงกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับฉัน แต่ในความคิดของอาจารย์อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า

“ยายเนียมอยู่ในความทรงจำตลอดและพกแหวนที่ยายเนียมให้เป็นประจำ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติถึงภาระหน้าที่บนบ่า ที่ยายเนียมหมั้นหมายเอาไว้”

คำพูดนี้ทำให้ฉันมีความหวังเล็ก ๆ ว่า ท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังไหลไปกับทุนนิยม และค่านิยมทางวัตถุมีค่ามากกว่า คุณค่าทางจิตใจ น่าจะพอเห็นช่องทางที่จะเปิดประตูก้าวออกมาจากโลกมายา เพื่อดึงสังคมไทยกลับสู่สภาวะที่ผู้คนไม่ได้ยกมือไหว้เฉพาะคนที่มีอำนาจ แต่จะยกมือไหว้ “คนดี” แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีตำแหน่งหรือศักดินาใด ๆ เลยก็ตาม

ความคาดหวังที่สังคมไทยโยนไปให้เป็นภาระของ อาจารย์อภิสิทธิ์ ซึ่งอาสาตัวเข้ามาแก้ปัญหาในช่วงที่ต้องบอกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงไม่ใช่เรื่อง่ายที่ใครคนหนึ่งจะทำให้ทุกคนพอใจได้

“ผมยอมรับว่าความคาดหวังของประชาชนกับรัฐบาลชุดนี้มีมาก แต่ผมไม่คิดว่าเป็นแรงกดดัน ในทางตรงกันข้ามผมจะใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้ประเทศชาติกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ด้วยความตั้งใจและทุ่มเท ซึ่งผมไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง หากโอกาสที่ได้รับมาแล้วผมแก้ปัญหาไม่ได้ ผมก็พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาบริหารประเทศแทน เพราะนักการเมืองอาชีพอย่างผม ต้องมีความรับผิดชอบกับประชาชน ไม่ใช่คิดว่าการเข้ามาเป็น ครม. คือการได้สัมปทานหรือแบ่งเค๊ก แต่ครม.ที่มาจากหลายพรรคซึ่งถูกวิจารณ์ว่าขาดเสถียรภาพนั้น จะต้องเดินไปในทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน คือ ฉุดประเทศไทยให้พ้นจากก้นเหวให้ได้”

เป็นคำยืนยันของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 รอแต่เพียงบทพิสูจน์จากผลงานเท่านั้น ที่จะชี้วัดได้ว่า โอกาสที่ได้รับมาคุ้มค่ากับการใช้ชีวิตการเมืองทั้งชีวิตมาเดิมพันเพื่อแลกกับอำนาจที่จะได้มาบริหารประเทศหรือไม่เท่านั้น เพราะกว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองมาให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ฉันเรียกเอาเองง่าย ๆ ว่า “เหมือนขึ้นอำนาจด้วยบันไดลิง” คือไปทางตรงไม่ได้ ต้องใช้ทุกทางทั้งใต้ดินและบนดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อครหา “สีเขียว” ช่วยหนุน และนี่เป็นความต่างในการขึ้นสู่อำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในเวลาไล่เลี่ยกัน

บารัค โอบามา ไม่มีเงินทุนก้อนใหญ่สนับสนุนหาเสียงเหมือนนักการเมืองอื่น ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า คนตัวเล็กตัวน้อยได้ช่วยกันสร้างประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศด้วยเงิน 5 เหรียญ จนงอกงามเบ่งบานเป็นประชาธิปไตยที่คนระดับล่างมีส่วนร่วมมากที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

ขณะที่เส้นทางสู่อำนาจของอาจารย์อภิสิทธิ์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่จุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน ประชาชนที่ใช้ชื่อว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” พวกเขาไม่มีเงินทุนก้อนใหญ่สนับสนุนการต่อสู้ทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่ดีงามและความถูกต้อง แต่รวมพลังจากเงินของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมไปจนถึงคนระดับราชนิกูล จนก่อกำเนิดเป็นการเมืองภาคประชาชนที่ทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่ต้องยอมรับว่า “หากไม่มีการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯโอกาสการสลับขั้วทางการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำ คงไม่เกิดขึ้น”

แน่นอนว่าปัจจัยการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอย่างทรหดยาวนานถึง 193 วัน ท่ามกลางคราบเลือดและน้ำตาที่ต้องสูญเสียชีวิตบริสุทธิ์ถึง 9 ราย บาดเจ็บกว่า 500 คน จากความป่าเถื่อนและบ้าคลั่งในอำนาจของรัฐบาลขณะนั้น ย่อมเป็นชนวนที่กระตุกสำนึกสังคมให้หันมามองประเทศไทยอย่างชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ปล่อยปละให้ “รถไฟประเทศไทยจอดอยู่ที่สถานีทักษิณนานเกินไปแล้ว” ตามคำพูดของนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับท่านครั้งหนึ่งที่สหประชาชาติ และบอกท่านไปว่า “ปัญหาไม่ใช่ว่ารถไฟจอดนานเกินไป แต่คนขับรถไฟต่างหากที่ไม่ยอมขับเคลื่อนออกจากสถานี เพียงเพื่อรอคนที่ไม่เคยทำเพื่อประเทศชาติ”

จำได้ว่าท่านนิ่งไปนิดหนึ่งและบอกว่า “นี่เป็นจุดสำคัญที่จะต้องมีรัฐบาลซึ่งไม่เป็นนอมินีของคุณทักษิณ รถไฟของเราจะได้เคลื่อนขบวนต่อไปได้”

ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดนั้น แต่ใครล่ะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ในเมื่อระบอบทักษิณที่ลงรากฝังลึกจนเป็นยิ่งกว่ารากแก้ว ยากเหลือเกินที่จะถอนให้หมดทั้งรากทั้งโคน ผลจากปัญหานี้ก็เลยทำให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่ฉันเรียกเอาเองว่า “รัฐบาลสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก” เพราะเปลี่ยนขั้วได้ก็เพราะบริวารของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ กลุ่มเพื่อนเนวิน และที่สำคัญมันไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วเพื่อประเทศชาติ หากผลจากการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ถอยสุดตัว ยอมเสียกระทรวงใหญ่ให้กับนักการเมืองกลุ่มนี้ สะท้อนชัดว่า “วันที่เนวินพูดด้วยเสียงสั่นเครือต่อหน้าอาจารย์อภิสิทธิ์ว่า การตัดสินใจเปลี่ยนขั้วการเมืองครั้งนี้ ต้องยอมเสียทั้งนาย เสียทั้งเพื่อนและเสียพรรค อย่าทำให้ความสูญเสียของพวกเขาต้องสูญเปล่า” ไม่ใช่การเสียสละเพื่อชาติ แต่เป็นการถอยออกจากจุดอับ เพื่อเดินหน้าไปหาอนาคตที่ให้ประโยชน์สูงสุดมากกว่าต่างหาก

ฉันคิดว่าการเลือกเบนเข็มใหม่ทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ไม่มีทางสูญเปล่า ไม่ใช่เพราะจากการกระทำของอาจารย์อภิสิทธิ์ หากแต่เพราะพวกเขาคำนวณไว้หมดแล้วว่า “ควรเลือกเดินทางที่ยังทอดยาวไกล มากกว่าจะจมปลักอยู่กับทางที่เห็นชัดเจนแล้วว่าเกือบจะตีบตันในวันข้างหน้า” ซึ่งฉันคิดว่าสังคมรับรู้ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ดี เพียงแต่ไม่มีอะไรที่จะเป็นทางเลือกได้ดีไปกว่านี้ แต่ที่เจ็บใจคือ “ต้องยอมให้คนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการทำร้ายประเทศชาติ มาทวงบุญคุณว่าวันนี้เขาเป็นพระเอกที่มากอบกู้ชาติบ้านเมือง”

ภาพที่ “เนวิน ชิดชอบ” สวมกอด อาจารย์อภิสิทธ์ ยังเป็นสิ่งที่นึกถึงคราวใดก็รู้สึกผะอืดผะอมทุกครั้งไป เพราะต้องยอมรับว่าความจริงมักเป็นเรื่องเจ็บปวดเสมอ แต่เราต้องก้าวผ่านมันไปเพื่อให้ถึงเป้าหมาย ส่วนระหว่างทางจะเป็นอย่างไรก็เป็นความท้าทายที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบวกกับข่าวคราวที่ปรากฏว่า การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งนี้ไม่ใช่มีเฉพาะสีแดงและสีเหลืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มี “สีเขียว” ที่ควรตั้งมั่นอยู่ในกรมกองมาร่วมวงเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับเขาด้วย จึงยิ่งกลายเป็นรอยด่างของการตั้งรัฐบาลที่ต้องบอกว่าพิสดารที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ถึงขนาดแกนนำพรรคประชาธิปัตย์คนสำคัญออกปากว่า “ครั้งนี้เป็นการตั้งรัฐบาลที่ยากที่สุดนับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ก่อกำเนิดมาจนมีอายุครบ 61 ปี”

บันไดลิงที่อาจารย์อภิสิทธิ์ปีนป่ายขึ้นสู่อำนาจ จึงถูกเย้ยหยันว่า เป็นการปล้นกลางอากาศ ขาดความสง่างามในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวก็ยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น

“ถ้าผมเลือกได้ผมก็คงไม่เข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ แต่ทางออกของประเทศไทยตามวิถีประชาธิปไตยเราไม่มีทางเลือกมากนัก เราจึงไม่ควรกังวลจนเกินไปกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า วันนี้เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าและอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคน คือปัญหาของประเทศชาติ ประชาชน ซึ่งจะยืดเยื้อต่อไปเกินสิ้นปีนี้ บ้านเมืองในปัจจุบันบอบช้ำมาก เราเผชิญกับวิกฤติ เผด็จการในคราบประชาธิปไตยมาหลายปี เราต้องมาเผชิญกับการเมืองหลังรัฐประหารอยู่อีก๑ ปี ปัญหาวันนี้จึงเป็นเรื่องพื้นฐานของสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากจากสภาวะนี้ นักการเมืองมืออาชีพไม่ได้คิดแต่การใช้การตลาดเพื่อชนะการเลือกตั้งแล้วเข้าไปมีอำนาจ นักการเมืองมืออาชีพคือคนที่ต้องสัมผัสกับประชาชนตลอดเวลา แล้วหาคำตอบให้กับประเทศชาติว่า จะเดินไปในทางทิศไหนทางใดเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน นักการเมืองมืออาชีพจะรู้ว่าปัญหาของประเทศไม่เคยหมด และไม่อาจแก้ไขได้โดยความคิดของคน ๆ เดียว ผมเป็นอาสาสมัครและผมไม่มีสิทธิ์ที่จะหนีปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเสียงข้างมากซึ่งเป็นเสียงข้างมากเดิมในสภาผู้แทนราษฎรมีปัญหา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจสนับสนุนผมขึ้นมาตามวิถีทางของประชาธิปไตย และวิถีทางของกระบวนการของรัฐสภาของเรา หน้าที่เบื้องต้นของผมคือการยุติการเมืองที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งภาคแบ่งสีที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศของเราในขณะนี้  ผมจะใช้โอกาสนี้ให้ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ เพราะถ้าหากผมแก้ไขปัญหาไม่ได้ ผมก็ไปไม่รอดทางการเมืองเหมือนกัน”

เป็นการประกาศกลาย ๆ ของอาจารย์อภิสิทธิ์  ที่ยอมใช้ชีวิตการเมืองตลอด 16 ปี มาเดิมพันกับโอกาสที่ได้มาอย่างทุลักทุเลที่สุด ไม่มีใครรู้ว่าเดิมพันครั้งนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เจ้าตัวก็ยอมทุ่มหมดหน้าตัก

“ผมไม่ได้คิดถึงความคุ้มไม่คุ้ม เพราะการแก้ไขปัญหาประเทศชาติไม่ใช่เรื่องกำไร หรือ ขาดทุน และถ้าหากว่าผมจะต้องขาดทุนทางการเมือง แต่สามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้ ผมพร้อมที่จะขาดทุนเพื่อให้ประเทศได้กำไร”

ฉันเคยถามอาจารย์อภิสิทธิ์ว่า คิดอย่างไรกับเส้นทางอำนาจที่ได้มาซึ่งอาจทำให้คนมองว่า เป็นนายกฯสีเขียวอาจารย์ยิ้มแบบไม่แจ่มใสนัก ก่อนจะตอบว่า

“ผมไม่มีสีและบ้านเมืองก็ไม่ควรแบ่งแยกสีอีกแล้ว สีเดียวที่เราควรจะยึดมั่นร่วมกันคือสีของธงไตรรงค์ ที่จะต้องร่วมกันไปปักแก้วิกฤตชาติ ซึ่งผมคนเดียวทำไม่ได้ ประชาชนทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เราต้องมีความหวังว่าประเทศไทยจะดีขึ้น และผมยืนยันได้ว่า ผมไม่ใช่นายกฯสีเขียว ไม่มีทหารมาครอบงำการทำงานของผม นโยบายรัฐบาลชัดเจนว่ากองทัพเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการบริหารประเทศ ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ การเมืองไม่แทรกแซงกองทัพ และกองทัพจะไม่มีทางเข้ามาครอบงำการเมือง หน้าที่เบื้องต้นของผมคือการยุติการเมืองที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งภาคแบ่งสีที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศของเราในขณะนี้”

ไม่มีใครตอบได้ว่าความหวังของอาจารย์จะเป็นจริงได้หรือไม่ แต่ฉันเชื่อว่าคนไทยต่างก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อด้วยความหวังเดียวกัน  เพราะถ้าไม่อย่างนั้นผลวิจัยเรื่องดัชนีความสุขมวลรวมของสาธารณชนในช่วงหลังการเปลี่ยนขั้วการเมือง กรณีศึกษาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 17 จังหวัด จำนวน 3,516 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-20 ธ.ค. 2551 ซึ่งถูกมาเปิดเผยในวันที่ 21 ธ.ค. โดย ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขมวลรวมของสาธารณชนในช่วงหลังการเปลี่ยนขั้วการเมือง คงไม่ออกมาว่า ภายหลังการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง พบความสุขของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 6.55 คะแนน จากเดิม 4.84 คะแนน ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ถือว่าเป็นค่าความสุขที่สูงที่สุดตั้งแต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2551 โดยคะแนนความสุขมวลรวมที่สูงที่สุดคือความสุขต่อความจงรักภักดีที่มีค่าคะแนนสูงถึง 9.39 รองลงมาคือ ความสุขจากบรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้ 7.97 ความสุขจากวัฒนธรรมประเพณี 7.51 นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่าผลการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวทำให้คนไทยนอนหลับสนิทขึ้น

ในวันที่จะมีการโหวตในสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจารย์อภิสิทธิ์ มีคู่ชิงคือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่สมควรถูกบันทึกอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันที่ทำให้เราได้เห็นถึงธาตุแท้ของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “นักการเมือง” ได้ดีที่สุดอีกวันหนึ่ง

อาจารย์อภิสิทธิ์ เดินทางไปถึงสภาแต่เช้าราว ๆ 7.30 น. ฉันแอบขึ้นไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ที่ห้องกาแฟของส.ส. ซึ่งอาจารย์นั่งพูดคุยกับเพื่อนส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อยู่ เท่าที่สำรวจจากภาพภายนอกท่าทียังดูสบาย ๆ ไม่เครียด ฉันโผล่หน้าเข้าไปบริเวณหน้าประตูเพื่อถามว่า “อาจารย์คะ เมื่อวานนอนหลับสนิทไหม”

อาจารย์อภิสิทธิ์ ยิ้มกว้างพร้อมกับตอบด้วยเสียงหนักแน่นว่า “หลับสนิทครับ” ฉันเลยถามต่อว่า “ไม่ฝันไม่ตื่นเต้นบ้างเลยหรือ” อาจารย์ยิ้มกว้างเหมือนเดิมก่อนจะตอบว่า “ไม่ฝัน ไม่ตื่นเต้นเลยครับ ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามการตัดสินใจของสภาไม่ว่าจะออกมาอย่างไรผมเคารพ”

และเมื่อผลออกมาว่า “นายกรัฐมนตรีคนที่ 27”  ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองแล้ว ยังเป็นจุดเปลี่ยนของครอบครัว “เวชชาชีวะ” ที่แม้จะมีหัวหน้าครอบครัวเป็นนักการเมืองยาวนานถึง 16 ปี แต่การเปลี่ยนสถานภาพจาก “ผู้นำฝ่ายค้าน” เป็น “นายกรัฐมนตรี” ภาระหน้าที่ก็ย่อมหนักหนาสาหัสขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลถึงเวลาที่มีให้ต่อครอบครัวอย่างแน่นอน และนี่เป็นเรื่องเดียวที่อาจารย์อภิสิทธิ์ยอมรับว่า

“ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวกับการเมืองของผม ที่จะต้องเปิดใจยอมรับว่าไม่ชอบ คือการสูญเสียความเป็นส่วนตัวและผลกระทบที่มีต่อครอบครัว จริงอยู่แตง (ภรรยา) ทราบมาโดยตลอดว่าผมอยากจะเป็นนักการเมืองตั้งแต่เรายังเป็นแฟนกัน ตัวเขาเองก็เคยสัมผัสการเมืองในครอบครัวมาแล้ว จากการที่คุณพ่อเป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว และนักการเมืองช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เช่นเดียวกับลูก ๆ ของผมที่เมื่อเริ่มจำความได้ก็เห็นพ่ออยู่ในการเมือง

การหาจุดลงตัวสำหรับการทุ่มเทให้กับงานกับชีวิตครอบครัวนั้น คงเป็นสิ่งที่ท้าทายทุกคนในทุกอาชีพยุคนี้ ไม่เฉพาะคนการเมือง แต่การเมืองอาจมีลักษณะพิเศษในความไม่แน่นอนของมันและงาน “เสริม”ที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของนักการเมืองในตำรสรัฐศาสตร์ แต่กลายเป็นงานหลักของนักการเมืองจำนวนไม่น้อย

“....ด้วยความเป็นครอบครัวที่ทุกคนเหมือนกันในการอยากมีชีวิตที่สงบ ไม่ใช่คนประเภทที่ออกงานสังคมอยู่แล้ว ตรงนี้จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมพยายามหาจุดลงตัวที่อาจไม่ตรงกับวิถีที่เพื่อนร่วมงานเลือก แต่ผมก็ยังเชื่อว่าผมปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ไม่ตกหล่น และรักษาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไว้ พร้อม ๆ กับทำหน้าที่ทำหน้าที่ในครอบครัวได้อย่างที่ผมยืนยันกับคนที่ผมรัก

สิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมตัวไว้สำหรับการเมืองก็คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคข้อมูลข่าวสาร ที่ทำให้วงการเมืองอยู่ภายใต้สปอตไลต์ที่ไม่ใช่แค่การตรวจสอบทางการเมืองที่ทำให้วงการเมืองคล้ายวงการบันเทิงมากขึ้นและการตลาดเข้ามามีอิทธิพลอย่างน่ากลัว

ผมจึงเข้าใจและยอมรับสภาพที่ครอบครัวผมไม่อยากจะไปไหนมาไหนกับผม เพราะไม่ต้องการเป็นเป้าสายตา แม้จะอดน้อยใจไม่ได้ในบางเวลา และเวลาที่คู่แข่งทางการเมืองเป็นพวกบ้าอำนาจ สกปรก สร้างความเดือดร้อน เช่น การข่มขู่ ก่อกวน กลั่นแกล้ง ลุกลามไปถึงคนในครอบครัว ผมรู้สึกผิดว่านำความทุกข์มาให้พวกเขาโดยที่เขาไม่ได้เลือก

แต่ผมก็เป็นคนโชคดี แม้จะถูกบ่นหรือต่อว่าบ้าง แต่ทั้งแตงและลูก ๆ ก็ยังเห็นความตั้งใจของผม และให้ผมทำในสิ่งที่มุ่งมั่นต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นความเป็นคนตรง ความเป็นคนที่รักในความถูกต้องของแตง เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนสติผมเป็นอย่างดี เมื่อมีกระแสกดดันให้เกิดความไขว้เขว และความเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ในความไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่หวั่นไหวต่อการกระทำสกปรกที่ลุกลามไปถึงเขา

หลาย ๆ สิ่งที่เป็น “ตัวจริง” ของผม ทำให้ผมเหมือน หรือไม่บางคนก็บอกไม่เหมาะที่จะเป็น “นักการเมือง” ในกรอบความคิดของหลาย ๆ คน ผมและความคิด ความตั้งใจที่ดี ไม่ต้องทำตัวหรูหรา โอ่อ่า มีคนห้อมล้อมเป็น “ดารา” แต่ยังคงความเป็นที่ใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างราบเรียบปกติ สิบหกปีที่ผ่านมาก็มีคนจำนวนมากที่เข้าใจและให้การสนับสนุนผม

ผมจึงอยากถือโอกาสนี้ ขอบคุณครอบครัวและประชาชนที่ทำให้ “ตัวจริง” ของผมยืนอยู่ในจุดที่ผมอยู่ในวันนี้ได้” (เป็นข้อความตอนหนึ่งที่อาจารย์เขียนเปิดใจในหัวข้อ “จากใจอภิสิทธิ์..ตัวจริง” ในหนังสือ “ใครว่าผมอภิสิทธิ์)

แต่นั่นเป็นคำพูดที่เกิดก่อนได้รับตำแหน่ง นายกฯ ดังนั้นวันนี้กับวันวาน “ตัวจริง” จะยังคงอยู่เหมือนในวันที่ไม่มีอำนาจหรือไม่ การกระทำเท่านั้นที่จะเป็นบทพิสูจน์

จำได้ว่าฉันบังอาจส่งข้อความเข้ามือถือของ อาจารย์อภิสิทธิ์ ในวันที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ด้วยบทกลอนว่า

“อุปสรรคจักทายท้า

ด้วยหาญกล้าและอดทน

รู้จักปกครองคน

ทบทวนตนอย่ามัวเมา

เป็นหงส์กลางฝูงเหี้ย

อย่าเสียเหลี่ยมรู้ใครเขา

รักษาตัวตนเรา

ภาระเจ้าเพื่อแผ่นดิน”

                แล้วจบด้วยข้อความว่า “อาจารย์ทำได้”  หลังจากนั้นอาจารย์อภิสิทธิ์ส่งข้อความกลับมาว่า “เพิ่งได้อ่าน ขอบคุณครับ อภิสิทธิ์”

                ฉันไม่รู้ว่าอาจารย์จะคิดอย่างไรกับข้อความที่ส่งไป เพียงแต่ฉันอยากทำและคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำในฐานะคนที่เห็นกันบนถนนการเมืองมายาวนานถึง 16 ปี เพราะทั้งฉันและอาจารย์ก้าวสู่เส้นทางนี้พร้อมกัน เพียงแต่เลือกเดินคนละสาย มีจุดยืนกันคนละด้าน เป็นเส้นขนานที่เห็นกันตลอดเวลาแต่ไม่มีทางบรรจบกัน เพราะคนหนึ่งเป็นนักข่าวทำหน้าที่ตรวจสอบ อีกคนเป็นนักการเมือง มีภาระความรับผิดชอบที่แตกต่างออกไป แต่แน่นอนว่าในความเป็นปุถุชนที่แม้จะต้องยึดความเป็นกลาง ตรงไป ตรงมา ในการทำงาน ซึ่งจนถึงวันนี้ฉันยังมั่นใจว่าสามารถส่องกระจกมองหน้าและยังให้ความเคารพการทำหน้าที่ในวิชาชีพของตัวเองได้อย่างสนิทใจ เพียงแต่ในฐานะคนรู้จักถือเป็นคนละส่วน จึงเป็นที่มาของข้อความที่ส่งไปให้อาจารย์อภิสิทธิ์

                ความเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาเริ่มต้นของการเข้าสู่อำนาจที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกเศร้ามากกว่าจะปลาบปลื้มปิติกับตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ที่มาพร้อมกับผู้คนที่มารายล้อม “อาจารย์อภิสิทธิ์” อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อาจารย์เดินทางไปเพื่อร่วมงานสมัชชาประชาธิปัตย์ ยังมีการเกณฑ์พนักงานเกือบจะทั้งโรงแรมกระมังมายืนเข้าแถวต้อนรับตั้งแต่หน้าประตูไปจนเกือบถึงลิฟต์ ฉันแอบถามอาจารย์ว่า

“อาจารย์คะ ถ้าอาจารย์ยังเป็นผู้นำฝ่ายค้านอยู่ เขาจะเกณฑ์พนักงานมาต้อนรับอาจารย์ไหม”  อาจารย์อภิสิทธิ์ ส่ายศีรษะพร้อมกับยิ้มบาง ๆ แต่ไม่มีคำตอบใด ๆ กลับมา ซึ่งฉันเข้าใจเอาเองว่า “คงไม่มีการเกณฑ์พนักงานมาต้อนรับถ้าเป็นผู้นำฝ่ายค้าน”

มีอีกครั้งที่เห็นได้ชัดเจนถึงอำนาจวาสนามีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ใครก็ได้ที่เราไม่เคยรู้จัก เข้ามาตีสนิทได้อย่างแนบเนียน

วันนั้นเป็นวันที่ทีมฟุตบอลไทยแข่งกับเวียดนามและอาจารย์อภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะไปร่วมเชียร์ติดขอบสนาม แต่อาจารย์ใช้ช่วงเวลาที่ยังพอมีเหลือกลับบ้านเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และพบปะกับเพื่อนส.ส.ที่จะไปร่วมเชียร์ฟุตบอลด้วยกัน โดยรับประทานอาหารเย็นที่ร้านใกล้บ้านของอาจารย์ ระหว่างทางนอกจากนักข่าวจะต้องตามติดแล้ว ผู้คนแถวนั้นต่างก็ให้ความสนใจ แต่ที่ตลกที่สุดในสายตาฉันคือ มีคนหนึ่งเข้าใจว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารฝั่งตรงข้าม (ซึ่งไม่ใช่ร้านที่อาจารย์นั่งรับประทานอาหาร) เดินตรงรี่เข้ามาหานายกรัฐมนตรีพร้อมมอบไวน์ให้ 1 ขวด กับคำพูดที่ว่า “ถ้ามีโอกาสเชิญไปรับประทานอาหารที่ร้านผมบ้างนะครับ”

ฉันคิดเอาเองว่าทุกครั้งที่อาจารย์เดินมารับประทานอาหารร้านนี้ ในขณะที่เป็นนักการเมืองและผู้นำฝ่ายค้าน คงไม่มีใครเดินข้ามฝั่งเพื่อนำไวน์ (ซึ่งอาจารย์คงไม่ได้ดื่ม เพราะเท่าที่ทราบชอบดื่มเบียร์มากกว่า แต่ตอนนี้เลิกแล้วเพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ) มามอบให้

สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ฉันเกิดแรงบันดาลใจแต่งกลอนขึ้นมาบทหนึ่ง อาจไม่ไพเราะเพราะพริ้ง เพราะไม่ใช่นักกวีมืออาชีพ  แต่ก็อยากถ่ายทอดถึงค่านิยมที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งในสังคมไทยขณะนี้

“ใครนะบอกอำนาจทำให้คนเปลี่ยน

คนรอบข้างวนเวียนต่างหากเล่า

รุมล้อมเราเฝ้าเชิดชูจนมัวเมา

แล้วพวกเขาก็จากไปยามอับปาง

เมื่อไหร่จะลึกซึ้งถึงสัจธรรม

ว่าอำนาจแท้จริงนั้นเปล่าว่าง

มีเส้นคั่นกางกั้นอย่างเบาบาง

ใช้พิสูจน์เส้นทางความเป็นคน

จะมีใครสักกี่คนผ่านเส้นนั้น

ด้วยคงมั่นไม่หวั่นไหวไปฉ้อฉล

ฝากจารึกชื่อไว้ในผองชน

ว่าเป็นคนมีอำนาจไม่ลืมตัว

ยิ่งอยู่สูงเสียดฟ้ายิ่งทายท้า

ความหาญกล้าจะนำผ่านทางสลัว

แต่ใจตนนั่นแหละที่น่ากลัว

จะรักษาตัวตนได้สักเท่าไร”

คุณแตง (พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ) คู่ชีวิตของอาจารย์อภิสิทธิ์ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ในวันที่อาจารย์ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า

“ยินดีกับคุณอภิสิทธิ์ และเป็นกำลังใจให้ทำงานเพราะประเทศชาติมีปัญหาและแม้งานมากขึ้น มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลงก็ไม่เป็นไร ก็คอยเป็นกำลังใจให้ และส่วนตัวยังเหมือนเดิม สอนหนังสือที่จุฬาฯ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

ฉันเองก็หวังเช่นนั้นว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงปลายทางแห่งอำนาจ แอบหวังเอาไว้ว่าเมื่อถึงวันนั้น ฉันจะยังมองอาจารย์ได้ด้วยสายตาของคนคุ้นเคยและทักทายเสียงดังว่า “อาจารย์คะ” เหมือนที่เคยเป็นตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ต้องยืนต่อหน้าใครคนหนึ่ง มองเขาคนนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนมองคนแปลกหน้า แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า “WHO ARE YOU”

ที่สำคัญคือตลอดเส้นทางแห่งอำนาจ “อาจารย์อภิสิทธิ์” คงจะยังจำได้ว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งตามรถแห่หาเสียงตะโกนบอกว่า “อยากฝากบ้านเมืองให้ผมดูแล” ฉันหวังว่าคำพูดที่อาจารย์นำมาใช้ในวันกล่าวสุนทรพจน์จะไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เกิดความลึกซึ้งกินใจเพื่อเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น แต่จะต้องพิสูจน์ให้เด็กหนุ่มคนนั้นได้เห็นว่า “เขาไม่ได้ฝากบ้านเมืองกับคนผิด”

//////////////////////////////////////////////////////

 

 

 

 

 







อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
walkaway วันที่ : 26/06/2009 เวลา : 18.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ake-yanee
สิ่งที่เขียนคือสิ่งที่เห็นและเป็นจริงเสมอ

หวังเช่นกันค่ะ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน