*/
  • สมเดชถาดทอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : purepas@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2019-09-14
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 1789
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
วันเสาร์ ที่ 14 กันยายน 2562
Posted by สมเดชถาดทอง , ผู้อ่าน : 319 , 10:51:17 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อุดมคติในทางพระพุทธศาสนา

Buddhist ideals 

ประภาส แก้วเกตุพงษ์ ป.ธ.4,ศน.บ.,M.A.,Ph.D.

บทนำ

พระพุทธศาสนามีคำสอนที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นสัจนิยมที่สอนเรื่องความจริงของสิ่งทั้งหลาย หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นเน้นเรื่องการทำชีวิตให้มีความสุขทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และเป้าหมายสูงสุดที่เรียกว่า ปรมัตถประโยชน์ คือ พระนิพพาน พระนิพพานก็คือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนมีศักยภาพที่จะเข้าถึงได้ เป็นสภาวะที่หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกิเลสและสิ่งมัวหมองทั้งหลาย แม้ยังมีชีวิตการนิพพานก็คือการไม่มีกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลส อยู่ในโลกอย่างเข้าใจโลก อยู่ในโลกอย่างเหนือโลก ในการนี้จึงนำเสนอลักษณะพิเศษหรืออุดมคติของพระพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เห็นและเข้าใจตามเป็นจริง โดยจะแยกเป็นประเด็นไป ดังนี้

 

. ศาสนาแห่งความมีเหตุผล

พระพุทธเจ้าได้ทรงถือปัญญาว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าสอนคนให้ใช้ เหตุผลมองการณ์ไกลไปในโลก พระพุทธเจ้าทรงอธิบายปรากฏการณ์ของมนุษย์และธรรมชาติ มิใช่โดยความเชื่อหรือความยึดถือในความเหนือเหตุผลที่ไร้เหตุผล แต่โดยการใช้กฎแห่งความเป็นเหตุผลที่เป็นเหตุเป็นผล ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่เป็นรูปธรรมและไม่เป็นรูปธรรมทั้งหมดต้องอยู่ในกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ (นิยาม) กฎธรรมชาติหรือนิยาม ๕ ประเภท ได้กล่าวไว้ตามลำดับใน สุมังคลวิลาสินี ดังต่อไปนี้

.กรรมนิยาม เป็นกฎแห่งกรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ นั่นก็คือ กระบวนการแห่งการกระทำ และการให้ผลแห่งการกระทำ ว่าตามกฎข้อนี้คือกฎแห่งกรรม กรรมหรือการกระทำก่อให้เกิดผลิตผลแห่งวิปากกรรม การกระทำที่ดีจะผลิตผลที่ดี และการทำชั่วจะผลิตผลที่ชั่ว

.อุตุนิยาม เป็นกฎธรรมชาติเกี่ยวกับวัตถุทางกายภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ, ฤดูกาล และเหตุการณ์ที่เป็นไปตามทางกายภาพ

. พีชนิยาม เป็นกฎธรรมชาติแห่งพันธุกรรม ดังคำกล่าวที่ว่า“ตามที่พืชท่านหว่านลงไปเช่นใด ท่านก็จะได้ผลที่ได้รับจากการกระทำ”

.จิตตนิยาม เป็นกฎทางด้านจิตใจที่เกี่ยวกับงานของจิต เช่น หน้าที่ของวิญญาณในกระบวนการแห่งการเสวยอารมณ์ (เวทนา) และการรับรู้

.ธรรมนิยาม เป็นกฎแห่งธรรมที่ควบคุมความสัมพันธ์และความเกี่ยวเนื่องกันแห่งทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นคือกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎสากลที่สุด ที่รวมเอานิยาม ๔ ข้างต้นเอาไว้

โดยกฎหมวดนี้ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธความเป็นผู้ชี้ขาดของลัทธิเทวนิยม ช่วงชีวิตของมนุษย์ไม่ได้กำหนดโดยเจตนาของพระผู้เป็นเจ้า (อิสสรนิมานเหตุ) แต่โดยกรรมที่เขาทำไว้ สภาวะปัจจุบันของมนุษย์เป็นผลแห่งการกระทำหรือกรรมในอดีตของเขา พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัตว์มีชีวิตเป็นเจ้าของแห่งการกระทำของตน เป็นผู้ทายาทแห่งการกระทำของตน การกระทำหรือกรรมนั้นเป็นมดลูกที่ตนถือกำเนิดมา การกระทำของตนเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งที่อาศัย ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อที่เหนือเหตุผลในหลายรูปแบบนั้นถูกปฏิเสธโดยพระพุทธเจ้า” ดังที่พระองค์ตรัสว่า

“แม้ว่าจะชำระล้างตนเองอยู่เป็นประจำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นแม่น้ำพหุคะ แม่น้ำคยา คนโง่ก็ไม่ได้ทำความสะอาดของกรรมที่เลวทรามของเขาได้ แม่น้ำเหล่านี้จะทำอะไรได้ แม่น้ำเหล่านั้นไม่สามารถจะชำระล้างคนผิดที่เลวร้ายนั้นผู้ซึ่งทำกรรมชั่วมาได้เลย เพราะความบริสุทธิ์เท่านั้นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกๆ วันอยู่แล้ว”

“คนโง่ผู้ซึ่งเฝ้ามองความดีจะเสียประโยชน์ของตนไป ประโยชน์นั้นเป็นโชคในตัวของมันเอง เพียงแต่ดวงดาวนั้นจะทำอะไรให้เขาได้?”

เป็นเรื่องที่ควรค่าที่กล่าวไว้ในที่นี้ว่า ความมีเหตุมีผลมุมมองที่เหตุผลของพระพุทธศาสนานำไปสู่ความเป็นมิตรกับวิทยาศาสตร์ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระพุทธศาสนาไม่เคยมีข้อวิภาษกับวิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์ เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าพระพุทธศาสนาปฏิเสธความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า และความเชื่อที่ไร้เหตุซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของวิทยาศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องกฎแห่งธรรมชาติ ในเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลนั้นเป็นรากฐานร่วมกันมีความเป็นไปกันได้ระหว่างพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ อัลเบริต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ ๒๐ กล่าวไว้ว่า ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งสากล ศาสนานั้นควรจะอยู่เหนือพระผู้เป็นเจ้า หลีกเลี่ยงความยึดมั่นถือมั่นและวิชาที่ว่าด้วยทฤษฎี ครอบคลุมทั้งทางด้านธรรมชาติและทางด้านจิตวิญญาณ ศาสนานั้นควรจะตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความหมายทางศาสนาที่เกิดมาจากประสบการณ์แห่งทุกสิ่งทุกอย่างทั้งทางธรรมชาติและจิตวิญญาณในฐานะที่เป็นหน่วยที่มีความหมายแห่งศาสนา และศาสนาที่ว่านี้เป็นศาสนาในอนาคต พระพุทธศาสนาให้คำตอบต่อนิยามนี้ได้ แล้วเขากล่าวต่อไปว่า ถ้าจะมีศาสนาซักศาสนาหนึ่งที่จะครอบคลุมความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็ควรจะเป็นพระพุทธศาสนา

 

. ศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัว

          ในบรรดาศาสนาใหญ่ๆ ทุกศาสนาของโลก พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่สอนในความคิดเรื่องปราศจากตัวตนหรือปราศจากความเห็นที่เห็นแก่ตัว หรืออนัตตา หลักธรรมเรื่องอนัตตานั้นปรากฏครั้งแรกในเทศนาครั้งที่ ๒ ของพระพุทธเจ้า  ชื่อว่า อนัตตลักขณสูตร หลักธรรมนี้ถือกันว่าเป็นหนึ่งในบรรดาหินที่เป็นเสาหลักใหญ่ๆรากฐานที่สถาบันแห่งการสอนของพระพุทธเจ้าได้ถูกสร้างขึ้นไว้ในเสาหลักนั้น เป็นหลักคำสอนพิเศษของพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวไว้ในหนังสือ สัมโมหวิโนทนีว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตามลักษณะแห่งความไม่เที่ยง (อนิจจัง)และความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) เป็นที่รู้กันของมนุษย์ แต่ก็ลักษณะแห่งความไม่มีตัวตน (อนัตตา) จะไม่เป็นที่รู้จักของมนุษย์เลย เว้นไว้แต่ว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีลักษณะพิเศษในประวัติศาสตร์แห่งศาสนาในเรื่องการปฏิเสธการมีอยู่ของอัตตา

          พระพุทธเจ้าตรัสสอนหลักธรรมเรื่องอนัตตาหรือความปราศจากแห่งตัวตน เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับเรื่องอาตมันหรืออัตตา คำศัพท์ว่าอาตมันนั้นใช้แสดงถึงดวงวิญญาณที่ไม่ตายของคน ดังที่ทรงพรรณาไว้ใน อลัสูตรว่า นี้ว่าโลก นี้ตน หลังจากตาย ฉันจะเที่ยง ฉันจะยังคงอยู่ยาวนาน ฉันจะอยู่ชั่วนิรันดร จะไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ฉันจะดำรงคงอยู่เป็นนิรันดร

เหตุผลของพระพุทธเจ้าที่ทรงปฏิเสธอัตตานั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งการวิเคราะห์ของมนุษย์ของพระองค์ พระองค์วิเคราะห์มนุษย์โดยแยกมนุษย์ออกเป็น ๕ กอง กล่าวคือ รูป เวทนา วิญญาณ สังขารและวิญญาณ และตรัสว่า ไม่มีอะไรทั้ง ๕ อย่างนี้เลยที่เป็นอัตตาที่เป็นตัวตน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตน พระองค์มิได้หมายความว่า ยังมีอัตตาที่อยู่เหนือกว่าขันธ์ทั้งหลายเหล่านี้ อัตตาที่อยู่เหนือธรรมชาติหรืออยู่นอกเหนือออกไปไม่มีอยู่เลย เพราะว่าอัตตานั้นหาไม่เจอเลยทั้งภายในและภายนอกของขันธ์ 5 นั้นเป็นเหตุผลที่ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ยกคำถามขึ้นว่า ถ้าอัตตาและสิ่งที่เป็นของอัตตาไม่ได้พบเจออย่างแท้จริงและอย่างจริงจังได้ ก็จะไม่เป็นลัทธิที่โง่อย่างสมบูรณ์แบบเลยหรือ ที่จะถือความเห็นดังต่อไปนี้ว่า นี้โลก นี้อัตตา หลังจากตายไปเราจะเป็นผู้เที่ยง ผู้ยื่นยง ผู้นิรันดร ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง จะสถิตอยู่เช่นเดิมจนเป็นนิรันดร

          ตามหลักการของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีว่าด้วยอัตตาเป็นความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะว่าทฤษฎีเรื่องอัตตานั้นไม่มีความเป็นจริงที่ตอบรับกันได้เลย สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความคิดเรื่องอัตตาก่อให้เกิดทุกข์ อัตตาถือว่าเป็นผลปรากฏแห่งอุปาทานรูปแบบที่แข็งแรงที่สุดและละเอียดอ่อนที่สุดที่เรียกว่าอัตตวาทุปาทาน การยึดมั่นว่ามีตัวตนนั้นเป็นสาเหตุหลักของความทุกข์ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ แห่งอุปาทานเป็นทุกข์” ความประสงค์ใหญ่แห่งการปฏิเสธอัตตาของพระพุทธเจ้าก็เพื่อที่จะให้พระสาวกสามารถที่จะสละละทิ้ง เช่น สละละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีว่ามีตัวมีตน เพื่อที่จะบรรลุพระนิพพาน ทุกคนจะต้องขจัดความเชื่อว่ามีตัวมีบุคคลให้ได้ (สักกายทิฏฐิ) และความถือตัวว่าฉันเป็น (อัสมิมานะ) ตราบใดที่ความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตนในรูปแบบใดๆ ยังมีอยู่ จะไม่มีความหลุดพ้นที่แท้จริงได้เลย

          คำศัพท์ว่า “สุญญะ” ใช้เป็นไวพจน์ของคำว่าอนัตตา เพราะคำว่า สุญญะ ได้นิยามไว้โดยพระพุทธเจ้าว่า “ว่างเปล่าจากตนจากอัตตาและอะไรก็ตามที่เป็นของอัตตา” ในพระพุทธศาสนามหายานแนวความคิดเรื่องสุญญตา ได้พัฒนาและทำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย โดยนักปรัชญาที่ชื่อว่านาคารชุน

 

. ศาสนาแห่งการพัฒนาที่สมดุล (ทางสายกลาง)

          พระพุทธศาสนาสอนทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธศาสนานำเสนอคำสอนที่จะทำให้มนุษย์สามารถที่จะพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ บุคคลในอุดมคติคือบุคคลผู้ซึ่งได้รับการพัฒนาทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ การพัฒนาด้านกายภาพ สังคม จิตใจ และการพัฒนาสติปัญญา ดังการพัฒนาเหล่านั้นกล่าวได้ดังต่อไปนี้

. การพัฒนาทางด้านกาย (กายภาวนา) คือการพัฒนาทางร่างกายและสิ่งแวดล้อมทางด้านวัตถุหรือทางกายภาพแห่งร่างกาย การพัฒนาทางด้านกายจะทำให้แจ้งได้โดยการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนเกี่ยวกับแง่มุมแห่งชีวิตทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจและทางด้านสิ่งแวดล้อม

. การพัฒนาทางด้านสังคม (ศีลภาวนา)  เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นมิตรกับคนอื่น เพื่อให้สังคมที่พึงปรารถนาอันมีสภาพทางสังคมที่ดีถูกสถาปนาขึ้นให้มีในโลก ศีลภาวนาจะทำให้แจ้งโดยการรักษาศีล และปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม

. การพัฒนาทางด้านจิตใจ (จิตภาวนา) เป็นการพัฒนาคุณภาพทางด้านจิตใจที่ดี เช่น ความรัก ความเมตตากรุณา  มุทิตา อุเบกขา สติ และสมาธิ การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานจะทำให้บุคคลได้รับคุณสมบัติทางด้านจิตใจเหล่านี้และกำลังซักฟอกจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดจากนิวรณ์ธรรม

. การพัฒนาทางด้านสติปัญญา (ปัญญาภาวนา) เป็นการพัฒนาปัญญาหรืออินทรีย์แห่งความรู้สิ่งต่างๆ ดังที่มันเป็นอยู่ การพัฒนาปัญญาจะบรรลุได้โดยการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ควรจะพูดเพิ่มเติมไว้ที่นี่ว่าสมถกัมมัฏฐาน ที่ก่อให้กำเนิดความสงบทางใจ ไม่สามารถที่จะถือว่าเป็นกัมมัฏฐานแบบพุทธอย่างเพียวๆ ไม่สามารถที่จะถือได้ว่าเป็นพุทธกัมมัฏฐานอย่างแท้จริง สมถกัมมัฏฐานเคยที่รู้จักในนามของคำว่าโยคะ และปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายโดยพวกฤาษีและพวกพราหมณ์ พระพุทธเจ้าก่อนพระองค์จะตรัสรู้ ได้ทรงเรียนรู้ที่จะปฏิบัติโยคะหรือสมถกัมมัฏฐานจากอาฬารดาบสและอุทกดาบส และทรงบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งฌาน พระองค์ทรงไม่พอพระทัยกับบรรลุฌานนั้น เพราะว่าฌานนั้นไม่ได้ให้ความหลุดพ้นที่สมบูรณ์แบบแก่พระองค์ ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีใหม่แห่งการพัฒนาปัญญา ซึ่งทำให้พระองค์ทำให้แจ้งในพระนิพพาน วิธีการเช่นนั้นเรียกว่าวิปัสสนากัมมัฏฐาน การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นเกี่ยวกับการทำให้มีกำลัง เสริมกำลัง และทำให้หลักแหลม ซึ่งอินทรีย์คือสติ ให้มากจนกระทั่งว่าสตินั้นช่วยให้บุคคลมองเห็นลักษณะ ๓ ประการของสิ่งต่างๆ กล่าวคือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และความไม่มีอัตตา เมื่อได้ทำให้แจ้งซึ่งพระสัจธรรมแล้ว บุคคลก็บรรลุถึงซึ่งพระนิพพาน

วิปัสสนากัมมัฏฐานเหมือนกับหลักคำสอนเรื่องอนัตตา ไม่เคยพบเห็นในศาสนาอื่น วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นของเกิดขึ้นครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระพุทธเจ้า ไม่เหมือนกับสมถกัมมัฏฐานซึ่งจะปฏิบัติอย่างได้ผลได้ในที่เงียบสงัด วิปัสสนากัมมัฏฐานสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันในขณะที่บุคคลพูดอยู่ สอนอยู่ เดินอยู่ หรือทำงานอยู่ ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายวิธีการนี้ไว้โดยละเอียด ด้วยพระดำรัสเช่นว่า อีกครั้งหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดินอยู่ ก็รู้ว่ากำลังเดิน เมื่อยืนอยู่ ก็รู้ว่ากำลังยืน เมื่อนั่งอยู่ ก็รู้ว่ากำลังนั่ง เมื่อนอนอยู่ ก็รู้ว่ากำลังนอน ไม่ว่าจะในกิริยาบถใด ที่ร่างกายของภิกษุนั้นกำลังใช้อยู่ ภิกษุก็รู้กิริยาบถนั้นว่ามันเป็นอย่างไร วิธีการนี้เป็นกัมมัฏฐานที่นิยมกัน เพราะว่ามันออกแบบมาเพื่อใช้ได้โดยทุกคนในทุกสถานการณ์และปัจจุบัน กัมมัฏฐานนี้เรียกกันในประเทศตะวันตกว่า กัมมัฏฐานแบบพุทธ

 

. ศาสนาแห่งประชาธิปไตย

          พระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมประชาธิปไตยในทางศาสนา ประชาธิปไตยในทางสังคมและประชาธิปไตยในทางการเมือง” พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นศาสนาที่เหมาะสมที่สุดของสังคมประชาธิปไตย เพราะพระพุทธศาสนาได้เน้นหลักการประชาธิปไตย 3 อย่าง คือ หลักเสรีภาพ ความเสมอภาคกัน และความเป็นพี่เป็นน้องกัน

ประการที่ 1 หลักการแห่งเสรีภาพหรืออิสรภาพในพระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ในตอนต้นๆ เมื่อเราพูดถึงเสรีภาพในความคิด ในการพูด และในการความคิดเห็น ดังที่พลวงพ่อวัลโพละ ราหุละ กล่าวไว้ว่า “เสรีภาพแห่งความคิดที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้นั้น ไม่เคยได้ยินได้ฟังกันมาเลยในที่ไหนๆ ในประวัติศาสตร์แห่งศาสนา” การส่งเสริมเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในพระพุทธศาสนา เพราะว่าเป้าหมายที่สูงสุดแห่งพระพุทธศาสนานั้นคือวิมุติหรือความเป็นอิสรภาพจากสิ่งผูกมัดทั้งหลายทั้งปวงในชีวิต

ประการที่ 2 พระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาพระองค์แรกที่ทรงมีพระสุรเสียงต่อต้านระบบวรรณะ และทรงสอนความเท่าเทียมกันความเสมอกันทางสังคมตามทุกผู้ทุกคน โดยปกติพูดตามจริงแล้วระบบวรรณะนั้น วางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า พระองค์คือพระผู้สร้างสร้างมนุษย์มา แล้วก็สร้างมนุษย์เหล่านั้นไม่เท่าเทียมกันไม่เสมอกัน ตั้งแต่ตอนที่เกิดอยู่ ทรงปฏิเสธความมีอยู่ ไม่ได้ทรงปฏิเสธความมีอยู่แห่งพระผู้สร้าง พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่า มนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน และว่ามนุษย์แตกต่างจากกัน เพราะกรรมคือการกระทำของเขาเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสุตตนิบาตว่า “ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดหลอกที่คนเป็นคน ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดหลอกที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ โดยการกระทำของตนเองเท่านั้นที่บุคคลเป็นคนไร้ชาติ โดยการกระทำของตนเองนั่นและที่บุคคลเป็นพราหมณ์” ความเพิ่มเติมทำลายระบบวรรณะ พระพุทธเจ้าทรงต่อต้านการปฏิบัติที่เลือกเพศที่มีต่อสตรี พระองค์ทรงพากเพียรพยายามที่จะยกสถานะของสตรีและแนะนำสตรีให้ตระหนักถึงความสำคัญของตนที่มีต่อสังคม ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เฝ้าพระพุทธเจ้าและได้บ่นพรึมพรำ เพราะว่าพระราชินีของพระองค์ได้ประสูติพระราชธิดา พระพุทธเจ้าทรงปลอบโยนและปลุกเร้าพระองค์ตรัสว่า “เด็กผู้หญิงอาจจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นทายาทที่ดีเสียยิ่งกว่าเด็กผู้ชายเสียอีก” และการที่พระพุทธเจ้าทรงสถาปนาคณะสงฆ์แห่งภิกษุณีสงฆ์ เป็นการประทานพรให้แก่พวกสตรีทั้งหลาย

ประการที่ 3 หลักการเรื่องภารดรภาพหรือความเป็นพี่เป็นน้องกัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนเมื่อพระองค์ทรงแนะนำประชาชนให้ปลูกฝังเมตตาหรือความรัก ให้ถือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นญาติของตนในชีวิตในอดีตชาติใดชาติหนึ่ง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ความเริ่มต้นแห่งห่วงโซ่ แห่งวงเวียน แห่งการเกิดใหม่ (สังสาระ) จุดเริ่มตันที่ไม่ได้เปิดเผยไว้แห่งห่วงโซ่ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายนั้นที่เปียกชุ่มอยู่ในอวิชชา ถูกยึดไว้ในตัณหา  มันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยที่จะพบใครสักคนหนึ่ง ซึ่งในวงเวียนห่วงโซ่หรือในวัฏฏะที่ยาวนานแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ไม่เคยเป็นแม่ ไม่เคยเป็นพ่อ ไม่เคยเป็นพี่ชายหรือน้องชาย ไม่เคยเป็นพี่สาวหรือน้องสาว ไม่เคยเป็นลูกชายลูกสาวกันมาเลย”

พระสงฆ์หรือหมู่คณะของพระภิกษุสงฆ์นั้น เป็นตัวอย่างของสังคมประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เพราะคณะสงฆ์นั้นก่อตั้งขึ้นมาบนหลักการแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาพ และภารดรภาพ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบคณะสงฆ์ของพระองค์กับมหาสมุทรที่ทรงพลัง ซึ่งแม่น้ำใหญ่หลายๆ สายจากเส้นทางที่ต่างกัน ไหลมาประจบกันแล้วก็ละทิ้งเอกลักษณ์ของตนเอง แล้วก็กลายเป็นหนึ่งเดียวเป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ เพราะภิกษุมาร่วมหมู่ร่วมคณะจากวรรณะจากชนชั้นที่แตกต่างกันแห่งสังคม และละทิ้งชื่อเดิมของตน ถือชื่อตามศาสนาใหม่ และก็รู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกันในคณะสงฆ์

พระพุทธเจ้ามิได้ตั้งทายาทผู้สืบแทนของพระองค์ก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์เพียงแต่ตรัสว่า “ธรรมและวินัยที่เราสอนไว้แสดงไว้บัญญัติไว้แก่เธอทั้งหลายจะเป็นศาสดาของพวกเธอเมื่อเราจากไป” และตั้งแต่นั้นมาพระธรรมและวินัยที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ถือว่าเป็นธรรมนูญของชาวพุทธที่กำกับกฎเกณฑ์ประชาธิปไตยภายในคณะสงฆ์ไว้

 

. ศาสนาแห่งสันติภาพ

          เจ.ที. ซันเดอร์แลนด์ ครั้งหนึ่งกล่าวว่า พระพุทธศาสนาได้สอนสันติภาพอย่างแข็งแรงยิ่งไปกว่าในหมู่สาวกของศาสนาพุทธ มีประสิทธิภาพกว่าในประวัติศาสตร์แห่งศาสนาพุทธ มากยิ่งกว่าศาสนาใหญ่ๆ ที่โลกรู้จัก แต่ความจริงที่ว่าสันติภาพหรือสันติ เป็นคำสอนหลักของพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ไม่มีความสุขอื่นใดที่จะสูงส่งยิ่งไปกว่าสันติภาพ”  ณ ที่นี้สันติเป็นลักษณะของพระนิพพาน   ในพระพุทธศาสนาแนวความคิดเรื่องสันติภาพ ได้ขยายวงออกไปจนกระทั่งรวมเอาสันติภาพภายในและสันติภาพภายนอกเอาไว้ด้วย สันติภายใน (อัชชัตตสันติ) เป็นความสงบแห่งใจ ในขณะที่สันติภายนอก           

สันติก็คือ ความสงบสุขแห่งสังคม สันติอันแรก จัดให้มีรากฐานที่แข็งแรงระหว่างสันติอันหลัง เว้นเสียแต่ว่าจะมีความสงบใจ จะไม่มีความสงบของสังคมได้เลย สันติภาพแห่งสังคมจะมีไม่ได้ถ้าปราศจากความสงบ ว่าตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน มนุษย์สามารถที่จะสงบ ส่งเสริมความสงบทางใจและความสงบทางสังคมได้ โดยการควบคุมความโลภ ความโกรธ และความหลง และในขณะเดียวกันก็เจริญคุณธรรมที่เป็นกุศลที่รู้จักกันว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระพรหมสี่ประการ (พรหมวิหาร) กล่าวคือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

พระพุทธเจ้ามักจะทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ ให้เป็นผู้ที่รักความสงบอย่างแท้จริง ซึ่งดำเนินชีวิตโดยปราศจากความรุนแรง ภิกษุรูปใดใช้วิธีการรุนแรงเพื่อที่จะแก้ความขัดข้องใจ มิใช่สาวกที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าเลย ดังที่พระพุธเจ้าตรัสว่า “แม้ว่าขโมยและโจรจะตัดแขนตัดขาไปด้วยเลื่อยที่มีคมสองด้าน ฉะนั้น บุคคลผู้ซึ่งทำจิตใจให้เศร้าหมอง  (คือรู้สึกโกรธเกี่ยวกับเรื่องนั้น) จะไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของเราเลย พระพุทธเจ้าสอนสาวกของพระองค์ให้เผชิญกับความโกรธด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยความโกรธ และให้ชนะความโหดร้ายด้วยความดี ไม่ใช่ด้วยความโหดร้าย จากที่เรากล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องไม่ยากที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมพุทธศาสนิกชนจึงสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับสาวกของศาสนาอื่นได้ นี่ก็เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนสาวกของพระองค์ให้มีความอดทนต่อหลักคำสอนในศาสนา และอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับสาวกของศาสนาอื่น เรื่องราวในสีหสูตรเป็นตัวอย่างอันดีในเรื่องนี้ เมื่อสีหะซึ่งเป็นสาวกชั้นหัวหน้าของนิครนถ์ (ศาสนาเชน) ประกาศตนเองว่าเป็นพุทธมามกะ (สาวกของพระพุทธเจ้า) พระพุทธเจ้าทรงยอมรับการนับถือของเขา และทรงอนุญาตให้สีหะถวายอาการแก่พวกนิครนถ์ผู้ซึ่งมาสู่บ้านของเขา นี่คือพระดำรัสของพระพุทธเจ้าว่า (สีหสูตร) “สีหะตระกูลของเธอ เป็นแหล่งปัจจัยที่ดีของพวกนิครนถ์มาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้น เธออาจจะพิจารณาให้อาหารแก่พวกนิครนถ์เหล่านั้นผู้ซึ่งมาหาเธอได้”

 

บทสรุป

ข้อสรุปที่เราจะดึงออกมาได้จากการอธิบายที่ผ่านมาว่า พระพุทธศาสนาประกอบขึ้นด้วยแง่มุมที่มีจุดเด่นที่สำคัญหลากหลาย ซึ่งมีรายการที่ไม่อาจที่พูดให้สมบูรณ์ขึ้นมาได้ เราตั้งใจที่จะกำหนดลักษณะพระพุทธศาสนาว่า เป็นศาสนาแห่งการรู้แจ้งเห็นจริง ศาสนาแห่งปัญญา ศาสนาแห่งเหตุผล ศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัว ศาสนาแห่งการพัฒนาที่สมดุล ศาสนาแห่งประชาธิปไตย ศาสนาแห่งสันติสุข ในบรรดาแง่มุมต่างๆ เหล่านี้ อันสุดท้ายก็จะเป็นอันที่สำคัญที่สุด เพื่อที่จะทำให้แจ้งซึ่งวัตถุประสงค์แห่งพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกนิกายเถรวาทและนิกายมหายานนั้นเป็นเสมือนปีกสองปีกของนกที่เรียกว่าพระพุทธศาสนาคือ นกนั้นสามารถที่จะบินไปได้ทั่วโลก เพียงแต่เมื่อปีกสองปีกนั้นได้ทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้องพร้อมกัน ถ้าชาวพุทธทั้งจากนิกายเถรวาทและนิกายมหายานรวมกันได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นชาวพุทธก็จะประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าแก่โลกในปัจจุบันนี้

 

บรรณานุกรม

มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกและอรรถกถา ๙๑ เล่ม, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทย ๔๕ เล่ม, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช         

         วิทยาลัย, ๒๕๓๙

สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙

เสถียรพงษ์ วรรณปก, พระไตรปิฎกวิเคราะห์, โรงพิมพ์รุ่งแสงการพิมพ์, ๒๕๓๐

______________ , คำบรรยายพระไตรปิฎก, โรงพิมพ์ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม, ๒๕๕๐

สุเทพ พรมเลิศ, พระไตรปิฎกศึกษา, โรงพิมพ์ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๒

สุเทพ พรมเลิศ, อักษรจารึกพระไตรปิฎก, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐

เสนาะ ผดุงฉัตร, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระไตรปิฎก, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน