• นักข่าวหัวเห็ด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 44
  • จำนวนผู้ชม : 86279
  • ส่ง msg :
  • โหวต 213 คน
mediaaholic
เนื้อหาข่าวสารที่น่าสนใจที่เกิดขึ้น ที่กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคนส่วนใหญ่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mediaaholic
วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน 2550
Posted by นักข่าวหัวเห็ด , ผู้อ่าน : 738 , 17:16:03 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


"สนธิ VS. ทักษิณ"

          วิพากษ์ ผลพวง 1 ปี รัฐประหาร

หมายเหตุ - พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรี-
ความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุไอเอ็นเอ็นและรายการ
"สภาท่าพระอาทิตย์" สถานีเอเอสทีวี เนื่องในโอกาสครบ 1 ปี
การรัฐประหาร เมื่อเวลาเช้าวันที่ 19 กันยายน

การยุติบทบาทของ คมช. ยังเป็นเวลาเดิมใช่หรือไม่ 
เราทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งถือเป็นภาระที่เราคง
เลิกไม่ได้ แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่ หน้าที่ คมช.จะจบตามกำหนดเวลา

กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตร ระบุว่ามีคนใน คมช.
ไปเจรจารับเงิน 500 ล้านบาท จากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อล้มคดีที่
ร้านอาหารมัดหมี่ จ.ลพบุรี
 

อยากให้ไปถามคุณสุริยะว่าท่านให้ใคร ผมรู้จักกับท่านตั้งแต่สมัยเป็น
ผู้บัญชาการกองพล ท่านเป็นคนที่มีใจเอื้ออารี และมอบทุนการศึกษาให้
ผู้บัญชาการกองพลสมัยนั้น ผมไปลพบุรีเพียง 2-3 ครั้งตั้งแต่ย้ายมาที่นี่
ส่วนร้านมัดหมี่ไปครั้งเดียวกับคณะและผู้สื่อข่าว

ยืนยันว่าถ้าผมไปรับเงิน 500 ล้านบาท อยากถามว่าจะเอาอะไร
ไปใส่เงิน 500 ล้านบาทต้องเอารถบรรทุกไปใส่ และอยู่ดีๆ
คุณสุริยะจะเอาเงินมาให้ผมทำไม ผมจะช่วยอะไรเขา วิจารณญาณ
ของคน คงพิจารณาออก คตส.พูดได้ที่ไหน ทุกท่านเป็นตัวของตัวเอง
ผมมั่นใจว่าสิ่งที่พูดเป็นนัยยะทางการเมืองหรือเปล่าผู้ฟังต้องพิจารณา
ไตร่ตรองว่า ผมจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร

ถ้าให้เงินจริงคนใน คมช. 5-6 คน ไม่พอหรอก คุณสุริยะมาเกี่ยวอะไร
บุคลิกอย่างนี้จะไปรีดนาทาเร้นหรือ ไม่ใช่บุคลิกของ พล.อ.สนธิ
เพราะจะไปขอเงินใครยังไม่รู้จะไปพูดอย่างไรเลย
แต่เวลานี้มีนักธุรกิจรู้ดีว่าใครไปไถเงินพวกนี้ เพราะเขามาเล่าให้ฟัง

บ้านเมืองกว่าที่ผมจะเอาชีวิตไปแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งวันนี้
ท่านทราบหรือไม่ว่าคิดกันอยู่แค่ 3 คนเท่านั้น คือ ผมกับผู้ช่วยที่เป็น
นายทหารยศพันเอก 2 คนเท่านั้น ไม่มีคนอื่นที่เป็น
วีรบุรุษที่ไหนมา ทุกคนทำงานภายใต้กรอบ
ทำตามแผนที่กำหนดขึ้นมาเท่านั้น

มีคนมองว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ผู้ช่วย ผบ.ทบ.2 คนดิเดตที่จะเป็น ผบ.ทบ.
ถือเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในวันที่ทำรัฐประหาร
 

ผมใช้คนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานในหน้าที่ ตามกรอบนโยบาย
ผู้ปฏิบัติกับผู้วางแผนคนละคนกัน เรื่องนี้ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษ
ผมไม่เคยอ้างอย่างนั้น ทำงานเพื่อชาติก็จบแล้ว ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น

            ในช่วงเช้าวันที่ 19 กันยายน 2549 มีการวางแผนอย่างไร

แผนผมจบแล้ว แผนผมทำเพียงเวลาสั้นๆ 2-3 วันก็เสร็จ
โดยทำภายใต้กรอบของแผนอีกแผนหนึ่งที่มีอยู่แล้ว
วันที่ 19 กันยายน 2549 คือ วันที่ผมกำลังร่างคำประกาศเพียงคนเดียว

รูปแบบใหม่ในการแถลงข่าวของ คมช.จะเป็นอย่างไร 
ผมขออนุญาตให้เป็นความเซอร์ไพรส์แล้วกัน

            1 ปี คมช.ให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่ 

ต้องให้คนอื่นให้คะแนน บางทีส่งข้อสอบไปแล้ว ข้อสอบหาย
หรืออาจารย์ลืมตรวจก็มี ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์ว่าการปฏิวัติ 1 ปี
ของ คมช.ไร้ประโยชน์นั้น เรื่องคำตอบทางการเมืองอาจจะใช่
แต่มองที่ผลสัมฤทธิ์ดีกว่า

ผมถามว่าถ้าไม่มีวันนั้น วันนี้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
กลุ่มอำนาจเก่าทำอะไรบ้างทุกคนรู้
ทุกองค์กรก็รู้ คิดว่าบ้านเมืองบอบช้ำหลายเท่า
และต้องยอมรับว่านี่คือประชาธิปไตย
ผมคืนอำนาจภายใน 12 วัน ไม่ใช่เผด็จการแน่นอน

  หากย้อนเวลากลับไปได้จะคืนอำนาจหรือไม่ 
ไม่พูดดีกว่าเดี๋ยวถูกโจมตีอีก แต่สาเหตุที่ คมช.ยังอยู่
เพราะเป็นภาระเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่สืบทอด 

ภารกิจ 4 ข้อในการยึดอำนาจคืบหน้าอย่างไร 
เรื่องแรกที่เกี่ยวกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มอบหมายให้ตำรวจดำเนินการ
อยู่เกินอำนาจเรา และไม่ต้องการให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ส่วนข้อหาคอร์รัปชั่นครั้งแรกมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
มีปัญหาก็เปลี่ยนใหม่ ถือว่ามีความกล้าหาญและก็มีผลงานได้พอสมควร

ส่วนเรื่ององค์กรอิสระอื่นๆ มีการแต่งตั้งใหม่ทั้ง กกต.
ป.ป.ช. สนช. และ ส.ส.ร. ก็สัมฤทธิผล และเรื่องสุดท้าย
คือ ความสามัคคีของคนในชาติกำลังมีการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

หลังจาก คมช.หมดภารกิจในปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น 
ถ้าอำนาจเก่ากลับมา ผมเป็นคนแรกที่จะโดน แล้วอาจจะเป็น คตส.
หรือคนอื่นตามมา แต่อย่าไปกลัว เราอย่าเป็นไก่ตรุษจีน
ตีกันเองในเข่งในกระชัง เพราะในที่สุดก็ต้องเข้าโรงเชือด
หรือเหมือนนิทานอีสป เรื่องนกแขกเต้ากับนายพราน
ที่ชี้ให้เห็นว่า คนนั้นทำคนนี้ไม่ทำ เอาเท้าราน้ำ

เสียงวิจารณ์ว่า คมช.ใช้สื่อในการชี้แจงข้อเท็จจริง
หรือความเลวร้ายของระบอบเก่าไม่เต็มที่

ต้องยอมรับว่าเวลานี้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ไม่มีการควบคุมสื่อ
ที่ผ่านมาเราได้ทำไปถึงรากแก้ว มีทั้งวีซีดี ข้อมูลทุกด้าน
ขณะเดียวกันสังคมประชาธิปไตยอยู่ที่
ดุลพินิจของสื่อว่าจะลงหรือไม่

ช่วงการลงประชามติในภาคอีสานโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญมาก

คนในภาคอีสานเคยหนุนระบอบเก่า 6 ล้านคน
แต่ตอนนี้เหลือแค่ 4 ล้านคน
ทั้งที่ในช่วงการลงประชามติไม่ได้มีการรณรงค์อะไร

     มีเสียงวิจารณ์ว่าปฏิวัติไม่สะเด็ดน้ำ เมื่อเกิดวิกฤตอีกจะแก้ปัญหาไม่ได้ 

เป็นการปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย ถ้าโอกาสหน้าประชาชนไม่เห็นด้วย
การยึดอำนาจก็เป็นไปไม่ได้ และหากสังคมเข้มแข็งก็ไม่ต้องปฏิวัติ
ทุกฝ่ายต้องช่วยกันร่วมกันสร้างพลังอำนาจในชาติ มีอุดมการณ์รักชาติให้มากกว่านี้
อย่างประเทศเวียดนามที่คนมีความรักชาติ มีวินัย โดยเฉพาะมีผู้นำที่มีความรักชาติ

ในอนาคตจะมีปฏิวัติอีกหรือไม่
หากผู้นำมีผลประโยชน์หรือฉ้อฉล
แต่ถ้ามีก็จะเป็นในลักษณะของการปฏิวัติ
โดยพลังประชาชน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

คมช.จะสู้อำนาจเงินไหวหรือไม่
ต้องสร้างโดยใช้ศีลธรรม หลายอย่างมาสู้กัน หากเอาเงินมาให้ 500 ล้าน
เงินจำนวนนี้ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร มันจะทับตาย

ทหารจะกลับเข้ากรมกองหรือไม่ 
ทหารไม่อยากออกมาอยู่แล้ว แต่เรามีภารกิจทางด้านความมั่นคง
ผมทำงานด้วยเลือดเนื้อ ชีวิต เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุการณ์ครั้งนั้น
ผมได้เอาชีวิตเข้าแลก และขอยืนยันตั้งแต่วันนั้น
ผมยืนข้างประชาชน จะทำให้ประชาชนสบายใจ

ขอให้ประชาชนช่วยกันสู้กับอำนาจเก่า รวมกันเป็นพลังในการต่อสู้ ไม่ให้กลับมาได้ 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี
เขียนบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยน วอลล์ สตรีท เจอร์นัล
ฉบับวันที่ 19 กันยายน 2550 ในโอกาส 1 ปีการรัฐประหาร 19 กันยายน
เรื่องการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย

 ในวันเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ผมอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก
และเตรียมการที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์
ต่อที่ประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่สำคัญนี้
เพื่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของผม

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ผมได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวไทย
ในการเลือกตั้ง ทำให้ผมสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากขึ้นใหม่ด้วยคะแนนเสียงท่วม
ท้นเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน โดยในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยเกือบ 100 ปีของไทย
ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งนอกจากจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้
จนครบวาระ ผมยังได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวไทย
ส่วนใหญ่ของประเทศให้รับตำแหน่งหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ต่ออีกวาระหนึ่ง

  ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลของผม เราสามารถลดความยากจน
ของประชาชนของประเทศได้เกือบครึ่ง ให้โอกาสประชาชนเข้าถึงระบบของ
สวัสดิการรักษาพยาบาลในราคาต่ำเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
รัฐบาลของผมสามารถบริหารแผ่นดินด้วยงบประมาณ
ที่สมดุลและยังสามารถชำระหนี้สินของประเทศชาติคืนให้แก่กองทุนการเงิน
ระหว่างประเทศหรือ IMF ได้จนครบถ้วน

ในการเตรียมการที่จะกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ
ผมตั้งใจที่จะตอกย้ำถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยของไทย

            ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ผมไม่สามารถมีโอกาสที่จะ
ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติตามที่กำหนดไว้
เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยของผม
ถูกโค่นล้มโดยการกระทำรัฐประหารโดยกองทัพ

            การกระทำรัฐประหารต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
เป็นสิ่งที่ผมและพี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้
ผมเชื่อมั่นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุขนั้นได้ฝังรากลึกในสังคมไทย

เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน
และมีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 
พี่น้องประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นและคาดหวังในระบอบประชาธิปไตย
เช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนในนานาอารยประเทศ และผมมั่นใจว่าพี่น้อง
ประชาชนชาวไทยจะยืนหยัดต่อต้านอำนาจเผด็จการจนกว่าพี่น้องประชาชน
จะได้อำนาจในการปกครองประเทศภายใต้
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขคืนมา

เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักที่คณะรัฐประหารเสียเวลา 1 ปีที่ผ่านมาไป
กับการคิดกันผมหรือใครก็ตามที่มีความเห็นทางการเมืองร่วมกับผม
มิให้สามารถกลับคืนสู่เวทีการเมืองได้

 แทนที่จะใช้เวลา 1 ปีที่ผ่านมาไปกับการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ
ของประเทศหรือคืนสิทธิพื้นฐานโดยชอบธรรมให้แก่พี่น้องประชาชน

      เมื่อคำนึงถึงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผมต้องตกใจและเสียใจกับ
ความเสียหายอันใหญ่หลวงที่พี่น้องชาวไทยและประเทศชาติได้รับ
จากการกำหนดนโยบายและการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของคณะรัฐประหาร

 ผมได้ชี้แจงหลายครั้งแล้ว และขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า ผมไม่มีความปรารถนา
จะกลับเข้าไปสู่เวทีการเมืองอีกต่อไป
ผมยังมีความจงรักภักดีและเทิดทูน
สถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ยิ่งชีวิต ผมรักประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน
และความปรารถนาเพียงประการเดียวของผม คือการได้กลับคืนสู่ประเทศชาติ
อันเป็นที่รักยิ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุขเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาและครอบครัวของผมโดยสงบ

   คณะรัฐประหารได้อ้างเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารว่า
รัฐบาลภายใต้การนำของผมนั้นกระทำการทุจริตคิดไม่ชอบ ภายหลังการรัฐประหาร
พวกเขาก็ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาโดยมีภารกิจหลักเพียงประการเดียว
คือการพยายามคิดค้นหลักฐานและข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อกล่าวหาว่า
ผมและครอบครัวมีการดำเนินการทางการเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อกล่าวอ้างของการทำรัฐประหาร

   แต่จนเวลาผ่านไป 1 ปี หน่วยงานเฉพาะกิจของคณะรัฐประหารกลับ
ไม่สามารถหาหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่มีตั้งแต่ต้นว่าผมทุจริตได้

จนต้องมีการปรุงแต่งเรื่องราวใหม่ๆ มาใส่ความผมและครอบครัวเพิ่มเติม และพวกเขายัง
ต้องดำเนินการให้มีการประดิษฐ์การตีความกฎหมายแบบใหม่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ
การลงทุนและภาษีอากรเพื่อใช้ดำเนินคดีกับผมและครอบครัวเป็นการเฉพาะ

การใช้บังคับและตีความกฎหมายเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะกับผม
และครอบครัว
เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะการกระทำเช่นนั้นจะกระทบถึง
ชื่อเสียงของประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและ
มีความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ผลที่ตามมาของการกระทำของ
คณะรัฐประหารก็คือ การชะลอตัวของการลงทุนจากต่างประเทศ
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

คณะรัฐประหารยังพยายามหยุดยั้งมิให้ผมหรือใครก็ตามที่มี
ความเลื่อมใสในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมและระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับ
ผมได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน โดยดำเนินการให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย
ซึ่งเป็นพรรคการเมืองภายใต้การนำของผม และยังได้ดำเนินการเพิกถอน
สิทธิทางการเมืองของผู้นำทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยกว่า 100 คน

 นอกจากนี้ คณะรัฐประหารยังได้ดำเนินการอายัด
ทรัพย์สินของผมในประเทศไทยอีกด้วย

 ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก มีการจำกัดสรีภาพ
เของสื่อมวลชน และยังห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอีกด้วย

  คณะรัฐประหารได้ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ของประเทศโดยมีภารกิจหลักเพื่อลดบทบาททางการเมือง
ของประชาชนและผู้แทนราษฎรในการตัดสินใจเรื่องที่มีความสำคัญ
ระดับประเทศ
รัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารจัดทำขึ้นมาได้ลดจำนวนสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรจาก 500 คน เหลือ 480 คน ลดจำนวนวุฒิสมาชิกจาก 200 คน
เหลือ 160 คน และยังกำหนดให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อทำลายฐานเสียง
ของพี่น้องประชาชนใน 35 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันวันออกเฉียงเหนือ
ที่ต่อต้านการรัฐประหารอย่างรุนแรงอีกด้วย

 นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยคณะรัฐประหารยังตัดสิทธิ
ประชาชนชาวไทยในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก
โดยวุฒิสมาชิกส่วนหนึ่ง
จะมาจากการแต่งตั้งโดยกลุ่มบุคคลที่มิได้เป็นผู้แทนของประชาชน
และยังมีการเพิ่มบทบาทที่ขัดกับหลักการในระบอบประชาธิปไตยให้แก่วุฒิสมาชิก
และสถาบันตุลาการในการคัดเลือกองค์กรอิสระและให้สิทธิในการถอดถอน
นายกรัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

    ในการลงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อเดือนที่แล้ว ปรากฏว่า
มีพี่น้องชาวไทยจำนวนมากที่ลงมติไม่เห็นชอบ
กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลและคณะรัฐประหารจะใช้มาตรการ
ที่รุนแรงมากมายในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของ
พี่น้องประชาชนและองค์กรต่างๆ ที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ

  ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม
ซึ่งคณะรัฐประหารต้องการให้สังคมโลกยอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรี
และเป็นธรรม แต่กลับไม่ยอมยกเลิกกฎอัยการศึกใน 35 จังหวัด
ในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน

คณะรัฐประหารยังบังคับใช้กฎอัยการศึกและห้ามการดำเนินกิจกรรม
ทางการเมืองโดยคน 10 คนขึ้นไป
แต่คณะรัฐประหารกลับไม่บังคับ
ใช้กฎอัยการศึกดังกล่าวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ยอมสยบ
ต่ออำนาจของคณะรัฐประหาร และเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมผลการเลือกตั้ง
ได้อย่างเต็มที่ คณะรัฐประหารก็ต่อต้านความพยายามของสหภาพยุโรป
และนานาอารยประเทศในการที่จะเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้

ดูเหมือนประชาคมโลกจะยอมรับพฤติกรรมต่างๆ ของคณะรัฐประหาร
แม้จะเบี่ยงเบนจากหลักการประชาธิปไตยด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ง่าย
แต่ขณะเดียวกันก็เป็น เรื่องลำบากใจที่จะยอมรับเหตุผลดังกล่าวของประชาคมโลกก็คือ
ประชาคมโลกรังเกียจการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของคณะรัฐประหาร
จนต้องการให้คนกลุ่มนี้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

    ดังนั้น แทนที่ประชาคมโลกจะโต้แย้งพฤติกรรมอันไม่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเขาก็พร้อมที่จะเบือนหน้าหนีเพื่อที่คณะรัฐประหารจะได้
ไม่สามารถสรรหาเหตุผลต่างๆ มาเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ได้
จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดที่จุดอ่อนที่สุดของคณะรัฐประหาร
อันได้แก่ ความไร้สมรรถภาพและไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
กลับช่วยชีวิตให้คณะรัฐประหารให้อยู่รอดได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้

       ประชาคมโลกกำลังคาดการณ์ผิดถ้าคิดว่าความสงบและความมั่นคงจะกลับคืนสู่
ประเทศไทยได้ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
แม้ว่าประชาชนชาวไทยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังถูกคุกคามและ
จำกัดสิทธิเสรีภาพโดยคณะรัฐประหารนั้นอาจจะยากจนข้นแค้น
แต่พวกเขาจะไม่ยอมให้มีการปฏิเสธสิทธิเสรีภาพของพวกเขาเช่นเดียวกับพี่น้องชาว
ไทยอีกนับล้านคนที่กำลังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ
โดยคณะรัฐประหาร พวกเขาก็จะไม่ยอมรับการกดขี่เช่นนี้ตลอดไป

เราจะไม่มีวันได้เห็นความมั่นคง ประชาธิปไตยและการพัฒนาของประเทศไทย
ตราบเท่าที่เรายังไม่มีแผนการเพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ

ผมคงไม่จำเป็นต้องย้ำว่ากระบอกปืนหรือการเลือกตั้งที่สกปรก
จะไม่มีวันนำประเทศไทยกลับคืนไปสู่ความสมานสามัคคีของคนในชาติได้

วิถีทางเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติกลับคืนสู่ความสงบและความมั่นคงได้ ก็เมื่อบรรดา
นายทหารและนักการเมืองให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
เหนือผลประโยชน์เฉพาะหน้าของพวกเขา




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 20/09/2007 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

แวะมาทักทาย ขอบคุณสำหรับบทความที่น่าสนใจค่ะ ....


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน