• นักข่าวหัวเห็ด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 44
  • จำนวนผู้ชม : 86279
  • ส่ง msg :
  • โหวต 213 คน
mediaaholic
เนื้อหาข่าวสารที่น่าสนใจที่เกิดขึ้น ที่กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคนส่วนใหญ่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mediaaholic
วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม 2550
Posted by นักข่าวหัวเห็ด , ผู้อ่าน : 732 , 11:14:00 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โดย ผู้จัดการออนไลน์18 สิงหาคม 2550 00:35 น.

ดีเบตรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 โค้งสุดท้าย ฝ่ายคัดค้านอ้างเป็นร่างของเผด็จการ ไม่ไว้ใจประชาชน แต่ให้อำนาจข้าราชการ ขณะที่ ฝ่ายสนับสนุนยืนยันให้อำนาจการตรวจสอบและส่งเสริมสิทธิ-เสรีภาพ และต่อยอดจากปี 40

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

      


       วันนี้ (17 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับช่อง 9 อสมท. ได้จัดเวทีสาธารณะในการประชันความคิด จุดเด่นข้อด้อยของรัฐธรรมนูญเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวิทยากรฝั่งที่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นตัวแทนจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ และนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ขณะที่ฝั่งคัดค้านประกอบด้วย นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน นายสมชาย ปรีชาศิลปะกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และนายคณิณ บุญสุวรรณ อดีต สสร. ซึ่งมีนาย สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนตรวจสอบการเลือกตั้ง (พีเน็ต) เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งจะให้มีการกล่าวนำ และตอบคำถาม 10 คำถาม
       
       โดยนายสมชาย กล่าวว่า ตอนนี้คนที่ไม่เห็นด้วยกลายเป็นศัตรู หรือเป็นคนรับอามิสสินจ้าง แต่อย่างไรก็ตามตนก็ยังอยากอยู่ร่วมกับสังคมไทยต่อไป เรากำลังถูกบีบให้อ่านรัฐธรรมนูญในเวลาจำกัด ในขณะที่ต่างประเทศการจะทำประชามติเรื่องเล็กๆเรื่องหนึ่งเขาต้องให้เวลากว่าหกเดือน แต่ของเราวันนี้ หลายคนกำลังจะไปลงโดยที่ไม่เข้าใจเนื้อหาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้ตนเสนอสามประเด็นที่ไม่ควรเห็นเรื่อง คือ 1.รธน.ทำให้พรรคการเมือง และรัฐบาลอ่อนแอโดยการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ยกเลิกบัญชีรายชื่อ ให้อิสระกับ ส.ส. มากขึ้น กลุ่มก๊วนเข้มแข็ง และเราจะไม่มีพรรคการเมืองสามารถสร้างนโยบายได้
       
       2.รธน.จะนำเอาสิ่งที่เรียกว่าอำนาจของคนชั้นนำในระบบราชการมาอยู่ในการเมืองไทย ไม่ไว้ใจประชาน มองว่าเป็นคนเบาปัญญา ถูกชักจูงโดยสินจ้างแต่กลับมีคนชั้นนำที่คิดว่าดี บริสุทธิ์ เหมือนเป็นอรหันต์มาคุมแทน และ 3.มาสถาปนาการเมืองแบบอำนาจนิยม อย่างมาตรา 309 ไม่ใช่นิรโทษกรรม แต่เป็นการทำให้การรัฐประหารถูกต้องชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญและให้องค์กรที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารอยู่ต่อไป
       
       ด้าน น.พ.ชูชัย กล่าวว่า การบริหารงานของรัฐบาลที่แล้ว ได้ละเมิด รธน.อย่างรุนแรง มีคนถูกฆ่าตัดตอน สื่อมวลชนถูกแทรกแซง หากเราอยู่ระบอบเดิม เราก็จะไม่มีเวทีอย่างนี้ องค์กรอิสระถูกแทรกแซง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ส.ว. ถูกซื้อจนหมดสภาพ นำมาสู่เผด็จการรัฐสภา แต่อ้างว่าเป็นความชอบธรรม ดังนั้นถามว่าเราจะประคองรัฐนาวาอย่างไร เราร่างเพราะอยากให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติให้เร็วที่สุด ต่อไปนี้ผู้ที่ผู้ดำรงตำแหน่งจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก รวมทั้งประชาชนจะได้รับการคุ้มครอง และเชื่อวาองค์อิสระจะทำหน้าที่ได้อิสระปราศจากการแทรกแซง
       
       ส่วนคำถามแรก เป็นคำถามเรื่องสิทธิเสรีภาพ จุดขายคือการเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน ดังนั้นขอให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ซึ่ง น.พ.ชูชัย กล่าวว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต การศึกษาก็ไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการศึกษาทางเลือก จนไปถึงการประกันความปลอดภัยในการทำงาน การดูแลเรื่องค่าแรง ดูแลคนพิการ คนยากไร้คนแร่ร่อน คนชรา
       
       ขณะที่ นายจอน ระบุว่า รธน.น่าผิดหวัง แม้จะเขียนเพิ่ม แต่โดยแกนหลักที่องค์กรภาคประชาชนเสนอไม่ได้รับการยอมรับ หลายเรื่องที่ภาคประชาชนเสนอ สสร.ไม่ได้ฟัง ไม่ได้หยิบประสบการณ์มาใช้ เช่น เรื่องการชุมนุมที่ถูกละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ฉบับนี้กลับไม่เขียนเลย
       
       คำถามต่อมา เกี่ยวกับเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเมื่อ รธน.50 เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหลายประการ การบังคับแนวนโยบายพื้นฐาน จะกลายเป็นการบังคับให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลทักษิณที่ทำเรื่องประชานิยมหรือไม่นั้น นายจอน กล่าวว่า เราต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นหลักประกัน ร่าง รธน.แม้แนวเขียนจะละเอียด แต่เนื้อหาไม่ต่างกัน ไม่สามารถให้หลักประกันว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่ผ่านมา ประชาชนไม่น่าที่จะยอมรับต่อรัฐธรรมนูญใหม่ นโยบายประชานิยมทำได้ หากมีการวางรากฐานให้แข็งแกร่ง เช่น เรื่องการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม นั่นเป็นนโยบายที่พึงปรารถนา และเขียนให้ดีกว่านี้ แต่ตอนนี้ รธน.เขียนเอาใจทุกฝ่าย เช่น ต้องมีเศรษฐกิจที่เป็นธรรม และเสรี นี่เป็นการเขียนแบบนักการเมืองเขียนมาลอยๆ ปฏิบัติไม่ได้ เป็นรัฐธรรมนูญที่กินไม่ได้
       
       ขณะที่ น.พ. ชูชัย กล่าวว่า หากเป็นนักการเมืองตนก็เป็นภาคพลเมือง จะเป็นประชานิยมหรือไม่นั้น อยากให้รู้ว่าประชานิยมกับสวัสดิการก้าวหน้าต่างกัน เรามีกองทุนต่างๆ และยังมีเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยให้ประชาชนเข้มแข็งจากฐานราก ในขณะที่นายนครินทร์ เสริมว่า ที่บอกกันว่าละเอียดกว่าเดิม แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ขายฝัน ขณะเดียวกัน รัฐบาต้องแถลงนโยบายว่าดำเนินการอะไรไปบ้าง มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง
       
       คำถามต่อมา เกี่ยวกับหมวดรัฐสภา ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. รวมทั้งการสรรหา จะทำให้การเมืองถอยหลังหรือก้าวหน้า เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจริงหรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า โครงสร้าง 40 มี เราต้องจบปริญญาตรีถึงจะเป็น ส.ส.ได้ แต่ในร่างฉบับนี้ไม่ได้กำหนดเช่นนั้น เพราะเราคำนึงถึงความสมอภาค ระบบที่เปลี่ยนแปลงไป คำนึงถึงความเสมอภาคของประชาชน เราคิดถึงการหมุนเวียนของ ส.ส.หน้าใหม่ และ ส.ว.ระบบผสม ไม่ถือว่าเป็นการถอยหลัง เราใช้หลักการเลือกตั้งเขตจังหวัด เขาจะมีเกียรติยศที่สูงกว่าเดิม เราไม่ได้คิดจากฐานประชากร เขาจะมีศักดิ์ศรีกว่า ส.ส. ส่วนเรื่องการสรรหา เป็นเรื่องเกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่ ส.ว.แต่งตั้ง แต่การสรรหาเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กลุ่มอาชีพจะเป็นคนเสนอ เราต้องการให้ ส.ว.เป็นกลาง ระบบจะก้าวหน้ามีดุลยภาพ ทำให้เราเป็นรัฐสภาตามปกติ ไม่ใช่กึ่งประธานาธิบดีเหมือนที่ผ่านมา
       
       ด้าน นายคณิน กล่าวว่า รัฐสภาต้องยึดโยงกับประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์ บ้านเมืองจึงจะแข็งแรง แต่ร่างฉบับนี้ตัดความยึดโยงออกไปเสียจากประชาชน ยิ่งกลับไปแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ ก็จะย้อนกลับไปเหมือนสมัยก่อน การใช้ ส.ส.สัดส่วนเป็นการลดทอนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนทั้งชาติ และประชาชนก็ไม่มีโอกาสรู้ว่ารูปแบบรัฐบาลจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ส.ว.ยังเอาพื้นที่ของประชาชนออกไปถึง 74 คน แต่กลับมีอำนาจเท่ากับ ส.ว.ที่มาจากจากประชาชน ขณะที่ ส.ว.มีอำนาจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสนอกฎหมาย การเปิดอภิปราย หรือการถอดถอนนายกฯ ที่มาจากประชาชน
       
       คำถามต่อมา ยังเกี่ยวกับเรื่องรัฐสภา โดยถามว่า การออกแบบอย่างนี้ จะทำให้พัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์จริงหรือไม่ โดยนายจอน กล่าวว่า การออกแบบเช่นนี้ เป็นการถอยหลังเข้าคลอง เป็นการมีสมมุติฐานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงมีวิจารณญาณการตัดสินใจมากกว่าประชาชนทั้งประเทศ องค์กรอิสระก็ได้รับการแต่งตั้งจาก ส.ว.ด้วย ซึ่งหากได้คนไม่ดี ใครจะรับผิดชอบ ส.ว.จังหวัดละคนที่จะได้ ก็เป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัด การมี ส.ว.เลือกตั้ง ทำให้ประชาชนรู้ผิดถูกรับผิดชอบต่อคนที่เลือก การสรรหาเป็นระบบอุปถัมภ์ไม่ใช่ประชาธิปไตย
       
       ขณะที่ น.พ.ชูชัย กล่าวว่า ส.ว.สรรหา เพราะเราต้องการให้เกิดความเท่าเทียม ไม่เช่นนั้น ใน ส.ว.ก็จะมีแต่นักการเมืองที่มาจากกาเลือกตั้งที่ใช้เงิน คนที่มาจากพื้นที่ก็จะไม่ได้เข้ามาไม่ได้ นอกากนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องการให้ รมต.และนายกฯ ให้ความสำคัญกับรัฐสภา รมต.ต้องกลับมาสภา ไม่ใช่เป็น ส.ส.หิ่งห้อย สามวันเจ็ดวันแล้วไปเป็น รมต.
       
       คำถามต่อมา เกี่ยวกับเรื้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยถามว่า ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น และง่ายขึ้น เช่น จำนวนรายชื่อที่จะเสนอกฎหมาย หรือถอดถอน แต่ทำอย่างไรจึงจะเกิดขึ้นจริงได้ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เรามีการกำกับไว้ในหมวดต่างๆ เช่น เมื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว ประชาชนยังมีสิทธิเข้าไปชี้แจงสภา เมื่อตั้งกรรมาธิการ ก็ให้ผู้ที่เข้าชื่อร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย เพราะในหลักการ ประชาชนย่อมรู้ดี ไม่ใช่สภาไปบิดพลิ้วได้ นอกจากนั้นในการถอดถอน ยังมีการกำหนดให้เป็นไปได้ตามสมควร
       
       ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า การลดจำนวนเป็นเรื่องดี แต่ไม่ได้อ่านปัญหาของสังคม เช่น การเสนอกฎหมายเข้าไปในสภา แต่กลับถูกปู้ยี่ปู้ยำ ประชาชนจะมีอำนาจในการเข้าถึงสื่อขนาดไหน เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องจำนวน หากเป็นเรื่องดี และเขาเข้าถึงสื่อได้ อย่าว่าแต่หมื่นชื่อเลย แสนชื่อก็ได้ สสร. แต่อ่านสังคมไม่ครบ ชาวบ้านผลักดัน แต่มันตกหมด การเข้าชื่อถอดถอน ทุกอย่างไปตันที่ ส.ว. เพราะกำหนดให้ใช้เสียงสามในห้าจึงจะถอดถอนได้ หมายความว่าหาก ส.ว.สรรหาจับมือกันพิทักษ์ใครคนใดคนหนึ่ง ก็จะไม่สามารถถอดถอนได้เลย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเรื่องนี้มีความคืบหน้า จากหนึ่งก็เป็น หนึ่งจุดหนึ่ง
       
       คำถามต่อมา เกี่ยวกับหมวดองค์กรอิสระ โดยถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญได้ให้กรรมการสรรหาจากตุลาการมามีบทบาท และพูดกันว่าตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากไป และจะเป็นอย่างไรในอนาคต หากไม่ใช่ตุลาการจะเป็นใครมาทำหน้าที่นี้ นายคณิน กล่าวว่า องค์กรอิสระเป็นองค์กรตรวจสอบ แต่นี่กลับไปตัดความยึดโยงที่มาจากประชาชน และจะเป็นองค์กรที่ยึดโยงกับระบบราชการแทน หากเป็นอย่างนี้ เราคงคาดหวังเรื่องความเป็นอิสระไม่ได้ แต่ที่สุดแล้ว ผู้ร่างก็เหมือนดูแคลนประชน และยังไปเขียนในบทเฉพาะกาลว่าคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ และใช้อำนาจได้ตลอดอีกยาวนานไป เช่น ปปช.จะหมดวาระในปี 2558
       
       ขณะที่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบไม่เกิดประสิทธิภาพ เราจึงแก้ไขใหม่ และยังแก้เรื่องจำนวนอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน ส่วนที่บอกว่าไม่ยึดกับประชาชนนั้น จริงๆ แล้ว เราก็มีส่วนยึดโยงเนื่องจากกรรมทการสรรหาสองคนก็มาจากประธานรัฐสภา และผู้นำฝ่ายค้าน
       
       คำถามต่อมา ถามว่า การทำหน้าที่ของศาลทำตามในอำนาจใดในสามอำนาจ และจะทำให้ประสิทธิภาพการคาน และดุลมีอำนาจมาขึ้นหรือไม่ นายไพบูลย์ เลี่ยงตอบคำถาม โดยระบุว่า เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย พร้อมกับกล่าวว่า การกำหนดดุลยภาพ ทำตามหลักนิติธรรม ส่วนเรื่องที่ปรับปรุงเรา ก็ปรับปรุงว่าก่อนการเลือกตั้งให้เหลืองแดงได้ สสร.ไว้ใจทุกส่วน ไว้ใจนักการเมืองด้วย และให้อำนาจมากขึ้น ส่วนประชาชนเราก็ไว้ใจ ไม่อย่างนั้นจะมีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองทำไม
       
       ด้าน นายจอน กล่าวว่า หัวใจของ รธน.ห้าศูนย์ คือ ไม่ไว้ใจนักการเมือง ไม่ไว้ใจวิจารณญาณของประชาชน แต่ไว้ใจข้าราชการชั้นสูง เช่น ตุลาการเป็นพวกที่ไกล ไม่เข้าใจประชาชน และไปให้เขาแต่งตั้ง ส.ว. ให้เขาสรรหาองค์กรอิสระ รับรองว่าตาสีตาสาไม่มีโอกาสเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ แต่ก่อนกรรมการสิทธิฯ ก็จะมีตัวแทนของประชาชน ตุลาการก็แทรกแซงได้ ที่ผ่านมาไม่โดน เพราะเขาไม่ได้อยู่ในจุดที่ถูกแทรกแซง คุณไม่ไว้ใจประชาชน แต่ไปไว้ใจตุลาการ
       
       คำถามต่อมา ถามว่า การกระจายอำนาจ จะเป็นไปได้อย่างไรเพื่อให้อำนาจอยู่ในมือของประชาชน นายคณิน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 40 พยายามล้มล้างการปกครองแบบรวมศูนย์ แต่ห้าศูนย์กลับตาลปัตร มีความพยายามเอาการตัดสินใจของคนรากหญ้าไปสู่มือของ ผวจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยให้พนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นข้าราชการ และเมื่อเป็นข้าราชการก็เป็นข้าราชการส่วนกลาง ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบกับท้องถิ่น
       
       ด้าน นายนครินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 เรามีการกระจายอำนาจทางการคลัง ต่อไปต้องมีการกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่น และถึงให้เป็นข้าราชการ แต่ก็ให้เป็นคนของท้องถิ่น สสร.ต้องการให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง
       
       คำถามต่อมา เกี่ยวกับเรื่องบทเฉพาะกาลหรือไม่ว่า รธน.ฉบับนี้ มีมาตราที่ว่าด้วยการสืบทอดของคนที่อยู่ในอำนาจ นายไพบูลย์ กล่าวว่า กรรมาธิการยกร่างไม่เคยคิดเรื่องการสืบทอดอำนาจ อย่างเรื่องการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายบริหาร ก็ต้องเข้าตามประตู ส่วนเรื่องการต่ออายุตุลาการ แนวคิดนี้มีมานานตั้งแต่ฉบับที่แล้ว เช่น ผู้พิพากษาอาวุโส บทเฉพาะกาลเราก็ทำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การเมือเดินต่อไปได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องสืบทอดอำนาจ
       
       นายสมชาย กล่าวว่า บทเฉพาะกาลทำให้เราเกิดความสงสัย เช่น กกต.เขาจะมีส่วนได้เสียจากการทำประชามติ เขาจะอยู่ได้อีก 7 ปี เขาอยู่ใน สสร.ด้วย ดังนั้นจึงเกิดความเคลือบแคลง นอกจากนี้ในมาตรา 309 บอกว่าอะไรก็ตามที่สี่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 บัญญัติ ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ถามว่าเคยมีเนื้อหาอย่างนี้หรือไม่ ก็ขอตอบว่า มีแต่เป็นการเขียนแบบชั่วคราว เป็นการสร้างจารีตใหม่ให้การรัฐประหารมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญถูกมองด้วยสายตาอย่างไร ดังนั้นหากใครเห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจขอให้ออกไปการับ แต่หากไม่เห็นด้วยก็ให้ไปกาไม่รับ
       
       คำถามสุดท้าย ถามว่า การรัฐประหารเกิดจาการขาดดุลยภาพ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการปฏิวัติอีก นายจอน กล่าวว่า รธน.รับรองการรัฐประหาร สสร.ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ตอนนี้เราอยู่ในบรรยากาศที่ข่มขู่ประชาชนว่า หากต้องการความปกติต้องยอมรับ มท. เอากำลังคนผลักดันให้ประชาชนรับรัฐธรรมนูญ หากเป็น รธน.ที่ดี ตนอาจจะรับ แต่เป็น รธน.ที่ไม่ไว้ใจประชาชน แต่ไว้ใจข้าราชการ ขี้เหร่ อัปลักษณ์ ไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้ระบบอุปถัมภ์ หากไม่รับจะเปิดโอกาสให้เราร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่หากรับก็เท่ากับยอมรับ และในอนาคตก็ทำให้แก้ยาก อย่างมาตรา 309 ร่างโดยนักกฎหมายขั้นเซียน แต่ไม่ซื่อตรงต่ออาชีพตัวเอง นี่ไม่ใช่แค่นิรโทษกรรมเรื่องในอดีต แต่รวมไปถึงการระทำในอนาคตด้วย
       
       ด้าน นายนครินท์ กล่าวว่า การรัฐประหารจบไปแล้ว มาตรา 309 ก็ไม่ได้รับรองรัฐประหาร แต่เรารับรองรัฐธรรมนูญปี 2549 เป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย หาก สสร. จะไม่รับรองการกระทำที่เป็นแม่ของตัวเองได้อย่างไร การรับรองรัฐประหารเป็นจารีตกฎหมายไทยมาตั้งนานแล้ว
       
       ต่อมา พิธีกรได้เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้อภิปรายสรุปในเนื้อหาทั้งหมดของการอภิปรายในวันนี้ โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า หากเราตั้งใจศึกษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมุมมองของประชาชน ไม่ใช่ในมุมมองของนักนิติศาสตร์ เพราะหากอ่านแบบนักนิติศาสตร์ อ่านเป็นเดือนก็ไม่จบ เหมือนที่นายสมชาย ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเปรียบเหมือนกลุ่มที่สามของประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่ และร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้ถอยหลังเข้าคลองเหมือนที่หลายคนกล่าวอ้าง จะเห็นได้ว่าประโยคที่บอกว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกลบออกไปทั้งหมด ดุลในรัฐธรรมนูญจึงดีขึ้น และการเมืองภาคประชาชนจะเข้มแข็งอย่างแท้จริง
       
       ด้าน น.พ.ชูชัย ศุภวงษ์ กรรมาธิการยกร่างฯ กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่ต้องมีการพูดถึงหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ คือ เรื่องภาษีปฏิรูปที่ดินภาษีมรดกที่จะต้องมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เพราะตนอยากเห็นชาวไทยมีที่ดินทำกินอย่างเท่าเทียม และตนเชื่อว่า การเก็บภาษีก้าวหน้าจะทำให้ช่องว่างของคนไทยลดลงมากขึ้น ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต และมันจะเป็นจริงทันทีเมื่อท่านไปลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ก็จะต้องมีองค์กรทางสังคมคอยตรวจสอบให้สิทธิเสรีภาพที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอย่างเป็นจริง
       
       นี่ไม่ใช่ประชานิยมที่ต้องพึ่งพิงรัฐเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสวัสดิการที่ประชาชนจะต้องได้รับ และนี่ก็ไม่ใช่หนี้บุญคุณใครเพราะ เราเน้นให้ประชาชนพึ่งตนเองร่วมมือกันเอง และออกกฎหมายคุ้มครองชุมชนท้องถิ่น ที่ไม่เห็นแก่จีดีพี แต่การจะทำการใด ๆ ที่จะกระทบต่อประชาชนอย่างเสียหายร้ายแรงจะต้องมีการศึกษาที่เป็นระบบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะละเลยองค์กรส่วนท้องถิ่นไม่ได้
       
       ขณะที่ ฝ่ายต้านรัฐธรรมนูญได้มอบให้นายคณิน บุญสุวรรณ เป็นผู้สรุปซึ่งนายคณิน กล่าวว่า หากแบ่งกลุ่มของบุคคลที่สามารถใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกอบไปด้วยสองส่วน คือ 1.กลุ่มประชาชนทั่วไป และฝ่ายนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 2.กลุ่มที่เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนใดๆ ทั้งสิ้นประกอบด้วย ศาล ข้าราชการ อัยการ และสองในสามของศาล และอัยการไปปรากฏอยู่ในกลุ่มของผู้ใช้อำนาจตรงส่วนนี้ ดังนั้นตนขอยกสุภาษิตโบราณที่กล่าวเอาไว้ว่า “ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่ แต่วันนี้ตนขอเพิ่มเติมว่า “จะดูรัฐธรรมนูญให้แน่ต้องดูที่บทเฉพาะกาล”ว่าใครได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการซ่อนบทเฉพาะกาลให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไดประโยชน์มากที่สุดหรือเปล่า
       
       “หากประชาชนจะเสียสละเวลาอ่านรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ตั้งแต่มาตรา 293-309 ท่านจะได้เห็นว่า คมช.จะมีอำนาจควบคุมประเทศไปอีก 180 วัน และ สนช.ก็จะได้ทำหน้าที่ไปอีก จะยังควบคุม และตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกต่อไป จนกว่าจะสรรหา ส.ว.ชุดใหม่มาได้ครบถ้วน กกต.ก็จะอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 7 ปี พร้อมกันนั้นประธาน กกต.ก็จะไปสรรหา ส.ว.อีก เป็นการใช้อำนาจแบบลักษณะงูกินหาง จะเป็นการทำให้คนคนเดียวสวมมวกได้ถึง 4 ใบ ดังนั้นการไปลงประชามติรับร่าง รธน.ในวันที่ 19 ส.ค.ของเรา จึงเป็นเสมือนการลงนามรับสภาพเงื่อนไขสัญญาทาส เราจึงควรไปลงประชามติเห็นชอบไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้เพียงสถานเดียว”นายคณิน กล่าว


ขอขอบคุณข้อมูลข่าวสารจากเวบผู้จัดการ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มะลิจัง วันที่ : 28/08/2007 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/marijung

แวะมาทักทายค่ะ.. ไม่ได้มาเยี่ยมนานนเลย.. ขอข่าวแนวโน้ม การผสมพันธุ์ กัน ระหว่าง พรรคอ่ะค่ะ ได้ป่าววว...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน