*/
  • สมเดชถาดทอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : purepas@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2019-09-14
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 1790
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
วันเสาร์ ที่ 14 กันยายน 2562
Posted by สมเดชถาดทอง , ผู้อ่าน : 425 , 10:18:51 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประสบการณ์การเยือนลังกาครั้งที่ 2

ภาพผู้เขียนในปัจจุบัน

ถ้าจะถามว่า..
ทำไมต้องไปลังกา ?

อันที่จริงการที่เราจะลงมือทำอะไรสักอย่างมันก็ต้องมีเหตุมีปัจจัยให้ต้องทำ ความหวัง ความอยาก (อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากดี อยากเด่น อยากดัง ฯลฯ) ก็รวมอยู่ในความอยากทั้งนั้น
แต่เหตุของผมเหมือนโดนสถานการณ์บีบบังคับให้ทำให้ไป โดยเฉพาะตอนไปศรีลังนี่แหละครับ
ผมได้มีโอกาสเดินทางไปศรีลังกาถึงสองครั้ง (อยากไปให้ครบสามครั้งเหมือนกัน..แฮ่ๆ..แต่ยังไม่มีเหตุผลครับ)
ครั้งแรก...
ไปฝึกนาค (ชาวศรีลังกา) ที่อยากจะมาบวชศึกษาพระธรรมวินัยในประเทศไทย ในโครงการหลวงพ่อสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย ป.ธ.๘) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการมหาเถรสมาคม ท่านมีบัญชาให้ไปฝึกนาค ณ เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา โดยมีผู้ร่วมเดินทางทั้งสิ้น ๓ รูป คือ
พระมหาสมบัติ คุเณสโก (ป.ธ.๗, Ph.D.)
พระมหาสมภพ (ป.ธ.๔) หรือ ที่ผมเรียกพี่มหากัญ (ขออภัยนะครับจำฉายาหลวงพี่ไม่ได้) ขอคารวะด้วยชา ๑ จอก...(อิอิอิ) และ
พระมหาประภาส ปริชาโน (ผู้เขียนเอง)
หมายถึงผู้ร่วมชะตากรรม....
อุ๊ย!!..ร่วมเดินทางครั้งแรกนะครับ...
ครั้งที่สอง....
ไปเป็นกรรมการเปิดสอบธรรมสนามหลวง ครั้งที่ ๑๓ ณ วัดไทยพระปฐมเจดีย์-ศรีลังกา เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา
โดยร่วมเดินทางไปกับผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวง (ขออนุญาตเอ่ยนามสักหน่อยนะครับ)
ประกอบไปด้วย
อาจารย์เจ้าคุณ พระวิบูลธรรมภาณ (วราวุฑฺโฒ ป.ธ.๗) ปัจจุบันเลื่อนสมณศักดิ์เป็น...พระราชธรรมกวี
พระมหาสาคร ธมฺมสาคโร (ป.ธ.๔, ศน.ม.) ปัจจุบันเป็น...พระครูปลัดสัมพิพัฒนญาณาจารย์
พระมหาสมบัติ คุเณสโก (ป.ธ.๗, Ph.D.)
พระมหาเลิศศักดิ์ วุฑฺฒิญาโณ (ป.ธ.๖, Ph.D.)
พระธรรมรัตน์ เขมธโร (ป.ธ.๑-๒, Ph.D.) ปัจจุบันเป็น....พระครูวินัยธร
พระมหาประภาส ปริชาโน (ป.ธ.๔, Ph.D.) ได้รับแต่งตั้งฐานานุกรมที่...พระครูธรรมภาณโกวิท และ
อาจารย์ถนอม บุตรเรือง (ป.ธ.๙, M.A.)
โดยหลวงพ่อเจ้าพระคุณ พระพรหมมุนี (สุชิน) ปัจจุบันได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แม่กองธรรมสนามหลวง เป็นผู้อุปถัมภ์การเดินทางและดำเนินการทุกอย่าง ร่วมกับแม่กองธรรมสนามหลวง
ผู้เขียนต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนให้โอกาสไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูงยิ่ง


...ข้อความนี้....
ได้ถูกเขียนไว้ตั้งแต่กลับมาจากการฝึกนาคครั้งแรก เกิดแรงบันดาลใจขณะเดินทางจึงบันทึกเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยเอาไว้ พอกลับมาเมืองไทยก็ค่อยๆ เจียดเวลาทำต่อให้แล้วเสร็จ ผนวกกับการไปครั้งที่สอง
...จึงเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้...

เรื่องมีอยู่ว่า...
เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยงานอบรมพระนักเทศน์ของคณะสงฆ์ธรรมยุต ที่วัดพระยายัง เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยมีท่านอาจารย์พระมหาสาคร ธมฺมสาคโร เป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการดำเนินจัดการดูแลสถานที่
ท่านได้เชิญชวนให้มาช่วยเป็นพิธีกรตลอดการอบรม ตกลงรับปากท่านว่า...
...จะช่วยครับ..
...แต่สรุปคือ...ไม่ได้ช่วย....(มีงานเข้าก่อน)
แน่นอนล่ะครับ!! เมื่อมีเหตุย่อมจะมีผล เมื่อมีผลก็ต้องมองไปดูเหตุ เนื่องจากมีเหตุมีเหตุปัจจัยให้ไปทำหน้าที่อีกอย่างแทน หน้าที่ที่ว่านี้สำคัญระดับชาติเลยล่ะครับ เพราะจะเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศ คือ ไทยกับศรีลังกา
แต่ถึงตรงนี้ผมยังจะไม่เฉลยว่า...ทำไม..ต้องเอ่ยถึงศรีลังกา
ขอย้อนกลับมาถึงต้นสายปลายเหตุก่อนนะครับ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ท่านอาจารย์พระมหาสมบัติ คุเณสโก กับท่านอาจารย์พระมหาสาคร ธมฺมสาคโร ทั้งสองท่านเป็นศาสนบุคคลที่สำคัญ (เป็นกำลังสำคัญ) ของวัดพระยายัง เขตราชเทวี กรุงเทพมหานครนี้เอง
(ถ้านึกภาพไม่ออกว่าวัดพระยายังอยู่ส่วนไหนในเขตกรุงเทพฯ ให้นึกถึงอุรุพงษ์ หรือไม่ก็แถวตลาดโบ้เบ้นะครับ ที่ขายเสื้อผ้าเยอะๆ)
พอดีท่านอาจารย์ทั้ง ๒ รูป ได้ชวนผู้เขียนไปฉันเพลที่วัดเทพศิรินทราวาส เราได้พบกัลยาณมิตร คือ ท่านอาจารย์พระมหาจีรพันธ์ วรญาโณ (ปัจจุบันเป็นพระราชคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวิสาลคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นผู้สนองงานหลวงพ่อเจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย ป.ธ.๘)
หลังฉันเพลเสร็จในวันนั้นท่านแนะนำให้ไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ
...อาจารย์บอกว่า...เผื่อท่านจะมีบัญชาอะไร...
เมื่อเข้าไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ ในตำหนัก (ตอนนั้นท่านกำลังนั่งที่โต๊ะฉัน) โดยมีโยมนุ (จำชื่อจริงแกไม่ได้..ขออภัยนะที่นี้..แฮ่ๆ) ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อ กำลังนั่ง massage (นวด) อยู่ข้าง ๆ
พอหลวงพ่อเห็นพวกเราเข้าไป
...ท่านก็เรียกเข้าพบทันที...
หลังจากที่สนทนากันพอหอมปากหอมคอแล้ว หลวงพ่อจึงปรารภว่า...
จะเอาโยมศรีลังกามาบวชพระที่เมืองไทย
แต่ก่อนจะถึงวันบวชจริงนั้น
นาคจากศรีลังกาทุกคนจะต้องท่องคำขอบรรพชาอุปสมบทให้ได้ก่อน เพราะเหลือเวลาแค่ ๗ วันเท่านั้น
ท่านจึงมีบัญชาให้อาจารย์พระมหาสมบัติ คุเณสโก,ดร. หลวงพี่มหาสมภพ และผู้เขียน รวมแล้ว ๓ รูป เดินทางไปด้วยกัน (พูดง่ายๆ ว่าไปกระตุ้นพ่อนาคให้ขยันฝึกซ้อมท่องคำขานนาคครับ)
หลวงพ่อก็ย้ำอีกว่า....
“ต้องท่องให้ได้ทุกคนจริง ๆ นะ
ถ้าท่องไม่ได้เราจะไม่บวชให้”
เอาล่ะสิครับ!!!.....(งานเข้าไหมล่ะ)
เมื่อหลวงพ่อกำชับมาอย่างนี้ มีหรือที่ทีมงานจะนิ่งเฉย...รีบรับปากทันทีว่า...
“พวกเราจะพยายามทำให้ได้ขอรับหลวงพ่อ”
(แต่ในใจก็หวั่นๆ เหมือนกันนะครับ) เกรงว่าเวลาอันน้อยนิดจะฝึกนาคได้ไม่สำเร็จ แต่ก็ต้องลองสักตั้ง
ไหน ๆ หลวงพ่อก็มอบความไว้วางใจให้แล้ว....ต้องทำให้ได้ล่ะครับ!!
พอถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงจะพอทราบแล้วว่า...
....ทำไมผมต้องไปศรีลังกา....โดยไม่ช่วยงานอบรมพระนักเทศน์
พอเดินทางถึงศรีลังกา มุ่งหน้าสู่เมืองแคนดี้ (Candy Club) ได้ที่พักแบบสัปปายะมาก แต่ทุกเช้าพ่อนาคก็จะหมุนเวียนกันเอารถมารับไปฝึกนาคที่ออฟฟิศ ฝึกเสร็จพลบค่ำก็มาส่ง เป็นอย่างนี้ตลอดระยะเวลา ๖,๗ วัน
ทุกวันเหล่าพ่อนาคและเจ้าหน้าที่ก็เตรียมอาหารมาถวายเพลทุกครั้งและทุกมื้อ
อบอุ่นนะครับ
เราได้สัมผัสความใฝ่ดี ความโอบอ้อมอารี ความมีน้ำใจไมตรีของชาวพุทธศรีลังกา ที่ได้มีโอกาสทำบุญกับพระสงฆ์องค์สามเณร ซึ่งที่ศรีลังกาพระสงฆ์ค่อนข้างจะมีจำนวนน้อยมาก
สังเกตจากวัดวาอารามที่มีพระอยู่จริงๆ จะมีไม่กี่วัด ๆ หนึ่ง ๆ มีพระ ๔ – ๕ รูปเท่านั้น ถ้าอยู่หมู่บ้านห่างไกลยิ่งไม่ต้องพูดถึง
คนศรีลังกาจึงนิยมที่จะสร้างวัดเล็ก ๆ และสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ตามแยกมุมต่างๆ เพื่อไว้เป็นที่สักการะ
(เหมือนชาวฮินดูสร้างวัดในอินเดีย)
ไม่ต้องมีพื้นที่มากก็สร้างเทวาลัยประดิษฐานเทพองค์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งต่างจากพม่า ไทย เขมร ลาว นะครับ
ละแวกบ้านเรายังมีพระเยอะกว่า แต่ที่ศรีลังถึงแม้พระสงฆ์มีจำนวนน้อยแต่ก็มีอิทธิพลมากในการเผยแผ่พระศาสนา และเป็นที่นับหน้าถือตามของประชาชน ที่ต่างก็ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธา
(ถ้าอยากทราบว่าพระมีบทบาทอย่างไรในการเกื้อกูล อนุเคราะห์ประชาชนต้องไปดูวันพระนะครับ)
เมื่อถึงวันพระทุกส่วนงานราชการจะหยุดทำงาน เพื่อปฏิบัติธรรมนิมนต์พระมาเทศน์ให้ฟัง บางทีก็ไปที่วัด บางแห่งนิมนต์พระมาเทศน์ที่ถึงทำงานเลย
อ้อ!! ลืมบอกอีกอย่าง...ข้อดีชาวพุทธศรีลังกาคือ ชอบฟังพระเทศน์
ถ้าพระเทศน์ไม่จบ โยมก็จะไม่ลุกหนี (เป็นการแสดงความเคารพพระธรรม)
พูดถึงตรงนี้....แม้ในสมัยพุทธกาลเอง เวลาที่พระพุทธเจ้า เสด็จผ่านไปที่ใดก็ตาม หากมีเสียงพระภิกษุสาธยายธรรมแว่วมา พระพุทธองค์จะทรงหยุด แล้วตั้งใจสดับตรับฟังธรรมที่ภิกษุรูปนั้นๆ กำลังสาธยาย เป็นการแสดงความเคารพพระธรรมรัตนะ ที่พระองค์ทรงค้นพบเอง และเป็นสิ่งสูงสุดในพระไตรรัตน์ทั้งสาม
ด้วยเหตุนี้เอง...ชาวพุทธศรีลังกาจึงยึดปฏิปทาของพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง (โอปนยิโก) น้อมธรรมเข้ามาสู่จิตสู่ใจตนเอง จะนั่งจดจ่อตั้งใจเงี่ยโสตประสาทฟังอยู่อย่างนั้น (ศรีลังกาไม่ติดในท่านั่งนะครับ) เพียงนั่งท่าสุภาพก็พอ
จะมีท่าสุดฮิตก็คือ...
....ท่านั่งเหยียดขา...
การกราบ การนั่ง ก็เป็นประเพณีวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์ของชาวพุทธแต่ละชาติ เช่น ไทยนั่งคุกเข่า พับเพียบ พม่า นั่งยองยอง ศรีลังกา นั่งเหยียดขา
(ภาพรวมเป็นแบบนี้แหละไม่เชื่อลองไปดูเอง อย่าเพิ่งเชื่อเพราะได้ยินต่อๆ กันมา เป็นหลักกาลามสูตรนะครับ)
อืม!!!...เรื่องนั่งคุกเข่านี่ประสบด้วยตนเองครับ คือตอนไปฝึกนาค การฝึกท่องไม่เป็นปัญหา
แต่พอให้ฝึกนั่งคุกเข่านี่นะ...
โอ้โห!! ยากแสนยาก....เขาก็บอกว่าเกิดมาไม่เคยนั่งคุกเข่าและมันเป็นอะไรที่ทรมานมากเล้ยยยย....
...ภันเตเอ๋ย!!!!
พวกฉันขอนั่งหัตบาสหรือเหยียดขาขณะบวชได้หรือไม่ ?
NO NO!!! ไม่ได้เชียว...
มีข้อต่อรองเยอะมากครับ
ธรรมเนียมขั้นตอนการบวชพระบ้านเราจะต้องคุกเข่ากล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบท ให้ถูกตามธรรมเนียมนิยม และจนกว่าจะเสร็จขั้นตอนทุกอย่างถึงจะนั่งพับเพียบได้
เชื่อหรือไม่...
จาก ๑๕ คนฝึกวันแรก แค่ให้นั่งคุกเข่าเท่านั้นแหละครับ วันที่สองที่สาม บางคนเริ่มขอถอนตัว หาข้ออ้างจะไม่มาบวชแล้ว
ถ้านั่งนานๆ แบบนี้...พวกฉันคงไม่ไหวแน่ภันเต
...ลุมาจนถึงวันสุดท้ายก่อนจะเดินทางมาบวชจริง....
ท่านทราบหรือไม่ว่า..เหลือนาค ๙ ตัว
...เหตุผลคือ กลัวท่านั่งคุกเข่า...(พะนะ!!)
มีอะไรอีกเยอะแยะครับที่อยากจะเล่าให้ฟัง แต่หน้ากระดาษมันน้อย ขอเล่าแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน
สิ่งที่ภาคภูมิใจครั้งนี้คือ เมื่อซ้อมนาคเสร็จคณะเราก็ได้นำพ่อนาคชาวศรีลังกามาบวช (ปลงผมมาจากศรีลังกาเลยนะครับ..ไม่ธรรมดา) ณ พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส โดยหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์เอง
วันบวชนั้น...ผู้เขียนเองก็ได้เข้าร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทด้วย ขณะที่พ่อนาคทั้ง ๙ คนเปล่งวาจากล่าวคำขอบรรพชาว่า....
เอสาหัง ภันเต สุจิระปรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ...ฯลฯ....
(แต่ด้วยน้ำเสียงและสำเนียงภาษาครับ ผมขนลุกชูชัน หลับตานึกถึงสมัยพุทธกาลที่เหล่าพระสงฆ์สาวกได้ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรผู้เลื่อมใสศรัทธา คงไม่ต่างกันนี้ ..ปลื้มใจครับ..)
พ่อนาคได้เปล่งวาจา ว่าได้อย่างคล่องแคล่วชัดเจนตามแบบภาษาบาลีสำเนียงเสียงมคธบวกสิงหลนิดๆ
ผู้เขียนได้สังเกตมองเห็นแววตาและสีหน้าหลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านอิ่มเอิบและรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาต่อสัทธิวิหาริกของท่านอย่างภาคภูมิใจ
ในวันนั้น ท่านเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์มาร่วมพิธี...อุ้มผ้าไตรเดินแห่รอบพระอุโบสถด้วยความตั้งใจและมีศรัทธาที่เต็มเปี่ยม
...ท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเชียว!!!!
อดีตนายกคนที่ว่านี้คือ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปะอาชา และครอบครัว
เอาล่ะ...เมื่อถึงตอนบรรพชาอุปสมบทจริง...
พ่อนาคชาวศรีลังกาไม่ทำให้สมเด็จพระอุปัชฌาย์และท่านเจ้าภาพผิดหวังเลยครับ”
....หลวงพ่อยิ้ม...พลางหันหน้ามาพูดกับหลวงพี่พระมหาสมภพ กับพระที่นั่งหัตถบาสว่า....
“นาคชุดนี้เก่งนะ ท่องได้หมดเลย คล่องซะด้วยสิ”
(แต่ในใจผมอยากจะสะกิดหลวงพ่อว่า...ก็เค้าเป็นต้นฉบับน่ะขอรับหลวงพ่อ...แฮ่ๆๆ เราต่างหากที่ก๊อปปี้เขามา...ออกเสียงเพี้ยนหมดเลย...แต่ไม่กล้าพูด..อะจึ๋ย!!)
พวกเราในนามทีมผู้ฝึกสอนก็ภูมิใจในผลงานที่ปรากฏ ไม่เสียทีที่ได้ฝึกปรือกันอย่างทุ่มเท เรียกว่า...หามรุ่งหามค่ำตลอดระยะเวลา ๗ วันในเกาะไข่มุกอันดามันแห่งนี้
“คนเราเมื่อทำอะไรที่เราถนัดและมีใจรักที่จะทำ ย่อมสำเร็จ และผลที่ปรากฏมันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ยิ่งกิจกรรมบุญกุศลเช่นนี้ จะยังพระศาสนาให้มั่นคงสืบไปอย่างแน่นอน..”
ก็อยากจะบอกความในใจครับว่า...
ดีใจที่ได้มีโอกาสเดินทางไปสนองงานให้กับหลวงพ่อ เพราะท่านมีความตั้งใจเป็นบุญเป็นกุศล ที่อยากสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วยการสร้างศาสนทายาท โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทเสียสละอย่างยิ่งยวด
...ยินดีที่สุดที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการฯ ของหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ....
ที่เล่าเบื้องหลังให้ฟังเพราะนี่คือที่มาที่ไปครับว่าทำไมถึงไม่ได้อยู่ช่วยงานอบรมพระนักเทศน์ที่วัดพระยายัง เพราะได้รับโอกาสจากหลวงพ่อเจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี ให้ไปฝึกนาคนั่นเอง
ผลก็คือได้ไปศรีลังกาตามบัญชาของท่านจริงๆ
เมื่อนึกชื่อเรื่องว่าจะเขียนหนังสือเรื่องอะไรดี...
ก็เป็นอันว่า...มีเรื่อง (ไม่ได้หมายความว่ามีเรื่องหรือมีปัญหากับใครนะ..แฮ่ๆ..)
สรุปเรื่องที่ได้คือ...

“ไปลังกาตามบัญชาสมเด็จฯ”
(เกริ่นมาซะยาว)
.....เอวัง...ก็มีด้วยประการ ฉะนี้...!!!!

ปล.ข้อความนี้เขียนไว้เมื่อครั้งยังอยู่ในสมณเพศนะครับ!!!!!

ผู้เขียนสมัยอยู่ในสมณเพศ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน