*/
  • สมเดชถาดทอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : purepas@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2019-09-14
  • จำนวนเรื่อง : 5
  • จำนวนผู้ชม : 748
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน 2562
Posted by สมเดชถาดทอง , ผู้อ่าน : 215 , 09:25:13 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

พุทธสถาน วิมานทองของชาวพุทธ


ประภาส แก้วเกตุพงษ์

Prapas Kaewketpong

นักวิชาการอิสระ

บทนำ 

พระพุทธเจ้าได้ออกประกาศคำสอนอยู่นานถึง ๔๕ ปีซึ่งถือว่าเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวง เพื่อประโยชน์สุขและประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลก มีผู้เลื่อมใสยอมถวายตนเข้าบวชในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก และเกิดบริษัท ๔ ขึ้น คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา เมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับซึ่งเป็นไปตามสภาวะของสังขาร พระพุทธองค์ก็ทรงเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาตินี้ด้วย ในที่สุดพระองค์ก็ทรงเข้าสู่ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา เมื่อพระชนม์มายุได้ ๘๐ พรรษาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๑ ปี 

หลังจากที่พระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว บรรดามหากษัตริย์ที่ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกก็ได้จัดสร้างอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพระพุทธองค์ขึ้น สถานที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นมีอยู่ ๔ แห่งที่สำคัญ อันได้แก่

          ๑.สถานที่ประสูติ ได้แก่ ลุมพินีวัน ซึ่งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ และปัจจุบันเรียกชื่อว่า “รุมมินเด” และอยู่ในเขตของราชอาณาจักรเนปาล

          ๒.สถานที่ตรัสรู้ ได้แก่พุทธคยา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา แคว้นมคธ ปัจจุบันอยู่ในเขต รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย

          ๓.สถานที่แสดงพระปฐมธรรมเทศนา ได้แก่บริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัจจุบันเรียกว่า “สารนาถ” อยู่ในเขตของ เมืองพาราณสีเราเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ธรรมเมกขสถูป” ปัจจุบันตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย

          ๔. สถานที่ปรินิพพาน ได้แก่ ป่าสาลวัน เมืองกุสินารา (กุสาวดี) แคว้นมัลละ ปัจจุบันอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย

          พระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงสร้างอนุสรณ์สถานเหล่านั้น คือ พระเจ้าอโศกมหาราช ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์ได้เสด็จไปนมัสการถวายสักการะ ณ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน  หลังจากนั้น พระองค์ก็ให้ทำหลักศิลาจารึก(เสาหิน) จารึกข้อความที่ข้างหลักศิลานั้นแล้วให้เหล่าข้าราชบริพารนำไปปักไว้ ณ สถานอนุสรณ์เหล่านั้น หลังพระเจ้าอโศกมหาราช อนุสรณ์สถานต่างๆ เหล่านั้นก็ได้ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา พระมหากษัตริย์รุ่นหลังก็ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ 

ในระยะต่อมาเหตุการณ์บ้านเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนผู้ปกครองของประเทศในแต่ละยุค ที่สำคัญ คือครั้งหนึ่งอินเดียได้มี กษัตริย์มุสลิมปกครอง และได้ทำลายอนุสรณ์สถานที่สำคัญเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะกษัตริย์มุสลิมเตอร์ก วัดวาอาราม วิหาร พระพุทธรูป มหาวิทยาลัยนาลันทา สถานที่อันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูก็ได้ถูกทำลายลงด้วยอำนาจความบ้าคลั่งที่ไร้จิตใต้สำนึกไม่สนแม้กระทั่งจิตใจของศาสนิกชนของศาสนาอื่นๆ เลย ทำให้อนุสรณ์สถานต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนารวมถึงเสาพระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงถูกทำลายเหมือนกัน วันเวลาผ่านไปนานปีเข้าซากปรักหักพังเหล่านั้นก็ได้ถูกก้อนอิฐหินดินทรายกองทับถมจมอยู่ภายใต้พื้นดินเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี ครั้นพอถึงสมัยที่ประเทศอังกฤษเข้ามาปกครองก็ได้มีนักโบราณคดีชาวอังกฤษนามว่า “อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม[2]” ได้นำคณะนักโบราณคดีของอินเดียมาทำการขุนค้นพุทธสถานต่างๆ ตามลายแทงหรือแผนที่ของพระสงฆ์ชาวจีนที่มีนามว่า  พระถังซัมจั๋ง[3] ซึ่งท่านได้เคยเดินทางมาศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา และใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอินเดียนานถึง ๑๕ ปีจึงเดินทางกลับไปยังประเทศจีนเพื่อนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ยังภูมิลำเนาของตน       

ในขณะที่ท่านมาอยู่ในประเทศอินเดีย ได้เดินทางไปยังพุทธสถานที่สำคัญหลายแห่ง และท่านก็จะทำการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นๆ เอาไว้โดยละเอียดทุกประการ ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ได้อาศัยบันทึกของพระถังซำจั๋งนี่เอง เดินทางไปขุดค้นตามที่ท่านได้เขียนพรรณนาไว้ทุกประการ และเมื่อทำการขุดค้น ณ ที่แห่งใดก็ปรากฏพบ ณ ที่แห่งนั้นตามบันทึกที่ได้บันทึกเอาไว้  เมื่อขุดพบแล้วก็ได้ยกให้เป็นมรดกของชาติอินเดีย โดยมีกองโบราณคดีเป็นผู้ดูแลตราบเท่าปัจจุบันนี้ และก็ได้รับการดูแลเรื่อยมา เมื่อบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้เดินทางไปแสวงบุญ ก็ได้ร่วมกันบริจาคปัจจัยเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ให้คงอยู่ในสภาพเดิม

ผู้เขียนในขณะเป็นบรรพชิต ณ ถ้ำอชันตา เมืองออรังคบาด รัฐมหารัชฏระ สาธารณรัฐอินเดีย

          จะได้นำท่านผู้อ่านไปพบกับสถานที่สำคัญทั้ง ๔ แห่ง เพื่อเป็นการรำลึกนึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เพื่อเป็นพุทธานุสสติเตือนจิตสะกิดใจให้เกิดศรัทธาปสาทะแก่ท่านผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มีความศรัทธายิ่งๆ ขึ้นไป ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งยังเป็นการย้ำเตือนว่า พระพุทธเจ้านั้นมีจริงไม่ใช่เรื่องที่แต่งกันขึ้นมาเล่นๆ โดยปลายปากกาของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง และพระพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในอินเดียเมื่อครั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา จนกระทั่งพระพุทธศาสนาได้เลือนหายไปกับกาลเวลาเหมือนดังพระธรรมที่พระองค์ได้ทรงเคยแสดงเอาไว้เมื่อครั้งที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า ท่านทั้งหลายจงตั้งอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พระธรรมและพระนิพพานเท่านั้นที่เป็นนิจจัง (เที่ยงแท้)” นี่ก็เป็นคำประกาศของพระสัพพัญญูผู้รู้แจ้งได้ตรัสเอาไว้ และก็เป็นอย่างที่พระองค์ทรงตรัสทุกประการโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น

          การที่ได้ไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งนี้ ก็เป็นการเตือนให้พุทธบริษัทได้หวนระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้พิจารณาถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง กล่าวคือสถานที่สำคัญเหล่านี้จะเตือนให้พุทธบริษัทเกิดความสังเวชสลดใจว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงแม้แต่พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นอัจฉริยะก็ยังต้องเสด็จดับขันธปรินิพพานไปตามกฎแห่งธรรมชาติ เราผู้เป็นพุทธบริษัทก็ต้องเป็นเฉกเช่นนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ควรตั้งอยู่ด้วยความประมาท มัวเมา หลงใหล ควรทำกิจของตนและผู้อื่นให้สมบูรณ์เถิด

          สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญกว่าแห่งอื่นๆ มาก ดังข้อความตอนหนึ่งซึ่งพระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธาอันตั้งมั่นจักเดินทางมา  ผู้ใดเดินทางจาริกสู่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งเหล่านี้มีจิตเลื่อมใสและเมื่อถึงแก่กรรมลง คนเหล่านั้นทั้งหมดจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

 

. สถานที่ประสูติ

ลุมพินีวัน : อุทยานประวัติศาสตร์ของโลก

ลุมพินีวัน : ในปัจจุบัน

          เป็นพุทธสังเวชนียสถานหนึ่งใน ๔ ตำบลที่สำคัญ อยู่ในเขตอำเภอไภรวา ประเทศเนปาล ห่างจากเมืองกบิลพัสดุ์ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร หรือนัยหนึ่งนั้นบอกว่าอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเทวทหะ และในตำราทางพุทธศาสนากล่าวว่าอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ

          ทางกองโบราณคดีของเนปาลได้ดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้ไว้เป็นสมบัติของชาติและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของนักแสวงบุญทั่วโลก บริเวณแห่งนี้มีพื้นที่เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทางเจ้าหน้าที่กองโบราณคดีของเนปาลได้ทำการล้อมรั้วเอาไว้ ภายในบริเวณสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นมีซากปรักหักพังคล้ายสังฆาราม(วัด) สร้างด้วยก้อนอิฐทั้งหมดเป็นของเก่าที่นักโบราณคดีขุดค้นขึ้นมา ปัจจุบันได้มีการสร้างอาคารครอบเอาไว้เพื่อไม่ให้น้ำท่วมและหลบสภาพดินฟ้าอากาศที่จะมากระทบให้เกิดความเสียหาย 

          ภายในสิ่งก่อสร้างนั้นเขาเรียกว่า“มายาเทวีมหาวิหาร” ซึ่งมีรูปแกะสลักของพระนางสิริมหามายา  กำลังจะประสูติสิทธัตถะกุมาร และรอยพระบาทของพระสิทธัตถะกุมารอีกด้วย ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำกล่องปิดด้วยกระจกมาครอบเอาไว้ เพื่อป้องกันการสึกกร่อน ทางด้านทิศใต้ของมหาวิหารมายาเทวีนั้นก็มีสระโบกขรณีซึ่งเชื่อว่าเป็นสระน้ำที่พระกุมารได้ใช้สรงสนาน(อาบ)พระวรกายตอนที่ประสูติใหม่ๆ ติดกับมายาเทวีมหาวิหารทางทิศตะวันตกเป็นเสาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงปักเอาไว้เพื่อต้องการให้รู้ว่าตรงนี้เป็นสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะกุมารทรงพระประสูติกาล

          ลุมพินีวันในปัจจุบันเป็นพุทธอุทยานุสรณ์สถานแห่งปีการฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ ในสมัยที่ท่าน “อู่ถัน” ชาวพุทธพม่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ปรารภและเชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลกให้มาร่วมใจกันสร้างพุทธานุสรณ์สถานเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระบรมศาสดาผู้ประกาศพุทธธรรมนำสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก เหล่าบรรดาประเทศที่มีผู้นับถือพุทธศาสนาทั่วโลกได้สนองดำริของท่านอู่ถันอย่างท่วมท้น  พร้อมกับขอให้องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกเป็นแกนกลางประสานงานกับโครงการพัฒนาลุมพินีสถานของรัฐบาลเนปาล ขอให้พื้นที่ปลูกป่าใหญ่นับหมื่นเอเคอร์ และจัดสถานที่ให้เป็นพุทธอุทยาน และเชิญประเทศที่นับถือพุทธศาสนามาสร้างวัดในนามประเทศของตน ณ บริเวณพุทธสถาน (Monastic Zone) เพื่อเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมของชาตินั้นๆ ในพื้นที่ ๖,๐๐๐ ไร่ ปัจจุบันมีวัดนานาชาติจำนวน ๑๙ แห่งแล้ว

ลุมพินีวัน : ในครั้งพุทธกาล

             จะขอย้อนกล่าวถึงพุทธประวัติแบบย่อๆ สักเล็กน้อยเพื่อเป็นการทบทวนความรู้เดิมที่เราทั้งหลายได้เคยศึกษามา  พร้อมกันนี้เพื่อต้องการให้ท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยศึกษาพุทธประวัติได้มองเห็นภาพในอดีตและปัจจุบันที่เกี่ยวเนื่องกัน เรื่องมีอยู่ว่า พระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายาได้ทรงมีพระราชโอรส ๑ พระองค์ ชื่อ “สิทธัตถะกุมาร” ก่อนที่พระกุมารจะประสูตินั้น เป็นธรรมเนียมของสตรีชาวอินเดียว่า เมื่อจวนจะคลอดลูกต้องกลับไปคลอดที่บ้านเกิดของตนเอง เพื่อที่จะให้บรรดาญาติๆ ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด สตรีอินเดียนั้นเมื่อแต่งงานแล้วจะต้องย้ายไปอยู่บ้านของฝ่ายสามีใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่สามีของตน ไม่มีโอกาสที่จะได้กลับบ้านเกิดของตนเองง่ายนักนอกจากจะกลับไปคลอดบุตรเท่านั้น และถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อแม่และเหล่าญาติสนิทมิตรสหายด้วย

          ในคัมภีร์พุทธประวัติกล่าวว่าพระนางสิริมหามายาทรงตั้งครรภ์ได้สิบเดือนแล้วนั้น พระนางปรารถนาจะเสด็จประพาสอุทยานลุมพินีวัน พอเสด็จมาถึงระหว่างเขตแดนของเมืองเทวทหะกับเมืองกบิลพัสดุ์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล) พระนางก็ทรงประชวรพระครรภ์  ถึงมงคลสมัยวันวิสาขปุรณมี (เพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี) พระนางจวนจะประสูติ อำมาตย์ผู้ตามเสด็จจึงได้จัดสถานที่ประสูติถวายภายใต้ต้นไม้สาละ  ตามความสามารถที่จะจัดให้ได้ พระนางสิริมหามายาทรงประทับยืนพระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งสาละและได้ประสูติพระโอรสโดยสะดวก บริบูรณ์ด้วยมหาปุริษลักษณะ ๓๒ ประการเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งเมื่อพระกุมารตรัสอาสภิวาจาว่า

เราเป็นผู้เลิศที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา จะไม่มีการเกิดอีกต่อไป” และทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าว โดยมีดอกอุบล (ดอกบัว) ผุดขึ้นมารองรับฝ่าพระบาทตลอดระยะ ๗ ก้าว สิทธัตถะกุมารจึงได้ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ณ สถานที่แห่งนั้น คือ “สวนลุมพินีวัน”

สภาพสวนลุมพินีวันในครั้งนั้นเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์และพืชพันธุ์นานาชนิด มีมวลพฤกษชาติที่เขียวขจีงดงามยิ่งนัก บรรดาเหล่าภมร (แมลงภู่) และผีเสื้อก็มากมายหลายสายพันธุ์เห็นแล้วชวนให้เกิดความหลงใหล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัยสมควรก็ได้รับการศึกษาศิลปวิทยาการจนจบถึง ๑๘ ศาสตร์  ครั้นพอพระชนม์มายุได้ ๑๖ พรรษา ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาหรือยโสธรา ต่อมาก็ได้พระโอรสหนึ่งพระองค์ทรงพระนามว่า “ราหุลกุมาร” 

          เจ้าชายสิทธัตถะทรงเกษมสำราญตลอดตั้งแต่ประสูติจนกระทั่งได้อภิเษกสมรสถือว่าบรรลุกิจตามแบบของฆราวาสผู้มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชบิดาก็พยายามสรรหาสิ่งที่จะมาบำเรอเจ้าชายให้เพลิดเพลินอยู่ในโลกียะสุข ด้วยหวังว่าจะให้พระโอรสเป็นจอมมหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องการให้เจ้าชายเสด็จออกบรรพชาเป็นนักบวชตามคำทำนายของพราหมณ์ซึ่งได้ทำนายไว้เมื่อปฐมแห่งการประสูติกาล โดยพระเจ้าสุทโธทนะได้เชื้อเชิญพราหมณ์ ๘ คนซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของประชาชนในขณะนั้น  ในจำนวนพราหมณ์ทั้ง ๘ นั้นมีท่านโกณทัญญะพราหมณ์ร่วมอยู่ด้วย กาลต่อมาก็ได้สำเร็จเป็นพระอริยะสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา พราหมณ์ทั้ง ๗ ทำนายเป็นนัยเดียวกันว่า “เมื่อเจ้าชายทรงเจริญวัยขึ้นถ้าครองอยู่ในเพศฆราวาสจักได้เป็นพระราชามหาราชผู้ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าเสด็จออกผนวชจักได้เป็นพระพุทธเจ้า” สำหรับท่านโกณฑัญญะพราหมณ์ได้ทำนายเป็นนัยเดียวคือ “พระองค์จักเสด็จออกบรรพชาและบรรลุธรรมวิเศษเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในโลกอย่างแน่นอน” จึงทำให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีความวิตกกังวลพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก จึงทรงหาแนวทางไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเป็นอันขาด 

          ด้วยชีวิตที่หมกมุ่นอยู่ในสิ่งเดียวคือความสุขที่กอปรด้วยโลกียะสุขทำให้พระองค์ทรงเกิดความเบื่อหน่ายขึ้น ต่อมาพระองค์ทรง มีพระประสงค์อยากจะเสด็จประพาสนอกพระมหาราชวัง จึงชวนนายฉันนะให้พาเสด็จและนำรถม้าไป และทรงเจอเทวฑูต (สื่อจากเทวดา) ทั้ง ๔ อย่าง ซึ่งได้แก่ ๑. คนเกิด ๒. คนแก่ ๓.คนเจ็บตาย และ ๔.สมณะ พระองค์ทรงพอพระทัยมากในข้อที่ ๔ คือพระสมณะผู้สงบระงับ พระองค์จึงทรงอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง

          ด้วยเหตุนี้นั่นเอง พระองค์จึงได้เสด็จออกผนวชโดยมีนายฉันนะพร้อมด้วยม้ากัณฐกะซึ่งเป็นสหชาติเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเสด็จออกในยามราตรีซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดเพราะมหาดเล็กมหาดใหญ่กำลังหลับไหลอยู่พอดี พอไปถึงฝั่งแม่น้ำ “อโนมานที” ก็ทรงถอดเครื่องทรงออกพร้อมได้มอบให้นายฉันนะกลับไปถวายคืนให้พระราชบิดา ณ เมืองกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงใช้พระขัณฑ์ตัดพระเมาลี (ใช้ดาบตัดผม) ที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนั้น ฆฏิกาพรหมจึงได้นำบาตรพร้อมด้วยผ้าไตรจีวรมาถวายด้วยและอนุโมทนากับพระองค์ ฝ่ายโกณทัญญะพราหมณ์ผู้ได้เคยทำนายเอาไว้ว่าพระองค์จะเสด็จออกผนวช เมื่อทราบข่าวว่าเจ้าชายเสด็จออกบรรพชาจึงได้ออกตามหาเพื่อจะได้ปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิดและได้ฟังธรรมอันวิเศษจากพระองค์บ้าง และก็เป็นเช่นนั้นจริง

          ดังนั้น สวนลุมพินีวันจึงมีความเกี่ยวพันธ์กับพระพุทธองค์โดยตรง ถือได้ว่าเป็นสถานที่กำเนิดพระโพธิสัตว์ผู้ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้านามว่า “โคตมะ” ผู้ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาพุทธจวบจนปัจจุบันนี้

 

. พุทธคยา

สถานที่ตรัสรู้

พุทธคยา : ในครั้งพุทธกาล

          เมื่อพระองค์เสด็จออกผนวชแล้วก็ได้แสวงหาครูอาจารย์จากสำนักต่างๆ จนหมดสิ้น แต่ไม่มีลัทธิใดที่จะสามารถแนะนำแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นได้เลย อย่างมากที่สุดก็ได้เพียงแค่ฌานสมาบัติ ๘ เท่านั้นเอง จากนั้นพระองค์ก็ได้เสด็จไปตามป่าเขาห้วยลำเนาไพรเพื่อหาสถานที่อันสงบเป็นที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม โดยมีพราหมณ์จำนวน ๕ ท่าน(ปัญจวัคคีย์) ติดตามคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ด้วยหวังว่าเมื่อพระองค์ได้รู้ธรรมวิเศษแล้วจักนำมาสั่งสอนพวกตนให้รู้ตามบ้าง พระองค์จึงทรงหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะปฏิบัติให้บรรลุสัจธรรม ก่อนที่พระองค์จะมาปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) พระองค์ก็ปฏิบัติอย่างสุดโต่ง อาทิ กลั้นลมหายใจบ้าง กัดฟันบ้าง กัดลิ้นบ้าง อดอาหารบ้าง บางครั้งถึงกับพระโลมา (ขน) หลุดร่วงออกมาเป็นเส้นๆ และซีดผอมเหลือเพียงหนังห่อหุ้มกระดูก แทบไม่มีพละกำลังขยับเขยื้อนพระวรกายเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองทำให้ท้าวสักกะเทวราชลงมาดีดพิณสามสายให้ฟังโดยสรุปใจความว่า สายที่หนึ่งนั้นหย่อนเกินไปเมื่อฟังย่อมไม่ไพเราะ สายที่สองนั้นตรึงเกินไปดีดได้สักพักก็สายขาด และสายที่สามนั้นพอดิบพอดีทำให้เสียงพิณไพเราะยิ่งนัก พอได้ยินดังนั้น ด้วยอานุภาพแห่งพระปัญญาญาณซึ่งได้สั่งสมบารมีมาหลายภพหลายชาติ  พระองค์จึงรู้ทันทีว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรให้บรรลุธรรมที่เป็นของจริงอันประเสริฐ จึงทรงหันมาปฏิบัติตามทางสายกลางหรือที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา[4]

          ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คลายความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ปลีกหนีไป โดยกล่าวว่า พระสมณะโคดมคลายความเพียรเสียแล้วหันมามักมากในกามคงจักไม่มีทางบรรลุธรรมวิเศษเป็นแน่นอน ว่าแล้วก็พากันหนีไปอาศัยที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี แคว้นกาสี (ปัจจุบันอยู่ที่สารนาถ) เมื่อพระองค์หันมาเสวยพระกระยาหาร โดยได้รับข้าวมธุปายาสจากพระนางสุชาดา แล้วทรงเสวยพระกระยาหารนั้น

          ต่อจากนั้นทรงอธิษฐานลอยถาด ณ ริมฝั่งแม่น้ำ “เนรัญชรา” โดยตรัสว่า “ถ้าหากว่าข้าพเจ้าจักได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำด้วยเถิด” ก็เป็นดังที่พระองค์อธิษฐานไว้จริงๆ ระหว่างทางก่อนที่จะเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราก็มีนายพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า “โสตถิยพราหมณ์” นำหญ้ากุสะมาถวายให้เป็นอาสนะ (ที่ปูนั่ง) จำนวน ๘ กำมือ  พระองค์ก็ทรงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรามาประทับนั่งโดยปูหญ้าคาของโสตถิยะพราหมณ์ภายใต้โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระองค์ทรงนั่งบนแท่นวัชชิรอาสน์ (บัลลังก์บุรุษผู้มีใจแกร่งดั่งเพชร) และทรงอธิษฐานว่า “แม้ว่าร่างกายของเราจะเหือดแห้งเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกก็ตาม  ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจักไม่ลุกออกจากแท่นนี้โดยเด็ดขาด” และที่ตรงนี้นี่เองที่พระองค์ทรงเอาชนะลูกสาวของพญามาร[5]ได้ ไม่นานนัก พอถึงวันเพ็ญวิสาขะ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พระองค์ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า[6] ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ (Bodhi-Tree) เมืองพุทธคยา (ปัจจุบันอยู่ในรัฐพิหาร) ใกล้ๆ กับริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา   

          พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ คือ “อริยสัจ ๔ นั่นเอง” อริยสัจข้อที่ ๑ ได้แก่ ทุกข์ หมายถึงความทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น อริยสัจข้อที่ ๒ ได้แก่สมุทัย หมายถึงเหตุทั้งหลายทั้งปวงที่ทำให้เกิดความทุกข์ อริยสัจข้อที่ ๓ ได้แก่นิโรธ หมายถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และอริยสัจข้อที่ ๔ ได้แก่ มรรค  คือหนทางเดินไปสู่ความหลุดพ้น (อริยมรรค ๘ ประการ) หรือพระเดชพระคุณสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ)เรียกสถานที่นี้ว่า พระเจดีย์ที่ตรัสรู้ของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

พุทธคยา : ในปัจจุบัน

          พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เป็นที่ประทับตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย มีลักษณะเป็นรูปเจดีย์สี่เหลี่ยม มีความสูง ๑๗๐ ฟุต วัดโดยรอบฐาน ๑๒๑.๒๙ เมตร มีรูปทรงเรียวรีสง่างามสมส่วน เป็นที่ประทับใจแก่บรรดาผู้ที่เดินทางมาสักการะบูชาเป็นอย่างยิ่ง

          เดิมทีนั้น ในครั้งสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเป็นมหาวิหารที่สง่างามและใหญ่โต ทั่วรัฐพิหาร ในยุคสมัยพระพุทธศาสนารุ่งเรืองก็ได้สร้างวิหารไว้มากมายหลายแห่งทั่วรัฐพิหารเลยทีเดียว จะไปบ้านไหน เมืองไหน ก็จะพบแต่วิหารที่สวยงามเปรียบเสมือนประเทศสยามของเราในขณะนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ภาคไหน จังหวัดไหน หมู่บ้านไหน ก็จะมีวัดวาอารามเต็มไปหมด ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า “รัฐพิหาร” ก็เพราะมาจากคำว่า “วิหาร” นั่นเอง รัฐนี้มีวิหารเต็มไปหมดจึงได้ชื่อเช่นนั้น ซึ่งเป็นรัฐที่พระพุทธศาสนาตั้งรากฐานไว้ที่นั่นเป็นที่มั่นในการประกาศพระศาสนาของพระพุทธองค์ มีพระมหากษัตริย์มากมายหลายยุคหลายสมัยอีกทั้งยังมีพวกตระกูลเศรษฐีผู้มั่งคั่งหลายตระกูลในรัฐนี้

          ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๖๙๔ กษัตริย์ชาวพุทธพระนามว่า “หุวิชกะ” ได้พิจารณาเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา ในฐานะที่พุทธคยาเป็นพุทธสถานต้นกำเนิดแห่งศรัทธา เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนาด้วย จึงได้ให้ช่างออกแบบสร้างเจดีย์ศรีมหาโพธิ์  เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงให้ช่างออกแบบเป็นรูปเจดีย์สี่เหลี่ยมดังกล่าว โดยได้สร้างเป็นสองชั้นภายในองค์พระมหาเจดีย์ ชั้นล่างเป็นที่กราบนมัสการหลวงพ่อพุทธเมตตา ชั้นที่สองเป็นห้องเจริญจิตภาวนาของเหล่าชาวพุทธทั้งหลายที่มีความประสงค์จะชำระจิตของตนเองให้ผ่องใสหรือที่ต้องการให้จิตใจเกิดความสงบ

          เนื่องจากว่าพระมหาเจดีย์องค์นี้ มีอายุยืนมากจึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ตลอดมาโดยลำดับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอินเดียเอง หรือชาวพุทธจากประเทศศรีลังกา ชาวพุทธจากพม่า ชาวพุทธจากเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธที่เดินทางมาจากเมืองไทย[7] ฯลฯ เป็นต้น ได้ร่วมกันบริจาคปัจจัยในการบูรณะซ่อมแซม และเป็นที่น่ายินดีเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๗-๔๘  ได้มีช่างไทยได้ร่วมซ่อมแซมยอดขององค์พระมหาเจดีย์ด้วย ณ ปัจจุบันนี้การบูรณะก็ได้เสร็จเรียบร้อยแล้วทำให้องค์พระมหาเจดีย์มีความสวยงามและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม มองดูแล้วชวนให้เกิดความศรัทธายิ่งนัก

          บริเวณภายในและรอบๆ เขตมณฑลของพระมหาเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ก็ยังมีสถานที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์อีกมากมายหลายแห่ง ซึ่งจะได้นำพาท่านผู้อ่านติดตามกันต่อไป ตอนนี้จะขอแนะนำสถานที่สำคัญอื่นๆ เพื่อเป็นการชี้ชวนชมให้มองเห็นภาพขึ้นมาก่อนที่จะเห็นภาพจริงๆ ซึ่งมีดังต่อไปนี้ คือ

 

สถานที่สำคัญในมณฑลพุทธคยา

สถานที่

ความสำคัญ

องค์พระมหาเจดีย์

เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสร้างในสมัยของพระเจ้า “หุวิชะกะ” (Huvishaka) ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๖๙๔

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

เป็นสหชาติ (เกิดพร้อมกันกับพระพุทธเจ้า)และเป็นสถานที่ให้ร่มเงาแก่พระพุทธเจ้าขณะที่บำเพ็ญธรรมอยู่  (ปัจจุบันเป็นต้นที่ ๔)

พระแท่นวชิรอาสน์

เป็นแท่นหินทรายสร้างในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช  เป็นเครื่องระลึกถึงสถานที่ประทับนั่งของพระบรมศาสดาก่อนจะได้ตรัสรู้และหลังตรัสรู้แล้ว

อนิมิสสเจดีย์

หลังตรัสรู้แล้ว  พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขเป็นสัปดาห์ที่ ๒ ทรงเพ่งดูต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรตลอด ๗ วัน

รัตนจงกรมเจดีย์

พุทธานุสรณ์ในคราวเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์แรก  การเดินจงกรมเป็นอิริยาบถที่สำคัญของผู้ปฏิบัติกรรมฐาน  แม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงเดินจงกรมด้วย

รัตนฆรเจดีย์

นิรมิตเรือนแก้วอยู่ทางทิศพายัพของต้นพระศรีมหาโพธิ์พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๕ ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฏกตลอด ๗ วัน

เสาอโศก (จำลอง)

อนุสสติพุทธานุสรณ์สถาน ณ ปริมณฑลแดนตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีลักษณะเป็นเสาหินทรายเนื้อเกลี้ยงเกลาขัดมันเรียบวัดได้โดยรอบประมาณ ๕ ฟิต พระเจ้าอโศกได้ทรงสร้างเอาไว้ทุกแห่งของสังเวชนียสถาน  บางเสาจารึกคำสอนพระพุทธศาสนาไว้ก็มีโดยใช้เป็นอักษรพรัมมีจารึก

สระมุจจลินท์ (จำลอง)

 

พระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุข สัปดาห์ที่ ๖ มีฝนตกหนักตลอดทั้ง ๗ วัน ๗ คืน พญานาคนามว่า “มุจจลินท์” ได้แผ่พังพานกั้นลมฝนแด่พระพุทธองค์

ราชายตนะและราชายตนะเจดีย์

(เป็นไม้ตระกูลไทร) อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  ห่างจากสระมุจจลินท์เพียงเล็กน้อย  พระพุทธองค์ใช้เป็นที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๗ ภายหลังที่ตรัสรู้แล้ว ส่วนราชายตนะเจดีย์นั้นอยู่ในเขตพระมหาเจดีย์พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๗  มีท้าวสักกะเทวราชเข้าเฝ้าและทรงแสดงธรรมโปรดพานิชสองพี่น้องคือ ตปุสสะและภัลลิกะ

ที่ทรงอธิษฐานลอยถาด

เป็นสถูปเล็กๆ  เพื่อเป็นอนุสรณ์ลอยถาดข้าวมธุปายาสที่พระนางสุชาดาถวายก่อนที่พระองค์จะรับหญ้ากุสะจากโสตถิยะพราหมณ์ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราด้านทิศตะวันออก เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสเสร็จ ทรงลอดถาดด้วยแรงอธิษฐานว่า หากข้าพเจ้าจักได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้  ขอให้ถาดทองนี้ลอยทวนกระแสน้ำด้วยเถิด ปรากฏว่าถาดลอยทวนกระแสน้ำระยะประมาณ ๘๐ ศอกและจมดิ่งลงสู่พื้นแห่งมหานทีนั้นทันที

หมู่บ้านนางสุชาดา

และเนินบ้านนางสุชาดา

อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเนรัญชรา  จากการขุดค้นของทางโบราณคดีได้พบสถูปเก่ามีลักษณะเหมือนซากวัดเก่าโบราณ สันนิษฐานว่าพระนางสุชาดาคงได้ถวายให้เป็นวัด ณ วันนี้นักโบราณคดีได้ขุดเพิ่มเติมปรากฎว่ามีลักษณะเป็นฐานวงกลมคล้ายกับสถูปหลายชั้นซึ่งยังไม่เสร็จ  ปัจจุบันได้เรียกหมู่บ้านนี้ว่า “หมู่บ้านนางสุชาดา”

ต้นอชปาลนิโครธ

พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๕ ตลอด ๗ วันและตอบปัญหาพราหมณ์ทุกๆ ชาติ

อาศรมของชฎิล ๓ พี่น้อง

คือ ๑.อุรุเวลากัสสปะ ๒.นทีกัสสปะ ๓.คยากัสสปะ  ทั้งสามพี่น้องนี้ชอบทำพิธีบูชาไฟและมีบริวารมากในขณะนั้น  ถ้านำลูกศิษย์ของทั้งสามท่านมารวมกันเป็นจำนวน ๑,๐๐๐  คน  ต่อมาได้บวชในพุทธศาสนาและได้บรรลุธรรมตามพระพุทธองค์

ถ้ำดงคสิริ

ห่างจากพุทธคยาประมาณ ๙ กิโลเมตร  บนเขาลูกนี้มีถ้ำเล็กๆ เชื่อกันว่าเป็นที่พักหลบฝนของพระพุทธองค์ขณะที่บำเพ็ญเพียรและบำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี 

ที่รับหญ้ากุสะจากโสตถิยะพราหมณ์

ขณะที่กำลังจะเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราฝั่งทางด้านทิศตะวันออก เพื่อไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ นายพราหมณ์โสตถิยะทรงนำหญ้ากุสะมาถวายจำนวน ๘ กำมือ เพื่อปูลาดที่ประทับนั่งบำเพ็ญเพียรก่อนที่จะได้ตรัสรู้

          ตอนนี้จะขอกล่าวถึงประวัติของต้นพระศรีมหาโพธิ์ทั้ง ๔ ต้นพอสังเขปเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นภาพอย่างถูกต้องและพิจารณาต่อไป 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๑

          ก่อนที่พระองค์จะประทับนั่ง ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ บนแท่นวชิรอาสน์พระองค์ทรงอธิษฐานว่า

                    กามํ  ตโจ น หารุ จ                 อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ

                    อวสฺสุสฺสุ  เม สรีเร                  สพฺพนฺตํ  มํสโลหิตํ.

แปลได้ความว่า “ถึงแม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป แม้จะยังคงเหลือเพียงหนัง เส้นเอ็น และกระดูกก็ตาม หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจักไม่ยอมลุกออกจากบัลลังก์นี้เป็นอันขาด” คาถาบทนี้เป็นคำอธิษฐานที่สำคัญที่สุดเพื่อพระโพธิญาณของพระองค์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “คาถาหัวใจเพชร” พระเดชพระคุณพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ ท่านแปลว่าคำว่า

วชิรอาสน์[8] หมายถึง สถานที่นั่งของมหาบุรุษใจเพชร” ทรงมีน้ำพระทัยอันเด็ดเดี่ยวยากที่บุคคลใดในโลกจะกระทำได้เยี่ยงอย่างพระองค์

          ไม่นานนักเมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระองค์ก็ทรงบรรลุโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนปัจฉิมยาม (ใกล้สว่าง) ณ ภายใต้ควงต้นแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาต้นพระศรีมหาโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์) จึงมีความสัมพันธ์เนื่องด้วยพระพุทธองค์โดยตรง เนื่องจากว่าเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  พุทธบริษัทจึงเรียกต้นอัสสัตถพฤกษ์ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตราบเท่าทุกวันนี้

          พอหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๓๕๒ ปีต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นช่วงที่พระเจ้าอโศกมหาราชกำลังศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทุกครั้งพระองค์จะเสด็จมาปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นประจำแทบไม่ขาดช่วงเลย บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงประทับค้างแรม ณ ที่แห่งนั้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้พระมเหสีองค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอโศกมหาราช  ทรงพระนามว่า “มหีสุนทรี” ทรงอิจฉาต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงวางอุบายให้สาวใช้ชื่อว่า “นครา” ไปปฏิบัติรับใช้พระเจ้าอโศกฯ อย่างใกล้ชิด และก็ให้นำยาพิษไปเทใส่โคนต้นของพระศรีมหาโพธิ์ด้วย ทำอย่างนี้ทุกวันจนกระทั่งต้นพระศรีมหาโพธิ์เหี่ยวเฉาลง และตายในที่สุด  สรุปแล้วต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกตายเพราะถูกแรงอิจฉา

พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๒

          เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงทราบความจริงว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ตายเพราะโดนยาพิษ  พระองค์ทรงเข้าพระทัยถูกต้องว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ตายเพราะโดนยาพิษมิใช่ตายเพราะเสื่อมบุญญาธิการแต่ประการใด  พระองค์จึงได้ใช้แรงอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ให้ข้าราชบริพารนำน้ำนมจากวัวนมจำนวน ๑,๐๐๐ ตัว  นำมารดที่โคนต้นเป็นประจำทุกวัน ไม่นานนักหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้งอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง พระองค์ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาประมาณ ค.ศ.๖๐๐-๖๒๐ กษัตริย์พระนามว่า “สาสางกา” แห่งศาสนาฮินดู แคว้นเบงกอล  ได้มาทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยแรงอิจฉาอีกเช่นกัน ต้นที่ ๒ นี้อายุนานถึง ๘๗๑-๘๙๑ ปี

พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๓

          ต้นที่ ๓ นี้ไม่มีใครได้ประทุษร้ายไม่มีใครอิจฉาเลย หมดอายุขัยเองตามธรรมชาติ ได้ถูกพายุพัดล้มลง  และตายเอง ณ ที่เดิมแรกนั้นและต้นที่ ๓ นี้มีอายุยืนนานมากที่สุด คือมีอายุนานมาถึง พ.ศ. ๒๔๒๑ มีอายุรวมประมาณ ๑๒๕๘-๑๒๗๘ ปี 

  พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๔

          ต้นที่ ๔ ยังมีอายุยืนถึงปัจจุบันนี้ สมัยที่อินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ท่านเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เดินทางมาสำรวจพุทธสถานตามลายแทงของพระพระถังซำจั๋งซึ่งได้บันทึกเอาไว้ พอมาเจอสถานที่ตรัสรู้ก็พบเพียงแค่หน่อพระศรีมหาโพธิ์จำนวน ๒ หน่อ จึงได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่งอกขึ้นมาใหม่ ณ ที่แห่งเดิม จำนวน ๒ ต้น ต้นแรกนั้นสูงประมาณ ๔ นิ้ว ต้นที่สองสูงประมาณ ๖ นิ้ว ท่านคันนิ่งแฮม จึงได้แยกออกจากกันโดยหน่อที่สูง ๖ นิ้วนั้นปลูกไว้ที่เดิม หน่อที่สูง ๔ นิ้วปลูกอยู่ทางทิศเหนือเยื้องไปทางตะวันออกเล็กน้อย และก็เจริญเติบโตงอกงามจนถึงปัจจุบันนับอายุได้ ๑๒๗ ปี (พ.ศ.๒๕๔๙)  และเป็นที่ทำให้เกิดความศรัทธาปสาทะเป็นยิ่งนัก

. พาราณสี : สารนาถ

สถานที่แสดงปฐมเทศนาครั้งแรก

พาราณสี

          เมืองพาราณสีนี้เป็นเมืองที่มีแม่น้ำคงคาไหลผ่านชิดตัวเมืองพอดี และเป็นแห่งเดียวที่ปรากฏว่า  แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำที่คงความศักดิ์สิทธิ์ของบรรดาศาสนิกชนชาวฮินดูและชาวอินเดียอย่างล้นพ้น ชีวิตคนตั้งแต่เกิดจนตายจะต้องเกี่ยวข้องกับแม่น้ำสายนี้ตลอดชั่วอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ชาวฮินดูได้ทิ้งร่างวางขันธ์แล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำสรีระอันไร้วิญญาณมาที่แม่น้ำคงคาเพื่อทำการฌาปนกิจ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาด้วยความเชื่อที่ว่าดวงวิญญาณของผู้ตายจักได้ไปสู่สรวงสวรรค์ซึ่งมีองค์มหาเทพศิวะเป็นสักขีพยานให้และนำส่งดวงวิญญาณที่ได้หมดอายุขัยจากโลกมนุษย์ ไปจุติในสรวงสวรรค์ 

          เป็นที่แน่นอนว่าถ้าศพใครได้ถูกทำการเผาที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาย่อมได้ไปเกิดในแดนสวรรค์ เพราะตรงเมืองพาราณสีนี้ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นเมืองของมหาเทพศิวะ(Lord Shiva) นอกจากนี้พิธีกรรมเนื่องในโอกาสอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเผาศพก็มีอีกมากมาย เช่น การอาบน้ำชำระล้างบาปที่เคยทำมาให้หมดไปด้วยพระแม่คงคา ในแต่ละคืนที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาจะมีการบูชาไฟ บูชาพระแม่คงคา เป็นประจำมิได้ขาดในแต่ละคืน โดยเฉพาะที่ท่า “ทศวะเมศ” จะมีพิธีกรรมของพวกพราหมณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีพิธีกรรมบูชาครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีในเดือน ๑๑ เป็นพิธีอาบน้ำลอยบาปที่ใหญ่ที่สุด มีผู้คนมาเพื่ออาบน้ำจำนวนเป็นแสนเป็นล้านคนเลยทีเดียว  ทั้งนี้เพราะผู้เขียนเคยไปดูมาแล้วทั้งโดนเบียด ทั้งโดนเหยียบ พูดง่ายๆ ว่าเอาชีวิตรอดมาก็บุญแล้ว ไม่เฉพาะคนที่อยู่ทางฝั่งบนบกเท่านั้น พวกที่มาทางเรือก็มี แบบว่าทั้งบนฝั่งและในน้ำเต็มไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะพวกที่นับถือศาสนาฮินดูจะมาจากทุกทั่วสารทิศของอินเดียเลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วยังมีพิธีถ่วงศพพรหมจารีซึ่งมีอยู่ ๕ อย่างคือ

          ๑. ศพของนักบวชหรือสาธุ (Sadhu)

          ๒. ศพของเด็กเล็ก

          ๓. ศพของสตรีที่ตายท้องกลม (คลอดลูกตาย)

          ๔. ศพที่เสียชีวิตเพราะถูกงูกัด และ

          ๕. ศพของหญิงสาวพรหมจารี

          ในคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูกล่าวไว้ว่า เพลิงไฟได้ลุกโชติช่วงสว่างไสวไม่เคยดับมาเป็นระยะเวลา ๔,๐๐๐ ปี ก็ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ในแต่ละวันจะมีศพที่ถูกนำมาเผาในแต่ละท่า ประมาณวันละไม่ต่ำกว่า ๗๐-๑๐๐ ศพ  หรือประมาณ ปีละ ๓๐,๐๐๐ กว่าศพต่อปี กองฟืนและเปลวเพลิงได้ลุกโชติช่วงจะมีให้เห็นตลอด ๒๔ ชั่วโมง  ในข้อนี้ผู้เขียนก็เชื่ออย่างเต็ม ๑๐๐% เพราะไปดูเองมาแล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสไปที่โรงพยาบาลหลายครั้ง บางคราวก็ได้ไปนอนเฝ้าเพื่อนพระสงฆ์นักศึกษาที่ไม่สบายด้วย ทุกๆ ๑๐ นาทีจะมีการนำศพออกจากห้องดับจิตประมาณ ๑ ศพ ญาติพี่น้องก็ร่ำไห้กันเสียงดังสนั่นไปทั่วโรงพยาบาลเลยทีเดียว หรือเดินไปตามชุมชนตลาดก็จะเห็นตามหลังคารถยนต์ ตามรถสามล้อถีบ บางคราวก็หาม และขณะที่หามศพไปเผานั้นก็จะพากันตะโกนว่า ราม นาม สัจจา แฮ คำนี้เป็นภาษาฮินดี (Hindi) หมายความว่า ชื่อของพระรามเท่านั้นเป็นความจริงแท้” ขยายความอีก“ ความตายเท่านั้นเป็นของแท้แน่นอนสำหรับมนุษย์ทุกคน” เปล่งเสียงร้องตลอดทางที่แห่ไปสู่ท่าเผาต่างๆ ณ ฌาปนสถานริมฝั่งแม่น้ำคงคา 

          นอกจากนี้แล้วเมืองพาราณสียังเป็นเมืองที่ถูกข้าพเจ้าตั้งฉายาว่า “เป็นเมืองที่สุดของที่สุด” ดังนี้

เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุด

เป็นเมืองที่มีพระพุทธรูปสวยงามที่สุดในโลก

เป็นเมืองที่มีรูปสิงห์สี่หัวสวยงามที่สุด

เป็นต้นแบบของศาสนาฮินดูที่สืบทอดศิลปะวัฒนธรรม อันเก่าแก่นานที่สุด

เป็นเมืองที่มีชาวฮินดูและฮินดูสถานมากที่สุด 

เป็นเมืองที่มีการเคี้ยวหมากมากที่สุด 

เป็นเมืองที่มีพระเจ้าเหล่าทวยเทพมากที่สุด 

เป็นเมืองที่มีเทศกาลบูชามากที่สุด

เป็นเมืองที่มีผ้าไหมที่มีคุณภาพที่สุด

เป็นเมืองที่มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สุดชื่อคงคา และ

เป็นเมืองของพระโพธิสัตว์มากที่สุดโดยเฉพาะ 

สารนาถ: ในครั้งพุทธกาลและหลังพุทธกาล

          จะขอกล่าวย้อนกลับไปโดยสังเขปเกี่ยวกับสารนาถว่ามีความเกี่ยวข้องและสำคัญอย่างไรกับพระพุทธองค์  หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วพระองค์ก็ได้เสวยวิมุติสุขเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ณ พุทธคยาแล้ว พระองค์ก็ดำริว่าธรรมที่เราตรัสรู้แล้วจะนำไปเทศนาให้ใครรู้เป็นอันดับต่อไป ประจวบกับพระองค์ทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยปรนนิบัติพระองค์ขณะที่ทรงปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ (ทรมานพระวรกายด้วยวิธีต่างๆ) จึงตัดสินพระทัยมุ่งไปที่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ซึ่งอยู่ที่สารนาถ เมืองพาราณสี 

พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปที่สารนาถโดยพระบาทเปล่า ตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่าพระองค์ใช้เวลาในการเดินทางจากพุทธคยาถึงสารนาถเป็นระยะเวลา ๑๑ วันจึงถึงสารนาถ (ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน) พอเสด็จมาถึง ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็มองเห็นพระพุทธองค์[9]จึงประชุมกันว่า “ถ้าพระสมณะโคดมเดินมาถึงเราทั้ง ๕ จักไม่ทำการปฏิสันถารด้วยวิธีการใดๆ ทั้งนั้น” พอพระพุทธองค์เสด็จมาถึง สนธิสัญญาต่างๆ เหล่านั้นก็กลับลืมเลือนหายไปจากแนวคิดของทั้ง ๕ ท่านโดยทันที พากันลุกขึ้นต้อนรับ ปูอาสนะให้ประทับนั่งอย่างดี ปัญจวัคคีย์ถามพระพุทธองค์อย่างคำพูดไม่สุภาพว่า “ท่านอาวุโสเป็นผู้ละความเพียรเสียแล้วท่านจะตรัสรู้ได้อย่างไร” พระองค์ทรงตรัสตอบว่า “ปัญจวัคคีย์เราได้ตรัสรู้แล้ว” ปัญจวัคคีย์ก็ไม่เชื่อพระองค์  พระองค์จึงตรัสอีกว่า “คำพูดอย่างนี้ท่านเคยได้ยินเราพูดหรือเปล่า มาเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟัง” ปัญจวัคคีย์เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายจึงหันมาพร้อมกัน พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ฟัง ไม่นานนัก โกณฑัญญะพราหมณ์ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมโดยจับใจความได้ว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ย่อมมีความดับเป็นธรรมดา

ด้วยพระญาณของพระพุทธเจ้าทรงรู้โดยทันทีว่า  โกณฑัญญะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยพระองค์ตรัสว่า “อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า“ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ” เพื่อเป็นการประกาศว่าพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นของจริง ไม่ใช่ของเทียม ใครปฏิบัติย่อมได้รับผลเป็นแน่แท้  พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนี้นี่เองเป็นวันที่พระรัตนตรัย[10]ครบ ๓ อย่างพอดี ครั้งพุทธกาลเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน” อยู่ในเขตของแคว้นกาสี สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นที่อุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่นี่ 

ใจความสำคัญของพระธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร

          พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรก เรียกว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โปรดปัญจวัคคีย์คือที่สุด ๒ อย่าง  เป็นทางที่นักบวชหรือบรรพชิตไม่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ ได้แก่

          ๑.กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึงการปฏิบัติที่หย่อนยานปฏิบัติเหมือนชาวบ้านธรรมดา

          ๒.อัตตกิลมัตถานุโยค หมายถึงการทรมานตนให้ได้รับความลำบากด้วยวิธีการต่างๆ

          ๓.มัชฌิมาปฏิปทา หมายถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องพอเหมาะพอควร อันได้แก่อริยมรรค ๘ ประการนั่นเอง

          ทั้ง ๒ ข้อแรกนั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ มิใช่ทางแห่งพระอริยเจ้า พระองค์ให้ปฏิบัติในข้อที่ ๓ ประการสุดท้าย คือ ทางสายกลาง (The Eightfold Path or Atthangika-Magga) เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง  โดยเฉพาะอริยมรรคข้อที่ ๑ สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง การเห็นในที่นี้หมายถึงเห็นอริยสัจ ๔ ประการ มีทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค เป็นต้น

          ภายหลังที่พระพุทธองค์ปรินิพพานเป็นระยะเวลากว่า ๒ ศตวรรษ ไม่มีการขุดค้นพุทธสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาเลย จนล่วงมาถึงสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช สารนาถจึงเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย พระพุทธศาสนาก็ได้รับการทำนุบำรุงจากพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด  และมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเป็นจำนวนมากตามวัดวาอาราม และก็มีหลายครั้งหลายคราวที่สารนาถแห่งนี้ได้ถูกทำลายโดยศาสนาอื่นๆ และมีความเสื่อมโทรมลง 

          ในยุคของพระเจ้า “ชคัทสิงห์” โอรสของพระเจ้าเฉทสิงห์ กษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี[11] มีความต้องการวัสดุเพื่อสร้างบ้านเมืองให้เจริญ จึงได้ทำการรื้อถอนธรรมราชิกสถูปที่สวยงามลงมา ขณะที่รื้อก้อนอิฐลงมาประมาณ ๘ เมตรเศษนั้น ได้พบหีบศิลาทรงกลมใบใหญ่พร้อมผอบ(กล่อง)หินสีเขียวอ่อนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ไข่มุก แผ่นทองคำ และเพชรนิลจินดาไว้ภายในด้วย  การกระทำของพวกนี้อาจจะไม่ค่อยได้ถูกเปิดเผยมากนัก  พระเจ้าชคัทสิงห์จึงให้นำพระบรมสารีริกธาตุไปลอยทิ้งเสียยังแม่น้ำคงคา สถูปที่พระเจ้าชคัทสิงห์รื้อนี้คือ “ธัมมราชิกสถูป” เป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร” 

          สาเหตุที่ได้ชื่อว่าสารนาถนั้นเพราะหมายถึง “ที่พึ่งอันประเสริฐสุดของมวลมนุษย์ชาติ (Mankind)”  อยู่ในบริเวณของป่าอิสิปตนมฤคทายวันเดิม ลักษณะขององค์ธัมเมกขสถูปนั้น เป็นทรงบาตรคว่ำ มียอดทรงกรวย วัดโดยรอบฐานประมาณ ๑๒๐ ฟิต สูงประมาณ ๘๐ ฟิต  มีชื่อเรียกว่า “ธัมเมกขสถูป” หมายถึงสถานที่แสดงธรรมที่นำให้ถึงความหลุดพ้น ธัมมจักกัปปวัตนสูตร จึงเป็นธรรมะที่ชาวพุทธและชาวต่างชาติต่างศาสนาสนใจเป็นอย่างยิ่ง บางประเทศได้เปิดทำการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรเลยทีเดียว โดยเฉพาะชาวทวีปยุโรปมีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจังเพราะเนื่องจากว่าเป็นธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงครั้งแรกนั้นเอง และอาจกล่าวได้ว่า “ธัมมจักรฯ” เป็นหัวใจอีกดวงหรือหลักคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว

สารนาถ : ในปัจจุบัน 

          นักโบราณคดีชาวอังกฤษนามว่า “พันเอก แมคแคนซี” ได้ทำการสำรวจบริเวณสารนาถครั้งแรก ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๗ ต่อมาท่าน “เซอร์ คันนิ่งแฮม” ได้ทำการขุดค้นอย่างละเอียดอีกครั้งเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๗ ท่านได้เปิดธัมเมกขสถูปได้พบแผ่นศิลาจารึกคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่น่าสนใจ ศิลปะวัฒนธรรมอันประณีต ภาพแกะสลักที่สวยงาม ฯลฯ เป็นต้น รัฐบาลอังกฤษ(สมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย) ให้นำเอาเศษอิฐ หิน ทราย ไปก่อสร้างตึก อาคาร บ้านเรือน เช่น สร้างตึกควีนส์คอลเลจ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยสันสกฤต) สะพานดันดันข้ามแม่น้ำวรุณ ตึกสถานีรถไฟเมืองพาราณสี และนำเอาปฏิมากรรมประเภทต่างๆ ที่ขุดค้นได้  มาวางเป็นรากฐานเขื่อนกั้นน้ำถึง ๔๐ กว่าแห่ง ต่อมาก็ได้มีการขุดค้นบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

          เนื่องจากว่าอาณาเขตบริเวณของสารนาถนั้นมีความกว้างใหญ่ไพศาลมาก ภายในนั้นมีโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์และอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายมากมายหลายสิ่ง ซึ่งจะขอนำมาเสนอแนะเฉพาะสถานที่สำคัญเท่านั้นเพื่อเป็นการศึกษาพอสังเขปเป็นเบื้องต้นก่อน ดังต่อไปนี้

๑. พระมูลคันธกุฎี : กุฏิของพระพุทธองค์สร้างในสมัยเมารยะ

๒. ธัมมราชิกสถูป : สถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (ที่แสดงอนัตตลักขณสูตร)

๓. เสาพระเจ้าอโศกมหาราช : สร้างไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่สำคัญของพระพุทธศาสนา (ถูกทำลายหักออกเป็น ๕ ท่อน  แต่หัวเสาที่เป็นรูปสิงห์ ๔ หัวนั้นไม่โดนทำลายเลย  และถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สารนาถ ต่อมาถูกใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย)

๔.ธัมเมกขสถูป : เป็นองค์เดิมของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ได้ทรงสร้างเอาไว้เพื่อเป็นพุทธบูชา

๕. พระวิหารรูปครึ่งวงกลม : สร้างในสมัยเมารยะ

๖. ธัมมจักรชินวิหาร : พระนางกุมารเทวีสร้างถวาย

๗. สถานที่ยสะกุลบุตรออกบวช : “ที่นี่วุ่นวายหนอ  ที่นี่ขัดข้องหนอ” เป็นคำพูดของท่านยสะซึ่งเป็นบุตรของนางสุชาดาที่ได้ถวายข้าวมธุปายาสแด่เจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ต่อมาท่านยสะก็ได้ออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์

          ยังมีโบราณสถานอีกหลายแห่งที่ค้นพบ ซึ่งได้แบ่งเอาไว้เป็นช่องๆ โดยมีหมายเลขกำกับเอาไว้ แต่ที่นำมาเสนอในที่นี้ก็เพียงเพื่อแนะนำสถานที่เด่นชัดเท่านั้น ณ ที่สารนาถแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาอีกด้วย เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในโลก ปัจจุบันเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สารนาถ สามารถที่จะเข้าชมได้ ทางกรมโบราณคดีของอินเดียยังได้สร้างป่าอิสิปตนมฤคทยาวัน คือสวนกวาง (จำลอง) ไว้ทางด้านทิศตะวันออกขององค์ธัมเมกขสถูป เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานว่าสวนแห่งนี้ยังคงมีอยู่

          ณ ปัจจุบันนี้ชาวพุทธทั่วโลกได้เดินทางมาสักการะยังสังเวชนียสถาน คือที่สารนาถแห่งนี้เป็นประจำตลอดทั้งปีโดยไม่ขาดสายธารแห่งศรัทธา หนึ่งในจำนวนสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งคือที่สารนาถแห่งนี้ด้วย ซึ่งมีความสำคัญดังได้พรรณนามาแล้วในเบื้องต้นนั้น ส่วนเรื่องประวัติศาสตร์จะไม่ขอกล่าวถึงเพราะมีความยาวมาก แต่จะพยายามรวบรวมเรียบเรียงนำมาเสนอในโอกาสต่อไปเพื่อเป็นการศึกษาอย่างละเอียด กว่าจะกลายมาเป็นองค์ธัมเมกขสถูปที่สมบูรณ์เช่นที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ ได้ผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายอะไรมาบ้าง มีทั้งความเจริญและความเสื่อม ดังนั้น เพื่อให้เห็นกันง่ายๆ จึงได้นำมาเสนอเฉพาะประวัติความเป็นมาและสถานที่สำคัญเท่านั้น คงพอทุเลาความสงสัยอันเกิดขึ้นในใจลงได้บ้าง ถ้าอยากให้ดีก็ควรจะมาสักการะด้วยตัวท่านเอง ยิ่งจะยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ท่านผู้อ่านเป็นอย่างดียิ่งๆ ขึ้นไป

. เมืองกุสินารา

นครที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

กุสินารา : ในครั้งพุทธกาล

          หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจเผยแผ่พระศาสนาโปรดเหล่าเวไนยสัตว์รวม ๔๕ พรรษา  พระองค์จึงเสด็จมาเพื่อปรินิพพาน ณ ที่ “กุสินารา” เรียกตามภาษาถิ่นว่า “กุสินาครา” พระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานที่แห่งนี้ เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ ปีพอดี จะขอยกเอามหาปรินิพพานสูตรมาบรรยายโดยสังเขปให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันก่อน เพราะเป็นสูตรที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับการปรินิพพานของพระพุทธองค์  ก่อนที่จะเสด็จมายังเมืองกุสินารานั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏเมืองราชคฤห์เสด็จพุทธดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึง “เวฬุคาม” เมืองเวสาลีหรือไพศาลีในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาที่นี่เป็นแห่งสุดท้าย  พระองค์ประชวรอย่างหนักใกล้จะสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงดำริว่าอยากจะลาภิกษุสงฆ์ก่อนจะปรินิพพาน ทรงระงับอาพาธด้วยพระวิริยะและพระขันติ อธิษฐานชีวิตสังขารดำรงพระชนม์อยู่ก่อน 

          เจ็ดเดือนต่อมาพระองค์ได้เสด็จเข้าไปรับบิณฑบาตในเมืองเวสาลีแล้วทรงชวนพระอานนท์ไปยังปาวาลเจดีย์ ณ ที่แห่งนั้นพระองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ตรัสบอกพระอานนท์ว่าต่อจากนี้ไปอีก ๓ เดือนเราจะปรินิพพาน พระอานนท์ทูลถามพระองค์ว่า “เหตุใดพระองค์จึงต้องเสด็จไปปรินิพานที่กุสินารา เมืองอื่นๆ ที่มีพุทธศาสนิกชน มีมหาราชาเศรษฐีที่นับถือพระองค์และเจริญก็มีตั้งเยอะแยะพระองค์ทรงตรัสตอบว่า ถ้าเราไปปรินิพพานในเมืองใหญ่การป้องกันทหารชาตินักรบจะเข้มแข็ง และจะเป็นการสร้างศัตรูไม่มีที่สิ้นสุดด้วยสงครามแย่งพระบรมสารีริกธาตุกัน และเพราะที่เมืองกุสินาราเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่มีความรู้ มีเหตุผล สามารถประนีประนอมกันได้ด้วยสันติวิธี” 

          จากนั้นพระองค์เสด็จออกจากเมืองเวสาลี ทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเสด็จต่อไปเรื่อย จนมาถึง “เมืองปาวา” ประทับที่สวนมะม่วง (อัมพวัน) ของนายจุนทะ(บุตรนายช่างทอง) นายจุนทะได้ถวาย “สุกรมัททวะ” ซึ่งเป็นอาหารมื้อสุดท้าย ภายหลังจากที่พระพุทธองค์เสวยพระกระยาหารบิณฑบาตมื้อสุดท้ายจากบ้านของนาย “จุนทะ” พระองค์ทรงพระประชวรอาพาธอย่างหนักด้วยโรค “ปักขันทิกาพาธ” (โรคท้องร่วง) เลือดไหลออกทางทวารหนัก กล่าวกันว่า นายจุนทะได้ถวายภัตตาหารอันประณีตที่ประกอบด้วย “สุกรมัททวะ” ในตำราของเมืองไทยได้ตีความว่า “หมายถึง เนื้อสุกรหรือเนื้อหมู” แต่คัมภีร์ทางประเทศอินเดียตีความว่า “หมายถึง เห็ดชนิดหนึ่งที่หมูหรือสุกรนั้นชอบกิน” เลยได้ชื่อว่า “สุกรมัททวะ” ณ ปัจจุบันนี้บริเวณบ้านของนายจุนทะ ก็ยังคงมีหลักฐานปรากฏอยู่ให้เราเห็น โดยมีสภาพภูมิศาสตร์เป็นเนินดินทางกรมโบราณคดีของอินเดียก็ได้ปักป้ายเอาไว้และให้ความคุ้มครองเป็นอย่างดี  

          พระองค์ทรงอาพาธอย่างแรง แต่ด้วยพระขันติบารมีทรงอดกลั้นเวทนาไว้  แล้วเสด็จต่อไป  ระหว่างทางได้สรงสนานในแม่น้ำชื่อ “กุกุธานที” แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองกุสินารา โดยเสด็จข้ามแม่น้ำ “หิรัญวดี” ชาวบ้านเรียกท่านี้ว่า “โคตมติตถะ” (ท่าน้ำพระโคดม) พอมาถึงสาลวโนทยานของพวกมัลละกษัตริย์ ได้ประทับนั่งใต้ต้นรังคู่ อันเป็นที่ปรินิพพาน ขณะที่จะปรินิพพานอยู่แล้วนั้น พระองค์ยังไม่ละการบำเพ็ญพุทธกิจทั้งๆที่ ประชวรอย่างหนัก ตอนนั้นก็มีสุภัททปริพาชก ซึ่งมีข้อสงสัยอะไรบางอย่างต้องการจะรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อแก้ความสงสัยของตน เมื่อได้ยินว่าพระพุทธองค์ประชวรหนักกลัวว่าจะเสียโอกาสจึงเข้ามาเฝ้าทูลถาม พอเข้ามาพระอานนท์ก็เกรงว่าจะเป็นการรบกวนพระพุทธเจ้า 

          พระพุทธองค์ทรงได้ยินเสียงของพระอานนท์กับสุภัททปริพาชก โต้กันไปโต้กันมา พระพุทธเจ้าจึงถามพระอานนท์ว่า “อานนท์มีอะไรหรือ” พระอานนท์จึงกราบทูลให้ทรงทราบ และประทานอนุญาตให้สุภัททปริพาชกเข้าไปหาทั้งที่ประชวรอย่างหนัก แสดงถึงว่าพระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสุภัททปริพาชกซึ่งเป็นอริยะสาวกองค์สุดท้ายจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้ตรัสปัจฉิมวาจาเพื่อเตือนสติแก่พุทธบริษัททั้งหลายว่า

หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว, วยธมฺมา สงฺขารา, อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”

แปลความว่า บัดนี้ เราขอพูดกับเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา  เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด จากนั้นก็ทรงเข้าสู่ปฐมฌานและฌานต่อๆ ไป

          จนกระทั่งทรงปรินิพพานทิ้งร่างวางขันธ์ ให้เหล่าพระสาวกมองดูด้วยความเสียใจอาลัยปานจะสิ้นลมปราณ และโศกเศร้ายิ่งนัก ที่พระองค์ทรงต้องเสด็จปรินิพพานเร็วเกินไป จากนั้นไม่นานนัก พุทธศาสนิกชนก็ทราบข่าวการปรินิพพานของพระบรมศาสดา บรรดาผู้นับถือพระพุทธศาสนาต่างก็มาร่วมพิธีถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสถานที่ปรินิพพานมากนักเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “มกุฏพันธนเจดีย์” ห่างจากกุสินาราปรินิพพานวิหารไม่ไกลนักประมาณ ๑๐๐ เมตรเศษๆ เป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงประทับเสวยน้ำและแสดงธรรมโปรด “ปุกุสะ” จนเกิดศรัทธาเลยถวายผ้า “สิงคีวรรณ” จำนวน ๒ ผืนแก่พระพุทธองค์ก่อนที่จะเสด็จมาปรินิพพาน  

กุสินารา : หลังพุทธกาล

          ตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาที่กุสินาราเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๙๓ และได้สร้างสถูปกับเสาศิลาจารึกไว้ ณ สถานที่นี้ กุสินาราได้เจริญเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม  ดึงดูดนักจาริกแสวงบุญจากทั่วอินเดียและจากต่างประเทศ ท่านหลวงจีน “ฟาเหียน” นักจาริกแสวงบุญชาวจีนท่านแรกได้มาบูชาสถานที่ปรินิพพานประมาณ พ.ศ. ๙๔๙  ได้บันทึกเกี่ยวกับบริเวณสาลวโนทยานไว้ด้วย

          ท่านหลวงจีนฟาเหียนเดินทางมาเห็นและบันทึกไว้มีสถานที่สำคัญต่าง ๆ ดังนี้

ที่

สิ่งที่พบเห็น

๑.

เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช จำนวน ๒ ต้น

๒.

ทางทิศเหนือของเมืองกุสินาราพบต้นไม้ ๒ ต้นที่ฝั่งแม่น้ำหิรัญญาทางตอนใต้  พระโลกนาถหันพระเศียรไปทางทิศเหนือเสด็จดับขันธปรินิพพาน

๓.

สถานที่พระสุภัททะบรรลุอรหันต์

๔.

สถานที่บูชาพระโลกในโลงทองคำ

๕.

สถานที่กษัตริย์ทั้ง ๘ เมืองได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุเพื่อนำไปบูชาในเมืองของตน

๖.

ซากโบราณสถาน  เจดีย์ สถูปทั้งหลายที่ถูกสร้างไว้โดยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น ทั้งหมดยังคงปรากฏอยู่ถึงปัจจุบันนี้

          ต่อจากนั้นเป็นเวลานานหลายปี เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๑๘๐ ท่านหลวงจีนเฮี่ยงจัง (พระถังซำจั๋ง) แวะเยือนกุสินาราก็ได้พรรณนาเหตุการณ์ที่ตนเดินทางมาเห็นด้วย ดังนั้นบันทึกของท่านทั้ง ๒ นี้จึงเป็นเสมือนลายแทงที่สำคัญที่จะนำไปสู่การขุดค้นของนักโบราณคดี

          ท่านหลวงจีนเฮี่ยงจังหรือพระถังซำจั๋งเดินทางมาเห็นและบันทึกไว้มีสถานที่สำคัญต่างๆ ดังนี้

 

ที่

สิ่งที่พบเห็น

๑.

วิหารที่ก่อสร้างด้วยอิฐเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน

๒.

พระสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเอาไว้

๓.

เสาศิลาจารึกเหตุการณ์ตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน

๔.

พระสถูป ๒ องค์ใกล้วิหารพระพุทธรูปปางนิพพาน

๕.

พระสถูปองค์หนึ่งในที่วัชรปาณีย์ยักษ์สลบเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพาน

๖.

พระสถูปอนุเสาวรีย์การทิวงคตของพระนางเจ้ามายาเทวี

๗.

พระสถูปตรงที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

๘.

พระสถูปที่พระมหากัสสปะถวายบังคมพระบาทเป็นครั้งสุดท้าย

๙.

พระสถูปของพระเจ้าอโศกมหาราชเครื่องหมายสถานที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

๑๐.

เสาจารึกเหตุการณ์ในการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

๑๑.

สถูปที่สร้างไว้เหนือสถานที่พระสุภัททธนิพพาน

          บริเวณ “สวนสาลวโนทยาน” นั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก มีต้นไม้นานาพันธุ์ร่มรื่นพอสมควร  โดยเฉพาะหน้าพระคันธกุฏี ซึ่งเป็นโบราณวัตถุมีต้นสาละปลูกไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อเป็นอนุสสติถึงพระพุทธองค์  “องค์พระสถูปปรินิพพาน” เป็นทรงบาตรคว่ำสูงใหญ่มีฉัตร ๓ ชั้นมีวิหารเป็นคันธกุฏีมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (ปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน) รูปปั้นพระพุทธรูปปางนี้งดงามมาก มองเห็นแล้วคล้ายๆ กับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ มีความเป็นธรรมชาติมาก ชวนให้เกิดความสังเวชแบบว่ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว 

          ห่างจากวัดไทยกุสินาราไปประมาณ ๒๐๐ เมตรเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระเรียกว่า “มกุฎพันธนเจดีย์” ในสมัยแรกนั้นได้ก่อเป็นเจดีย์ใหญ่ครอบไว้ กาลเวลาผ่านมายาวนานกฎแห่งไตรลักษณ์ย่อมปรากฏเด่นชัดขึ้น คือความผุกร่อนไปตามกาลนั่นเอง ลักษณะมกุฏพันธเจดีย์นั้น มีลักษณะเป็นเนินดินที่ก่อด้วยอิฐเก่าที่ขุดค้นได้ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๔-๒๔๐๕ ท่านเซ่อร์คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เคยมาขุดค้นแต่ไม่พบ คนที่ค้นพบคือ ท่านหิรานันท์ ชาสตรี เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๓ เมื่อท่านเปิดหน้าดินออกได้พบว่า มันแสดงให้เห็นสถูปใหญ่มาก เป็นทรงกลมแบบกลองกลมใหญ่โต วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๓๔.๑๔ เมตร วางรากฐานบนแท่นกลมที่ฐานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๗.๒๔ เมตร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ รากฐานทั้งหมดขององค์สถูปก็ได้ถูกเปิดออก และนักโบราณคดีได้ทำการขุดค้นครั้งล่าสุด เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๓ ได้พบตราที่ทำด้วยดินเหนียวจำนวนมาก พร้อมกับพระสูตรที่จารึกไว้บนตราดินเหล่านั้นในเอกลักษณ์ของยุคกลาง และได้พบคำยืนยันถึงการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ณ สถานที่นี้จริงๆ

          ณ วันนี้เมืองกุสินารา ได้มีวัดพุทธนานาชาติหลายประเทศด้วยกัน อาทิ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  วัดไทยกุสาวดี วัดทิเบต วัดญี่ปุ่น วัดศรีลังกา ฯลฯ เป็นต้น เส้นทางสัญจรค่อนข้างที่จะสะดวกสบาย ท่านที่ต้องการเดินทางไปนมัสการยังสถานที่ปรินิพพานของพระบรมศาสดาสามารถที่จะเดินทางมาได้ตลอดทั้งปี

เอกสารประกอบการเขียน

ภาษาไทย

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. ภารตวิทยา(พิมพ์ครั้งที่ ๕ ฉบับปรับปรุงใหม่), กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2547

ชิว ซูหลุน. ถังซำจั๋ง จดหมายเหตุการณ์เดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง (พิมพ์ครั้งที่ ๒), กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๙

ไต้ ตามทาง (เสถียรพงษ์ วรรณปก), สู่แดนพุทธภูมิ, กรุงเทพฯ: ธรรมสภา, 2546

ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา,ร.ศ.ดร. ปรัชญาอินเดีย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๕.

ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต),พระ. จาริกบุญ-จารึกธรรม, กรุงเทพฯ: บริษัทสหธรรมิก จำกัด, 2539

ประภาส  ปริชาโน (แก้วเกตุพงษ์), พระมหา. อินเดีย:พุทธสถานต้นธารแห่งศรัทธา. กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์สุภา จำกัด, ๒๕๕๐.

วศิน อินทสระ, พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน, กรุงเทพฯ, บริษัทศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ จำกัด: กรุงเทพฯ, 2547

เสถียร พันธรังษี, ศาสตราจารย์พิเศษ. พุทธสถานในชมพูทวีป, กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2539

สุนทร ณ รังษี,ดร. ปรัชญาอินเดีย, กรุงเทพฯ: บริษัทบพิธการพิมพ์ จำกัด, 2521

หลวงวิจิตรวาทการ,พลตรี. ของดีในอินเดีย. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2544

 ภาษาอังกฤษ

Shyam Dva. The Luminious Life of Buddha, Tiny Tot Publications: Delhi, 2005

Tourist Publication. Tourist India Road Atlas, Jindal Enterprises: Delhi, 2001


[1] ป.ธ.๔, ศน.บ.(ปรัชญา), M.A.(Philosophy & Religion), Ph.D.(Philosophy & Religion), B.H.U., Varanasi, India.

[2] ท่านได้เข้ามาอยู่อินเดียตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๖-๒๔๒๘ (๕๒ ปี) ขณะนั้นมีอังกฤษปกครอง  ท่านได้เสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖  รวมสิริมายุได้ ๗๖ ปี

[3] เดินทางเข้ามาอินเดีย พ.ศ.๑๑๗๓-๑๑๘๗ (๑๕ ปี)ขณะนั้นมีราชวงศ์ธเนศวรปกครองอยู่  ท่านได้มรณภาพเมื่อ พ.ศ.๑๒๐๗ รวมอายุ ๖๑ ปี

[4] อริยมรรคหรือมรรคมีองค์ ๘ ประการ คือ ๑.สัมมาทิฏฐิ: ความเห็นอันถูกต้อง ๒.สัมมาสังกัปปะ: ความคิดอันถูกต้อง ๓.สัมมาวาจา: การพูดไพเราะมีสัจจะ ๔.สัมมากัมมันตะ: ประกอบการงานที่สุจริต ๕.สัมมาอาชีวะ: เลี้ยงชีพในทางที่ถูกต้อง ๖.สัมมาวายามะ: เพียรพยายามในทางที่ชอบ ๗.สัมมาสติ: ระลึกชอบ และ๘.สัมมาสมาธิ : การตั้งใจปฏิบัติที่ถูกต้องตามครรลองครองธรรม

[5] ลูกสาวของพญามารมีชื่อดังนี้ คือ นางตัณหา, นางราคะ และนางอรดี

[6] ในราตรีแรกทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การหยั่งรู้อดีตชาติกาลก่อน)  ในวาระที่สองทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (หยั่งรู้การเกิดการดับของสัตว์ทั้งหลาย) และวาระที่สามทรงบรรลุอาสวักขยญาณ (ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะกิเลสคือเครื่องเศร้าหมองที่หมักหมมอยู่ในจิตสันดาน)

[7] ปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ คณะกรรมการองค์พระเจดีย์ได้ขอร้องให้พระธรรมวีรานุวัตร (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย (ในสมัยนั้น) ในนามชาวไทยพุทธได้บูรณะชั้นบนองค์พระเจดีย์ (สร้างเป็นห้องไทย) และได้สร้างกำแพงแก้วล้อมรอบองค์พระมหาเจดีย์รวมถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วย พร้อมทั้งได้สร้างซุ้มประตูทางเข้าเป็นศิลปะสมัยแบบพระเจ้าอโศกมหาราช จำนวน ๒ ซุ้ม  อีกทั้งยังได้ติดไฟแสงจันทร์ให้ความสว่างไสวแก่องค์พระมหาเจดีย์ตราบเท่าทุกวันนี้ 

[8] ต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างพระแท่นวชิรอาสน์จำลองโดยนำหินทรายมาทำแทนหญ้ากุสะ  แกะสลักพื้นที่ประทับเป็นลายหัวเพชรเจียรไน ของฐานเป็นรูปห่านและหงส์  ซึ่งหมายความว่าเป็นสัตว์ที่ไม่จมน้ำเปรียบเสมือนพระพุทธองค์ทรงพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวงไม่ติดอยู่ในห้วงอาสวะใดๆในโลกแผ่นหินทรายมีความยาว ประมาณ ๗.๖ นิ้ว กว้างประมาณ ๔.๑๐ นิ้ว  หนา ๕.๕ นิ้ว

[9] ตรงที่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มองเห็นพระพุทธองค์ เรียกว่า “เจาคัณฑีสถูป” สูงประมาณ ๘๔ ฟิต ส่วนที่เป็นปล่องรูป ๘ เหลี่ยม (ด้านบนนั้นเป็นของมุสลิม โดยอัคบาร์มหาราชสร้างไว้เมื่อพ.ศ. ๒๑๓๑ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่บิดานามว่า “หุมายุน” ผู้เคยเสด็จหนีข้าศึกมาอาศัยอยู่กับพระสงฆ์) เจาคัณฑีสถูปนี้สร้างไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พบพระพุทธองค์ ณ ที่แห่งนี้

[10] ไตรรัตน์หรือพระรัตนตรัย ประกอบด้วย ๑.พระพุทธ  ๒.พระธรรม และ๓.พระสงฆ์

[11] “พระเจ้าพรหมทัต” ปัจจุบันนี้เมืองพาราณสี กษัตริย์หมดอำนาจลงแล้ว พระราชาองค์สุดท้ายคือ “พระเจ้าวิภูติ นารายณ์ ซิงห์”



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน